22 ต.ค. เวลา 07:30 • ความคิดเห็น
เวลามองอะไร ออกไป ไกลไปโน้น ดวง ..ดวงดาว ดวงนั้น มันก็ห่างใกล้ เอามาหันมามอง ดวงดวงชะตา .ก็ไปเอา วันเเดือนปีเกิด ไปเอาอะไรมา .ดู .เค้าว่า อนาคตจะดี อดีตไม่ดี . ปัจจุบันล่ะ ก็ไม่ดี . ปัจจุบันเรามีกาย เอ้าแข็งแรงมั้ย ครบอาการสามสิบสองมั้ย กินอิ่ม นอนหลับเป็นปกติ สิ่งอื่นนอกกาย ก็เป็นของอาศัย แม้กายนี้ ก็ไม่เที่ยง มีอะไรเปลืื่อนแปลงตลอดเวลา อารมณ์นึกคิด ก็ไม่คงที่ เปลือนแปลงตลอด เราสร้างสติสัมปชัญญะขึ้นมา เห็นว่ากายนี้ มีแต่กรรม มันเกิดขึ้น
เราก็นำกายนี้ เจ้าไปหาธรรม สร้างบุญขึ้นมา ให้กายเป็นบุญ จิตก็มีน้ำธรรม มาหล่อเลี้ยง มองเห็นอารมณ์นึกคิดเป็นตัวกรรม เราก็สลัดทิ้งไป เราก็คัดกรองเลือกเอาอารมณ์ที่ดีมาใช้ เหมือนเบือกอาหาร บนโต๊ะมากิน อาหารไหนมันเป็นพิษแสลง เช่นอารมณ์โลภ กินไม่รู้จักพอ เหมือนชูชก เราก็ไม่ทำ จะไปติเตียน ตีอว่าอาหาร ที่ตักใส่ปาก ก็ไม่ได้
เพราะเราตักมากินเองใส่ปากเอง เอาอารมณ์โมโหโกรธ เราก็รู้ว่าไม่ดี เราอย่าให้มันมาเกิดจค้นที่ตัวเรา ความวิตกกังวล ฟุ้งซ่าน มันก็เป็นอารมณ์กมุนจิต ปั่นจิ้งหรีด ให้มึนงง เราก็ไม่ไปยึดอารมณ์วิตกกังวน นั้น
ความวิตกกังวล หววดกลัวอะไรต่างๆ มันไม่ได้ทำอะไรมันดีขึ้นมา มีแต่สติสัมปชัญญะที่ต้องเอามาใช้ นึกไปถึง พระนเรศวร นำข้างตกมันมาออก ศึก ..ฝุ่นตลบจางลง มองเก็นพระมหาอุปราช . ท่านกัยเรา เรามาชนช้างยุทธหัตถี สู้กันแบบตัวต่อตัว ไห้สมชายชาติเชื้อกษัตริย์ รบกันให้สมศักดิ์ศรี ตัวต่อตัว ไม่ต้องทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน .มา..เรามารบกัน ท่านแพ้ก็กลับบ้านท่านไป เราแพ้ก็เอาบ้านเราไป
. นั่นคือ เร่ืื่องราวของจิต ที่มีสติสัมปชัญญะ มีปัญญา ที่แก้ไข .สถานการณ์ ที่ไม่ดี .มอวเห็นช่องทาง ที่จะชนะได้ แต่นั่นก็เป็นเรื่องราวของโลก ในทางธรรม การปฏิบัติธรรม เรียนรู้จักทุกข์ เค้ารีดทุกข์ให้กายแสดงอกมา แล้วพิจารณา คลี่คลาย ปลดเปลื้อง ทุกข์นั้นทิ้งไป ที่ว่า ชำระสะสางกายกรรม ให้เกิดเป็นกายบุญกุศลบารมี
ความหวาดกลัว .กลัวกายเจ็บ กายตาย .เค้าก็ต้องต่อสู้ กับความกลัว เอ..อารมณ์กลัว มันก็ไม่มีตัวตน .กลัวจน ตัวสั่น .มันกเกิดขึ้นที่กายนี้ ก็ต้องทิ้งอารมณ์กลัวนั้นออกไป กายนี้ อยู่นิ่งๆ เป็นเหมือนเสา .ไม่ขยับเขยื้อน อารมณ์กลัว ก็พ่ายแพ้ไป .ใหนีออกจากกาย กายของผู้ที่มีสติปัญญา นั่นคือ จิตที่มีขันติเป็นบารมี
โฆษณา