•
23 ต.ค. เวลา 02:00 • นิยาย เรื่องสั้น

บทที่ 8 / 2 : เงามืดเบื้องหลังอียิปต์และมหาพีระมิด

ชื่อเรื่อง : วิศวกรแห่งทิวาราตรี : The Sirian Chronicles - ปราชญ์แห่งระบบดาวคู่
8.5 ปฏิทินแห่งซิริอุส (The Sirius Calendar)
ในบรรดาดาวทั้งหมดบนท้องฟ้าที่มนุษย์โบราณเฝ้าสังเกต ไม่มีดาวดวงใดที่มีความสำคัญต่อเรื่องเล่าของซีเรียนส์มากไปกว่าดาวซิริอุส ดาวฤกษ์ที่สว่างที่สุดในท้องฟ้ายามค่ำคืน และเป็นบ้านเกิดของอารยธรรมที่กำลังเฝ้าสังเกตมนุษย์อยู่จากระยะไกล
ข้าพเจ้าในฐานะผู้ที่เกิดและเติบโตภายใต้แสงของ Sirius A ในมหาสมุทรของอควอส รู้สึก "ส่วนตัว" กับหัวข้อนี้เป็นพิเศษ เมื่ออ่านบันทึกของผู้สังเกตการณ์ที่รายงานว่ามนุษย์บนโลก ซึ่งอยู่ห่างจากระบบดาวของเรา 8.6 ปีแสง เลือกดาวซิริอุสเป็น "ดาวแห่งการเริ่มต้น" และผูกโยงมันเข้ากับวัฏจักรของชีวิตและความตายรู้สึกราวกับว่ามี "สายใย" ที่มองไม่เห็นเชื่อมโยงบ้านเกิดของข้าพเจ้าเข้ากับดาวเคราะห์ดวงนี้
.
.
การปรากฏของดาวซิริอุสบนท้องฟ้าในยามรุ่งสาง หลังจากที่มันหายไปจากท้องฟ้าเป็นเวลาประมาณเจ็ดสิบวัน ช่วงเวลาที่มันอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์เกินกว่าจะมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เป็นปรากฏการณ์ที่นักดาราศาสตร์เรียกว่า "การขึ้นแบบเฮลิเอคัล" (Heliacal Rising)
ในอียิปต์โบราณ การปรากฏของซิริอุสในลักษณะนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่แม่น้ำไนล์เริ่มเอ่อล้นตลิ่งและท่วมพื้นที่เกษตรกรรมริมฝั่ง นำพาตะกอนดินอันอุดมสมบูรณ์มาหล่อเลี้ยงผืนดินที่แห้งแล้งมาตลอดทั้งปี
.
.
สำหรับชาวอียิปต์โบราณ ซิริอุสไม่ใช่เพียง "ดาวสว่าง" ดวงหนึ่งบนท้องฟ้า แต่มันคือ "โซพเดต" (Sopdet) หรือ "ซอธิส" (Sothis) ในภาษากรีก เทพีผู้ประกาศการมาถึงของฤดูน้ำหลากและปีใหม่ของอียิปต์
การปรากฏของซิริอุสในยามรุ่งสางเป็นสัญญาณให้ชาวนารู้ว่าถึงเวลาเตรียมเครื่องมือเพาะปลูกแล้ว เป็นสัญญาณให้นักบวชรู้ว่าถึงเวลาประกอบพิธีกรรมบูชาเทพเจ้า และเป็นสัญญาณให้ข้าราชการรู้ว่าถึงเวลาเริ่มต้นรอบการจัดเก็บภาษีรอบใหม่
ความแม่นยำของวัฏจักรนี้ ซิริอุสปรากฏในยามรุ่งสางทุกๆ 365.25 วัน ซึ่งใกล้เคียงกับปีสุริยคติอย่างมาก ทำให้ชาวอียิปต์ใช้มันเป็นพื้นฐานของปฏิทินพลเรือน (Civil Calendar) ที่มี 365 วัน แบ่งเป็น 12 เดือนๆ ละ 30 วัน บวกอีก 5 วันพิเศษที่เรียกว่า "วันเอปาโกเมนัล" (Epagomenal Days) สิ้นปี
.
.
ในเรื่องเล่าของซีเรียนส์ การที่มนุษย์บนโลก ซึ่งอยู่ห่างจากระบบดาวซิริอุสถึง 8.6 ปีแสง เลือกดาวซิริอุสเป็น "ดาวแห่งการเริ่มต้น" และผูกโยงมันเข้ากับวัฏจักรของชีวิตและความตาย การเกษตรและฤดูกาล ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
ผู้สังเกตการณ์ซีเรียนส์ที่ลงมายังโลกในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ได้ "ชี้แนะ" มนุษย์ให้สังเกตดาวซิริอุสเป็นพิเศษ ด้วยเหตุผลที่ลึกซึ้งกว่าการทำนายฤดูน้ำหลาก
ในระบบดาวซิริอุส บ้านเกิดของอารยธรรมซีเรียนส์ มีดาวฤกษ์สองดวงที่โคจรรอบกันและกัน Sirius A คือดาวฤกษ์สีขาวอมฟ้าที่สว่างไสวและเต็มไปด้วยพลังงาน ให้แสงสว่างและความอบอุ่นแก่ดาวเคราะห์ที่โคจรรอบมัน Sirius B คือดาวแคระขาวที่มืดมิดและหนาแน่น เป็นซากของดาวฤกษ์ที่ตายแล้วแต่ยังคงมีแรงโน้มถ่วงมหาศาล
.
.
ดาวทั้งสองดวงนี้ หนึ่งสว่าง หนึ่งมืด หนึ่งให้ชีวิต หนึ่งเป็นความตาย หนึ่งมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า หนึ่งถูกค้นพบด้วยกล้องโทรทรรศน์เท่านั้น ได้กลายเป็น "สัญลักษณ์" ของแนวคิดที่สำคัญที่สุดในปรัชญาซีเรียนส์
นั่นคือแนวคิดเรื่อง "ความสมดุลระหว่างสองสิ่ง" (The Balance between Two Forces)
แสงและเงาไม่ได้เป็นศัตรูกัน หากแต่เป็นสิ่งที่ต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน หากไม่มีแสง เงาก็ไม่สามารถดำรงอยู่ได้ หากไม่มีเงา แสงก็ไม่มีความหมาย เพราะทุกสิ่งจะสว่างเท่ากันหมดจนไม่มีความแตกต่างให้รับรู้
.
.
การสร้างและการทำลายเป็นสองด้านของวัฏจักรเดียวกัน ดาวฤกษ์เกิดจากการรวมตัวของก๊าซและฝุ่นในอวกาศ ดำรงอยู่เป็นเวลาหลายล้านหรือหลายพันล้านปี และในที่สุดก็ตาย บางดวงระเบิดเป็นซูเปอร์โนวา โปรยธาตุหนักที่จำเป็นต่อการก่อตัวของดาวเคราะห์และสิ่งมีชีวิตกลับสู่ห้วงอวกาศ การตายของดาวฤกษ์ดวงหนึ่งคือการให้กำเนิดดาวฤกษ์และดาวเคราะห์รุ่นต่อไป
.
ความรู้และความรับผิดชอบต้องเติบโตไปพร้อมกัน หากความรู้ก้าวหน้าเร็วกว่าความรับผิดชอบ เช่นในกรณีของอารยธรรมที่ค้นพบพลังงานนิวเคลียร์ก่อนที่จะค้นพบจริยธรรมในการใช้มัน หายนะย่อมตามมา หากความรับผิดชอบถูกยึดถือโดยปราศจากความรู้ เช่นการปฏิเสธเทคโนโลยีที่มีประโยชน์เพราะความกลัวที่ไม่มีเหตุผล ความก้าวหน้าก็จะหยุดชะงัก
.
ในจินตนาการของอารยธรรมซีเรียนส์ ดาวซิริอุสที่ส่องสว่างบนท้องฟ้าของโลกไม่ได้เป็นเพียง "วัตถุทางดาราศาสตร์" ที่อยู่ห่างไกล แต่มันคือ "แผนที่" ที่ช่วยให้มนุษย์เข้าใจตำแหน่งของตนเองในจักรวาล
การที่มนุษย์ผูกโยงซิริอุสเข้ากับการเริ่มต้นของปีใหม่ การที่พวกเขามองว่ามันคือ "ดาวแห่งการเริ่มต้น" สะท้อนให้เห็นว่ามนุษย์กำลังเริ่มเข้าใจวัฏจักรของธรรมชาติ และกำลังเริ่มเข้าใจว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักรนั้น
.
.
การที่มนุษย์สร้างวิหารและพีระมิดให้หันไปทางทิศที่ซิริอุสขึ้น ดังที่มีการค้นพบว่าปล่องในพีระมิดแห่งกิซาชี้ไปยังตำแหน่งของซิริอุสบนท้องฟ้า สะท้อนให้เห็นว่ามนุษย์กำลังพยายาม "เชื่อมต่อ" โลกของตนเข้ากับจักรวาลที่กว้างใหญ่กว่า
และการที่มนุษย์ในอารยธรรมต่างๆ อียิปต์ เมโสโปเตเมีย กรีก จีน อินเดีย ต่างก็มีตำนานเกี่ยวกับ "ผู้รู้" หรือ "ผู้สังเกตการณ์" ที่ลงมาจากท้องฟ้าเพื่อสอนความรู้ให้แก่มนุษย์ สะท้อนให้เห็นว่า "ความทรงจำ" ของการติดต่อในยุคโบราณนั้นยังคงฝังอยู่ในจิตใจของมนุษย์ แม้ว่ามันจะถูกบิดเบือนไปตามกาลเวลาและถูกห่อหุ้มด้วยภาษาของตำนานและศาสนา
.
.
ข้าพเจ้าอ่านบันทึกของผู้สังเกตการณ์ผู้หนึ่งซึ่งเขียนถึงช่วงเวลาที่เขาตัดสินใจ "ชี้แนะ" ให้มนุษย์ในอียิปต์สังเกตซิริอุส บันทึกที่ถูกเขียนขึ้นหลังจากที่เขาเห็นพวกเขาสร้างปฏิทินโดยอิงกับดาวดวงนี้:
"ข้าพเจ้าบอกพวกเขาให้เฝ้าดูดาวดวงนั้น ดาวที่สว่างที่สุดในท้องฟ้า และบอกพวกเขาว่ามันจะหายไปและกลับมาในเวลาเดิมทุกปี พวกเขาถามว่า 'ทำไม' และข้าพเจ้าไม่สามารถบอกได้ว่ามันคือบ้านของข้าพเจ้า ว่ามันคือระบบดาวคู่ที่มีดาวเคราะห์สองดวงโคจรรอบมัน ว่ามีอารยธรรมอาศัยอยู่ที่นั่นและกำลังเฝ้าดูพวกเขาอยู่
ทำได้เพียงกล่าวว่า 'จงเฝ้าดูมัน และเจ้าจะเข้าใจ' และพวกเขาก็เฝ้าดู และก็เข้าใจ ไม่ใช่ในแบบที่เราเข้าใจ แต่มันก็คือ 'ความเข้าใจ' ในแบบของพวกเขาเอง"
.
.
สำหรับชาวซีเรียนส์ การที่มนุษย์ยังคงมองขึ้นไปบนท้องฟ้าและสงสัยว่ามีใครอยู่ที่นั่นหรือไม่ การที่มนุษย์ยังคงถามคำถามที่พวกเขาถามมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ คือหลักฐานว่า "เมล็ดพันธุ์" ที่พวกเขาหว่านไว้เมื่อหลายพันปีก่อนยังคงมีชีวิตอยู่
และมันจะยังคงมีชีวิตอยู่ต่อไป ตราบใดที่มนุษย์ยังคงแหงนหน้ามองดวงดาว
ข้าพเจ้ามองออกไปนอกหน้าต่างผลึกของหอจดหมายเหตุ เห็น Sirius A ส่องสว่างบนท้องฟ้าของเทอร์รา คริสตัลลิส และคิดถึงมนุษย์คิดถึงชาวอียิปต์โบราณที่เฝ้าดูดาวดวงเดียวกันนี้เมื่อหลายพันปีก่อน และคิดถึงนักดาราศาสตร์มนุษย์ในปัจจุบันที่รู้แล้วว่าซิริอุสคือระบบดาวคู่ รู้แล้วว่ามันมีดาวแคระขาวโคจรรอบมัน รู้แล้วว่ามันอยู่ห่างจากโลก 8.6 ปีแสง และยังคงเฝ้าดูมันอยู่
.
.
พวกเขาไม่ได้ "ค้นพบ" ซิริอุสจากเรา พวกเขาค้นพบมันด้วยตนเอง และนั่นคือสิ่งที่ทำให้ข้าพเจ้าภูมิใจ แม้ว่าข้าพเจ้าจะไม่มีสิทธิ์ที่จะภูมิใจ เพราะพวกเขาไม่ใช่ "ลูกหลาน" ของเรา และเราไม่ใช่ "ผู้สร้าง" ของพวกเขา
เราเป็นเพียง "ผู้หว่านเมล็ด" เมื่อหลายพันปีก่อน และเมล็ดพันธุ์นั้นได้งอกงามเป็นต้นไม้ที่แข็งแรง โดยที่เราไม่ได้รดน้ำหรือให้แสงแดดแก่มันอีกเลย
.
.
8.6 อียิปต์: ผู้สร้างประตูสู่ท้องฟ้า (Egypt and the Stellar Connection)
ในบันทึกของชาวซีเรียนส์ อียิปต์โบราณถูกกล่าวถึงในฐานะอารยธรรมที่ "รับแนวคิด" จากผู้สังเกตการณ์ได้ลึกซึ้งที่สุดในบรรดาอารยธรรมโบราณทั้งหมดที่พวกเขาเฝ้าดู การประเมินนี้ไม่ได้มาจากความยิ่งใหญ่ของพีระมิดหรือความมั่งคั่งของอาณาจักร แต่มาจากวิธีที่ชาวอียิปต์ "ตีความ" ความรู้ที่ได้รับและแปลงมันให้กลายเป็นวัฒนธรรมของตนเอง
.
ความแตกต่างระหว่าง "การเลียนแบบ" กับ "การตีความ" คือหัวใจสำคัญที่อธิบายว่าเหตุใดอียิปต์จึงโดดเด่นในสายตาของผู้สังเกตการณ์ซีเรียนส์ เมื่อมนุษย์ได้รับเมล็ดพันธุ์แห่งความรู้ การสังเกตดวงดาว การวัดเวลา การคำนวณทางคณิตศาสตร์
พวกเขาสามารถตอบสนองได้สองทาง …ทางแรกคือการ "ท่องจำ" สิ่งที่ถูกสอนและส่งต่อมันโดยไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งจะทำให้ความรู้นั้นกลายเป็น "ความเชื่อตายตัว" ที่ไม่พัฒนา …ทางที่สองคือการ "เข้าใจ" หลักการเบื้องหลังสิ่งที่ถูกสอนและ "ปรับใช้" มันให้เข้ากับบริบทของตนเอง ซึ่งจะทำให้ความรู้นั้นกลายเป็น "วัฒนธรรมที่มีชีวิต" (Living Culture) ที่เติบโตและพัฒนาต่อไป
.
.
▪️ชาวอียิปต์เลือกทางที่สอง
พวกเขาไม่ได้สร้าง "สำเนา" ของสิ่งที่ผู้สังเกตการณ์สอน แต่พวกเขาหลอมรวมความรู้นั้นเข้ากับความเชื่อทางศาสนา ระบบสังคม และสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ของตนเอง เกิดเป็นอารยธรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวซึ่งไม่มีใครเหมือน
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือการที่ชาวอียิปต์เชื่อมโยงดาราศาสตร์เข้ากับศาสนา ในอารยธรรมเมโสโปเตเมียซึ่งรุ่งเรืองในเวลาไล่เลี่ยกัน การสังเกตดวงดาวถูกใช้เพื่อการทำนายโชคชะตา นักบวช-นักดาราศาสตร์ชาวบาบิโลนบันทึกตำแหน่งของดาวเคราะห์และตีความมันเป็น "ลาง" (Omen) ที่บอกว่าเทพเจ้าพอพระทัยหรือกริ้วโกรธ แต่ในอียิปต์ การสังเกตดวงดาวถูกใช้เพื่อ "การประสาน" ชีวิตมนุษย์เข้ากับวัฏจักรของจักรวาล
.
.
การปรากฏของซิริอุสไม่ใช่ "ลาง" ที่ต้องตีความ แต่มันคือ "สัญญาณ" ที่บอกว่าถึงเวลาแล้ว ถึงเวลาที่แม่น้ำไนล์จะท่วม ถึงเวลาที่ต้องหว่านเมล็ดพืช ถึงเวลาที่ต้องเก็บเกี่ยว การรู้เวลาเหล่านี้ไม่ได้ทำให้มนุษย์ "ควบคุม" ธรรมชาติได้ แต่มันทำให้มนุษย์สามารถ "อยู่ร่วม" กับธรรมชาติได้อย่างสมดุล
.
ข้าพเจ้าอ่านบันทึกของผู้สังเกตการณ์ผู้หนึ่งซึ่งเขียนถึงวิธีที่ชาวอียิปต์ "ตีความ" ความรู้ที่ได้รับ บันทึกที่ถูกเขียนขึ้นหลังจากที่เขาใช้เวลาหลายสิบปีในอียิปต์:
"พวกเขาไม่ได้ 'เชื่อ' ในสิ่งที่สอน แต่ 'เปลี่ยน' สิ่งที่สอนให้กลายเป็นของพวกเขาเอง ข้าพเจ้าสอนให้สังเกตดาวซิริอุส และพวกเขาเปลี่ยนมันเป็นเทพีโซพเดต สอนให้วัดเวลา และพวกเขาสร้างปฏิทินที่ซับซ้อนและสวยงาม สอนให้รู้จักสัดส่วนและเรขาคณิต และพวกเขาสร้างพีระมิด
ข้าพเจ้าไม่ได้ 'สร้าง' อียิปต์ พวกเขาสร้างมันเอง"
.
.
การเชื่อมโยงระหว่างดาราศาสตร์กับสถาปัตยกรรมก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการตีความที่สร้างสรรค์ พีระมิดแห่งกิซาไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพียงเพื่อเป็น "สุสาน" ของฟาโรห์ แม้ว่านั่นจะเป็นวัตถุประสงค์หลักตามที่นักอียิปต์วิทยาเข้าใจ แต่มันถูกออกแบบให้เป็น "แผนที่" ของท้องฟ้าที่ถูกจารึกลงบนพื้นโลก
ด้านทั้งสี่ของพีระมิดหันเข้าหาทิศทั้งสี่ เหนือ ใต้ ตะวันออก ตะวันตก ด้วยความแม่นยำที่น่าทึ่ง ความคลาดเคลื่อนของแนวทิศเหนือของพีระมิดคูฟูจากทิศเหนือจริง (True North) น้อยกว่า 0.06 องศา หรือประมาณ 1 ใน 15 ของความกว้างของพระจันทร์เต็มดวงเมื่อมองจากโลก ความแม่นยำที่แม้แต่วิศวกรสมัยใหม่ก็ยังต้องใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ในการบรรลุ
.
.
ปล่องภายในห้องของกษัตริย์และห้องของราชินีไม่ได้ถูกเจาะเพื่อการระบายอากาศตามที่นักโบราณคดีเคยสันนิษฐานในช่วงแรกของการศึกษา แต่มันถูกเจาะให้ชี้ไปยังดาวฤกษ์เฉพาะบนท้องฟ้า ปล่องด้านทิศเหนือของห้องกษัตริย์ชี้ไปยังดาวอัลฟาในกลุ่มดาวมังกร (Alpha Draconis หรือ Thuban) ซึ่งเป็น "ดาวเหนือ" ในยุคที่พีระมิดถูกสร้างขึ้น
ตำแหน่งของขั้วฟ้าเหนือเปลี่ยนไปตามวัฏจักร 26,000 ปีของปรากฏการณ์ "การส่ายของแกนโลก" (Precession of the Equinoxes) ปล่องด้านทิศใต้ของห้องกษัตริย์ชี้ไปยังดาวสามดวงใน "เข็มขัด" ของกลุ่มดาวนายพราน (Orion's Belt) ซึ่งชาวอียิปต์เชื่อว่าเป็นตัวแทนของเทพโอซิริส (Osiris) เทพเจ้าแห่งความตายและการเกิดใหม่ ผู้ปกครองอาณาจักรแห่งความตาย
.
.
การจัดวางปล่องเหล่านี้ไม่ใช่ "ความบังเอิญ" หรือ "การตกแต่ง" แต่มันคือ "การสร้างประตู" (Gateway) ที่อนุญาตให้ "วิญญาณ" (Ba) ของฟาโรห์เดินทางจากห้องภายในพีระมิดขึ้นสู่ท้องฟ้าเพื่อรวมเป็นหนึ่งเดียวกับดวงดาวและเทพเจ้า
ใน "ตำราพีระมิด" (Pyramid Texts) ซึ่งเป็นจารึกทางศาสนาที่เก่าแก่ที่สุดของอียิปต์ที่ถูกสลักไว้บนผนังภายในพีระมิดตั้งแต่สมัยราชวงศ์ที่ 5 และ 6 (ประมาณ 2,400-2,200 ปีก่อนคริสตกาล) มีข้อความที่กล่าวถึงการเดินทางของฟาโรห์ผู้ล่วงลับขึ้นสู่ท้องฟ้าเพื่อเป็นหนึ่งเดียวกับดวงดาว:
"เจ้าได้ขึ้นสู่ท้องฟ้า เจ้าได้กลายเป็นดวงดาว เจ้าได้รวมเป็นหนึ่งกับโอซิริส"
"บันไดสู่ท้องฟ้าถูกวางไว้สำหรับเจ้า เพื่อที่เจ้าจะได้ขึ้นสู่ท้องฟ้าบนนั้น"
"ประตูแห่งท้องฟ้าเปิดออกสำหรับเจ้า ประตูแห่งแสงสว่างถูกเปิดออกสำหรับเจ้า"
.
.
ข้อความเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียง "บทกวี" หรือ "จินตนาการทางศาสนา" ตามที่นักอียิปต์วิทยามักตีความ แต่มันคือ "บันทึก" ของความเชื่อที่ว่ามนุษย์สามารถเชื่อมต่อกับจักรวาลได้ ความเชื่อที่มีรากฐานมาจากความรู้ทางดาราศาสตร์ที่ถูกถ่ายทอดมาจากผู้สังเกตการณ์ซีเรียนส์
และนี่คือสิ่งที่ทำให้อียิปต์โบราณโดดเด่นในบันทึกของซีเรียนส์: ชาวอียิปต์ไม่ได้ "รู้" เพียงว่าดาวซิริอุสปรากฏเมื่อใด หรือพีระมิดควรหันไปทางไหน แต่มันคือ "เข้าใจ" ว่าความรู้เหล่านี้มีความหมายอย่างไร
.
.
พวกเขาเข้าใจว่ามนุษย์ไม่ได้อยู่แยกจากจักรวาล แต่มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของจักรวาล เข้าใจว่าวัฏจักรของดวงดาวและวัฏจักรของชีวิตมนุษย์นั้นเชื่อมโยงกัน การเกิด การตาย และการเกิดใหม่ของดวงดาว สะท้อนการเกิด การตาย และการเกิดใหม่ของมนุษย์และธรรมชาติ
และเข้าใจว่า "สถาปัตยกรรม" ไม่ใช่เพียง "การสร้างที่อยู่อาศัย" แต่มันคือ "การสร้างความหมาย" (Creation of Meaning) การใช้อิฐและหินในการสร้าง "ภาษา" (Language) ที่สื่อสารกับจักรวาล ภาษาที่ไม่ต้องใช้คำพูดหรือตัวอักษร แต่ใช้เส้นทางของดวงดาว การจัดวางทิศทาง และรูปทรงเรขาคณิต
.
.
ในมุมมองของชาวซีเรียนส์ มหาพีระมิดแห่งกิซาจึงไม่ใช่ "ปริศนา" ที่รอการไขคำตอบว่ามนุษย์ต่างดาวเป็นผู้สร้างหรือไม่ ตามที่นักทฤษฎีสมคบคิดในยุคปัจจุบันมักตั้งคำถาม แต่มันคือ "ข้อความ" ที่มนุษย์ส่งถึงจักรวาล เป็นการประกาศว่า "เราอยู่ที่นี่ เราเข้าใจแล้วว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของบางสิ่งที่ใหญ่กว่า และเรากำลังเรียนรู้ที่จะอ่านภาษาของท่าน"
และสำหรับผู้สังเกตการณ์ซีเรียนส์ที่เฝ้ามองจากระยะไกล ข้อความนั้นถูกได้ยินแล้ว
.
.
ข้าพเจ้าอ่านบันทึกของผู้สังเกตการณ์ผู้หนึ่งซึ่งเขียนถึงช่วงเวลาที่เขายืนอยู่หน้าพีระมิดที่สร้างเสร็จ บันทึกที่ถูกเขียนขึ้นหลังจากที่เขาเฝ้าดูอียิปต์มาเป็นเวลาหลายร้อยปี:
"ข้าพเจ้ายืนอยู่หน้าพีระมิด และรู้ว่ามันไม่ใช่ 'ของข้าพเจ้า' ข้าพเจ้าไม่ได้สร้างมัน พวกเขาสร้างมัน ด้วยมือของตนเอง ด้วยหยาดเหงื่อของตนเอง ด้วย 'ความเข้าใจ' ที่พัฒนาขึ้นเองจากเมล็ดพันธุ์ที่เราหว่านไว้เมื่อหลายพันปีก่อน และข้าพเจ้าคิดว่า: 'นี่คือสิ่งที่เราหวังไว้ ไม่ใช่ให้พวกเขากลายเป็นเรา แต่ให้พวกเขากลายเป็นตัวของพวกเขาเอง'"
.
.
8.7 ด็อกอนและความลึกลับแห่งซิริอุส (The Dogon Mystery)
ในบรรดาเรื่องเล่าทั้งหมดที่เชื่อมโยงมนุษย์โบราณเข้ากับดาวซิริอุส ไม่มีเรื่องใดที่ถูกกล่าวถึงในบันทึกของซีเรียนส์ด้วยน้ำเสียงที่ซับซ้อนเท่ากับเรื่องของชาวด็อกอน (Dogon) ชนเผ่าที่อาศัยอยู่ในบริเวณหน้าผาบันเดียการา (Bandiagara Escarpment) ในประเทศมาลี แอฟริกาตะวันตก
ชาวด็อกอนเป็นที่รู้จักในวงกว้างของโลกตะวันตกจากงานเขียนของนักมานุษยวิทยาชาวฝรั่งเศสสองคน คือ มาร์แซล กรีออล (Marcel Griaule) และแฌร์แม็ง ดีแตร์เลน (Germaine Dieterlen) ผู้ใช้เวลาหลายทศวรรษตั้งแต่ทศวรรษ 1930 ถึง 1950 ในการศึกษาวัฒนธรรม ศาสนา และจักรวาลวิทยาของชาวด็อกอน
.
.
ในหนังสือ "The Pale Fox" ซึ่งตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1965 หลังจากการเสียชีวิตของกรีออล ดีแตร์เลนได้บันทึกคำบอกเล่าของผู้อาวุโสชาวด็อกอนที่อธิบายถึงความรู้ทางดาราศาสตร์ที่น่าทึ่ง พวกเขากล่าวว่ามี "ดาวที่มองไม่เห็น" โคจรรอบดาวซิริอุส ดาวดวงนี้มีขนาดเล็กมากแต่หนักมาก "หนักกว่าเหล็กทั้งหมดบนโลก" และใช้เวลา 50 ปีในการโคจรรอบซิริอุสหนึ่งรอบ
สำหรับนักดาราศาสตร์สมัยใหม่ ข้อมูลนี้สอดคล้องกับสิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับ Sirius B อย่างน่าขนลุก Sirius B เป็นดาวแคระขาวที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า (ถูกค้นพบด้วยกล้องโทรทรรศน์ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1862 โดยอัลแวน คลาร์ก) มีมวลใกล้เคียงกับดวงอาทิตย์แต่มีขนาดเพียงเท่าโลก ทำให้ความหนาแน่นสูงมาก และมีคาบการโคจรรอบ Sirius A ประมาณ 50 ปี
.
.
ชาวด็อกอนยังกล่าวถึง "ดาวดวงที่สาม" ในระบบซิริอุส ดาวที่พวกเขาเรียกว่า "เอ็มเม ยา" (Emme Ya) ซึ่งเล็กกว่าและเบากว่า แต่โคจรรอบ Sirius A ด้วยคาบที่สั้นกว่า จนถึงปัจจุบัน นักดาราศาสตร์ยังไม่เคยค้นพบดาวดวงที่สามในระบบซิริอุส แม้ว่าจะมีการค้นหาแล้วก็ตาม
คำถามที่นักวิชาการถกเถียงกันอย่างเผ็ดร้อนคือ: ชาวด็อกอนซึ่งเป็นชนเผ่าที่ไม่มีกล้องโทรทรรศน์และไม่มีเทคโนโลยีการสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ที่ซับซ้อน สามารถรู้เกี่ยวกับ Sirius B ได้อย่างไร ดาวที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
.
.
คำอธิบายของนักวิทยาศาสตร์กระแสหลักเสนอว่า ความรู้ของชาวด็อกอนเกี่ยวกับ Sirius B อาจมาจาก "การปนเปื้อนทางวัฒนธรรม" (Cultural Contamination) การที่พวกเขาได้รับข้อมูลจากนักเดินทางชาวยุโรป มิชชันนารี หรือแม้แต่จากตัวกรีออลเอง ก่อนที่จะมีการบันทึกตำนานของพวกเขา
นักวิจารณ์ชี้ให้เห็นว่ากรีออลและดีแตร์เลนทำงานในพื้นที่ในช่วงที่มีการสังเกตสุริยุปราคาเต็มดวงในปี ค.ศ. 1933 ซึ่งเป็นช่วงที่มีนักดาราศาสตร์และนักวิทยาศาสตร์ชาวยุโรปจำนวนมากเดินทางมายังแอฟริกาตะวันตก
.
.
▪️ในโลกของนิยายซีเรียนส์ คำถามนี้ถูกตีความในอีกมุมหนึ่ง
ตามบันทึกของหอจดหมายเหตุแห่งผลึกนิรันดร์ ผู้สังเกตการณ์ซีเรียนส์ที่ลงมายังโลกในยุคก่อนประวัติศาสตร์ไม่ได้ติดต่อกับมนุษย์เพียงกลุ่มเดียวหรือในภูมิภาคเดียว แต่พวกเขากระจายตัวออกไปในหลายพื้นที่ของโลก โดยเฉพาะในแอฟริกาซึ่งเป็นถิ่นกำเนิดของมนุษยชาติ
ความรู้ที่พวกเขาถ่ายทอดให้มนุษย์ การสังเกตดวงดาว การวัดเวลา การคำนวณทางคณิตศาสตร์ ไม่ได้ถูก "บันทึก" ในรูปแบบของหนังสือหรือจารึก แต่มันถูก "จดจำ" ในรูปแบบของ "ประเพณีปากเปล่า" (Oral Tradition) เรื่องเล่าที่ถูกถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นผ่านบทสวด บทกวี และตำนาน
.
.
เมื่อเวลาผ่านไปหลายพันปี ความรู้ที่เคยเป็น "วิทยาศาสตร์" ก็ค่อยๆ ถูกห่อหุ้มด้วยภาษาของ "ศาสนา" และ "ตำนาน" ข้อมูลที่เคยเป็น "การสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์" ก็กลายเป็น "เรื่องเล่าศักดิ์สิทธิ์" ที่มีเพียงผู้อาวุโสหรือนักบวชเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้รู้และถ่ายทอด
.
ข้าพเจ้าอ่านบันทึกของผู้สังเกตการณ์ผู้หนึ่งซึ่งเขียนถึงการตัดสินใจที่จะไม่ทิ้ง "บันทึก" ไว้บนโลก บันทึกที่ถูกเขียนขึ้นหลังจากที่เขากลับมาที่สถานีในแถบดาวเคราะห์น้อย:
"เราไม่ได้ทิ้ง 'หนังสือ' ไว้ให้พวกเขา เพราะหนังสือสามารถถูกเผาได้ ถูกทำลายได้ ถูกบิดเบือนได้ แต่ได้ทิ้ง 'เรื่องเล่า' ไว้ เรื่องเล่าที่ถูกถ่ายทอดจากปากสู่ปาก จากรุ่นสู่รุ่น และเรื่องเล่านั้นมีชีวิตของมันเอง มันเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา แต่มันไม่เคยตาย"
.
.
ในมุมมองนี้ ชาวด็อกอนเป็นตัวอย่างของมนุษย์ที่สามารถรักษา "ความทรงจำ" ของการติดต่อในยุคโบราณไว้ได้ผ่านเรื่องเล่าที่ถูกถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นเป็นเวลาหลายพันปี แม้ว่าพวกเขาอาจไม่ "เข้าใจ" ในความหมายทางวิทยาศาสตร์อีกต่อไปแล้วว่าสิ่งที่พวกเขาเล่าคืออะไร
สิ่งที่พวกเขาเรียกว่า "ดาวที่มองไม่เห็น" อาจเป็น "ความทรงจำ" ของคำสอนที่ว่าดาวซิริอุสไม่ใช่ดาวเดี่ยวแต่เป็นระบบดาวคู่ สิ่งที่พวกเขาเรียกว่า "ดาวที่หนักกว่าเหล็กทั้งหมดบนโลก" อาจเป็น "ความทรงจำ" ของคำสอนที่ว่าดาวบริวารของซิริอุสมีความหนาแน่นมหาศาล และสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า "เอ็มเม ยา" อาจเป็น "ความทรงจำ" ที่คลาดเคลื่อนของดาวเคราะห์ดวงใดดวงหนึ่งในระบบซิริอุส หรืออาจเป็นเพียงจินตนาการที่ถูกเพิ่มเติมเข้ามาในภายหลัง
.
.
สำหรับผู้สังเกตการณ์ซีเรียนส์ที่เฝ้ามองโลกจากระยะไกล เรื่องของชาวด็อกอนเป็นทั้ง "ความสำเร็จ" และ "ความล้มเหลว" ในเวลาเดียวกัน
มันคือความสำเร็จที่แสดงให้เห็นว่า "เมล็ดพันธุ์" ที่พวกเขาหว่านไว้เมื่อหลายพันปีก่อนยังคงมีชีวิตอยู่ แม้จะถูกห่อหุ้มด้วยชั้นของตำนานและความเชื่อที่หนาขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลา
แต่มันก็คือความล้มเหลวที่แสดงให้เห็นว่า มนุษย์ยังคง "จดจำ" มากกว่าที่จะ "เข้าใจ" พวกเขาจดจำ "ข้อเท็จจริง" (Facts) เกี่ยวกับดาวซิริอุส ว่ามันมีดาวบริวารที่มองไม่เห็นและหนักมาก แต่พวกเขาไม่เข้าใจ "หลักการ" (Principles) ที่อยู่เบื้องหลังข้อเท็จจริงนั้น ว่าดาวฤกษ์วิวัฒน์อย่างไร ดาวแคระขาวเกิดขึ้นได้อย่างไร แรงโน้มถ่วงบีบอัดสสารให้หนาแน่นได้อย่างไร
.
.
และนี่คือความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับอารยธรรมที่ต้องการ "ช่วยเหลือ" อารยธรรมอื่น: การถ่ายทอด "ข้อมูล" (Information) นั้นง่ายกว่าการถ่ายทอด "ความเข้าใจ" (Understanding) มาก การบอกใครสักคนว่า "Sirius B มีอยู่และมันหนักมาก" ใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที แต่การทำให้พวกเขา "เข้าใจ" ว่าทำไมมันจึงหนักมาก เข้าใจฟิสิกส์ของแรงโน้มถ่วงและวิวัฒนาการของดาวฤกษ์ ต้องใช้เวลาหลายชั่วอายุคน
.
ข้าพเจ้าคิดถึงสิ่งนี้บ่อยครั้งเมื่อเขียนพงศาวดารนี้ ได้ถ่ายทอด "ข้อมูล" เกี่ยวกับอารยธรรมซีเรียนส์ให้แก่ผู้อ่าน แต่มันเป็นเพียง "ข้อมูล" เป็น "ข้อเท็จจริง" ที่ถูกบันทึกไว้ในผลึกและถูกเรียบเรียงโดยข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าไม่สามารถถ่ายทอด "ประสบการณ์" ของการเป็นซีเรียนส์ให้แก่ผู้อ่านได้ ไม่สามารถทำให้พวกเขา "รู้สึก" ถึงมหาสมุทรของอควอสหรือแรงโน้มถ่วงของเทอร์รา คริสตัลลิส เช่นเดียวกับที่ผู้สังเกตการณ์ไม่สามารถทำให้มนุษย์ "เข้าใจ" ฟิสิกส์ของ Sirius B ผ่านเรื่องเล่าเพียงอย่างเดียว
และนั่นคือข้อจำกัดของ "การช่วยเหลือ" ทั้งหมด ไม่ว่าเราจะพยายามมากเพียงใด สิ่งที่เราถ่ายทอดได้คือ "ข้อมูล" แต่ "ความเข้าใจ" ต้องเกิดจากภายในผู้รับเอง
.
.
.
8.8 มายา: นักคำนวณแห่งกาลเวลา (The Maya and the Cosmic Clock)
หากอียิปต์โบราณคืออารยธรรมที่โดดเด่นในด้านการเชื่อมโยงสถาปัตยกรรมเข้ากับดวงดาว อารยธรรมมายาในอเมริกากลางคืออารยธรรมที่โดดเด่นในด้านการเชื่อมโยง "เวลา" เข้ากับจักรวาล ในบันทึกของชาวซีเรียนส์ มายาถูกกล่าวถึงในฐานะ "นักคำนวณแห่งกาลเวลา" (The Calculators of Time) ชนชาติที่ไม่ได้เพียงแค่ "วัด" เวลาผ่านไป แต่พยายาม "เข้าใจ" ธรรมชาติของเวลาในระดับที่ลึกซึ้งกว่าอารยธรรมร่วมสมัยอื่นๆ
.
เพื่อให้เข้าใจความสำเร็จของมายา จำเป็นต้องเข้าใจก่อนว่าพวกเขาพัฒนาระบบตัวเลขและคณิตศาสตร์ที่แตกต่างจากอารยธรรมโลกเก่าอย่างไร ในขณะที่อารยธรรมเมโสโปเตเมียใช้ระบบเลขฐาน 60 (Sexagesimal) ซึ่งตกทอดมาถึงเราในการแบ่งชั่วโมงเป็น 60 นาทีและนาทีเป็น 60 วินาที และอารยธรรมส่วนใหญ่ของโลกใช้ระบบเลขฐาน 10 (Decimal) ซึ่งสอดคล้องกับการนับนิ้วมือทั้งสิบ อารยธรรมมายาใช้ระบบเลขฐาน 20 (Vigesimal)
.
แต่สิ่งที่ทำให้ระบบตัวเลขของมายาโดดเด่นอย่างแท้จริงคือการที่พวกเขา "ค้นพบ" เลขศูนย์โดยอิสระ หนึ่งในอารยธรรมเพียงไม่กี่แห่งในประวัติศาสตร์โลกที่บรรลุแนวคิดนี้โดยไม่ได้รับอิทธิพลจากอารยธรรมอื่น เลขศูนย์ปรากฏในอารยธรรมบาบิโลนในฐานะ "ตัวคั่นตำแหน่ง" (Placeholder) แต่ไม่ได้ถูกใช้เป็น "จำนวน" (Number) อย่างเต็มตัว
ในอินเดีย เลขศูนย์ถูกพัฒนาเป็นจำนวนเต็มตัวประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 5 ถึง 7 และถูกถ่ายทอดไปยังโลกอิสลามและยุโรปในเวลาต่อมา แต่มายาอยู่ห่างไกลจากเส้นทางการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมทั้งหมดนี้ พวกเขาค้นพบเลขศูนย์ด้วยตนเอง เป็นความสำเร็จทางปัญญาที่เทียบได้กับการค้นพบไฟหรือวงล้อ
.
.
ข้าพเจ้าอ่านบันทึกของผู้สังเกตการณ์ผู้หนึ่งซึ่งประจำการในภูมิภาคนั้นในช่วงที่มายาพัฒนาระบบตัวเลข บันทึกที่ถูกเขียนขึ้นหลังจากที่เขาเห็นพวกเขาใช้เลขศูนย์เป็นครั้งแรก:
"พวกเขาค้นพบ 'ความว่างเปล่า' ไม่ใช่ในความหมายทางปรัชญาหรือศาสนา แต่ในความหมายทางคณิตศาสตร์ พวกเขาค้นพบว่า 'ไม่มีอะไร' ก็สามารถเป็น 'บางสิ่ง' ได้ ว่าศูนย์สามารถเป็นตัวเลขได้ และนั่นคือการปฏิวัติทางความคิดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ข้าพเจ้าเคยเห็นในอารยธรรมใดๆ"
.
.
เลขศูนย์อนุญาตให้มายาพัฒนาระบบ "ปฏิทินลองเคานต์" (Long Count Calendar) ซึ่งเป็นระบบการนับวันที่ต่อเนื่องกันเป็นเส้นตรงจาก "จุดเริ่มต้น" ที่แน่นอนจุดหนึ่ง โดยนักโบราณคดีคำนวณว่าจุดเริ่มต้นนั้นตรงกับวันที่ 11 สิงหาคม 3114 ปีก่อนคริสตกาลในปฏิทินเกรกอเรียน
ลองเคานต์ไม่ได้นับเวลาเป็น "ปี" แบบปฏิทินสมัยใหม่ แต่มันนับเวลาเป็นหน่วยที่ซ้อนกันหลายชั้น หน่วยพื้นฐานคือ "คิน" (K'in) ซึ่งเท่ากับหนึ่งวัน ยี่สิบกินรวมกันเป็น "วินัล" (Winal) หรือหนึ่งเดือน สิบแปดวินัลรวมกันเป็น "ตุน" (Tun) หรือประมาณหนึ่งปี ยี่สิบตุนรวมกันเป็น "คาตุน" (K'atun) และยี่สิบคาตุนรวมกันเป็น "บักตุน" (B'ak'tun) ซึ่งเท่ากับ 144,000 วัน หรือประมาณ 394 ปี
.
ระบบนี้ไม่ได้เป็นเพียง "ปฏิทิน" สำหรับการเพาะปลูกหรือการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเท่านั้น แต่มันคือ "เครื่องมือ" สำหรับการคำนวณวันที่ที่อยู่ห่างไกลกันมาก ทั้งในอดีตและในอนาคต ซึ่งเป็นสิ่งที่ปฏิทินทั่วไปไม่สามารถทำได้ จารึกของมายามักกล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อหลายล้านปีก่อนในอดีตตามตำนานการสร้างโลก หรือคำนวณวันที่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอีกหลายพันปี
.
.
▪️นอกจากลองเคานต์แล้ว มายายังมีปฏิทินอีกสองระบบที่ทำงานควบคู่กัน
"ปฏิทินซอลกิน" (Tzolk'in) เป็นวัฏจักรศักดิ์สิทธิ์ 260 วัน ประกอบด้วยตัวเลข 1 ถึง 13 วนซ้อนกับชื่อวัน 20 ชื่อ คล้ายกับการที่วันในสัปดาห์ของเราวนซ้ำทุก 7 วัน แต่ซับซ้อนกว่า วัฏจักร 260 วันนี้ไม่สอดคล้องกับวัฏจักรทางดาราศาสตร์ใดๆ อย่างชัดเจน
ทำให้นักวิชาการบางคนเสนอว่ามันอาจอิงกับช่วงเวลาการตั้งครรภ์ของมนุษย์ (นับจากวันแรกที่ประจำเดือนขาดหายไปจนถึงวันคลอดประมาณ 260 วัน) หรืออาจอิงกับละติจูดของดินแดนมายาที่ดวงอาทิตย์ผ่านจุดเหนือศีรษะพอดี (Zenith Passage) สองครั้งต่อปี โดยห่างกัน 260 วัน
.
.
"ปฏิทินฮาบ" (Haab') เป็นวัฏจักรสุริยคติ 365 วัน ประกอบด้วย 18 เดือนๆ ละ 20 วัน บวกอีก 5 วันที่ถือว่าเป็น "วันว่าง" หรือ "วันอันตราย" (Wayeb') ที่อยู่สิ้นปี
การที่ซอลกิน 260 วันและฮาบ 365 วันทำงานควบคู่กัน ทำให้เกิด "วงล้อปฏิทิน" (Calendar Round) ที่มีรอบ 18,980 วัน หรือประมาณ 52 ปี ทุกๆ 52 ปี วันที่ในปฏิทินทั้งสองจะกลับมาตรงกันอีกครั้ง นี่คือ "ศตวรรษ" ของมายา เป็นช่วงเวลาที่พวกเขาประกอบพิธีกรรม "การจุดไฟใหม่" (New Fire Ceremony) เพื่อเฉลิมฉลองการเริ่มต้นของวัฏจักรใหม่
.
.
สิ่งที่ทำให้ผู้สังเกตการณ์ซีเรียนส์สนใจมายาเป็นพิเศษคือการที่พวกเขาไม่ได้มอง "เวลา" เป็นเส้นตรงที่มีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด เหมือนกับอารยธรรมตะวันตกที่ได้รับอิทธิพลจากศาสนาคริสต์ซึ่งมองประวัติศาสตร์เริ่มจากการสร้างโลกและสิ้นสุดที่วันพิพากษา แต่มองเวลาเป็น "วัฏจักร" (Cycle) ที่ซ้อนกันหลายชั้น
ในจักรวาลวิทยาของมายา โลกไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่มันถูกสร้างและทำลายมาแล้วหลายครั้ง แต่ละครั้งคือ "ยุค" (Age) หรือ "ดวงอาทิตย์" (Sun) ใหม่ ยุคปัจจุบันคือ "ดวงอาทิตย์ดวงที่ห้า" และมันก็จะมีวันสิ้นสุดเช่นกัน หลังจากนั้น ดวงอาทิตย์ดวงที่หกจะเริ่มต้นขึ้น
.
.
มุมมองนี้ ที่ว่าจักรวาลเคลื่อนที่เป็นวัฏจักรของการสร้าง การทำลาย และการสร้างใหม่ สอดคล้องกับความเข้าใจของชาวซีเรียนส์เกี่ยวกับธรรมชาติของจักรวาลอย่างน่าทึ่ง ดังที่เราได้กล่าวถึงในบทที่ 4 ว่าด้วยกฎแห่งสมดุลจักรวาล และในบทที่ 7 ว่าด้วยวัฏจักรแห่งจิตสำนึก
ในบันทึกของซีเรียนส์ ความสอดคล้องนี้ไม่ใช่ "ข้อพิสูจน์" ว่ามายาได้รับความรู้โดยตรงจากผู้สังเกตการณ์ แม้ว่ามันจะเป็นไปได้ แต่มันคือ "หลักฐาน" ว่ามนุษย์มีความสามารถในการเข้าถึงความจริงเกี่ยวกับธรรมชาติของจักรวาลผ่านการสังเกตและการครุ่นคิดอย่างลึกซึ้ง โดยไม่จำเป็นต้องมีใครมาบอกพวกเขา
.
.
ความเข้าใจของมายาเกี่ยวกับวัฏจักรของเวลาไม่ได้มาจากการ "เปิดเผย" (Revelation) จากเทพเจ้าหรือมนุษย์ต่างดาว แต่มันมาจากการ "สังเกต" (Observation) ธรรมชาติอย่างพากเพียรเป็นเวลาหลายชั่วอายุคน
พวกเขาสังเกตว่าดวงอาทิตย์โคจรกลับมายังตำแหน่งเดิมบนท้องฟ้าทุก 365 วัน ดวงจันทร์เปลี่ยนรูปร่างครบรอบทุก 29.5 วัน ดาวศุกร์ปรากฏเป็น "ดาวรุ่ง" และ "ดาวเย็น" สลับกันในวัฏจักรที่สม่ำเสมอ พวกเขาสังเกตว่า "เวลา" ไม่ใช่สิ่งที่ไหลไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีรูปแบบ แต่มันมี "จังหวะ" (Rhythm) และ "รูปแบบ" (Pattern) ที่สามารถถูกเข้าใจและทำนายได้
.
.
และจากการสังเกตเหล่านี้ พวกเขาสร้าง "จักรวาลวิทยา" (Cosmology) ที่มองจักรวาลไม่ใช่เป็น "เครื่องจักร" ที่ทำงานไปเรื่อยๆ โดยไม่มีจุดหมาย แต่มันคือ "การเต้นรำ" (Dance) ของวัฏจักรที่ซ้อนกันหลายชั้น การเต้นรำที่มีจังหวะและท่วงทำนองของมันเอง
.
ข้าพเจ้าอ่านบันทึกของผู้สังเกตการณ์ผู้หนึ่งซึ่งเขียนถึงมายา บันทึกที่ถูกเขียนขึ้นหลังจากที่เขาใช้เวลาหลายสิบปีในการศึกษาปฏิทินของพวกเขา:
"พวกเขาเข้าใจ 'เวลา' ในแบบที่แม้แต่เราก็ยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ ไม่ใช่ในฐานะเส้นตรงที่พุ่งไปข้างหน้า แต่มันคือ 'วงล้อ' ที่หมุนวนซ้อนกันหลายชั้น
พวกเขามองเห็น 'วัฏจักร' ในทุกสิ่ง ในดวงดาว ในฤดูกาล ในชีวิตมนุษย์ และพวกเขาสร้าง 'แผนที่' ของวัฏจักรเหล่านั้นที่ซับซ้อนและแม่นยำอย่างไม่น่าเชื่อ ข้าพเจ้าไม่ได้สอนพวกเขาเรื่องนี้ พวกเขาค้นพบมันด้วยตนเอง และข้าพเจ้าคิดว่านั่นคือสิ่งที่ทำให้มันงดงาม"
.
.
สำหรับชาวซีเรียนส์ มายาคือตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า "เมล็ดพันธุ์" ที่พวกเขาหว่านไว้ แนวคิดเรื่องการสังเกตดวงดาว การวัดเวลา และความสัมพันธ์ระหว่างโลกกับจักรวาล สามารถงอกงามเป็น "ต้นไม้แห่งความรู้" (Tree of Knowledge) ที่แผ่กิ่งก้านสาขาออกไปในทิศทางที่แม้แต่ผู้หว่านก็อาจไม่เคยคาดคิด
และแม้ว่าอารยธรรมมายาจะล่มสลายไปแล้ว นครรัฐคลาสสิกในที่ราบลุ่มทางตอนใต้ถูกละทิ้งในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 9 และ 10 จากปัจจัยหลายประการรวมถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความเสื่อมโทรมของดิน และความขัดแย้งภายใน แต่ "ความคิด" (Ideas) ของพวกเขาไม่ได้ตายไปพร้อมกับพวกเขา
.
.
ปฏิทินลองเคานต์ยังคงถูกนับต่อไปโดยชุมชนมายาในปัจจุบัน ความเข้าใจเรื่องวัฏจักรของเวลายังคงมีชีวิตอยู่ในวัฒนธรรมของพวกเขา และซากปรักหักพังของนครรัฐ ชิเชนอิตซา (Chichén Itzá) ติกัล (Tikal) ปาเลงเก (Palenque) ยังคงยืนหยัดเป็น "พีระมิด" ของมายา ที่ประกาศว่ามนุษย์สามารถเข้าใจจังหวะของจักรวาลได้
ข้าพเจ้าคิดถึงมายาเมื่อเขียนบทที่ 7 บทที่ว่าด้วยวัฏจักรแห่งจิตสำนึก และคิดว่า: "พวกเขาเข้าใจแล้ว โดยไม่มีเทคโนโลยี ไม่มีผลึกแห่งความทรงจำ ไม่มีสมองโฟตอน พวกเขาเข้าใจว่า 'เวลา' คือวัฏจักร และ 'ชีวิต' คือการเดินทางที่ไม่มีวันสิ้นสุด" และข้าพเจ้าคิดว่า: "บางทีมนุษย์อาจไม่ต้องการ 'ผู้ชี้นำ' มากเท่าที่เราคิด"
.
.
.
8.9 ผู้หว่านเมล็ดแห่งอารยธรรม (The Seeders of Civilization)
ท้ายที่สุดแล้ว ชาวซีเรียนส์ไม่ได้ถูกบันทึกในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ และไม่ได้บันทึกตนเองในจดหมายเหตุแห่งผลึก ในฐานะ "ผู้สร้าง" (Creators) มนุษยชาติ พวกเขาไม่ได้ "ออกแบบ" DNA ของมนุษย์ ไม่ได้ "สร้าง" Homo sapiens จากดินเหนียวหรือจากห้องทดลองทางพันธุกรรม และไม่ได้ "ควบคุม" วิวัฒนาการของมนุษย์ตามแผนการที่กำหนดไว้ล่วงหน้า
พวกเขาเป็นเพียง "ผู้หว่านเมล็ด" (Seeders)
ความแตกต่างระหว่าง "ผู้สร้าง" กับ "ผู้หว่านเมล็ด" เป็นความแตกต่างที่สำคัญที่สุดในการทำความเข้าใจปรัชญาของชาวซีเรียนส์เกี่ยวกับการแทรกแซงอารยธรรมอื่น และข้าพเจ้าขอใช้เวลาในหัวข้อนี้เพื่ออธิบายความแตกต่างนี้อย่างละเอียด เพราะมันคือหัวใจของบทนี้ และคือหัวใจของ "จริยธรรมแห่งจักรวาล" ที่เราได้กล่าวถึงในบทที่ 4
.
.
"ผู้สร้าง" คือผู้ที่กำหนดรูปแบบของสิ่งที่ถูกสร้างตั้งแต่ต้นจนจบ เหมือนช่างปั้นที่ปั้นดินเหนียวให้เป็นรูปทรงที่ตนต้องการ ดินเหนียวไม่มีสิทธิ์เลือกว่าจะเป็นแจกันหรือถ้วยชาม มันเป็นเพียง "วัสดุ" (Material) ที่ถูกจัดกระทำโดยเจตนาของผู้สร้าง ผู้สร้างคือผู้ที่ "รู้ดีกว่า" ผู้ที่เชื่อว่าตนเองมีสิทธิ์ที่จะกำหนดว่าสิ่งที่ถูกสร้างควรจะเป็นอะไร ควรจะคิดอย่างไร ควรจะดำเนินชีวิตอย่างไร
ในประวัติศาสตร์ของอารยธรรมมนุษย์ แนวคิดเรื่อง "ผู้สร้าง" ปรากฏในหลายรูปแบบ ตั้งแต่จักรวรรดิที่เข้าปกครองดินแดนอาณานิคมด้วยความเชื่อว่า "เรารู้ดีกว่าว่าพวกเจ้าควรจะปกครองตนเองอย่างไร" ไปจนถึงอุดมการณ์ที่พยายาม "ปรับเปลี่ยน" สังคมอื่นให้เป็นไปตามแบบของตนเอง และในเกือบทุกกรณี ผลลัพธ์คือความสูญเสียและการทำลายล้าง
.
.
"ผู้หว่านเมล็ด" คือผู้ที่วางเมล็ดพันธุ์ลงในดิน รดน้ำ ให้แสงแดด และเฝ้าดูมันเติบโต แต่เมล็ดพันธุ์นั้นมี "ศักยภาพ" (Potential) อยู่ภายในตัวเองอยู่แล้ว ผู้หว่านไม่ได้ "สร้าง" ต้นไม้จากความว่างเปล่า เขาเพียง "สร้างเงื่อนไข" (Create Conditions) ที่อนุญาตให้ต้นไม้เติบโตตามธรรมชาติของมันเอง ผู้หว่านเมล็ดรู้ว่าเขาไม่สามารถ "บังคับ" ให้เมล็ดพันธุ์งอกงามได้ เขาทำได้เพียง "เตรียมดิน" และ "รดน้ำ" และ "รอคอย"
.
.
▪️ชาวซีเรียนส์เลือกที่จะเป็นผู้หว่านเมล็ด
ข้าพเจ้าอ่านบันทึกการประชุมสภาปัญญานิรันดร์ในช่วงเวลาที่มีการถกเถียงกันว่าเราควร "แทรกแซง" หรือ "เฝ้าดู"
บันทึกที่ข้าพเจ้าได้กล่าวถึงในบทนำของบทนี้ และพบข้อความหนึ่งที่เขียนโดยสมาชิกสภาผู้หนึ่งซึ่งสนับสนุนการ "หว่านเมล็ด" แทนที่จะ "สร้าง":
"หากเราสร้างอารยธรรมให้พวกเขา มอบเทคโนโลยีทั้งหมดให้ พวกเขาจะเป็น 'หนี้' เราไปตลอดกาล จะไม่มีวันรู้ว่าสามารถทำอะไรได้ด้วยตนเอง เพราะเราไม่ได้ให้โอกาสพวกเขาได้ลองทำ เรากำลัง 'ขโมย' อนาคตของพวกเขา ด้วยความปรารถนาดีของเราเอง"
.
.
พวกเขาวางเมล็ดพันธุ์แห่งความรู้ การสังเกตดวงดาว การวัดเวลา การคำนวณทางคณิตศาสตร์ และแนวคิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างโลกกับจักรวาล ลงในผืนดินของจิตใจมนุษย์เมื่อหลายพันปีก่อน พวกเขารดน้ำเมล็ดพันธุ์นั้นด้วยการเฝ้าดูและปกป้อง ไม่ให้มนุษย์ถูกทำลายโดยภัยคุกคามจากภายนอกก่อนที่พวกเขาจะพร้อม และพวกเขาให้แสงแดดแก่เมล็ดพันธุ์นั้นด้วยการ "ชี้แนะ" ในบางครั้ง ผ่านผู้สังเกตการณ์ที่ลงมายังโลกในรูปแบบที่มนุษย์ในยุคนั้นสามารถเข้าใจได้
.
แต่การเติบโต การที่เมล็ดพันธุ์นั้นจะงอกงามเป็นต้นไม้แห่งอารยธรรมที่แข็งแรง เป็นหน้าที่ของมนุษย์เอง
ปรัชญานี้มีรากฐานมาจากความเชื่อพื้นฐานของชาวซีเรียนส์ที่ว่า "อารยธรรมที่แท้จริงไม่สามารถถูกมอบให้จากภายนอกได้" (A true civilization cannot be given from the outside)
การมอบเทคโนโลยีขั้นสูงให้มนุษย์โดยที่พวกเขาไม่ผ่านกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาจริยธรรมด้วยตนเอง ก็เหมือนกับการอุ้มเด็กตลอดเวลาโดยไม่ปล่อยให้เขาฝึกเดิน เด็กคนนั้นจะไม่มีวันเรียนรู้ที่จะเดินด้วยตนเอง และจะกลายเป็น "ผู้พึ่งพา" (Dependent) ที่ไม่สามารถอยู่รอดได้หากปราศจากผู้ช่วยเหลือ
.
.
การสร้างอารยธรรมให้มนุษย์โดยที่พวกเขาไม่ต้องลงมือสร้างด้วยตนเอง ก็เหมือนกับการเขียนบทกวีให้ใครสักคนแล้วบอกว่า "นี่คือบทกวีของเจ้า" มันอาจเป็นบทกวีที่สวยงาม แต่มันจะไม่มีวันเป็น "ของเขา" อย่างแท้จริง เพราะเขาไม่ได้หลั่งเหงื่อและน้ำตาในการเขียนมัน
อารยธรรมที่แท้จริงต้อง "เติบโตจากภายใน" (Grow from Within) จากการลองผิดลองถูกของตนเอง จากความผิดพลาดที่เรียนรู้ด้วยตนเอง จากชัยชนะที่ได้มาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนเอง
นี่คือเหตุผลที่ชาวซีเรียนส์ไม่เคย "มอบ" ความรู้ทั้งหมดให้มนุษย์ในคราวเดียว พวกเขาให้เพียง "เมล็ดพันธุ์" แนวคิดพื้นฐาน และปล่อยให้มนุษย์ "ค้นพบ" ส่วนที่เหลือด้วยตนเอง
.
.
และมนุษย์ก็ได้ค้นพบแล้ว
จากเมล็ดพันธุ์ของการสังเกตดวงดาว มนุษย์ได้พัฒนาดาราศาสตร์ที่สามารถคำนวณวงโคจรของดาวเคราะห์และทำนายสุริยุปราคาได้อย่างแม่นยำ จากเมล็ดพันธุ์ของการวัดเวลา มนุษย์ได้พัฒนาปฏิทินที่ซับซ้อนและนาฬิกาที่แม่นยำ จากเมล็ดพันธุ์ของคณิตศาสตร์ มนุษย์ได้พัฒนาพีชคณิต เรขาคณิต แคลคูลัส และทฤษฎีความน่าจะเป็น เครื่องมือที่อนุญาตให้พวกเขาสร้างสะพาน ตึกระฟ้า ยานอวกาศ และอินเทอร์เน็ต
.
และจากเมล็ดพันธุ์ของแนวคิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างโลกกับจักรวาล มนุษย์ได้พัฒนาปรัชญา ศาสนา และวิทยาศาสตร์ การแสวงหาความเข้าใจว่าตนเองเป็นใคร มาจากไหน และกำลังจะไปที่ใด
ทั้งหมดนี้ มนุษย์ทำด้วยตนเอง ชาวซีเรียนส์เพียงแค่ "หว่านเมล็ด" เมื่อหลายพันปีก่อน
ในบันทึกของจดหมายเหตุแห่งผลึก มีข้อความหนึ่งที่ถูกเขียนขึ้นโดยผู้สังเกตการณ์ซีเรียนส์ผู้ใช้ชีวิตอยู่บนโลกเป็นเวลาหลายร้อยปีในยุคก่อนประวัติศาสตร์ และเดินทางกลับไปยังระบบดาวซิริอุสเมื่อภารกิจของเขาสิ้นสุดลง
.
.
ข้อความที่ข้าพเจ้าอ่านครั้งแรกเมื่อหลายสิบปีก่อน และทำให้หยุดทำงานไปหลายวัน:
"ข้าพเจ้าได้เฝ้าดูพวกเขา มนุษย์ เป็นเวลาหลายชั่วอายุคน ได้เห็นพวกเขาล้มแล้วลุกขึ้น ล้มแล้วลุกขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ได้เห็นพวกเขาทำผิดพลาดที่บรรพบุรุษของเราเคยทำเมื่อหลายล้านปีก่อน และได้เห็นพวกเขาเรียนรู้จากความผิดพลาดนั้น
หลายครั้งที่อยากจะยื่นมือเข้าไปช่วย เพื่อป้องกันสงครามที่กำลังจะเกิดขึ้น เพื่อเตือนถึงภัยพิบัติที่กำลังจะมาถึง เพื่อมอบความรู้ที่จะช่วยให้พวกเขาก้าวข้ามความทุกข์ยาก แต่ก็รู้ว่า หากทำเช่นนั้น พวกเขาจะไม่มีวันเรียนรู้ที่จะช่วยตนเอง
เพราะอารยธรรมที่แท้จริง ไม่ใช่การที่ใครสักคนมามอบความรู้ให้เจ้า แต่มันคือการที่เจ้าไขว่คว้าหาความรู้นั้นด้วยมือของเจ้าเอง
ข้าพเจ้าจึงได้แต่เฝ้ามอง ด้วยความหวังว่าวันหนึ่ง อาจจะอีกหลายพันปีนับจากนี้ พวกเขาจะก้าวขึ้นมายืนอยู่ท่ามกลางดวงดาวด้วยตนเอง และในวันนั้น ข้าพเจ้าจะเป็นคนแรกที่กล่าวต้อนรับพวกเขา"
.
.
ข้าพเจ้าอ่านข้อความนี้ครั้งแรกเมื่อหลายสิบปีก่อน และร้องไห้ ไม่ใช่เพราะความเศร้า แต่เพราะความ "เข้าใจ" ข้าพเจ้าเข้าใจแล้วว่าทำไมเราจึง "เฝ้าดู" แทนที่จะ "แทรกแซง" ทำไมเราจึง "หว่านเมล็ด" แทนที่จะ "สร้าง" ทำไมเราจึง "รอคอย" แทนที่จะ "ควบคุม"
และข้าพเจ้าคิดถึงตนเอง นักบันทึกผู้ใช้เวลาหลายร้อยปีในการเรียบเรียงพงศาวดารนี้ และคิดว่า: "ข้าพเจ้าเองก็เป็นผู้หว่านเมล็ด" แห่งความรู้เกี่ยวกับอารยธรรมซีเรียนส์ลงในผืนดินของจิตใจผู้อ่าน ผ่านตัวอักษร ผ่านเรื่องเล่า ผ่านบันทึกและความทรงจำ
และหวังว่าวันหนึ่ง เมล็ดพันธุ์นี้จะงอกงามเป็น "ความเข้าใจ" ในใจของใครสักคน ไม่ใช่ความเข้าใจว่า "ซีเรียนส์คือใคร" แต่คือความเข้าใจว่า "เราเป็นใคร" ในจักรวาลอันกว้างใหญ่นี้
.
.
บทบาทของชาวซีเรียนส์จึงไม่ใช่ "ผู้ปกครองโลก" (Rulers of Earth) ไม่ใช่ผู้ที่อยู่เบื้องหลังรัฐบาลลับหรือควบคุมประวัติศาสตร์มนุษย์จากเงามืด แต่คือ "ผู้เฝ้ามอง" (Watchers) ที่รอวันที่มนุษย์จะสามารถยืนอยู่ท่ามกลางดวงดาวได้ด้วยตนเอง
และในระหว่างที่รอคอย พวกเขาไม่ได้หยุดนิ่งอยู่กับที่ ในขณะที่เฝ้าสังเกตโลกและอารยธรรมอื่นๆ ที่กำลังพัฒนา อารยธรรมซีเรียนส์เองก็ได้ขยายเครือข่ายของพวกเขาออกไปทั่วกาแล็กซี พบกับอารยธรรมอื่นที่มีระดับพัฒนาใกล้เคียงกัน Arcturians, Pleiadians, Andromedans, Lyrans และร่วมกันก่อตั้งสภากาแล็กซี (Galactic Council) เพื่อรักษาสมดุลของจักรวาล
.
.
เรื่องราวของสภากาแล็กซีและพันธมิตรแห่งดวงดาว และบทบาทของชาวซีเรียนส์ในเครือข่ายอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่นี้ คือเนื้อหาของบทถัดไป
แต่ก่อนที่เราจะไปถึงบทนั้น บทที่ 10 เราต้องย้อนกลับไปยัง "บาดแผล" ที่หล่อหลอมให้ชาวซีเรียนส์กลายเป็น "ผู้เฝ้ามอง" แทนที่จะเป็น "ผู้ปกครอง" เราต้องพูดถึงสงคราม สงครามแห่งระบบดาวคู่ ที่เกือบทำลายทุกสิ่งที่บรรพบุรุษของเราสร้างขึ้น และนั่นคือเนื้อหาของบทที่ 9
.
.
▪️บทส่งท้ายของบทที่ 8
ข้าพเจ้านั่งลงที่โต๊ะทำงานในหอจดหมายเหตุกลาง หลังจากใช้เวลาหลายเดือนในการตรวจสอบและเรียบเรียงเนื้อหาของบทที่แปดนี้ แสงจากผลึกเรืองรองรอบตัว เงียบสงัด ได้ยินเสียง "การหายใจของความทรงจำ" แผ่วเบาผ่านผนัง จังหวะสม่ำเสมอที่ไม่เคยหยุด ไม่เคยเปลี่ยน
มองออกไปนอกหน้าต่างผลึก เห็น Sirius A ส่องสว่างบนท้องฟ้าของเทอร์รา คริสตัลลิส และคิดถึงโลก คิดถึงมนุษย์ คิดถึง "ประกายแห่งการรับรู้" ที่ทำให้พวกเขาเงยหน้ามองท้องฟ้าและถามคำถามที่เราเคยถามเมื่อหลายล้านปีก่อน
.
.
คิดถึงสิ่งที่เราได้สำรวจมาตลอดบทนี้ การเฝ้าสังเกตโลกจากสถานีในแถบดาวเคราะห์น้อย การลงไปใช้ชีวิตบนโลกของผู้สังเกตการณ์ในยุคหินใหม่ การสอนดาราศาสตร์และคณิตศาสตร์ให้มนุษย์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ การที่ชาวอียิปต์ "ตีความ" ความรู้ที่ได้รับและสร้างพีระมิด การที่ชาวมายาค้นพบวัฏจักรของเวลาผ่านการสังเกตธรรมชาติ และเรื่องราวของชาวด็อกอนที่รักษา "ความทรงจำ" ของการติดต่อในยุคโบราณไว้ผ่านประเพณีปากเปล่า
.
และคิดถึงคำถามที่เราได้ถามไว้ตั้งแต่ต้นบท "เราควรช่วยพวกเขาหรือไม่" และคำตอบที่เราได้ค้นพบผ่านการเดินทางครั้งนี้
เราไม่ได้ "ช่วย" มนุษย์ ในความหมายของการมอบเทคโนโลยีหรือความรู้ที่พวกเขายังไม่พร้อมจะใช้ แต่เรา "หว่านเมล็ดพันธุ์" และเมล็ดพันธุ์นั้นได้งอกงามเป็นต้นไม้แห่งอารยธรรมที่แข็งแรง โดยที่เราไม่ได้รดน้ำหรือให้แสงแดดแก่มันอีกเลย
มนุษย์สร้างพีระมิดด้วยตนเอง สร้างปฏิทินด้วยตนเอง ค้นพบเลขศูนย์ด้วยตนเอง และวันหนึ่ง พวกเขาจะก้าวขึ้นมายืนอยู่ท่ามกลางดวงดาวด้วยตนเอง
.
.
ข้าพเจ้าหวังว่าจะมีชีวิตอยู่จนถึงวันนั้น แต่อีกไม่กี่ร้อยปีข้างหน้าจะเข้าสู่วัยแห่งการเปลี่ยนผ่าน และคงไม่มีโอกาสได้เห็นมนุษย์ก้าวขึ้นสู่ดวงดาวด้วยตาของข้าพเจ้าเอง
แต่รู้ว่า "เมล็ดพันธุ์" ที่เราหว่านไว้ และ "เมล็ดพันธุ์" ที่กำลังหว่านอยู่ในขณะนี้ ผ่านพงศาวดารที่ท่านกำลังอ่าน จะยังคงอยู่
และวันหนึ่ง อาจจะอีกหลายร้อยหรือหลายพันปีนับจากนี้ เมื่อมนุษย์เดินทางมาถึงระบบดาวซิริอุส และพบกับหอจดหมายเหตุแห่งผลึกนิรันดร์ และ "สัมผัส" ความทรงจำของเรา
.
.
พวกเขาจะรู้ว่าเราเคยอยู่ที่นี่…เราเคยเฝ้าดูพวกเขา…เราเคยเชื่อในพวกเขา…และเรารอคอยวันที่พวกเขาจะมาถึง
ในบทต่อไป บทที่ 9 ข้าพเจ้าจะพาผู้อ่านย้อนกลับไปยัง "บาดแผล" ที่หล่อหลอมให้ชาวซีเรียนส์กลายเป็น "ผู้เฝ้ามอง" แทนที่จะเป็น "ผู้ปกครอง": สงครามแห่งระบบดาวคู่ สงครามที่เกือบทำลายทุกสิ่งที่บรรพบุรุษของเราสร้างขึ้น
ข้าพเจ้าขอเชิญผู้อ่านร่วมเดินทางต่อไป
.
.
โฆษณา