24 ต.ค. เวลา 02:33 • นิยาย เรื่องสั้น

ตอนที่ 186: สิ่งที่เล่าจากข้างใน

เช้าวันนั้น อีรินยังมองพื้นทางเดินด้านนอก
เขาไม่ได้มองเข้าไปในห้องเล็ก
แม้ประตูไม้เก่าจะเปิดอยู่
แม้แสงจากหน้าต่างจะทอดเข้าไปถึงขอบวงดินสอบนพื้น
แม้เขาจะรู้ว่าดินสอไม่ได้อยู่ข้างผ้าสีเทาที่เดิมแล้ว
เขารู้เพียงเท่าที่เด็กหลังประตูเคยบอก
ดินสออยู่ห่างจากผ้ามากขึ้น
แค่นั้น
แก้วนํ้าครึ่งแก้วยังอยู่บนโต๊ะเตี้ย
รอยดินสอสองเส้น จุดเล็ก และเส้นสั้นที่หยุดก่อนถึงช่องว่างยังอยู่ครบ
แสงเช้าสะท้อนผ่านน้ำ ทำให้เงาใสไหวเบา ๆ บนไม้เก่า
เด็กในผลึกนั่งอยู่ในเก้าอี้ไม้
มือเงาถ่านกับมือแสงทองวางใกล้กันกว่าวันก่อนเพียงนิดเดียว
ไม่ได้แตะกัน
ไม่ได้พยายามแตะกัน
เพียงวางอยู่บนตักเดียวกัน
โดยไม่มีใครบอกว่าควรอยู่ห่างเท่าไร
“วันนี้เจ้าจะไม่มองเข้าไปจริง ๆ หรือ?” เด็กในผลึกถาม
“จริง” อีรินตอบ
“แม้ประตูเปิดอยู่?”
“แม้ประตูเปิดอยู่”
“แม้เจ้าจะอยากรู้ว่าดินสออยู่ตรงไหน?”
อีรินมองเงาของหน้าต่างบนพื้น
“แม้ข้าอยากรู้”
เด็กในผลึกคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“ถ้าเราอยากรู้ แล้วเราไม่มอง” เขาพูด “ความอยากรู้อยู่ที่ไหน?”
อีรินยิ้มบาง ๆ
“อาจอยู่กับเรา” เขาตอบ
“โดยไม่ต้องกลายเป็นสิ่งที่เราทำ”
เด็กในผลึกพยักหน้า
“เหมือนมือที่อยู่ใกล้กัน” เขาพูด “แต่ไม่จำเป็นต้องแตะ”
“อาจเหมือน”
ในหน้ากระดาษภาพฝน ฝนยังตกละเอียด
พื้นหินสีเทาเปียกจนสะท้อนเงากำแพงเป็นเส้นยาว
ประตูไม้ซีดที่อยู่ไกลยังปิด
พื้นที่แห้งเล็ก ๆ ข้างเก้าอี้ยังว่าง
ร่มที่วาดไม่เสร็จยังคว่ำอยู่ใกล้ผนัง
เด็กใต้ฝนนั่งอยู่หลังเก้าอี้ไม้เช่นเดิม
เขาไม่ได้มองประตู
ไม่ได้มองเส้นด้ายตลอดเวลา
มือทั้งสองวางอยู่บนเข่า
เสื้อคลุมสีเทาถูกดึงคลุมขาไว้อย่างหลวม ๆ
เส้นด้ายสีอ่อนยังอยู่ใกล้รองเท้า
ปลายหนึ่งเกี่ยวอยู่ในรอยแตกตื้น
ใบไม้แห้งกับเม็ดทรายยังอยู่ในรอยแตกเดียวกัน
น้ำไหลผ่านอ้อมไปตามทางแคบ ๆ ที่มันเลือกเอง
วันนี้ มีหยดน้ำสะสมใต้ขอบเก้าอี้
ไม่ได้เป็นแอ่งใหม่
ไม่ได้ไหลไปหาเส้นด้าย
เพียงรวมตัวกันช้ากว่าที่อื่นเล็กน้อย
แล้วสะท้อนแสงฝนสีขาวจาง ๆ
เด็กผมขาวมองมันอยู่พักหนึ่ง
“น้ำอยู่ใต้เก้าอี้” เขาพูด
“ใช่” เด็กหญิงผู้จดจำตอบ
“มันอยู่ตรงนั้นนานหรือยัง?”
“ข้าไม่รู้”
“เด็กใต้ฝนเห็นไหม?”
ผู้เฝ้าคำถามมองภาพอย่างสงบ
“เราเห็นเพียงว่า เขาไม่ได้หันไปทางนั้น”
เด็กผมขาวพยักหน้า
“งั้นน้ำก็อยู่ใต้เก้าอี้” เขาพูด
“โดยที่เราไม่รู้ว่าเขาเห็นหรือไม่”
“ใช่”
“แค่นั้น”
“แค่นั้น”
ช่วงสาย เรนานำชาอุ่นมาวางไว้บนโต๊ะข้างอีริน
นางวางถ้วยลงเบา ๆ
ไม่ได้ถามว่าเขาจะดื่มหรือไม่
ไม่ได้เลื่อนเก้าอี้เข้าใกล้
ไม่ได้มองผ่านประตู
อาเรียยังปล่อยด้ายเงินขดหลวมอยู่บนโต๊ะด้านข้าง
ปลายด้ายด้านหนึ่งหันไปทางหน้าต่าง
อีกด้านพักอยู่ใกล้ขอบโต๊ะ
ไม่มีปม
ไม่มีแรงดึง
ไม่มีเส้นใดเชื่อมเข้าห้องเล็ก
จากหลังประตู มีเสียงเด็กพูดขึ้น
“อีริน”
“ข้าอยู่นี่”
“เจ้าไม่ได้มองเข้ามาหรือ?”
“ไม่ได้มอง”
“แล้วเจ้ารู้ไหมว่าตอนนี้ข้านั่งอยู่ตรงไหน?”
“ไม่รู้”
“เจ้าเดาไหม?”
“ไม่เดา”
เงียบไปพักหนึ่ง
“แล้วถ้าข้าบอกว่า ข้าอยู่ใกล้เก้าอี้ล่ะ?”
อีรินยังมองพื้นทางเดินด้านนอก
“ข้าก็จะรู้ว่า เจ้าบอกว่าเจ้าอยู่ใกล้เก้าอี้”
“เจ้าไม่ถามว่าใกล้แค่ไหนหรือ?”
“ไม่ถาม ถ้าเจ้ายังไม่ได้อยากเล่า”
“แล้วถ้าข้าอยากเล่าแค่นั้น?”
“แค่นั้นก็พอ”
เด็กในผลึกฟังอย่างตั้งใจ
“เขาเล่าได้เท่าที่อยากเล่า” เขาพูด
“ใช่” อีรินตอบ
“และเจ้ารู้เท่าที่เขาเล่า”
“ใช่”
“ไม่มากกว่า”
“ไม่มากกว่า”
เสียงจากห้องเล็กเงียบไป
แต่คราวนี้ ความเงียบไม่เหมือนการซ่อนสิ่งหนึ่งไว้แน่นขึ้น
มันเหมือนมีประโยคหนึ่งถูกวางลงบนพื้นระหว่างสองห้อง
โดยไม่ต้องมีใครเดินไปเก็บ
ในหน้ากระดาษภาพฝน เด็กใต้ฝนขยับมือข้างหนึ่ง
เด็กผมขาวมอง
แต่ไม่ได้เอนตัวเข้าใกล้หน้ากระดาษ
มือของเด็กใต้ฝนเลื่อนออกจากเข่า
ผ่านขอบเสื้อคลุม
แล้วหยุดอยู่บนพื้นหินข้างตัว
ไม่ได้ไปหาเส้นด้าย
ไม่ได้ไปหาเก้าอี้
ไม่ได้ไปหาน้ำใต้ขาเก้าอี้
ปลายนิ้วแตะพื้นหินแห้งกว่าแผ่นหนึ่ง
ซึ่งอยู่ห่างจากแอ่งน้ำเล็กน้อย
เขาวางนิ้วไว้ตรงนั้น
หนึ่งลมหายใจ
สองลมหายใจ
แล้วจึงยกมือกลับขึ้นมาวางบนเข่า
เด็กผมขาวพูดเบา ๆ
“เขาแตะพื้น”
“ใช่” เด็กหญิงผู้จดจำตอบ
“พื้นตรงนั้นไม่เปียกเท่าที่อื่น”
“อาจใช่”
“เขาเลือกตรงนั้นหรือเปล่า?”
ผู้เฝ้าคำถามส่ายหน้าเบา ๆ
“เราเห็นว่ามือเขาแตะตรงนั้น” เขาตอบ
“เราไม่รู้ว่าเขาเลือกเพราะอะไร”
เด็กผมขาวมองจุดแห้งกว่าบนพื้นหิน
“บางที เขาอาจแค่แตะพื้น”
“ใช่”
ตอนบ่าย แสงจากหน้าต่างเริ่มอ่อนลง
ในห้องเล็ก เสียงไม้ขยับดังขึ้นครั้งหนึ่ง
ครืด
เบาจนแทบจะกลืนไปกับเสียงลม
เด็กในผลึกเงยหน้ามองประตู
แต่ไม่ถามทันทีว่าเป็นดินสอหรือเก้าอี้
อีรินยังมองพื้นด้านนอก
ไม่ขยับเข้าไปใกล้
ผ่านไปครู่หนึ่ง เด็กหลังประตูก็พูดขึ้น
“เมื่อกี้ ข้าขยับเก้าอี้”
อีรินพยักหน้าเล็กน้อย
“ข้าเข้าใจ”
“เจ้าไม่ถามว่าขยับไปไหนหรือ?”
“ไม่ถาม”
“ทำไม?”
“เพราะเจ้าบอกแค่ว่าเจ้าขยับเก้าอี้” อีรินตอบ
“และข้ายังฟังอยู่”
จากหลังประตูเงียบไปอีกครั้ง
“มันไม่ได้หันมาทางประตู” เด็กคนนั้นพูดต่อ
อีรินตอบทันที
“ข้าขอบใจที่บอก”
“แล้วเจ้ารู้ไหมว่ามันหันไปทางไหน?”
“ไม่รู้”
“เจ้าอยากรู้ไหม?”
อีรินหายใจเข้าอย่างช้า ๆ
“อยากรู้” เขาตอบตามจริง
“แต่ข้าไม่จำเป็นต้องรู้”
เด็กในผลึกมองอีริน
“เจ้าพูดว่าอยากรู้” เขาพูด
“แต่ไม่ได้เอาความอยากรู้นั้นไปใส่ในคำถาม”
“ใช่”
“ทำแบบนั้นยากไหม?”
อีรินมองถ้วยชาที่ไอเริ่มเบาลง
“บางครั้งก็ยาก” เขาตอบ
“แต่ข้าคิดว่า ยากไม่ได้แปลว่าต้องให้คนอื่นแบกมันแทนเรา”
เด็กในผลึกนิ่งอยู่พักหนึ่ง
มือเงาถ่านและมือแสงทองยังอยู่ใกล้กัน
วันนี้ ปลายนิ้วของทั้งสองข้างเกือบเสมอกัน
ยังมีระยะ
แต่ไม่มีใครวัด
ในหน้ากระดาษภาพฝน เก้าอี้ไม้เล็ก ๆ ขยับจากตำแหน่งเดิมเพียงเล็กน้อย
มันยังอยู่หน้ากำแพงฝน
ยังไม่หันไปทางประตูไกล
ยังไม่มีใครนั่งบนมัน
ขาเก้าอี้ข้างหนึ่งวางอยู่ใกล้แอ่งน้ำใต้เก้าอี้กว่าเดิม
แต่ไม่ได้จม
เพียงสะท้อนอยู่ในผิวน้ำบาง ๆ
เด็กใต้ฝนยังนั่งอยู่หลังมัน
ระยะระหว่างเด็กกับเก้าอี้เปลี่ยนไปเล็กน้อย
แต่เขายังไม่ได้แตะเก้าอี้
ยังไม่ได้ลุก
ยังไม่ได้ขยับไปหาเส้นด้าย
เด็กหญิงผู้จดจำมองภาพอยู่เงียบ ๆ
เด็กผมขาวถาม
“เก้าอี้ขยับแล้ว”
“ใช่”
“เด็กใต้ฝนเป็นคนขยับหรือ?”
นางตอบหลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“เราไม่เห็นตอนมันขยับ”
เด็กผมขาวพยักหน้า
“แต่เราเห็นว่ามันอยู่ที่ใหม่”
“ใช่”
“แล้วที่ใหม่ไม่จำเป็นต้องบอกเราทุกอย่าง”
“ใช่”
ช่วงเย็น โคมอำพันสว่างขึ้นทีละดวง
แสงของมันทอดบนพื้นทางเดินด้านนอก
แต่ยังหยุดก่อนถึงธรณีห้องเล็ก
ตามที่เคยเป็นมา
เรนารินชาให้ตัวเอง
ไม่ถามว่าอีรินต้องการเพิ่มหรือไม่
อาเรียปล่อยให้ด้ายเงินวางเป็นแนวโค้งเดิม
ผู้รักษาความต่อเนื่องยังไม่หยิบไม้บรรทัดเก่าขึ้นมา
จากหลังประตู เด็กคนนั้นเรียกอีกครั้ง
“อีริน”
“ข้าอยู่นี่”
“ถ้าวันหนึ่งข้าอยากให้เจ้าดูได้ แต่ยังไม่อยากให้เจ้าเข้ามาล่ะ?”
อีรินเงียบไปชั่วครู่
“เราหาทางได้” เขาตอบ
“เจ้าอาจวางสิ่งที่อยากให้ข้าเห็นไว้ใกล้ธรณี”
“หรือบอกให้ข้ามองเฉพาะจุดหนึ่ง”
“หรือเจ้าอาจเปลี่ยนใจในตอนนั้นก็ได้”
“แล้วเจ้าจะไม่มองอย่างอื่น?”
“ข้าจะพยายามมองเท่าที่เจ้าขอ”
“ถ้าเจ้าพลาดล่ะ?”
คำถามนั้นทำให้อีรินนิ่งไป
ก่อนตอบอย่างตรงไปตรงมา
“ถ้าข้าพลาด ข้าจะหยุด” เขาตอบ
“ข้าจะบอกเจ้า และฟังว่าเจ้าต้องการให้ข้าทำอย่างไรต่อ”
ความเงียบยาวขึ้นอีกนิด
“เจ้าไม่พูดว่าจะไม่พลาดเลย” เด็กคนนั้นพูด
“ข้าไม่อยากสัญญาในสิ่งที่ข้าควบคุมไม่ได้ทั้งหมด”
“แล้วเจ้าสัญญาอะไร?”
อีรินมองประตูที่เปิดอยู่
โดยยังไม่มองเข้าไป
“ข้าสัญญาว่า ถ้าเจ้าบอกขอบเขต ข้าจะตั้งใจฟัง” เขาตอบ
“และถ้าข้าทำผิด ข้าจะไม่แกล้งทำเป็นว่าไม่เกิดอะไรขึ้น”
เด็กในผลึกหลับตาลงครู่หนึ่ง
“การฟัง ไม่ได้แปลว่าไม่เคยพลาด” เขาพูด
“ใช่” อีรินตอบ
“แต่แปลว่าไม่ซ่อนความพลาดไว้ใต้คำว่าเจตนาดี”
อีรินมองเขาอย่างเงียบ ๆ
“ใช่”
ในหน้ากระดาษภาพฝน เด็กใต้ฝนยกมือขึ้นมาแตะขอบเสื้อคลุมตรงหัวไหล่
เขาดึงมันขึ้นสูงอีกเพียงเล็กน้อย
กันละอองฝนที่ลอยเข้ามาจากช่องกำแพง
จากนั้น มือของเขากลับลงมาบนเข่า
เก้าอี้ยังอยู่ที่ตำแหน่งใหม่
เส้นด้ายยังอยู่ที่เดิม
น้ำยังไหลอ้อมใบไม้และเม็ดทราย
ประตูไกลยังปิด
พื้นที่แห้งยังว่าง
ร่มยังไม่กาง
ไม่มีสิ่งใดถูกทำให้เป็นคำอธิบายของสิ่งอื่น
เด็กใต้ฝนเพียงจัดเสื้อคลุม
หลังจากเก้าอี้ถูกขยับ
ในวันที่ฝนยังตกเบา ๆ
คืนนั้น หน้ากระดาษเปล่าหลายแผ่นลอยอยู่เหนือห้องสมุด
เว้นระยะห่างมากพอให้ลมอ่อนผ่านระหว่างกัน
ไม่มีหน้าใดเขียนว่าเก้าอี้ถูกขยับโดยใคร
ไม่มีหน้าใดเขียนว่าเด็กหลังประตูจะให้ใครมองเมื่อไร
ไม่มีหน้าใดตัดสินว่าความอยากรู้เป็นสิ่งผิด
เพราะความอยากรู้
อาจอยู่กับเราได้
โดยไม่ต้องกลายเป็นมือ
ที่เปิดสิ่งซึ่งยังไม่มีใครขอให้เปิด

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา