24 ต.ค. เวลา 02:41 • ประวัติศาสตร์
เทศบาลนครหาดใหญ่

ตอนที่ 125 ยุทธการปิดล้อมเนโกรพอนเต (1470) เมื่อความลังเลลุกลามเป็นจุดเปลี่ยนสถานะเจ้าสมุทรตลอดกาล

🟥 และแล้วการศึกก็ดำเนินมาถึงปี1470 ในบรรดาสมรภูมิทั้งหมดของ "มหาสงคราม 16 ปี" ระหว่างจักรวรรดิออตโตมันและสาธารณรัฐเวนิสไม่มีเหตุการณ์ใดที่สร้างความตกตะลึงและสร้างบาดแผลลึกให้กับชาวยุโรปได้เท่ากับ"การเสียเกาะเนโกรพอนเต" (The Siege of Negroponte)
🟥 เนโกรพอนเต (ปัจจุบันคือเกาะยูบีอาในประเทศกรีซ) ไม่ใช่แค่เกาะธรรมดา แต่มันคือ "เพชรเม็ดงาม" เป็นฐานทัพเรือที่ใหญ่ที่สุดและเป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญที่สุดของเวนิสในทะเลอีเจียนการสูญเสียเกาะแห่งนี้คือการตบหน้าสาธารณรัฐเวนิสอย่างรุนแรงที่สุด
🟥 ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ สุลต่านเมห์เหม็ดที่ 2 ทรงตัดสินใจทุ่มสรรพกำลังยกทัพใหญ่ทั้งทางบกและทางทะเลเข้ายึดครองเนโกรพอนเตของสาธารณรัฐเวนิสในปี ค.ศ. 1470 มีเหตุผลหลักมาจาก
🔹การตอบโต้การโจมตีชายฝั่งของเวนิส: เวนิสใช้กองเรือและกองกำลังของตนคอยแล่นเรือเข้ามาปล้นสะดม และสร้างความเสียหายตามชายฝั่งทะเลอีเจียนและทางตอนใต้ของอนาโตเลียของออตโตมัน สร้างความเดือดร้อนและขัดขวางการรักษาความมั่นคงในดินแดนของสุลต่านอย่างมาก
🔹ทำลายศูนย์กลางอำนาจทางทะเลของเวนิส: เกาะเนโกรพอนเตไม่ได้เป็นเพียงเกาะทั่วไป แต่มันทำหน้าที่เป็น "ศูนย์กลางหรือจุดหมุนแห่งอำนาจ" (Fulcrum) ของสาธารณรัฐเวนิสในทะเลอีเจียน การยึดเกาะนี้จึงเปรียบเสมือนการตัดเส้นเลือดใหญ่และทำลายฐานที่มั่นยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของเวนิสในภูมิภาคนี้
ดังนั้นการเข้ายึดเกาะเนโกรพอนเตจะสร้างความเสียหายให้แก่ เวนิสอย่างมหาศาลนี่คือเรื่องราวของความเฉียบขาด ความลังเล และความโหดร้ายในสมรภูมิแห่งนี้
🟪1. กฎเหล็กแห่งการปิดล้อม
🔸หากผ่านมาหลายๆตอน ทุกคนคงจะคุ้นเคยกับธรรมเนียมการทำสงครามปิดล้อมในยุคนั้น (รวมถึงกฎของอิสลาม) มีกฎเหล็กที่เข้าใจตรงกันว่า
🔸ถ้ายอมจำนนตั้งแต่ก่อนเริ่มโจมตี: ผู้คนในเมืองจะปลอดภัยทรัพย์สินจะถูกรักษาไว้และผู้นำอาจได้รับการปล่อยตัว
🔸แต่ถ้าเลือกจะสู้จนกำแพงเมืองแตก: ผู้ชนะมีสิทธิ์ขาดในการปล้นสะดมเมือง สังหารหมู่ จับคนเป็นทาส และประหารผู้นำ
🟧2. วิศวกรรมแห่งผู้พิชิต: สะพานเรือข้ามช่องแคบ
ยุทธการผิดล้อมนี้ฝั่นเมห์เหม็ดเตรียมตัวมาดีมาก
🔹ยุทธการเริ่มต้นในวันที่ 14 มิถุนายน 1470 สุลต่านเมห์เหม็ดที่ 2 ทรงทราบดีว่าการจะยึดเนโกรพอนเตได้ ต้องทำลายข้อได้เปรียบทางทะเลของเวนิส พระองค์จึงนำทัพหลวงขนาดมหึมา (ประมาณ 100,000 - 120,000 นาย) เดินเท้ามายังช่องแคบยูริปุส ซึ่งกั้นระหว่างแผ่นดินใหญ่ของกรีซกับตัวเกาะ
1
🔹แทนที่จะใช้เรือรบเข้าปะทะตรงๆ เมห์เหม็ดที่ 2 สั่งให้วิศวกรนำเรือนับร้อยลำมาผูกติดกัน สร้างเป็นสะพานทอดข้ามช่องแคบที่เชี่ยวกราก เพื่อให้กองทัพบกและ "ปืนใหญ่ทำลายกำแพง" ขนาดยักษ์ สามารถข้ามไปตั้งฐานยิงประชิดกำแพงเมืองเนโกรพอนเตได้อย่างง่ายดาย การตัดสินใจนี้ทำให้ยุทธวิธีการรบทางทะเลที่เวนิสถนัดถูกเปลี่ยนเป็น "สงครามปิดล้อมทางบก" ซึ่งเป็นสิ่งที่กองทัพออตโตมันเชี่ยวชาญ
🟨 3. ความลังเลที่แลกด้วยอาณาจักร
🔸เมื่อข่าวการปิดล้อมไปถึงเมืองหลวงเวนิสได้ส่งกองเรือรบที่ใหญ่ทรงพลังที่สุดภายใต้การนำของจอมพลเรือ นิโคโล กานัล (Niccolò Canal) มาช่วยเหลือทันที
🔸กองเรือเวนิสเดินทางมาถึงช่องแคบยูริปุสในจังหวะที่เหมาะสมที่สุด กระแสน้ำและทิศทางลมเป็นใจอย่างยิ่งหากนิโคโล กานัล สั่งให้เรือรบพุ่งชนและทำลายสะพานเรือโป๊ะของออตโตมัน กองทัพของเมห์เหม็ดที่ 2 จะถูกตัดขาดเสบียงและติดเกาะทันที
🔸แต่ว่าแทนที่จะโจมตี นิโคโล กานัล กลับเกิดความลังเลและหวาดกลัวต่อขนาดของกองทัพออตโตมันที่อยู่บนฝั่ง เขาตัดสินใจ "ทอดสมอรอ" เพื่อประเมินสถานการณ์ ซึ่งการรอคอยนี้เองคือความผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์กองทัพเรือเวนิส เพราะมันเปิดโอกาสให้ออตโตมันระดมยิงปืนใหญ่ใส่กำแพงเมืองต่อไปอย่างไม่หยุดหย่อน
🟩4. เมื่อเมืองแตกพ่าย และ "คำสัญญาเลือด"
หลังจากถูกปืนใหญ่ถล่มอย่างหนักเกือบเดือน ในที่สุดวันที่ 12 กรกฎาคม 1470 กำแพงเมืองเนโกรพอนเตก็พังทลาย กองทัพเยนิเชรีบุกทะลวงเข้าไปในเมืองได้สำเร็จ การต่อสู้ตามท้องถนนเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ทหารและประชาชนชาวเวนิสถูกสังหารหมู่
🟩4.1 การสูญเสียกำลังพลอย่างมหาศาล
การปิดล้อมเนโกรพอนเตไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับออตโตมันแม้จะมีกำลังพลมากกว่ามหาศาล แต่ชาวเมืองและกองทหารเวนิสต่อสู้ป้องกันกำแพงเมืองอย่างถวายหัวการสู้รบกินเวลายืดเยื้อเกือบเดือน และในวันสุดท้ายที่กำแพงเมืองแตกกองทัพออตโตมันต้องใช้คลื่นมนุษย์บุกทะลวงเข้าไป
🔹ทำให้สูญเสียทหารไปนับหมื่นนาย ซึ่งรวมถึงทหารระดับหัวกะทิอย่างกองทหารเยนิเชรีด้วยสำหรับเมห์เหม็ดที่ 2 การที่เอริซโซทำให้กองทัพของพระองค์ต้องหลั่งเลือดมากขนาดนี้ เป็นความผิดที่ยอมความไม่ได้
🔹จุดจบของ เปาโล เอริซโซ (Paolo Erizzo) ผู้บัญชาการกองทหารรักษาการณ์ชาวเวนิส กลายเป็นตำนานที่สะท้อนความเหี้ยมโหดของสงครามครั้งนี้
เมื่อเมืองแตก เอริซโซยอมจำนนต่อสุลต่านเมห์เหม็ดที่ 2 โดยมีข้อตกลงว่าสุลต่านจะต้อง "ไว้ชีวิตและไม่ตัดหัวของเขา"
🔹ทั้งๆที่ในขั้นตอนขอให้ยอมจำนนตั้งแต่ก่อนเริ่มโจมตี เอริซโซเลือกที่จะสู้จนหยดสุดท้ายและปฏิเสธข้อเสนอให้ยอมจำนนหลายครั้งเมื่อเมืองแตกแล้ว เขาถึงเพิ่งมาขอเจรจาขอความเมตตาสำหรับเมห์เหม็ดมันคือความหน้าด้านที่ขอกติกาความปลอดภัยในตอนที่ตัวเองแพ้ราบคาบไปแล้ว
🔹สุลต่านเมห์เหม็ดที่ 2 รับปากตามนั้น... พระองค์เลือกแก้เผ็ดแบบเจ็บแสบเมื่อเอริซโซถูกจับตัวมา พระองค์สั่งให้นำตัวเขาไปขึงพืด แล้วใช้เลื่อยไม้
"เลื่อยร่างของเขาออกเป็นสองท่อนจากตรงกลางเอว"
🔹สุลต่านทรงให้เหตุผลอย่างเลือดเย็นว่าพระองค์รักษาสัญญาที่ให้ไว้ทุกประการ เพราะพระองค์ไม่ได้แตะต้อง "ศีรษะ" ของเอริซโซเลยแม้แต่น้อย
🟩4.2 การสร้างความสยดสยองเพื่อสงครามจิตวิทยา
🔸เมห์เหม็ดที่ 2 เป็นอัจฉริยะด้านการเล่นกับความกลัว (เช่นเดียวกับที่วลาดที่ 3 เคยทำ) พระองค์รู้ดีว่าเวนิสยังมีป้อมปราการและอาณานิคมอีกหลายแห่งในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
🔸การหาช่องโหว่ทางภาษาว่า "ข้าจะไม่แตะต้องศีรษะของเจ้า" แล้วหันไปเลื่อยตัวทิ้งแทน เป็นการส่งข้อความเย้ยหยันไปถึงผู้บัญชาการเวนิสคนอื่นๆ ว่า "อย่าคิดว่าจะใช้ลูกไม้หรือสนธิสัญญาทางกฎหมายมาต่อรองเพื่อเอาชีวิตรอดจากข้าอีก"
🔸พระองค์ต้องการให้ข่าวการตายที่สยดสยองที่สุดนี้แพร่สะพัดออกไป เพื่อที่ในอนาคต เมื่อกองทัพออตโตมันไปจ่อหน้าประตูป้อมเวนิสแห่งอื่นผู้บัญชาการที่นั่นจะนึกถึงสภาพของเอริซโซที่ถูกเลื่อยขาดครึ่ง และรีบเปิดประตูเมืองยอมจำนนแต่โดยดี
🔸ความโกรธแค้นของเมห์เหม็ดจึงเป็นส่วนผสมระหว่างความเจ็บปวดที่สูญเสียทหารไปนับหมื่น และการแสดงละครฉากใหญ่เพื่อบดขยี้ขวัญกำลังใจของชาวเวนิสให้แหลกสลายไปพร้อมๆ กัน
⬛5. สูญเสีย "หัวใจ" ทางยุทธศาสตร์
การเสียเกาะเนโกรพอนเตถือเป็น "ความสูญเสียครั้งใหญ่หลวงและจุดเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์" ของสาธารณรัฐเวนิสอย่างแท้จริงโดยนักประวัติศาสตร์ประเมินระดับความรุนแรงของความสูญเสียครั้งนี้ไว้ดังนี้
🔹สูญเสีย "หัวใจ" ทางยุทธศาสตร์ หลังจากการล่มสลายของกรุงคอนสแตนติโนเปิลในปี ค.ศ. 1453 เวนิสต้องพึ่งพาเกาะเนโกรพอนเตหนักยิ่งกว่าเดิม เพราะที่นี่ทำหน้าที่เป็นทั้ง ศูนย์กลางทางการค้า และ ฐานทัพหน้าทางทหาร ที่สำคัญที่สุดในทะเลอีเจียน การเสียเกาะนี้จึงเปรียบเสมือนการตัดเส้นเลือดใหญ่ของเวนิสโดยตรง
🔹สูญเสียความสามารถในการควบคุมน่านน้ำ: การสูญเสียฐานทัพแห่งนี้ทำให้กองเรือเวนิสสูญเสียความสามารถในการท้าทายหรือควบคุมกองเรือออตโตมันในน่านน้ำของตนเอง เวนิสไม่มีพื้นที่ปลอดภัยสำหรับจอดเรือ ซ่อมบำรุง หรือพักเสบียงขนาดใหญ่ในทะเลอีเจียนอีกต่อไป
🔹ความตื่นตระหนกและสะเทือนขวัญระดับยุโรป: ข่าวความพ่ายแพ้และการสังหารหมู่ที่เนโกรพอนเตสร้างความตกใจและหวาดผวาไปทั่วอิตาลีและยุโรปตะวันตก ในสายตาของชาวคริสต์ยุคนั้น เหตุการณ์นี้มีความสะเทือนใจไม่แพ้การเสียกรุงคอนสแตนติโนเปิล เพราะมันทำให้เห็นว่ากองทัพออตโตมันสามารถบุกประชิดและทำลายป้อมปราการลอยน้ำที่แข็งแกร่งที่สุดได้ และเริ่มเกิดความหวาดกลัวกันว่าเป้าหมายต่อไปของสุลต่านเมห์เหม็ดที่ 2 อาจจะเป็นการยกพลขึ้นบกบุกอิตาลีโดยตรง
🚩 บทสรุป จุดเปลี่ยนสู่ความเสื่อมถอยทางอำนาจทางทะเลของเวนิส
🟥เหตุการณ์นี้ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยที่ชัดเจนว่าอำนาจทางทะเลที่เวนิสเคยผูกขาดและยิ่งใหญ่มาตลอดในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนกำลังถูกสั่นคลอนจนไม่สามารถใช้วิธีฉายเดี่ยวหรือพึ่งพากองเรือของตนเองในการรับมือกับมหาอำนาจอย่างออตโตมันได้อย่างเต็มตัวอีกต่อไป
🟥พวกเขาจำเป็นต้องหันไปพยายามสร้างแนวร่วมและแสวงหาความช่วยเหลือจากชาติชาวคริสต์หรือมหาอำนาจอื่นๆ ในยุโรปเพื่อดึงเข้ามาร่วมทำสงครามและต้านทานการขยายอำนาจทางทะเลของออตโตมัน ที่ก้าวขึ้นมาทัดเทียมหรือเหนือกว่าในเวลาต่อมา
ตอนที่ 126 พิษเศรษฐกิจมหาสงคราม : เมื่อสงครามที่ยืดเยื้อและยาวนาน สร้างภาระที่ทุกฝ่ายจะต้องแบกรับ

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา