24 ต.ค. เวลา 02:37 • ประวัติศาสตร์
เทศบาลนครหาดใหญ่

ตอนที่ 124 สแกนเดอร์เบก โล่ค้ำจุนแห่งอัลเบเนีย: ช่วงเวลาที่บีบคั้นสู่วาระสุดท้ายอันเป็นตำนาน (ค.ศ.1465 –1469)

🟥 ในช่วงเวลาแห่งสงครามเวนิสและออตโตมันไม่มีเพียงแค่การรบยืดเยื้อกันบนเกลียวคลื่น แต่ปราการภาคพื้นดินปราการเดียวที่ขวางกั้นความทะเยอทะยานของสุลต่านไม่ให้ยกทัพข้ามทะเลสู่คาบสมุทรอิตาลี
🟥 คือ แอลเบเนียนำ โดยสุดยอดหมาทรยศ นามกระฉ่อนว่า สแกนเดอร์เบก ที่ตั้งตนเป็นปฏิปักษ์ เป็นนามทิ่มแทงสองสุลต่านมานับ 20 ปี ก็สร้างความเสียงหายหยุกการขยายตัวไปทางทิศตะวันตกได้อย่างชะงักงัน ซึ่งเมห์เหม็ดผู้พิชิต ต้องพยายามอย่างหนักในการจัดการกับบุรุษผู้นี้
🟥 ดังนั้นช่วงปี ค.ศ. 1465 ถึง 1468 ถือเป็น "ช่วงเวลาที่บีบคั้นและดุเดือดที่สุด" ในชีวิตของ จอร์จ คาสตริโอติ หรือ สแกนเดอร์เบก (Skanderbeg) เนื่องจากสุลต่านเมห์เหม็ดที่ 2 ทรงหมดความอดทนและทุ่มทรัพยากรทั้งหมดเพื่อกวาดล้างแอลเบเนียให้สิ้นซาก
🟥 แม้ในเวลานั้นสแกนเดอร์เบกจะมีอายุเข้าสู่วัยชรา (ราว 60 กว่าปี) แต่เขากลับแสดงอัจฉริยภาพทางทหาในการนำทหารกองโจรจำนวนหยิบมือ ต้านทานกองทัพจักรวรรดิที่ใหญ่กว่าหลายเท่าตัวได้อย่างน่าอัศจรรย์ นี่คือรายละเอียดเชิงลึกของช่วงเวลาปีทองแห่งการตั้งรับนี้:
🟪 1. สงครามล้างแค้นปี ค.ศ. 1465: เมื่อเมห์เหม็ดส่ง "สุดยอดแม่ทัพ" เข้าขยี้
🔹หลังจากความพ่ายแพ้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในการรุกเข้าแอลเบเนีย เมห์เหม็ดที่ 2 ทรงเปลี่ยนแม่ทัพ โดยส่งขุนศึกคู่ใจฝีมือฉกาจ เช่น บาลาบัน ปาชา (Balaban Pasha - อดีตชาวแอลเบเนียที่เปลี่ยนศาสนาและเติบโตในระบบเดฟชีร์เม) นำกองทัพทหารราบและเยนิเชรีกว่า 80,000 นาย บุกเข้าแอลเบเนีย
🔹กลยุทธ์ "ถอยเพื่อล่อ" สแกนเดอร์เบกรู้อยู่แก่ใจว่ากองทัพของเขาที่มีอยู่แค่ประมาณ 10,000–15,000 นาย ไม่สามารถตั้งรับแบบปะทะตรงๆ ได้ เขาจึงใช้วิธีอพยพประชาชนเข้าสู่ป่าลึกและป้อมปราการบนภูเขา ปล่อยให้เมืองราบและหมู่บ้านว่างเปล่า
🔹กับดักหุบเขาโมครา : เมื่อกองทัพออตโตมันเดินทัพเข้ามาอย่างไร้การต้านทานและเริ่มตายใจ สแกนเดอร์เบกจะเลือกภูมิประเทศที่เป็นหุบเขาแคบและหน้าผาสูงชัน ลอบส่งทหารม้าหน่วยกล้าตายเข้าตลบหลังตัดเส้นทางถอย และปล่อยหินลงมาจากยอดเขาถล่มกองทัพออตโตมันจนแตกกระเจิง แม่ทัพหลายคนของออตโตมันถูกสังหารในสนามรบ สร้างความอัปยศให้สุลต่านอย่างยิ่ง
🟧2. มหาศึกการปิดล้อมเมืองครูจาครั้งที่ 2 (ค.ศ. 1466)
🔸เมื่อการรบภาคสนามไม่ได้ผล เมห์เหม็ดที่ 2 จึงตัดสินใจยกทัพหลวงด้วยพระองค์เองในปี ค.ศ. 1466 เพื่อทำลายหัวใจของแอลเบเนีย นั่นคือ การปิดล้อมเมืองครูเจ(Krujë) ป้อมปราการบนยอดเขาสูงที่เป็นฐานที่มั่นสุดท้าย
🔸สร้างฐานทัพถาวร (ป้อมเอลบาซาน): เพื่อไม่ให้กองทัพออตโตมันต้องเหนื่อยเดินทางไกลแล้วถอยทัพกลับเหมือนในอดีต เมห์เหม็ดสั่งให้สร้างป้อมปราการหินขนาดใหญ่ที่เมือง เอลบาซาน (Elbasan) กลางหุบเขา เพื่อใช้เป็นฐานส่งกำลังบำรุงและตัดขาดแอลเบเนียออกเป็นส่วนๆ
🔸เมืองครูจาถูกปิดล้อมอย่างแน่นหนา ปืนใหญ่ออตโตมันระดมยิงกำแพงหินหามรุ่งหามค่ำ แต่ด้วยความแข็งแกร่งของป้อมที่สร้างอยู่บนหน้าผาสูงชัน ทำให้ทหารออตโตมันไม่สามารถเจาะเข้าไปได้ สแกนเดอร์เบกอาศัยจังหวะที่กองทัพออตโตมันกระจายกำลังล้อมเมือง คอยส่งหน่วยกองโจรออกไปซุ่มโจมตีค่ายเสบียงและตัดคอทหารยามในยามวิกาลอย่างต่อเนื่อง จนค่ายออตโตมันปั่นป่วนและต้องถอนทัพกลับไปอีกครั้ง
🟨 3. ยุทธศาสตร์ "กองโจรภูเขา"
🔹ในช่วงปี ค.ศ. 1465–1468 สแกนเดอร์เบกได้ยกระดับตำราพิชัยสงครามภูเขาให้กลายเป็นศิลปะการเอาตัวรอด
🔹ชาวแอลเบเนียเติบโตมาบนภูเขา พวกเขารู้จักทุกซอกทุกมุมของเทือกเขาดิณาริก (Dinaric Alps) ในขณะที่ทหารออตโตมันซึ่งส่วนใหญ่คุ้นชินกับที่ราบกว้า ต้องประสบปัญหาโรคภัยไข้เจ็บ ความหนาวเหน็บ และการหลงทาง
🔹การสื่อสารและเครือข่ายสายลับ: สแกนเดอร์เบกสร้างเครือข่ายเครือญาติและชาวบ้านบนภูเขาให้ทำหน้าที่เป็น "หูเป็นตา" ทุกครั้งที่กองทัพออตโตมันเคลื่อนพล สแกนเดอร์เบกจะรู้ข่าวล่วงหน้าก่อนที่กองทัพนั้นจะเดินทางมาถึงครึ่งวัน ทำให้เขาสามารถดักซุ่มโจมตีในจุดที่ศัตรูอ่อนแอที่สุดได้เสมอ
🟩4. ชัยชนะบนซากปรักหักพัง"
🔸การต้านทานระดับปาฏิหาริย์: จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1467 สแกนเดอร์เบกและกองกำลังแอลเบเนียสามารถต้านทานการรุกรานครั้งใหญ่ที่สุดและเกรียงไกรที่สุดของสุลต่านเมห์เหม็ดที่ 2 ไว้ได้อีกครั้ง (จากการปิดล้อมเมืองครูจาและการทำสงครามกองโจรบนภูเขา)
🔸แม้จะรอดจากการถูกผนวกดินแดน แต่แผ่นดินแอลเบเนียกลับบอบช้ำจนถึงขีดสุด ชัยชนะครั้งนี้ไม่ใช่การเติบโตหรือรุ่งเรือง แต่เป็น "ลมหายใจเฮือกสุดท้าย" ของรัฐที่ถูกสูบพลังชีวิตไปจนเกลี้ยง
🔸พื้นที่เกษตรกรรมถูกเผาทำลาย: จากยุทธวิธีเผาทำลายทุกอย่างไม่ให้ตกเป็นของข้าศึก (Scorched Earth) ที่ใช้มานานหลายทศวรรษ รวมถึงการที่กองทัพออตโตมันกวาดล้างและเผาผลาญหมู่บ้าน ทำให้ไร่นา สวนผลไม้ และเสบียงอาหารพินาศสิ้น ประชาชนไม่สามารถเพาะปลูกเพื่อเลี้ยงชีพได้
🔸วิกฤตประชากร: สงครามที่ยืดเยื้อทำให้ประชาชนจำนวนมากต้องล้มตายในสนามรบ จากโรคระบาด หรืออดอยาก ขณะที่ผู้คนส่วนใหญ่กลายเป็นผู้อพยพหนีภัยสงครามขึ้นไปซ่อนตัวบนภูเขา ทำให้โครงสร้างทางสังคมพังทลายในระยะยาว
🔸ความไร้ซึ่งทุนสนับสนุนจากยุโรป: แม้แอลเบเนียจะทำหน้าที่เป็น "โล่" คุ้มครองยุโรปตะวันตกจากการรุกรานของออตโตมัน แต่ความช่วยเหลือจากชาติตะวันตกและสันตะปาปานั้นมีน้อยมากและมาล่าช้า ขุมทรัพย์ เงินทอง หรือยุทโธปกรณ์จากภายนอกแทบไม่มีเข้ามาเพิ่มเติม ทำให้แอลเบเนียต้องแบกรับภาระสงครามทั้งหมดด้วยกำลังของตนเองอย่างโดดเดี่ยว
🟫5. วีรบุรุษผู้โดดเดี่ยว: มีเพียงคำสรรเสริญแต่ไร้กำลังหนุน
🔹ในวัย 60 กว่าปี สแกนเดอร์เบกตัดสินใจเดินทางข้ามทะเลเอเดรียติกไปยังอิตาลี เพื่อขอเข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปาปอลที่ 2 และกษัตริย์แห่งเนเปิลส์ เพื่อวิงวอนขอความช่วยเหลือเป็นกองทหารและเสบียงเงินทองมาค้ำจุนแนวรบด่านสุดท้าย
🔹แต่สิ่งที่เขาได้รับกลับมีเพียง "คำยกย่องสรรเสริญ" พระสันตะปาปามอบตำแหน่งเกียรติยศสูงสุดให้เขาในฐานะ "แชมเปี้ยนแห่งคริสต์ศาสนา" (Athleta Christi) พร้อมมอบดาบและหมวกศักดิ์สิทธิ์เป็นเครื่องหมายเชิดชูเกียรติแต่เมื่อสแกนเดอร์เบกเอ่ยปากขอ "ทหารและเงินทุน" บรรดากษัตริย์ยุโรปกลับนิ่งเฉยและบ่ายเบี่ยง ด้วยความเห็นแก่ตัวและการเมืองภายในทวีป สแกนเดอร์เบกจึงต้องเดินทางกลับสู่แอลเบเนียด้วยมือเปล่าและความผิดหวัง
🟦6. มฤตยูที่มองไม่เห็น
🔸ต้นปี ค.ศ. 1468 สแกนเดอร์เบกเรียกประชุมบรรดาขุนนางและผู้นำเผ่าต่างๆ ของแอลเบเนียที่เมืองเลชเช (Lezhë) ซึ่งเป็นเมืองท่าภายใต้การคุ้มครองของเวนิส เพื่อวางแผนรวบรวมกำลังตั้งรับการรุกรานระลอกใหม่ที่กำลังจะมาถึง
🔸แต่ทว่า ศัตรูที่ปลิดชีพมังกรแห่งแอลเบเนียในครั้งนี้ ไม่ใช่กระสุนปืนใหญ่ ไม่ใช่ดาบของทหารเยนิเชรี แต่เป็น "โรคภัยไข้เจ็บ" ระหว่างการประชุม สแกนเดอร์เบ็กล้มป่วยลงอย่างกะทันหันด้วย "โรคไข้มาลาเรีย"
🔸ร่างกายที่ตรากตรำผ่านสมรภูมิและบาดแผลนับไม่ถ้วนมาตลอดชีวิต ไม่เหลือภูมิคุ้มกันเพียงพอที่จะต่อสู้กับพิษไข้ ในวันที่ 17 มกราคม ค.ศ. 1468 จอร์จ คาสตริโอติ สแกนเดอร์เบก ก็ได้สิ้นใจลงอย่างสงบในวัย 62 ปี
⬛7. ความเคารพจากสุลต่าน และ "เครื่องรางกระดูกมังกร"
🔹ข่าวการเสียชีวิตของสแกนเดอร์เบกแพร่สะพัดออกไป สร้างความโศกเศร้าให้แก่ชาวแอลเบเนียอย่างมาก ขณะที่ทางฝั่งคอสตันตินิเย เมื่อสุลต่านเมห์เหม็ดที่ 2 ทรงทราบข่าว พระองค์ถึงกับถอนหายใจด้วยความโล่งอกและกล่าวด้วยความยกย่องว่า:
"ในที่สุดยุโรปและคริสต์ศาสนาก็ไร้ซึ่งดาบและโล่คุ้มกัน บัดนี้แอลเบเนียตกเป็นของเราอย่างแท้จริงแล้ว"
🔹แม้ตัวจะตายไปแล้ว แต่ตำนานและความน่าเกรงขามของสแกนเดอร์เบกยังคงอยู่ แม้กระทั่งในหมู่ศัตรู เมื่อกองทัพออตโตมันสามารถบุกเข้ายึดเมืองเลชเช
🔹ได้ในปี ค.ศ. 1478 ทหารออตโตมันไม่ได้วิ่งไปปล้นสะดมชาวบ้าน แต่วิ่งไปยังหลุมศพของ สแกนเดอร์เบก ด้วยความเชื่อว่าเชื่อว่าเขา คือยอดมนุษย์ผู้ไร้เทียมพ่าย พวกเขาจึง "ขุดกระดูกของเขาขึ้นมาสับเป็นชิ้นเล็กๆ นำไปเลี่ยมทองหรือเงิน เพื่อใช้ห้อยคอเป็นเครื่องราง" ด้วยความหวังว่าพลังความกล้าหาญของมังกรแห่งแอลเบเนียจะสถิตอยู่ในตัวพวกเขา
🚩บทสรุป: นี่คือบทสรุปของชายผู้เป็นดั่งมังกรทั้งในหมู่มิตรและศัตรู
🟥การจากไปของสแกนเดอร์เบกคือการสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุดของแอลเบเนีย หลังจากนั้นแคว้นแอลเบเนียจะค่อยๆเสื่อมถอยและพ่ายแพ้อย่างรวดเร็ว เปิดช่องประดูสู่คาบสมุทรอิตาลีให้แก่จักรวรรดิออตโตมัน
🟥แต่ชื่อเสียงของ "มังกรแห่งแอลเบเนีย" จะยังคงถูกจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ ในฐานะบุรุษผู้ใช้ลมหายใจเกือบทั้งชีวิต ยื้อเวลาแห่งอิสรภาพให้แก่แผ่นดินเกิดจนถึงวินาทีสุดท้ายของลมหายใจ
ตอนที่ 125 ยุทธการปิดล้อมเนโกรพอนเต (1470) เมื่อความลังเลลุกลามสู่จุดเปลี่ยนสถานะเจ้าสมุทรตลอดกาล

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา