สำหรับ Clayface ฉบับภาพยนตร์ปี 2026 ในจักรวาล DCU ได้นำองค์ประกอบของทั้งสองคนมาผสมผสานกัน โดยใช้ชื่อและความสามารถของ Matt Hagen แต่หยิบพื้นเพอาชีพนักแสดงจาก Basil Karlo มาต่อยอด ผ่านแรงบันดาลใจสำคัญจาก Batman: The Animated Series (1992) ตอน Feat of Clay ที่เคยผสมเรื่องราวของทั้งคู่เอาไว้ก่อนแล้ว ก่อนนำมาตีความใหม่ด้วยแนวทางภาพยนตร์สยองขวัญแบบ Body Horror
ความน่ากลัวของ Clayface ไม่ได้มีเพียงพละกำลังมหาศาล การฟื้นฟูร่างกาย หรือความสามารถเปลี่ยนอวัยวะให้กลายเป็นอาวุธ แต่ยังรวมถึงการปลอมตัวเป็นบุคคลอื่นได้อย่างแนบเนียน ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ ผู้บริสุทธิ์ หรือแม้แต่คนใกล้ชิดของ Batman
โดยเฉพาะในคอมิก Batman: Hush ที่ Clayface เคยปลอมเป็น Jason Todd อดีต Robin ผู้เสียชีวิตไปแล้วด้วยน้ำมือ Joker เพื่อเล่นงานบาดแผลในจิตใจของอัศวินรัตติกาล จนทำให้เขาสับสนและหวั่นไหวอย่างหนัก ยิ่งไปกว่านั้น ในคอมิกบางช่วง Clayface ยังสามารถเลียนแบบรหัสพันธุกรรมของผู้อื่นได้อีกด้วย ทำให้การสืบสวนคดีซับซ้อนขึ้นอย่างมหาศาล เพราะ
แม้แต่พยาน หลักฐาน หรือผลตรวจ DNA ก็อาจไม่ใช่สิ่งที่เชื่อถือได้เสมอไป
โดย “Markos Szabo” สามารถใช้อิทธิพลเหนือกระบวนการยุติธรรม ขณะที่ผู้บริหารสตูดิโอก็สามารถตัดสินอนาคตในอาชีพของ Matt ได้อย่างง่ายดายเมื่อเขาหมดคุณค่าทางการตลาด นี่จึงไม่ใช่แค่เรื่องราวของคนโชคร้ายคนหนึ่ง แต่เป็นภาพสะท้อนของสังคมที่คนมีอำนาจสามารถกำหนดได้ว่าใครควรได้รับโอกาส และใครสมควรถูกทอดทิ้ง
ยิ่งเมื่อมอง Gotham ในฐานะเมืองที่มี Batman ปฏิบัติหน้าที่อยู่แล้ว ก็ยิ่งทำให้เห็นว่าต่อให้มีอัศวินรัตติกาลคอยปราบเหล่าอาชญากร ปัญหาความเหลื่อมล้ำและการคอร์รัปชันก็ไม่ได้หายไปง่าย ๆ การมีอยู่ของตำรวจน้ำดีอย่าง John Borrelli คู่หมั้นของ Caitlyn จึงเป็นภาพแทนของคนที่พยายามยืนหยัดเพื่อความถูกต้อง ท่ามกลางระบบที่เต็มไปด้วยความอยุติธรรม ชวนให้นึกถึง Jim Gordon ผู้เป็นพันธมิตรคนสำคัญของ Batman
และสิ่งที่น่าเศร้าคือ Matt เริ่มต้นชีวิตจากจุดต่ำสุด ก่อนดิ้นรนขึ้นสู่จุดสูงสุดของอาชีพ แต่สุดท้ายกลับต้องลงไปซ่อนตัวอยู่ใต้ท่อระบายน้ำของเมืองที่ครั้งหนึ่งเขาเคยพยายามหลบหนี ราวกับชีวิตของเขาวนกลับมายังจุดเริ่มต้น เพียงแต่คราวนี้แทบไม่เหลือแม้แต่ความเป็นมนุษย์ที่เคยมี
สิ่งสำคัญที่สุดคือความเมตตาไม่ได้หมายถึงพันธสัญญาทางความรัก Caitlyn มีสิทธิ์ช่วยเหลือและเห็นอกเห็นใจ Matt โดยไม่จำเป็นต้องตอบแทนความรู้สึกของเขา และแม้ Matt จะรักเธอมากเพียงใด ก็ไม่ได้หมายความว่าเขามีสิทธิ์กำหนดชีวิตหรือความรักของเธอได้
นี่คือเส้นแบ่งที่ Matt ค่อย ๆ ก้าวข้ามไปโดยไม่รู้ตัว จากคนที่ได้รับความอบอุ่นจากการถูกมองเห็น กลับกลายเป็นคนที่ต้องการครอบครองแสงสว่างนั้นไว้แต่เพียงผู้เดียว
6. เมื่อ AI และวิทยาศาสตร์ก้าวล้ำ จนมนุษย์ไม่อาจควบคุมสิ่งที่ตัวเองสร้าง
- หนึ่งในบทสนทนาที่น่าคิดเกิดขึ้นก่อนการทดลอง เมื่อ Matt ถาม Caitlyn ว่าหาก AI คำนวณผิดพลาดขึ้นมาจะเกิดอะไรขึ้น? เธออธิบายถึงระบบควบคุมที่สามารถสั่งหยุดการทำงานและให้นาโนเซลล์ทำลายตัวเองได้ ฟังดูเหมือนเทคโนโลยีทั้งหมดถูกออกแบบมาอย่างรัดกุม แต่ท้ายที่สุดผลลัพธ์กลับพิสูจน์ว่าความเชื่อมั่นของมนุษย์อาจไม่ได้เท่าทันสิ่งที่ตัวเองสร้างขึ้นเสมอไป
นาโนเซลล์ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นเพื่อซ่อมแซมเนื้อเยื่อ กลับเปลี่ยนแปลงร่างกาย Matt จนเกินขีดจำกัดเมื่อเขาฉีดสารเข้าไปมากเกินไป จากความหวังที่จะฟื้นฟูใบหน้า กลายเป็นการเปลี่ยนโครงสร้างร่างกายจนสามารถแปรสภาพได้อย่างน่าสะพรึงกลัว และยิ่งเวลาผ่านไป ความสามารถเหล่านี้กลับยิ่งเชื่อมโยงกับสภาวะจิตใจที่ไม่มั่นคงของเขา
ด้วยเหตุนี้ เมื่อ Matt เริ่มใช้พลัง Clayface เอาคืนคนที่ทำลายชีวิตเขา ผู้ชมบางส่วนอาจรู้สึกสะใจหรือเข้าใจแรงจูงใจได้ เพราะต่างรู้ดีว่าเขาต้องเจ็บปวดมากแค่ไหนกว่าจะมาถึงจุดนี้ แต่ยิ่งการแก้แค้นดำเนินต่อไป เส้นแบ่งระหว่างผู้ถูกกระทำกับผู้กระทำก็เริ่มเลือนรางลงทุกขณะ จนกระทั่ง Matt กลายเป็นคนที่พร้อมใช้ความรุนแรงเพื่อให้ได้ทุกสิ่งตามต้องการ
โดยเฉพาะการฆ่า John Borrelli ซึ่งไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำร้ายใบหน้าหรือทำลายอาชีพของเขาเลย John เป็นตำรวจที่พยายามทำหน้าที่สืบสวนคดี และเป็นคู่หมั้นของ Caitlyn แต่ Matt กลับมองว่าเขาเป็นอุปสรรคที่ขัดขวางความรักของตัวเอง จึงเลือกกำจัดทิ้งอย่างเลือดเย็น
นี่คือจุดที่ Matt ก้าวข้ามจากการเป็นเหยื่อของความอยุติธรรม ไปสู่การสร้างความอยุติธรรมด้วยตัวเอง เพราะแม้ความเจ็บปวดของเขาจะเป็นเรื่องจริง แต่ก็ไม่อาจใช้เป็นข้ออ้างในการพรากชีวิตผู้อื่นได้ โดยเฉพาะคนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความทุกข์ของเขาแม้แต่น้อย
บางทีความน่าเศร้าที่สุดของ Matt Hagen อาจไม่ใช่การถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นสัตว์ประหลาด แต่เป็นการที่เขาค่อย ๆ เลือกกระทำสิ่งที่โหดร้าย จนความเป็นสัตว์ประหลาดไม่ได้จำกัดอยู่เพียงรูปลักษณ์ภายนอกอีกต่อไป
- ความสัมพันธ์ระหว่าง Matt กับ Caitlyn เริ่มต้นจากสิ่งที่งดงาม เพราะเธอเป็นคนที่มองเห็นคุณค่าในตัวเขา แม้ในวันที่ใบหน้าซึ่งเคยเป็นความภาคภูมิใจถูกทำลายไปแล้ว ความเอาใจใส่เหล่านั้นทำให้ Matt รู้สึกว่าตัวเองยังเป็นมนุษย์ที่สมควรได้รับความรัก แต่เมื่อความผูกพันค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นความหลงใหล เขากลับเริ่มเชื่อว่าความรักของตัวเองควรได้รับการตอบแทน
ทั้งที่ Caitlyn มี John เป็นคู่หมั้นอยู่แล้ว Matt กลับไม่สามารถยอมรับความจริงนี้ได้ และเลือกใช้พลังที่มีเพื่อกำจัดอุปสรรค ก่อนปลอมตัวเป็น John เพื่อเข้าหาหญิงสาวที่ตัวเองรัก ซึ่งนับเป็นการใช้พลังของ Clayface ที่น่าสยดสยองในทางจิตวิทยามากกว่าการแปรสภาพเป็นสัตว์ประหลาดขนาดมหึมาเสียอีก
เพราะ Matt สามารถเปลี่ยนรูปร่าง ใบหน้า น้ำเสียง และท่าทางให้เหมือนคนที่ Caitlyn รักได้ทุกประการ แต่มีสิ่งหนึ่งที่เขาไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ นั่นคือความรู้สึกที่แท้จริงของเธอ ต่อให้เขากลายเป็น John ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ก็ไม่ได้หมายความว่า Caitlyn กำลังรัก Matt Hagen อยู่ดี
เรื่องนี้ยิ่งน่าสนใจเมื่อพิจารณาว่า Matt เป็นนักแสดงที่สามารถเข้าถึงตัวละครต่าง ๆ ได้อย่างยอดเยี่ยม แต่กลับไม่สามารถเข้าใจความรู้สึกของคนที่ตัวเองรักได้อย่างแท้จริง เขารับรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร แต่กลับมองข้ามว่าอีกฝ่ายต้องการอะไร หรือรู้สึกอย่างไรต่อสิ่งที่เขากำลังกระทำอยู่
ในมุมมองของ Matt เขาอาจกำลังใช้ชีวิตอยู่ในภาพยนตร์รักโรแมนติกที่ตัวเองเป็นพระเอก ผู้พยายามต่อสู้กับโชคชะตาเพื่อให้ได้อยู่กับหญิงสาวอันเป็นที่รัก แต่หากมองจากฝั่ง Caitlyn เรื่องเดียวกันนี้กลับกลายเป็นภาพยนตร์สยองขวัญของหญิงสาวที่ถูกชายผู้หมกมุ่นตามคุกคาม และพยายามพรากสิทธิ์ในการเลือกชีวิตของเธอไป
- หนึ่งในองค์ประกอบที่ผมชอบมากที่สุดของ Clayface คือการนำเพลง If You Leave Me Now ของวง Chicago จากปี 1976 มาใช้ประกอบภาพยนตร์ เพราะแม้ทำนองจะฟังไพเราะ นุ่มนวล และชวนให้รู้สึกอบอุ่น แต่หากพิจารณาเนื้อเพลงอย่างละเอียด กลับพบว่ามันพูดถึงความรักที่กำลังเผชิญหน้ากับการพลัดพราก และความหวาดกลัวว่าจะสูญเสียคนสำคัญไปตลอดกาล
ช่วงต้นเรื่อง Caitlyn เปิดเพลงนี้เพื่อช่วยให้เธอและ Matt ผ่อนคลายก่อนเข้ารับการทดลองนาโนเซลล์ มันจึงเป็นเหมือนเสียงเพลงแห่งความหวัง ในช่วงเวลาที่ชายผู้สูญเสียทุกอย่างกำลังจะได้รับโอกาสเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง แต่เมื่อเพลงเดียวกันกลับมาปรากฏในตอนจบ ความหมายที่เคยอบอุ่นกลับกลายเป็นสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวอย่างคาดไม่ถึง
ลองพิจารณาวลีสำคัญในต้นฉบับอย่าง “If you leave me now” ซึ่งหมายถึง หากเธอจากฉันไปในตอนนี้ ประโยคที่ฟังดูเป็นเพียงคำอ้อนวอนของคนรัก กลับมีความหมายต่างออกไปทันทีเมื่อเชื่อมโยงกับ Matt เพราะเขาไม่เพียงกลัวการสูญเสีย Caitlyn แต่ยังไม่อาจยอมรับความจริงที่ว่าเธอมีชีวิต มีความรัก และมีสิทธิ์เลือกอนาคตเป็นของตัวเอง
ท่อนถัดมาหลัง If you leave me now คือ “You'll take away the biggest part of me เธอจะพรากส่วนที่สำคัญที่สุดของชีวิตฉันไปด้วย” สื่อว่า หากคนรักจากไป ก็เหมือนกับส่วนสำคัญที่สุดของชีวิตถูกพรากหายไปด้วย นี่คือความรู้สึกที่สอดคล้องกับ Matt อย่างน่าขนลุก
เพราะหลังสูญเสียใบหน้า ชื่อเสียง อาชีพ และผู้คนที่เคยเชื่อใจ Caitlyn ก็แทบกลายเป็นสิ่งดีงามเพียงอย่างเดียวที่ยังหลงเหลืออยู่ในชีวิตเขา การสูญเสียเธอจึงไม่ใช่แค่การผิดหวังในความรัก แต่ในสายตาของ Matt อาจหมายถึงการสูญเสียเหตุผลสุดท้ายที่ทำให้เขาอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป
ยังมีเนื้อหาอีกช่วงหนึ่งที่พูดถึงความรักอันหาได้ยาก และความเสียดายที่ทั้งคู่เดินทางร่วมกันมาไกลเกินกว่าจะปล่อยทุกอย่างให้สูญเปล่า “We've come too far to leave it all behind” เราผ่านอะไรร่วมกันมาตั้งไกลเกินกว่าจะทิ้งทุกสิ่งไว้เบื้องหลัง
หากฟังในบริบทของคู่รักทั่วไป มันอาจเป็นการอ้อนวอนให้ทั้งสองลองทบทวนความสัมพันธ์อีกครั้ง แต่เมื่อนำมาเชื่อมโยงกับ Matt กลับสะท้อนความคิดอันบิดเบี้ยวของคนที่เชื่อว่าความรู้สึกและสิ่งที่ตัวเองทุ่มเทไป ควรทำให้อีกฝ่ายต้องตอบแทนด้วยความรัก โดยเชื่อว่าความผูกพันระหว่างเขากับ Caitlyn มีคุณค่ามากเกินกว่าจะยอมปล่อยมือ ทั้งที่ความจริงแล้ว การเดินทางร่วมกันไม่ได้หมายความว่าทั้งสองฝ่ายจะต้องรู้สึกรักเท่ากัน ทั้งที่ความจริงแล้ว Caitlyn ไม่เคยมีพันธะที่จะต้องรัก Matt เพียงเพราะเธอเคยช่วยเหลือเขา
และเมื่อเพลงพูดถึงความเสียใจต่อสิ่งที่คนรักอาจพูดหรือทำในวันนี้ ก่อนจะต้องมาเสียใจในวันข้างหน้า “When tomorrow comes we'll both regret เมื่อวันพรุ่งนี้มาถึง เราทั้งคู่จะต้องเสียใจ” ก็ยิ่งชวนให้คิดว่า Matt อาจยังเชื่ออยู่ลึก ๆ ว่าวันหนึ่ง Caitlyn จะกลับมาเข้าใจและรักเขา หากเธอได้เห็นว่าตัวเองยอมทำทุกอย่างเพื่อเธอมากไม่แพ้กัน แต่สิ่งที่เขามองว่าเป็นการพิสูจน์ความรัก กลับเป็นการทำลายชีวิตและอิสรภาพของคนที่ตัวเองอ้างว่ารักเสียเอง
แต่ความจริงคือทั้งหมดนั้นมีเพียง Matt Hagen คนเดียว ไม่มี Caitlyn ตัวจริงอยู่ตรงนั้น โดย James Watkins ผู้กำกับ Clayface ออกมาอธิบายฉากจบนี้ด้วยตัวเองใน Comicbook Movie ว่าหลังจากร่างของ Matt ไหลลงท่อระบายน้ำ พลังของเขาอาจพัฒนาไปอีกขั้น จนสามารถใช้ส่วนหนึ่งของร่างสร้างบุคคลอื่นขึ้นมาได้
“So maybe there’s just more of him, and he’s able to use a bit of him to create somebody else : บางทีเขาอาจมีมวลร่างกายเพิ่มขึ้น จนสามารถใช้ส่วนหนึ่งของตัวเองสร้างใครอีกคนขึ้นมาได้”
และความหมายของเพลง If You Leave Me Now ก็เปลี่ยนไปอย่างสมบูรณ์แบบ จากคำวิงวอนอันอ่อนหวานของชายที่กลัวคนรักจากไป กลายเป็นเสียงเพลงประกอบความหมกมุ่นของชายที่ตัดสินใจสร้างคนรักขึ้นมาใหม่ เพื่อให้เธอไม่มีโอกาสจากเขาไปไหนได้อีกเลย
นี่เป็นเสน่ห์และลายเซ็นของการเล่าเรื่องฝั่ง DC ที่ผมชื่นชอบมานาน ตั้งแต่ความหม่นมืดในผลงานยุค Zack Snyder ก่อนจะได้สัมผัสบรรยากาศสืบสวนอันกดดันของ The Batman ความเข้มข้นในโลกอาชญากรรมของ The Penguin โศกนาฏกรรมของ Arthur Fleck ใน Joker ภาคแรก ที่ถ่ายทอดความเจ็บปวดของมนุษย์ชายขอบจนค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นความรุนแรง ตลอดจนการสำรวจจิตใจและความกลัวของเหล่า Green Lantern ในซีรีส์ Lanterns
แม้ผลงานเหล่านี้จะไม่ได้อยู่ในจักรวาลเดียวกันทั้งหมด แต่ต่างแสดงให้เห็นว่าโลกของ DC มีศักยภาพในการเล่าเรื่องที่หลากหลายและลึกซึ้งเพียงใด เลยแอบเชียร์และยังอยากเห็น DC เดินหน้าสร้างผลงานที่มีเอกลักษณ์เช่นนี้ต่อไปเรื่อย ๆ