26 ต.ค. เวลา 09:00 • ประวัติศาสตร์
เทศบาลนครหาดใหญ่

ตอนที่ 127 เส้นทางผงาดของสเตฟานที่ 3 :มหาราชแห่งมอลดาเวียผู้หลอมตนจากความขัดแย้ง

.
🟥ในขณะที่เมห์เหม็ดที่ 2 ไล่บี้แนวร่วมเวนิสในแอบเบเนียและคาบสมุทรบอลข่านอย่างเมามันวัลลาเคียที่เพิ่งสงบสุขภายใต้การปกครองของหุ่นเชิดอย่าง ราดู หุ่นเชิดผู้ภักดีของสุลต่านกลับปะทุขึ้นมากลายเป็นสมรภูมิอันร้อนระอุ
🟥โดยมีตัวแสดงนำคือ สเตฟานมหาราชเจ้าผู้ครองแคว้นมอลดาเวียผู้ลุกขึ้นมาท้าทายอำนาจของสุลต่านเมห์เหม็ดที่ 2 ประเดิมด้วยการเปิด "สงครามตัวแทน" ในแคว้นวัลลาเคีย
สำหรับสุลต่านผู้ชิตดินแดนเหนือแม่น้ำดานูบนี้ไม่เคยว่างเว้นตัวน่าปวดหัวโดยแท้…
🟥สเตฟานมหาราช (Stephen the Great) หรือ สเตฟานที่ 3 แห่งมอลดาเวีย (มีชีวิตช่วง ค.ศ. 1433/1440 – 1504) เป็นหนึ่งในรัฐบุรุษ จอมทัพ และวีรบุรุษแห่งชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโรมาเนียและมอลโดวา
Note การอ่านออกเสียง Stephen 🇹🇷
แบบที่ 1 (นิยมที่สุดในอังกฤษ/อเมริกา): อ่านว่า สตี-เฟน (Steven) (เสียง V) เช่นเดียวกับ Stephen King หรือ Stephen Hawking
แบบที่ 2 (แบบยุโรปตะวันออก/บางสำเนียง): อ่านว่า สเต-ฟาน (Stefan) (เสียง F) ซึ่งใกล้เคียงกับชื่อต้นฉบับในภาษาโรมาเนีย/มอลเดเวีย (Ștefan) ของตัวกษัตริย์เอง
🟥พระองค์ปกครองแคว้นมอลดาเวียยาวนานถึง 47 ปี (ค.ศ. 1457 – 1504) และสร้างชื่อกระฉ่อนไปทั่วยุโรปในฐานะ "โล่เหล็กกล้าแห่งคริสต์ศาสนา" ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ที่หยุดยั้งการขยายอำนาจของจักรวรรดิออตโตมันในยุคของสุลต่านเมห์เหม็ดที่ 2 ได้อย่างชะงักงัน
🟥 เส้นทางชีวิตและการสร้างอำนาจของสเตฟานมหาราช ในช่วงก่อนเปิดสงครามตัวแทนในวัลลาเคีย (ค.ศ. 1451 – 1470) คือช่วงเวลาแห่งการเอาชีวิตรอด การปฏิรูปภายใน และการปะทะกับมหาอำนาจรอบทิศที่หลอมสร้างตัวพระองคืและมอลดาเวียให้แข็งแกร่ง
🟪1. ช่วงลี้ภัยและทวงคืนบัลลังก์ (ค.ศ. 1451 – 1457)
🔸อย่างที่เคยกล่าวไปในเรื่องราวของวลาดกับราดู ดินแดนแถบนี้สิทธิในการครองบัลลังก์ไม่ได้ผูกขาดลูกชายคนโตแต่เปิดกว้างให้ "ชายทุกคนที่มีสายเลือดราชวงศ์”
🔸บิดาของสเตฟาน (บ็อกดันที่ 2) ถูกเปตรู อาฮารอน (Petru Aron) ผู้เป็นลุงลอบสังหารเพื่อชิงบัลลังก์ทำให้สเตฟานต้องลี้ภัยออกจากมอลดาเวีย ไปพึ่งพาฮังการีและเดินทางต่อไปยังวัลลาเคียที่นั่นเขาได้ผูกมิตรกับวลาด ที่ 3
🔸ด้วยการสนับสนุนกองทหารม้าประมาณ 6,000 นายจากวลาด ดราคูลา สเตฟานยกทัพกลับเข้ามอลดาเวีย เอาชนะผู้เป็นลุง ในสมรภูมิดอลเจชตี (Doljești) และราวาเนชตี (Orbic) จากนั้นได้รับการสวมมงกุฎเป็นเจ้าผู้ครองมอลดาเวีย ณ ทุ่งเดเรปเตอาเต (Dereptate) ขณะอายุราว 20 ต้นๆ
🟩 2. การปฏิรูปโครงสร้างภายในและการทูตเอาตัวรอด (ค.ศ. 1457 – 1465)
🔹สเตฟานจัดการตัดทอนอำนาจของขุนนางกลุ่มเก่าที่เคยทรยศบิดาของพระองค์ และสร้างฐานอำนาจใหม่โดยดึงทหารเสรีและชาวนาอิสระ (Răzeși) เข้ามาเป็นกองกำลังหลักประจำการ
🔹ในช่วงปี 1456–1457 มอลดาเวียยังอ่อนแอ สเตฟานจึงยอมจ่ายส่วยประจำปี (ราว 2,000 ดูคัต) ให้สุลต่านเมห์เหม็ดที่ 2 ไปก่อน เพื่อซื้อเวลาพัฒนาบ้านเมืองและหลีกเลี่ยงศึกใหญ่ทางใต้
🔹สเตฟานยอมรับอำนาจเหนือของกษัตริย์คาซิเมียร์ที่ 4 แห่งโปแลนด์ เพื่อแลกกับการที่โปแลนด์สัญญาว่าจะไม่ให้ที่พักพิงแก่เปตรู อาฮารอน และให้ความคุ้มครองพรมแดนทางเหนือ
🟨3. การยึดป้อมคีเลีย และความขัดแย้งกับฮังการี (ค.ศ. 1465 – 1467)
🔸การยึดป้อมคีเลีย (Chilia, ค.ศ. 1465): ป้อมคีเลียริมปากแม่น้ำดานูบเป็นจุดยุทธศาสตร์การค้าที่สำคัญที่สุด ซึ่งเดิมถูกยึดครองโดยกองทหารฮังการีและวัลลาเคีย สเตฟานนำทัพเข้าปิดล้อมและยึดป้อมคีเลียคืนมาได้สำเร็จ
🔸ทำให้เขาสามารถควบคุมเส้นทางการค้าทะเลดำและดานูบเข้าคาบสมทุรได้อย่างเบ็ดเสร็จ นั้นทำให้เขาควบคุมหน้าด่านภาษีจนมอลดาเวียเริ่มความมั่นคงทางการเงินมากขึ้น
🔸ยุทธการไบยา (Battle of Baia, ค.ศ. 1467) แต่ผลของการกระทำทำให้ฮังการีที่เคยเป็นเจ้าของเดิมไม่พอใจอย่างมากกษัตริย์มัทธีอัส คอร์วินุส แห่งฮังการ จึงยกทัพใหญ่กว่า 40,000 นายบุกมอลดาเวีย
🔸แต่สเตฟานตัดสินใจส่งหน่วยกล้าตายลอบวางเพลิงเมืองไบยาในยามค่ำคืน แล้วนำทัพมอลดาเวียบุกโจมตีกองทัพฮังการีที่กำลังโกลาหล กษัตริย์แมทเธียสได้รับบาดเจ็บสาหัสและต้องถอยทัพกลับฮังการีไปชัยชนะครั้งนี้ทำให้แผนรุกรานมอลดาเวีย ของฮังการีถูกระงับ
⬛4. ปิดบัญชีแค้นและการปรับยุทธศาสตร์สู่แดนใต้ (ค.ศ. 1469 – 1470)
🔹กองทัพมอลดาเวียบุกเข้าไปในทรานซิลวาเนียจับตัวเปตรู อาฮารอน ผู้สังหารบิดาของเขามาตัดศีรษะ ปิดฉากความไม่มั่นคงภายในบัลลังก์อย่างสมบูรณ์ สเตฟานเอาชนะกองทัพชาวตาตาร์แห่งโกลเดนฮอร์ดที่บุกเข้ามาปล้นสะดมทางตะวันออก ทำให้พรมแดนด้านเหนือและตะวันออกมั่นคง (Battle of Lipnic, ค.ศ. 1469-1470):
🔹เมื่อสเตฟานสามารถรวบอำนาจภายในได้เบ็ดเสร็จ เคลียร์ภัยคุกคามจากฮังการี โปแลนด์ และตาตาร์จนราบคาบ พระองค์จึงเริ่มแผนเพิ่งยกสถานะตนเองซึ่ง กษัตริย์มัทธีอัส คอร์วินุส โยนทิ้งอย่างไม่ใยดีนั้นคือบทบาท "โล่เหล็กกล้าแห่งคริสต์จักร”
สายตาของพระองค์จึงหันลงสู่ทิศใต้ทันที โดยมีเป้าหมายคือการตัดอิทธิพลของออตโตมันที่กำลังคืบคลานเข้ามาทางวัลลาเคีย
🔹แคว้นวัลลาเคียตั้งอยู่คั่นกลางระหว่างจักรวรรดิออตโตมันกับมอลดาเวี จึงเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญอย่างยิ่ง สุลต่านเมห์เหม็ดที่ 2 ต้องการเปลี่ยนวัลลาเคียให้เป็นแนวกันชนถาวรและฐานส่งกำลังบำรุงสู่ยุโรปตะวันออก โดยมี ราดู เป็นเจ้าผู้ครองแคว้นวัลลาเคีย อย่างชื่อสัตย์
ยุทธศาสตร์ชิงพื้นที่ของสเตฟานมหาราช
🔹สเตฟานมหาราชทรงตระหนักดีว่า หากปล่อยให้วัลลาเคียตกอยู่ใต้อำนาจเบ็ดเสร็จของออตโตมัน มอลดาเวียจะตกอยู่ในวงล้อมและกลายเป็นเป้าหมายรายต่อไป พระองค์จึงตัดสินใจเปิดฉากชิงความได้เปรียบก่อน:
🔹เป้าหมาย คือ ขับไล่ราดู ออกจากบัลลังก์วัลลาเคีย แล้วสถาปนาผู้นำสายที่นิยมมอลดาเวียและต่อต้านออตโตมันขึ้นมาแทนที่ สเตฟานทรงผลักดัน บาสซาราบ ไลโอตา (Basarab Laiotă cel Bătrân) ขุนนางสายราชวงศ์วัลลาเคีย ให้ขึ้นมาชิงอำนาจเพื่อดึงวัลลาเคียออกจากวงโคจรของจักรวรรดิออตโตมัน
🟧 5. การปะทะและสงครามตัวแทน (ค.ศ. 1470–1473)
🔸ความขัดแย้งลุกลามจนกลายเป็นการทำศึกหลายระลอกตามแนวชายแดนและภายในวัลลาเคีย:
🔸การเผาทำลายเมืองท่าเบรยลา (ค.ศ. 1470): สเตฟานนำทัพมอลดาเวียบุกเข้าปล้นสะดมและเผาทำลายเมืองท่าเบรยลา (Brăila) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าสำคัญของวัลลาเคีย เพื่อตัดเส้นทางการค้าและส่งสัญญาณราดูไม่ให้ร่วมมือกับออตโตมัน
🔸ศึกแตกหักที่ซอสโนเวียตี (Battle of Vodna / Soci, ค.ศ. 1473) บริเวณหมู่บ้านโซซี (Soci) ใกล้กับแม่น้ำวอดนา (Vodna) ในแคว้นวัลลาเคีย
สเตฟานมหาราชต้องการโค่นล้ม ราดู เจ้าผู้ครองวัลลาเคียสายออตโตมัน และสถาปนา บาสซาราบ ไลโอตา (Basarab Laiotă) ขุนนางสายต้านออตโตมันขึ้นครองบัลลังก์แทน
🟨5.1. กองกำลังของทั้งสองฝ่าย
ฝ่ายมอลดาเวีย (นำโดย สเตฟานมหาราช):
กำลังพลประมาณ 24,000–30,000 นาย
ฝ่ายวัลลาเคีย-ออตโตมัน (นำโดย ราดู ผู้งดงาม):
กำลังพลประมาณ 18,000–20,000 นาย
__________________
.
🟨5.2 สถานการณ์เคลื่อนพลและการสู้รบ
🔸การรุกข้ามพรมแดน: สเตฟานนำทัพบุกข้ามแม่น้ำมิลคอฟ (Milcov) เข้าสู่ดินแดนวัลลาเคียในต้นเดือนพฤศจิกายน เพื่อมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงทาร์โกวิชเต
ราดูวางกำลังดักสกัดทัพมอลดาเวีย ณ แนวแม่น้ำวอดนา การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือดต่อเนื่องหลายวัน
🔸กองทหารม้าของสเตฟานอาศัยความคล่องตัวและยุทธวิธีโอบล้อม ตีเจาะปีกของกองทัพวัลลาเคียจนแตกกระเจิง ทำให้กองทหารออตโตมันที่คอยคุ้มกันถูกตัดขาดและถูกบดขยี้
🔸ราดูผู้งดงามพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิง ทิ้งสนามรบและหลบหนีไปขอกบดานในป้อมปราการจูร์จู (Giurgiu) ริมฝั่งแม่น้ำดานูบภายใต้ความคุ้มครองของทหารออตโตมัน
🟨5.3 ผลลัพธ์และผลกระทบทางประวัติศาสตร์
🔹วันที่ 24 พฤศจิกายน ค.ศ. 1473 กองทัพของสเตฟานเข้ายึดกรุงบูคาเรสต์และทาร์โกวิชเตได้สำเร็จ พร้อมทั้งจับกุมเชื้อพระวงศ์ของราดู (รวมถึงชายาและพระธิดา คือ เจ้าหญิงมาเรีย วอยคิตซา ซึ่งต่อมาได้อภิเษกสมรสกับสเตฟาน)
🔹บาสซาราบ ไลโอตา ได้รับการสวมมงกุฎเป็นเจ้าผู้ครองนครวัลลาเคีย และประกาศตัดขาดการส่งส่วยให้ออตโตมันในทันที
🚩 บทสรุป -> เมื่อผู้พิชิตต้องเผชิญคัวน่าปวดหัวคนใหม่
🟥สงครามตัวแทนในวัลลาเคียช่วงปี ค.ศ. 1470–1473 แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ทางยุทธศาสตร์ของสเตฟานมหาราช ที่เลือกเปิดเกมรุกนอกแผ่นดินตัวเองเพื่อสร้างรัฐกันชน ความพ่ายแพ้ของราดูทำให้สุลต่านเมห์เหม็ดที่ 2 สูญเสียแนวกันชนวัลลาเคียไป ส่งผลให้ออตโตมันต้องระดมพลนับแสนนายเพื่อบุกมอลดาเวียโดยตรง นำไปสู่ ยุทธการวาสลุย (Battle of Vaslui) ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1475
ตอนที่ 128 ความหวังจากตะวันออก (ค.ศ. 1471 – 1474) ศัตรูของศัตรูล้วนเป็นมิตรเมื่อสถานการณ์บีบคั้นให้เวนิสสร้างแนวร่วม

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา