•
29 ต.ค. เวลา 23:54 • นิยาย เรื่องสั้น

แฟ้มลับที่ถูกเปิดเผย : จดหมายเหตุผู้อพยพสีขาว - Tall Whites - ผู้สังเกตการณ์แห่งเนวาดา

The White Emigrants: The Tall Whites, Observers of Nevada
*หมายเหตุจากผู้เรียบเรียง
เอกสารฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลนิยายแนวประวัติศาสตร์ทางเลือก (Alternate History) ซึ่งนำเหตุการณ์ บุคคล และสถานที่จริงบางส่วนมาใช้เป็นฉากหลัง ก่อนสอดแทรกแฟ้มข่าวกรอง บันทึกภาคสนาม และเอกสารสมมติ เพื่อสำรวจคำถามว่า “จะเกิดอะไรขึ้น หากมนุษยชาติได้ติดต่อกับอารยธรรมจากต่างดาวเป็นความลับตั้งแต่ยุคสงครามเย็น”
บทนำ : สัญญาณจากทะเลทราย
|แฟ้มอ้างอิง: NV-1964-01
|ระดับชั้นความลับเดิม: TOP SECRET / EYES ONLY
|สถานะปัจจุบัน: ยกเลิกการปกปิด (Declassified – Fiction Archive)
|วันที่บันทึกครั้งแรก: 17 พฤษภาคม ค.ศ. 1964
|ผู้บันทึก: เจ้าหน้าที่เวรสถานีตรวจการณ์เนลลิส หมายเลขประจำตัว 74-K
I. สถานที่ซึ่งความเงียบมีน้ำหนัก
ทะเลทรายทางตอนใต้ของรัฐเนวาดาเป็นภูมิประเทศที่ธรรมชาติออกแบบมาเพื่อปกปิดความลับ
เทือกเขาหินปูนที่สึกกร่อนจากการกัดเซาะนับล้านปีทอดตัวเป็นแนวยาวขนาบทะเลสาบแห้งที่แตกระแหงเป็นลวดลายเรขาคณิต อุณหภูมิในเดือนพฤษภาคมอาจสูงเกิน 40 องศาเซลเซียสในเวลากลางวัน ก่อนลดลงต่ำกว่า 10 องศาหลังพระอาทิตย์ตก ความสุดขั้วของสภาพอากาศนี้เองที่ทำให้พื้นที่บริเวณนี้แทบไม่มีชุมชนพลเรือนตั้งถิ่นฐาน มีเพียงฐานทัพอากาศเนลลิสและเขตทดสอบเนวาดา ซึ่งในช่วงต้นทศวรรษ 1960 กำลังก้าวเข้าสู่ยุคทองของการทดสอบอากาศยานล้ำยุค
.
.
ภายใต้โครงการที่มีชื่อรหัสว่า AQUATONE, OXCART และต่อมาคือ BLACKBIRD กองทัพอากาศสหรัฐฯ และหน่วยข่าวกรองกลางได้เปลี่ยนทะเลทรายผืนนี้ให้เป็นห้องทดลองกลางแจ้งขนาดมหึมา ระบบเรดาร์ยุคแรกที่สามารถตรวจจับวัตถุบินได้ในรัศมีหลายร้อยกิโลเมตรถูกติดตั้งเป็นเครือข่ายเชื่อมโยงถึงกัน สถานีติดตามการบินทำงานตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง เจ็ดวันต่อสัปดาห์ โดยมีเจ้าหน้าที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันประจำการ
.
.
ความพร้อมในระดับนี้ไม่ได้เกิดจากความระแวงศัตรูภายนอกเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นเพราะธรรมชาติของงานทดสอบเอง อากาศยานต้นแบบจำนวนมากใช้เทคโนโลยีที่ยังไม่เคยผ่านการพิสูจน์ ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจนำไปสู่หายนะ และซากของเครื่องบินลับที่ตกนอกเขตควบคุมคือฝันร้ายของเจ้าหน้าที่ความมั่นคงทุกนาย
ทว่าในคืนหนึ่งของเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1964 สิ่งที่ปรากฏบนจอเรดาร์กลับไม่ใช่อากาศยานทดสอบที่เสียการควบคุม ไม่ใช่เครื่องบินสอดแนมของศัตรู และไม่ใช่ความผิดพลาดของระบบตรวจจับ
มันคือจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ที่ไม่มีผู้ใดในเวลานั้นสามารถอธิบายได้ และจะกลายเป็นต้นกำเนิดของแฟ้มข่าวกรองที่ถูกปิดผนึกยาวนานกว่าห้าทศวรรษ
.
.
II. จุดสว่างบนจอเรดาร์
เวลา 02.17 น. ตามบันทึกของแฟ้ม NV-1964-01
เจ้าหน้าที่เวรประจำสถานีตรวจการณ์เนลลิส หมายเลขประจำตัว 74-K (ชื่อถูกปกปิดตามระเบียบการคุ้มครองบุคลากร) เป็นผู้พบเห็นสัญญาณผิดปกติเป็นคนแรก
ในบันทึกเหตุการณ์ที่เขียนด้วยลายมือในคืนนั้น ซึ่งต่อมาถูกคัดลอกและแนบเข้าเป็นส่วนหนึ่งของแฟ้ม เขาบรรยายว่า:
"ข้าพเจ้าตรวจพบวัตถุบินหนึ่งลำ ปรากฏบนจอเรดาร์ที่พิกัด 37°14' เหนือ 115°48' ตะวันตก วัตถุดังกล่าวไม่มีรหัสประจำเครื่อง IFF ไม่มีสัญญาณตอบรับจากระบบระบุฝ่าย และไม่มีรูปแบบการบินที่ตรงกับอากาศยานใดในฐานข้อมูลปัจจุบัน"
.
สิ่งที่ทำให้เขาต้องอ่านค่าพิกัดซ้ำถึงสามครั้งไม่ใช่การปรากฏของวัตถุ เพราะในพื้นที่ทดสอบ การตรวจจับอากาศยานไม่ปรากฏในตารางการบินเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว แต่เป็น พฤติกรรม ของวัตถุนั้นต่างหาก
วัตถุเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่คำนวณเบื้องต้นได้ประมาณ 2,400 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งในขณะนั้นมีเพียงอากาศยานทดสอบระดับสูงสุดไม่กี่รุ่นที่สามารถทำความเร็วได้ใกล้เคียง แต่สิ่งที่ขัดแย้งกับหลักอากาศพลศาสตร์อย่างสิ้นเชิงคือ การลดความเร็วจากระดับดังกล่าวสู่การหยุดนิ่งเกือบสมบูรณ์ภายในระยะทางสั้นกว่าระยะวิ่งขึ้นของเครื่องบินขับไล่ทั่วไป
.
เมื่อเจ้าหน้าที่ 74-K ส่งรายงานฉุกเฉินไปยังศูนย์บัญชาการ สถานีเรดาร์อีกสองแห่ง ที่เมือง Tonopah และฐานทัพอากาศ Nellis ต่างรายงานการตรวจพบวัตถุเดียวกันจากมุมที่แตกต่างกัน ความเป็นไปได้ที่ระบบเรดาร์จะเกิดความผิดพลาดพร้อมกันสามสถานีถูกตัดออกอย่างรวดเร็ว
.
เวลา 02.31 น. เครื่องบินสกัดกั้น F-106 Delta Dart สองลำได้รับคำสั่งขึ้นบินฉุกเฉินจากฐานทัพอากาศเนลลิส
นักบินทั้งสองนาย (รหัสเรียกขาน DRAGON 1 และ DRAGON 2) ได้รับคำสั่งชัดเจน: ติดตามเป้าหมาย ห้ามเปิดฉากโจมตีโดยไม่ได้รับอนุญาต และรายงานทุกการเคลื่อนไหวของวัตถุ
.
คำให้การของนักบิน DRAGON 1 ซึ่งต่อมาถูกบันทึกไว้ในแฟ้ม TW-016-Δ (บทที่ 16: บันทึกของพยาน) ระบุว่า:
"เมื่อข้าพเจ้าเข้าใกล้ระยะ 3 ไมล์ วัตถุดังกล่าวไม่มีปีก ไอพ่น เปลวไฟจากเครื่องยนต์ และไม่สร้างคลื่นกระแทกเหนือเสียงแม้จะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่สูงกว่าเสียงหลายเท่า มันลดระดับลงอย่างนุ่มนวลราวกับขนนกที่ลอยลงสู่พื้น แต่ขนนกนั้นมีขนาดใหญ่กว่าเครื่องบินโดยสาร"
.
.
III. พฤติกรรมที่ขัดกับตรรกะทางทหาร
สิ่งที่สร้างความประหลาดใจแก่เจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย และกลายเป็นหัวข้ออภิปรายในการประชุมลับที่ตามมาอีกหลายครั้ง คือวัตถุดังกล่าวไม่แสดงพฤติกรรมของผู้รุกรานแม้แต่น้อย รายงานของฝ่ายข่าวกรองทหารที่ถูกแนบไว้ในแฟ้ม NV-1964-01 สรุปข้อสังเกตไว้ห้าประการ ซึ่งแต่ละประการขัดกับหลักการเผชิญหน้าทางอากาศที่นักบินและเจ้าหน้าที่ข่าวกรองทุกคนถูกฝึกมา
.
.
▫️ประการแรก : การไม่เปิดระบบอาวุธ ณ เวลา 02.41 น. หลังจากเครื่องบินสกัดกั้น F-106 Delta Dart สองลำเข้าสู่ระยะตรวจจับ เรดาร์ภาคพื้นดินและระบบเซนเซอร์บนเครื่องบิน DRAGON 1 ถูกสั่งให้สแกนวัตถุดังกล่าวเพื่อค้นหาสัญญาณของระบบอาวุธ การล็อกเป้าหมายด้วยเรดาร์นำวิถี การแผ่รังสีอินฟราเรดจากหัวขีปนาวุธที่กำลังอุ่นเครื่อง การเปิดช่องเก็บอาวุธ แต่ไม่พบสิ่งใดเลย ไม่มีแม้แต่สัญญาณรบกวนทางอิเล็กทรอนิกส์ที่มักพบเมื่ออากาศยานไม่ประสงค์ดีเปิดระบบเรดาร์ของตนเองเพื่อวัดระยะยิง
"มันเหมือนกับพวกมันไม่คิดว่าเราเป็นภัยคุกคามด้วยซ้ำ" ร้อยเอกวิลเลียม "บิล" ทอมป์สัน (DRAGON 1) ให้การในภายหลัง "หรือไม่ก็พวกมันไม่จำเป็นต้องมีอาวุธ ซึ่งทั้งสองอย่างน่ากลัวพอ ๆ กัน"
.
▫️ประการที่สอง : การไม่หลบหนี เมื่อ DRAGON 1 และ DRAGON 2 เข้าใกล้ระยะ 3 ไมล์ทะเล ระยะที่อากาศยานใด ๆ บนโลกจะต้องตอบสนองไม่ว่าจะด้วยการหลบหลีกหรือการสื่อสาร วัตถุดังกล่าวกลับรักษาตำแหน่งคงที่โดยไม่แสดงความพยายามหลีกเลี่ยงแม้แต่น้อย มันไม่ได้เร่งความเร็ว ไม่ได้เปลี่ยนระดับเพดานบิน ไม่ได้ปล่อยพลุสัญญาณหรือมาตรการตอบโต้ใด ๆ มันเพียงลอยนิ่งอยู่กับที่ ราวกับนักบินของมัน หากมีนักบิน ไม่รู้สึกว่าจำเป็นต้องหนีจากสิ่งใด
"นั่นคือสิ่งที่ทำให้ผมขนลุก" ร้อยโทเจมส์ "จิม" ฟอสเตอร์ (DRAGON 2) ให้การ "ไม่ใช่เพราะมันทำอะไร แต่เพราะมันไม่ทำอะไรเลย ราวกับเราคือแมลงวันที่บินวนรอบช้าง และช้างไม่แม้แต่จะสะบัดหู"
.
▫️ประการที่สาม : การไม่ตอบโต้ทางอิเล็กทรอนิกส์ หน่วยสงครามอิเล็กทรอนิกส์ที่ฐานทัพเนลลิสตรวจสอบคลื่นความถี่ทั้งหมดในช่วงที่เกิดเหตุ ตั้งแต่ความถี่วิทยุมาตรฐานไปจนถึงแถบความถี่เรดาร์ทางทหาร เพื่อค้นหาสัญญาณการรบกวนหรือการพยายามตัดระบบสื่อสารของฝ่ายมนุษย์ แต่ไม่พบการยิงคลื่นรบกวน (jamming) ไม่มีการปล่อยแกลบหรือพลุสัญญาณรบกวนเรดาร์ (chaff/flare) และไม่มีความพยายามตัดหรือดักฟังระบบวิทยุระหว่างเครื่องบินกับฐานบัญชาการ
"พวกเขาไม่ได้พยายามปกปิดตัวตน" จ่าเอกไมเคิล ริชาร์ดสันบันทึกไว้ "พวกเขาไม่ได้พยายามหลบหนีหรือซ่อนตัว ราวกับพวกเขาต้องการให้เราเห็น"
.
▫️ประการที่สี่ : การรักษาตำแหน่งอย่างแม่นยำ หนึ่งในรายละเอียดที่ทำให้นักฟิสิกส์ของโครงการต้องขบคิดในภายหลังคือการที่วัตถุลอยนิ่งเหนือจุดเดิมอย่างแม่นยำเป็นเวลาหลายสิบนาทีโดยไม่มีการคลาดเคลื่อน
ข้อมูลจากเรดาร์ตรวจอากาศระบุว่า ณ ระดับความสูง 8,500 ฟุตในคืนนั้น มีกระแสลมระดับบนพัดจากทิศตะวันตกเฉียงเหนือด้วยความเร็ว 15–18 นอต มากพอที่จะทำให้บอลลูนหรืออากาศยานเบาใด ๆ เคลื่อนที่ไปตามลมอย่างมีนัยสำคัญ แต่วัตถุดังกล่าวไม่แสดงอาการแกว่งหรือลอยตามกระแสลมเลย ตำแหน่งของมันเบี่ยงเบนไม่เกิน 0.3 เมตรตลอดระยะเวลาสังเกตการณ์
"มันถูกตรึงไว้กับอะไรบางอย่าง" ดร. ฟิลลิป เอช. วอร์เรนตั้งข้อสังเกตในรายงานภายหลัง "แต่มันไม่ได้ทอดสมอลงพื้น ไม่มีสายเคเบิล ไม่มีแรงขับชดเชย มันเหมือนกับ... มันสั่งให้อวกาศรอบตัวมันหยุดนิ่ง"
.
▫️ประการที่ห้า : การส่งสัญญาณเป็นจังหวะ และนี่คือพฤติกรรมที่สร้างความฉงนสนเท่ห์ให้แก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสารมากที่สุด ตั้งแต่เวลา 02.19 น. เป็นต้นไป สองนาทีหลังจากสัญญาณแรกปรากฏบนจอเรดาร์ ระบบสื่อสารภาคพื้นดินตรวจพบคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าความเข้มต่ำที่ถูกปล่อยออกมาจากวัตถุ ณ ความถี่ 1,420 เมกะเฮิรตซ์ ความถี่เดียวกับเส้นสเปกตรัมของไฮโดรเจน ซึ่งนักดาราศาสตร์วิทยุบนโลกใช้ในการค้นหาสัญญาณจากอารยธรรมต่างดาว
"ข้าพเจ้าตระหนักทันทีว่าพวกเขาไม่ได้เลือกความถี่นี้โดยบังเอิญ"
จ่าเอกริชาร์ดสันบันทึกในรายงานที่ส่งให้ ดร. เฮนรี เอ. โคแวน ในอีกไม่กี่วันต่อมา "1,420 MHz คือความถี่ของไฮโดรเจน ธาตุที่พบมากที่สุดในจักรวาล ถ้าคุณต้องการส่งสัญญาณที่อารยธรรมใดก็ตามที่มีดาราศาสตร์วิทยุจะเข้าใจได้... คุณส่งที่ความถี่นี้ และพวกเขาก็รู้ว่ามนุษย์มีดาราศาสตร์วิทยุ"
.
.
สัญญาณประกอบด้วยพัลส์สั้นและยาวที่ถูกจัดเรียงเป็นชุดตัวเลข: 2, 3, 5, 7, 11, 13, 17, 19, 23, 29 จากนั้นวนกลับมาที่ 2 และเริ่มใหม่ จังหวะระหว่างพัลส์แม่นยำระดับมิลลิวินาที: 0.200, 0.300, 0.500, 0.700, 1.100, 1.300, 1.700, 1.900, 2.300, 2.900 วินาที แต่ละค่าตรงกับจำนวนเฉพาะคูณด้วย 0.100 วินาทีอย่างแม่นยำ
"ผมนั่งฟังมันอยู่หลายนาที" จ่าเอกริชาร์ดสันเขียนในบันทึกที่ต่อมาถูกขีดเส้นใต้ด้วยหมึกแดงโดยผู้อำนวยการ NSA "และผมรู้ โดยสัญชาตญาณ ว่าผมกำลังฟังอะไรบางอย่างที่ไม่ใช่ของโลกนี้ และไม่ใช่ศัตรู เพราะศัตรูจะไม่ส่งจำนวนเฉพาะ ศัตรูจะส่งรหัสลับ แต่จำนวนเฉพาะ... จำนวนเฉพาะคือวิธีที่คุณพูดว่า 'ฉันมีสติปัญญา' โดยไม่ต้องใช้ภาษาใดเลย"
.
.
"มันฟังดูคล้ายการร้องขอช่องทางติดต่อ มากกว่าการประกาศศักดาทางทหาร เหมือนมีใครบางคนเคาะประตู ด้วยจังหวะที่แม่นยำ และรอให้เราเปิด"
ความเห็นของจ่าเอกริชาร์ดสันจะถูกพิสูจน์ว่าถูกต้องในอีกหลายเดือนต่อมา เมื่อ ดร. โคแวน และคณะนักคณิตศาสตร์และนักภาษาศาสตร์ร่วมกันวิเคราะห์รูปแบบของสัญญาณอย่างละเอียด พวกเขาพบว่าไม่เพียงแต่จำนวนพัลส์ที่ตรงกับลำดับจำนวนเฉพาะเท่านั้น แต่ช่วงเวลาระหว่างพัลส์ยังถูกปรับเปลี่ยนในรูปแบบที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับผู้ส่งกำลังค่อย ๆ "สอน" ภาษาคณิตศาสตร์ให้แก่ผู้รับ
.
.
ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1964 สามเดือนหลังเหตุการณ์ รายงานการวิเคราะห์สัญญาณฉบับสมบูรณ์ (แฟ้ม NV-1964-01(4)) สรุปว่า:
"หากสิ่งมีชีวิตจากต่างอารยธรรมต้องการพิสูจน์ว่าตนมีสติปัญญาโดยไม่อาศัยภาษา คณิตศาสตร์คือภาษาสากลเพียงหนึ่งเดียวที่ทั้งสองฝ่ายมีโอกาสเข้าใจร่วมกัน และจำนวนเฉพาะคือตัวอักษรของภาษานั้น เพราะจำนวนเฉพาะไม่ได้ขึ้นอยู่กับระบบการนับใด ๆ บนดาวเคราะห์สองดวงที่อยู่ห่างกันร้อยปีแสง สอง บวก สอง จะยังคงเท่ากับสี่เสมอ และจำนวนเฉพาะจะยังคงเป็นจำนวนเฉพาะ และนี่คือสะพานแรกที่เชื่อมระหว่างสองอารยธรรม"
.
"คืนนั้น ในทะเลทราย เราไม่ได้ถูกโจมตี" จ่าเอกริชาร์ดสันสรุปในการให้สัมภาษณ์อีกหลายปีต่อมา "เราได้รับจดหมาย เขียนด้วยภาษาที่เก่าแก่ที่สุดในจักรวาล และเราใช้เวลาเกือบครึ่งปีในการเรียนรู้ที่จะอ่านมัน".
.
[ดูเพิ่มเติม: บทที่ 4 – ผู้มาเยือนที่ประตูฐานทัพ สำหรับรายละเอียดการตอบกลับสัญญาณและการเผชิญหน้าครั้งแรก / บทที่ 9 – ภาษาแห่งเสียงสูง สำหรับการวิเคราะห์โครงสร้างภาษา Tall Whites ในภายหลัง]
.
.
.
IV. การจัดตั้งคณะผู้แทนเฉพาะกิจ
เวลา 04.45 น. หลังจากการติดต่อกินเวลานานกว่าสองชั่วโมงโดยไม่มีวี่แววของภัยคุกคาม พลตรีเจมส์ ฮอลลาแมน (ชื่อสมมติ) ผู้บัญชาการฐานทัพอากาศเนลลิสในขณะนั้น ได้เรียกประชุมฉุกเฉินผ่านสายสื่อสารเข้ารหัสไปยังกระทรวงกลาโหม
บันทึกการสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างพลตรีฮอลลาแมนกับรัฐมนตรีกลาโหม โรเบิร์ต แมคนามารา ซึ่งถูกบันทึกไว้ในแฟ้ม NV-1964-01(3) เผยให้เห็นน้ำเสียงของนายทหารผู้ผ่านสงครามโลกครั้งที่สองและสงครามเกาหลี แต่กำลังเผชิญกับบางสิ่งที่อยู่นอกเหนือประสบการณ์ทั้งหมดของเขา
.
.
"ท่านรัฐมนตรีครับ ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าจะอธิบายอย่างไร แต่เรามีวัตถุบินที่ไม่ปรากฏชนิด ไม่ใช่โซเวียต ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่มนุษย์ ลอยอยู่เหนือเขตทดสอบเนวาดาขณะนี้ และมันส่งสัญญาณคณิตศาสตร์ จำนวนเฉพาะ มายังเรา"
ในบันทึกระบุว่ามีความเงียบยาวนานประมาณ 8 วินาทีก่อนที่แมคนามาราจะตอบกลับ "คุณแน่ใจหรือไม่ว่ามันไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่โครงการลับที่เราไม่รู้"
พลตรีฮอลลาแมนตอบว่า "ท่านครับ ผมกำกับดูแลโครงการลับทั้งหมดในเนวาดา และนี่ไม่ใช่ของเราอย่างแน่นอน นี่เป็นสิ่งที่... เหนือกว่า เหนือกว่าทุกสิ่งที่เรามี เหนือกว่าทุกสิ่งที่โซเวียตมี เหนือกว่าทุกสิ่งที่มนุษย์มี"
แมคนามารากล่าวเพียงว่า "พระเจ้า" และในบันทึกการสนทนา มีหมายเหตุของเจ้าหน้าที่ถอดเทประบุว่า "น้ำเสียงของรัฐมนตรีในวินาทีนั้น ไม่ใช่ความกลัว แต่เป็นความตะลึงงันของผู้ที่เพิ่งตระหนักว่าโลกจะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป"
.
.
ภายในเวลาไม่ถึง 48 ชั่วโมงหลังจากนั้น ท่ามกลางความวุ่นวายของการประชุมฉุกเฉินที่จัดขึ้นต่อเนื่องแทบไม่หยุดพัก ได้มีการจัดตั้งคณะผู้แทนเฉพาะกิจภายใต้ชื่อรหัส "โครงการ ORION"
ชื่อรหัสนี้ถูกเลือกโดยพลตรีฮอลลาแมนเอง จากการสนทนากับ ดร. อาร์เธอร์ ซี. เมอร์เรย์ นักดาราศาสตร์ซึ่งเป็นหนึ่งในที่ปรึกษาชุดแรกที่ถูกเรียกตัวมาที่ฐานทัพในเช้าวันที่ 18 พฤษภาคม "ข้าพเจ้าถามพลตรีว่าทำไมถึงเลือกชื่อ Orion" ดร. เมอร์เรย์บันทึกไว้ในสมุดส่วนตัว "
.
.
เขาตอบว่า 'เพราะนายพรานในตำนานถูกวางไว้บนท้องฟ้าโดยเทพเจ้า เพื่อเฝ้ามองและปกป้อง และเพราะนายพรานไม่เคยละสายตาจากท้องฟ้า นั่นคือสิ่งที่เรากำลังจะทำ เฝ้ามอง เรียนรู้ และปกป้องโลกของเรา ไม่ใช่ด้วยอาวุธ แต่ด้วยความรู้'"
คณะผู้แทนเฉพาะกิจประกอบด้วยบุคลากรที่ถูกคัดเลือกอย่างเร่งด่วน และเป็นความลับสูงสุดจากหลายหน่วยงาน แต่ละคนถูกเรียกตัวในลักษณะที่แตกต่างกัน
บางคนได้รับโทรศัพท์กลางดึก บางคนถูกพาตัวขึ้นเครื่องบินทหารโดยไม่รู้จุดหมายปลายทาง ทั้งหมดถูกแจ้งเพียงว่า "ประเทศชาติต้องการความเชี่ยวชาญของท่านในเรื่องที่ไม่อาจเปิดเผยได้ในขณะนี้"
.
.
ประกอบด้วยนายทหารระดับสูงจากกองทัพอากาศและหน่วยข่าวกรองกลาโหม นำโดยพลตรีฮอลลาแมนเอง และรวมถึงพันเอกโรเบิร์ต เอฟ. คาร์ไลล์ (ซึ่งต่อมาจะกลายเป็นหัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการภาคสนามและผู้รวบรวมคำให้การพยานในบทที่ 16)
พวกเขาไม่ใช่เพียงผู้บัญชาการ แต่คือผู้ที่ต้องตัดสินใจในวินาทีที่การตัดสินใจผิดพลาดอาจหมายถึงสงครามระหว่างดวงดาว พันเอกคาร์ไลล์ ซึ่งเคยผ่านสงครามเกาหลีและมีประสบการณ์ด้านข่าวกรองทางทหาร บันทึกในภายหลังว่า "ผมถูกฝึกมาให้ต่อสู้กับศัตรู แต่ไม่มีใครเคยฝึกให้ผมรู้จักวิธีจับมือกับผู้ที่อาจไม่ใช่ศัตรู และอาจไม่ใช่มนุษย์"
.
.
นอกจากนี้ยังมีนักภาษาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำที่เคยทำงานด้านการถอดรหัสในสงครามโลกครั้งที่สอง นำโดย ดร. เฮนรี เอ. โคแวน (ซึ่งต่อมาจะเป็นหัวหน้าหน่วยวิเคราะห์ภาษาและปรัชญา บทที่ 9) ดร. โคแวนในวัย 55 ปีกำลังสอนภาษาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐบาลสองนายมาเคาะประตูบ้านเขาในเช้าวันที่ 18 พฤษภาคม
"พวกเขาถามผมว่า 'คุณเคยพยายามแปลภาษาที่ไม่มีใครเคยแปลมาก่อนหรือไม่' ผมตอบว่า 'นั่นคืองานของผม' พวกเขาพูดว่า 'ดี เพราะเรามีภาษาใหม่ให้คุณ และเราคิดว่ามันมาจาก... ที่อื่น'"
.
.
คณะทำงานยังรวมถึงนักฟิสิกส์จากห้องปฏิบัติการแห่งชาติลอสอาลามอสและสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ รวมถึง ดร. ฟิลลิป เอช. วอร์เรน (หัวหน้าคณะฟิสิกส์ประยุกต์ในอนาคต บทที่ 10–11) ซึ่งขณะนั้นกำลังทำงานในโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์รุ่นใหม่ที่ลอสอาลามอส
"พวกเขาบอกผมว่า 'สิ่งที่คุณกำลังจะเห็นจะทำให้ระเบิดไฮโดรเจนดูเหมือนของเล่นเด็ก' และพวกเขาพูดถูก"
และเจ้าหน้าที่ข่าวกรองจากสำนักข่าวกรองกลางและสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งรวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์สัญญาณและการถอดรหัส บุคคลที่มีประสบการณ์ในการดักฟังและวิเคราะห์การสื่อสารของโซเวียต แต่ไม่เคยมีใครในพวกเขาเคยพบสัญญาณที่ "ตั้งใจให้เราดักฟัง" มาก่อน
.
.
ภารกิจของคณะผู้แทนมีเพียงหนึ่งข้อ รับมือกับสถานการณ์ที่ไม่เคยมีคู่มือใดรองรับมาก่อน และความกดดันนั้นมหาศาล ในบันทึกส่วนตัวของพลตรีฮอลลาแมนซึ่งเขียนในเช้าวันที่ 19 พฤษภาคม หลังจากไม่ได้นอนมาเกือบ 36 ชั่วโมง
เขาเขียนว่า "ข้าพเจ้าเป็นทหารมา 34 ปี ข้าพเจ้ารู้ว่าจะทำอย่างไรเมื่อศัตรูโจมตี จะวางกำลังอย่างไร จะตอบโต้อย่างไร แต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรเมื่อ 'ศัตรู' ปฏิเสธที่จะเป็นศัตรู และนั่นอาจเป็นการทดสอบที่ยากที่สุดที่ข้าพเจ้าเคยเผชิญ"
.
.
ในบันทึกการประชุมครั้งแรกของโครงการ ORION ซึ่งจัดขึ้นในห้องประชุมใต้ดินของอาคารหมายเลข 7 ภายในฐานทัพอากาศเนลลิสเมื่อเวลา 09.00 น. ของวันที่ 19 พฤษภาคม ค.ศ. 1964 มีประโยคหนึ่งที่ถูกขีดเส้นใต้ด้วยหมึกสีแดง และต่อมาถูกคัดลอกไปปรากฏในแฟ้มแนะนำเจ้าหน้าที่ใหม่ทุกชุดว่า
"เรากำลังเผชิญหน้ากับสิ่งที่อยู่นอกเหนือความรู้ทั้งหมดของมนุษย์ การตัดสินใจทุกอย่างนับจากนี้จะต้องตั้งอยู่บนความระมัดระวังสูงสุด เพราะสิ่งหนึ่งที่เรารู้แน่คือ เราไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับผู้มาเยือนเหล่านี้ และความไม่รู้คืออันตรายที่ยิ่งใหญ่ที่สุด"
.
.
ในช่วงสัปดาห์แรกของการก่อตั้งโครงการ ORION ก่อนที่การเจรจาสนธิสัญญาทะเลทราย (บทที่ 5) จะเริ่มต้นขึ้น สมาชิกของคณะผู้แทนใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการพยายามตอบคำถามพื้นฐานที่สุด:
พวกเขาคือใคร มาจากไหน ต้องการอะไร แต่ทุกครั้งที่พวกเขาพยายามหาคำตอบ พวกเขากลับพบแต่คำถามใหม่ "มันเหมือนกับการพยายามไขปริศนาที่ทุกคำตอบนำไปสู่ปริศนาที่ใหญ่กว่า"
ดร. โคแวนบันทึกไว้ "เรารู้ว่าพวกเขามาจากที่อื่น แต่ที่ไหน เราไม่รู้ เรารู้ว่าพวกเขาติดต่อเราด้วยคณิตศาสตร์ แต่ทำไม เราไม่รู้ เรารู้ว่าพวกเขามีเทคโนโลยีที่เหนือกว่า แต่พวกเขาไม่ได้ใช้มันเพื่อโจมตี และนั่นคือปริศนาที่ทำให้เรานอนไม่หลับมากที่สุด: ทำไมอารยธรรมที่ก้าวหน้ากว่า จึงปฏิบัติต่อเราด้วยความระมัดระวัง ราวกับเรา... สำคัญ"
.
.
ชื่อของพวกเขายังไม่เป็นที่รู้จักในเวลานั้น ไม่มีใครทราบว่าพวกเขามาจากไหน ใช้ภาษาใด มีจุดประสงค์ใดในการเดินทางมายังโลก หรือแม้แต่จะมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร แต่ในอีกหลายปีต่อมา พวกเขาจะถูกเรียกในรายงานภายในว่า "Tall Whites" หรือในภาษาไทยว่า "ผู้อพยพสีขาว"
เหตุผลของชื่อนี้จะถูกเปิดเผยในบทต่อ ๆ ไปของแฟ้มฉบับนี้ ตั้งแต่รูปร่างที่สูงกว่า 2 เมตร ผิวขาวซีดราวหินอ่อนที่ไม่ได้เกิดจากการขาดเม็ดสีแต่เป็นโครงสร้างผลึกโฟโตนิกที่สะท้อนรังสี ไปจนถึงดวงตาที่ใหญ่และลึกราวกับบรรจุความทรงจำของจักรวาลไว้ภายใน ดวงตาที่สามารถมองเห็นสเปกตรัมที่มนุษย์มองไม่เห็นและสื่อสารผ่าน Visual Intent Encoding
.
.
แต่ในคืนนั้น คืนที่คณะผู้แทนเฉพาะกิจถูกจัดตั้งขึ้น ทั้งหมดนั้นยังอยู่ในอนาคต ในตอนนี้ พวกเขามีเพียงสัญญาณ ลำดับจำนวนเฉพาะที่ถูกส่งซ้ำด้วยจังหวะที่แม่นยำจากวัตถุลึกลับที่ลอยนิ่งเหนือทะเลทราย และคำถามเดียวที่ก้องอยู่ในใจของทุกคน: "เราควรตอบกลับหรือไม่" และนั่นคือการตัดสินใจครั้งแรก และอาจสำคัญที่สุด ของโครงการ ORION
.
[ดูเพิ่มเติม: บทที่ 1 – ดาวที่ไม่เคยปรากฏบนแผนที่ สำหรับข้อมูลด้านสรีรวิทยาและต้นกำเนิด / บทที่ 4 – ผู้มาเยือนที่ประตูฐานทัพ สำหรับการตอบกลับสัญญาณและการเผชิญหน้าครั้งแรก]
.
.
V. หมายเหตุจากผู้เรียบเรียง
เอกสารที่ผู้อ่านกำลังจะเปิดอ่านต่อจากนี้ ไม่ได้อ้างว่าเป็นประวัติศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับ ไม่ได้อ้างว่าเป็นความจริงที่ถูกรัฐบาลปกปิด และไม่ได้อ้างว่ามีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับทุกประการ หากแต่เป็นการถ่ายทอดเนื้อหาของแฟ้มข่าวกรองที่ถูกสมมติขึ้นในจักรวาลแห่งนี้
จักรวาลที่เหตุการณ์ในคืนเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1964 ได้นำไปสู่การติดต่อระหว่างมนุษย์กับอารยธรรมจากดวงดาวอย่างเป็นความลับ ผ่านรายงานภาคสนาม บันทึกการประชุม บันทึกนักวิทยาศาสตร์ และคำให้การของผู้เกี่ยวข้อง
แฟ้มชุดนี้จะสำรวจความเป็นไปได้ว่า หากการติดต่อครั้งนั้นเกิดขึ้นจริง โลกของเราจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด มนุษยชาติจะมีบทบาทเช่นไรในประวัติศาสตร์ของอารยธรรมที่เดินทางข้ามระหว่างดวงดาว และท้ายที่สุด เราจะเป็นผู้มาเยือนแบบใด เมื่อถึงวันที่เราเดินทางไปถึงดวงดาวของผู้อื่น
.
แฟ้ม NV-1964-01 - หน้า 4 จากทั้งหมด 4 หน้า
สถานะ: เปิดให้ตรวจสอบตามระเบียบการยกเลิกการปกปิด
วันที่อนุญาตให้เผยแพร่: [ถูกปกปิด]
.
.
โฆษณา