Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
แยมประหลาดแลนด์
•
ติดตาม
30 ต.ค. เวลา 21:00 • นิยาย เรื่องสั้น
รสชาติที่ ๙ : สงคราม "โป้ง"
ตอนเป็นเด็ก คำว่า "โป้ง" คืออาวุธร้ายแรงที่เพื่อนใช้ตัดความสัมพันธ์ สมัยนี้ไม่รู้ว่าเด็กๆ ยังใช้คำนี้กันอยู่ไหม แต่เมื่อมองย้อนกลับไป มันก็คือการกลั่นแกล้งหรือบูลลี่ในรูปแบบหนึ่ง
ในวัยประถม
ฉันมักเลือกที่จะปล่อยผ่านและไม่ได้ใส่ใจกับสงครามประสาทนั้น
แต่พี่ชายที่เพิ่งกลับมาจากเรียนมักจะไถ่ถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างฉันกับเพื่อนๆ เสมอ และหลายครั้งคำตอบของฉันก็ทำเอาเขาอยู่ไม่สุข
"ไม่รู้สิ ช่วงนี้ไม่ได้คุยกันเลยค่ะ" ฉันตอบเสียงเรียบ
"ทำไมล่ะ? ทะเลาะอะไรกัน" พี่ชายถามต่อ
"ไม่รู้อ่ะ โดนโป้ง... แต่ไม่รู้ว่าเรื่องอะไร ไม่ได้สนใจค่ะ"
"ไม่ได้สิ!" พี่ชายทำท่าลุกขึ้นยืนพลางคว้ามือฉัน
"เป็นเพื่อนกันจะโกรธกันทำไม ยังเด็กกันอยู่เลย ไปคุยให้รู้เรื่อง เดี๋ยวโก๊พาไป"
"ไม่ต้องหรอกค่ะโก๊ ไม่เป็นไรหรอก มันก็เป็นแบบนี้ประจำ จะไปทำไม?" ฉันพยายามยื้ออิดออด
"ไม่ได้! เป็นเพื่อนกันต้องรักกันไว้ มีอะไรขุ่นเคืองใจก็ต้องรีบเคลียร์ ใครผิดล่ะ? ถ้าเราไม่รู้ว่าเราผิดอะไรก็เดินไปถาม จะได้ขอโทษและให้อภัยกัน ไป... เร็ว!"
สุดท้าย มือหนาของพี่ชายที่โตกว่า 12 ปีก็จูงมือเล็กๆ ของฉันเดินดุ่มๆ ไปยังบ้านเพื่อน เขาพูดคุยกับพ่อแม่ของฝ่ายนั้นด้วยท่าทีสุภาพ เพื่อขอให้เด็กๆ ได้มา 'เคลียร์ใจ' กัน
ภาพเหตุการณ์แบบนี้หมุนวนซ้ำๆราวกับละครฉายต่อซ้ำๆ
ฉันและเพื่อนต้องยืนเผชิญหน้ากันต่อหน้าผู้ใหญ่ ท่ามกลางความกดดันเมื่อถูกถามว่าโกรธกันด้วยเรื่องอะไร คำตอบจากปากพวกเรามีเพียงความเงียบและคำว่า
"ไม่มีอะไร"
"งั้นก็แปลว่าดีกันแล้วนะ? ไหน... มาเกี่ยวก้อยกันซิ"
พอนิ้วก้อยสองนิ้วเกี่ยวกันเสร็จ พี่ชายก็จูงมือฉันเดินกลับบ้านด้วยรอยยิ้มของผู้ชนะที่จัดการปัญหาได้สำเร็จ
เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าตั้งแต่ฉันยังเป็นเด็กน้อยจนก้าวเข้าสู่วัยรุ่น
ไม่ว่าฉันจะเป็นฝ่ายถูกหรือฝ่ายผิด พี่ชายก็ยังคงเชื่อมั่นในวิธีการเดินไปเคลียร์เสมอ
พอโตมา... ฉันยอมรับว่าพี่ชายของฉันเป็นคนดี
ดีแบบไม่มีข้อกังขา ดีแสนดีมีแต่คนชื่นชม
แต่ในขณะเดียวกัน ฉันกลับตั้งคำถามกับสิ่งที่ต้องเผชิญว่าเราทำสิ่งนั้นไปเพื่ออะไร?
ในโลกความเป็นจริง คนที่เขาคิดจะเกลียดเรา เขาก็เกลียดอย่างไร้เหตุผล
การเดินไปเคลียร์ครั้งแรกอาจจะเรียกว่าความพยายาม แต่การต้องไปซ้ำครั้งที่สอง สาม และสี่ มันคืออะไร สุดท้ายก็ไม่จบไม่สิ้นเสียที
ขณะที่คนในบ้านพยายามเคี่ยวเข็ญให้ฉันเป็น 'เด็กดี' อยู่ตลอดเวลา มันช่างน่าอึดอัด และที่สำคัญ... ฉันไม่เคยเป็นฝ่าย 'โป้ง' ใครก่อนเลยสักครั้ง!
ในขณะที่พี่ชายเชื่อมั่นในการหักด้ามพร้าด้วยเข่าเพื่อคืนดี แต่สำหรับฉัน...
ฉันเลือกที่จะเดิมพันกับ "เวลา" และวิธีนี้ก็ถูกพิสูจน์ในเวลาต่อมา
ด้วยวิธีจัดการในแบบของฉัน
—การเพิกเฉยและปล่อยให้คนเกลียดเราก็เกลียดไป—
ทำให้ฉันเคยต้องตัดขาดกับเพื่อนคนหนึ่งยาวนานอย่างไม่น่าเชื่อ ตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นประถมปีที่ 6 ลากยาวมาจนถึงมัธยมปีที่ 3 ระยะเวลา 3 ปีเต็มที่พวกเราใช้ชีวิตเหมือนเป็นเส้นขนานที่ไม่มีวันบรรจบ
จนกระทั่งขึ้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
โชคชะตาก็เล่นตลกให้เราได้กลับมาเรียนห้องเดียวกัน และจับพลัดจับผลูมาอยู่กลุ่มเดียวกันอีกครั้ง
เมื่อกำแพงความห่างเหินเริ่มพังลง เราสองคนจึงได้มีโอกาสเปิดอก "เคลียร์ใจ" กันสั้นๆ ถึงเรื่องราวในอดีต แล้วความจริงทั้งหมดก็ถูกเปิดเผย
เพื่อนสารภาพว่าที่เกลียดฉันอย่างรุนแรงในตอนนั้น เป็นเพราะความเข้าใจผิดที่เกิดจากเพื่อนอีกคนหนึ่งคอยปั่นกระแสและใส่ร้าย จนกระทั่งเวลาผ่านไปถึงมัธยมปีที่ 4 เธอถึงได้ตระหนักด้วยตัวเองว่าตัวตนจริงๆ ของฉันไม่ได้เป็นแบบที่ใครคนนั้นพูดเลยสักนิด ความเกลียดชังที่สะสมมาตลอด 3 ปีจึงมลายหายไปนับแต่นั้น
ใช่... วิธีของฉันมันอาจจะกินเวลายาวนานถึงสามปีกว่า แต่มันกลับทำให้ทุกอย่างคลี่คลายลงได้อย่างหมดจด ไม่มีอะไรค้างคาในใจอีกต่อไป
พอโตมาจนป่านนี้
ฉันจึงได้เข้าใจว่าเรื่องความสัมพันธ์แบบนี้ไม่มีวิธีของใครที่ผิดหรือถูก 100%
วิธีของพี่ชายที่เลือกเดินไปเคลียร์ตรงๆ มันอาจจะดีและเหมาะมากกับสถานการณ์อื่นๆ ที่คู่กรณีพร้อมหันหน้ามาคุยกันด้วยเหตุผล
แต่สำหรับบางสถานการณ์... โดยเฉพาะในวันที่อีกฝ่ายยังเต็มไปด้วยอคติหรือเกลียดเราอย่างไร้เหตุผล การเลือกที่จะ "เพิกเฉย" แล้วปล่อยให้เวลาทำหน้าที่พิสูจน์ความจริง ก็อาจเป็นเกราะกำบังที่ดีที่สุดที่ช่วยปกป้องความรู้สึกของเราเอง
.
.
.
[แถมส่งท้าย: ปริศนา 3 ปีที่เพิ่งกระจ่าง]
พอโตมาจนได้กลับมาคุยกัน ฉันถึงได้รู้เหตุผลที่แท้จริงว่าทำไมตอนนั้นถึงโดน "โป้ง" ตั้งแต่เด็กๆ... เหตุผลของพวกเธอมันทำเอาฉันแทบอยากจะบ้า
• เหตุผลข้อที่ 1: เพื่อนบอกว่าหมั่นไส้ที่ฉันไม่ยอมพูดคำหยาบ ดู "กระแดะ" เกินไป ไม่ยอมพูดกู-มึงเหมือนคนอื่นเขา
(เสียงในหัว: โอ๊ย! อีเ**ย... ก็แม่กูสอนมาแบบนี้ไหมล่ะ!)
• เหตุผลข้อที่ 2: เพื่อนบอกว่าฉันพูดเสียงเยื้อง ไม่ยอมพูดเสียงเหน่อเหมือนเพื่อนคนอื่นๆ ดูดัจริตจริงๆ
(เสียงในหัว: เอ๊า! อีห่าน! ตอนนั้นกูยังเด็กอยู่เลย กูแยกไม่ออกด้วยซ้ำว่าอะไรคือเยื้องอะไรคือเหน่อ นี่กูแตกต่างจนโดนแบนเลยหรอ ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ)
• เหตุผลข้อที่ 3: เพื่อนหาว่าฉันทะเยอทะยาน อยากได้ที่ 1 ตลอดเวลา แถมตอนที่ครูเรียกไปช่วยตรวจข้อสอบ ก็คงแอบโกงคะแนนให้ตัวเองแน่ๆ
(เสียงในหัว: โอ้ว! อีดอกจิก! กูเคยพูดสักคำไหมว่าอยากได้ที่ 1 มันสอบได้เองจะให้กูทำยังไง? แล้วเรื่องตรวจข้อสอบนี่กูเลือกได้หรอ? ครูเขาเรียกกูไปช่วยทำ ตัวกูเองน่ะขี้เกียจจะตายห่าอยู่แล้ว อีบ้า!)
• เหตุผลข้อที่ 4: เพื่อนหาว่าฉันขี้อวด มีสมุดใหม่ เครื่องเขียนใหม่ที่พี่ชายซื้อมาฝากจากกรุงเทพฯ ก็ชอบเอามาอวด
(เสียงในหัว: อ๊ะ! อีห่าน! มีแล้วจะไม่ให้กูเอามาใช้หรอ? มันคือเครื่องเขียน ถ้าไม่เอามาเขียนที่โรงเรียน จะให้กูเอาไปซ่อนในหลืบไหนอีกล่ะอีเวน!)*
สุดท้ายแล้ว... ความจริงที่ค้นพบในวัยโตกลับไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลย มันแค่พิสูจน์ว่า บางครั้งเราไม่ได้ทำอะไรผิดเลยสักนิด แต่คนเขาจะหมั่นไส้และหาเรื่องเกลียด... ต่อให้เราหายใจอยู่เฉยๆ เขาก็เกลียดอยู่ดีนั่นแหละ!
แต่ความพีคขั้นสุดมันอยู่ตรงนี้...
ตัดภาพกลับมาตอนเรียน ม.ปลาย มีอยู่วันหนึ่งเพื่อนๆ ในกลุ่ม (รวมถึงแก๊งที่เคยโป้งฉันตอนเด็ก) นั่งล้อมวงเถียงกันเป็นเรื่องเป็นราว ขุดคุ้ยหาคนผิดกันอย่างเอาเป็นเอาตาย
“ทำไมพวกเราพูดจาไม่เพราะกันเลยวะ? ใครเป็นคนเริ่ม? มึงสิเริ่มหยาบก่อน! ไม่ใช่... มึงสิก่อน! ทำเพื่อนเสียคนหมดเลยเนี่ย!”
เถียงกันไปโวยวายกันมา โยนความผิดให้กันไฟลุก วันนั้นเป็นวันที่ฉันขำจนท้องแข็ง เพราะได้แต่นั่งยิ้มกรุ้มกริ่มอยู่ข้างๆ รอดตัวอยู่คนเดียวอย่างผู้บริสุทธิ์ผุดผ่อง
จากเด็กที่เคยโดนเกลียดและโดนแบนเพราะ ‘กระแดะไม่พูดคำหยาบ’ ในวันนั้น กลายมาเป็นคนเดียวที่รอดชีวิตในวงล้อมคำหยาบในวันนี้... นึกย้อนไปแล้วมันก็ตลกและสะใจดีเหมือนกันนะ
ปรุงรสเล่าโดย : แยมรสแปลก
#แยมประหลาดแลนด์ #เรื่องสั้น #สงครามโป้ง #รสชาติที่๙ #สงครามประสาท
บทความ
ไลฟ์สไตล์
เรื่องสั้น
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย