•
2 พ.ย. เวลา 07:12 • ประวัติศาสตร์

แรงฮึดในการว่ายน้ำให้เป็นให้ได้!!

เห็นข่าวเด็กจมน้ำเสียชีวิตนำความเศร้าโศกให้พ่อแม่ญาติพี่น้องแล้วผู้เขียนได้แต่สะท้อนใจ โดยเฉพาะเด็กๆทางภาคอีสานจะมีสถิติการเสียชีวิตจากการเล่นน้ำมากกว่าภาคอื่น เนื่องจากว่ายน้ำไม่เป็น ถ้าใครได้ดูคลิปหรือการเผยแพร่การเลี้ยงลูกของฝรั่งต่างชาติ คงเคยผ่านตากับการฝึกลูกให้ว่ายน้ำตั้งแต่ยังเป็นทารก ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะเวลาเราไปเที่ยวทางน้ำ เช่น นั่งเรือชมวิวทิวทัศน์ไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำลำคลอง หรืออกทะเลมหาสมุทร
ผู้ที่ว่ายน้ำไม่เป็นความสนุกจะหดหายไปครึ่งต่อครึ่งถ้าเทียบกับคนว่ายน้ำเป็น ใจจะพะวงไม่มีความสุขนัก ผู้เขียนเคยรู้สึกแบบนั้นตอนสมัยวัยเด็กที่ยังว่ายน้ำไม่เป็น พี่สาวพาเที่ยวทางเรือกับเพื่อนบ้าน เป็นเรือหางยาวล่องแม่น้ำเจ้าพระยาต่อไปตามคลองต่างๆ
ขอบคุณภาพประกอบจาก tickadoo.com
มีการกางร่มกันน้ำกระเซ็นด้วย ผู้เขียนไม่สนุกเลย มีแต่ความรู้สึกกลัวไปต่างๆนาๆ พอขึ้นฝั่งได้ถึงกับถอนหายใจด้วยความโล่ง กลายเป็นชั่วโมงแห่งความทุกข์มากกว่าสุขที่ได้เที่ยวชมลำน้ำไปซะงั้น
เกริ่นมาซะยาว วันนี้จะมาเล่าถึงแรงบันดาลใจในการฮึดจนว่ายน้ำเป็นของผู้เขียน ในวัยเด็กน่าจะมี 2 อย่างนี้ที่เด็กๆในสมัยนั้น ราวปี 2514 ที่ผู้เขียนอายุ 10 ขวบ เริ่มจะเรียกว่าเด็กโต ก่อนเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น สิ่งที่จำเป็นต้องเป็นไว้ไม่งั้นจะไม่สามารถยืดอกได้เต็มที่ คือ 1.ขี่จักรยาน และ 2.ว่ายน้ำ แน่นอน เรื่องขี่จักรยาน ถ้าไม่มีแผลรถล้มที่ขา ไม่มีทางขี่เป็น และภาพจำคือ เพื่อนจะคอยจับที่นั่งหลังจักรยานให้ โดยมีเราผู้ฝึกขี่ที่ยังแลดูงุ่มง่าม (เพราะอาจเพิ่งเลื่อนชั้น อัพเลเวล มาจากจักรยานยางตัน มีล้อพยุง)
ปั่นไปพลางตะโกนถามเพื่อนไปพลาง ยังจับอยู่นะ ยังจับอยู่นะ เพื่อนตัวดีก็จะตะโกนตอบตลอดเวลาว่า ยังจับอยู่ ยังจับอยู่ ทั้งที่เพื่อนแอบปล่อยมือแล้ว แต่พอเราหันหน้ากลับมา ประโยค ยังจับอยู่ ยังไม่ทันขาดคำดี พอหันมาไม่เจอคนจับท้ายเท่านั้นแหละ รถล้มทันทีทั้งที่ขี่มาได้สักระยะแล้ว นั่นแสดงว่า เราขี่จักรยานเป็นแล้ว อะแฮ่ม ได้แผลไปตามระเบียบ
ภาพประกอบสร้างจาก ai
ที่เล่าเรื่องจักรยานก่อนเพราะจะมาคู่กับการว่ายน้ำเป็น แต่อย่างแรกจะมาก่อน เอาละมาพูดถึงการว่ายน้ำ จุดเปลี่ยนที่ทำให้ผู้เขียนมุ่งมั่นที่จะว่ายน้ำเป็นให้ได้ หลังจากกลุ่มเราไปว่ายน้ำตามสระแต่ได้อยู่เพียงสระเด็กหรือใจกล้าหน่อยก็มาตรงสระผู้ใหญ่แต่อยู่ฝั่งตื้น คือ บ้านผู้เขียนอยู่หลังตลาดสวนหลวง ปทุมวัน ซึ่งซอยหน้าบ้านจะสุดทางที่สนามศุภฯหรือพูดง่ายๆคืออยู่หลังสนามกีฬาแห่งชาติ แต่แถวบ้านเรียกแบบสั้นๆว่า หนาม-ลา ซึ่งเราชอบจับกลุ่มกัน เคยไปเตะบอลแต่โดนเจ้าถิ่นที่โตกว่ามาไล่ที่ก็ออกบ่อย
และว่ายน้ำกันที่สระใน*โรงแรมสากล ที่อยู่ถัดจากหนามลาไปเล็กน้อยแต่คนละฝั่งถนน
*ตัวอาคารของโรงแรมสากลเดิม ปัจจุบันได้เปลี่ยนสภาพและถูกพัฒนามาเป็น "อาคารวิทยพัฒนา" ภายในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ที่นี่แก๊งเราเด็กตลาดสวนหลวงจะไปกันบ่อยมากเพราะอยู่แค่ปลายจมูก มีครั้งหนึ่งเพื่อนที่มีอันจะกินคนหนึ่ง ถึงกับเอาเงินเหรียญที่ตอนนั้นน่าจะ 1 หรือ 5 บาท มาโยนลงสระแล้วให้พวกเราแย่งกันงม ใครงมได้เอาไปเลย
มาวันหนึ่ง พวกเราเข้าไปในสระโอลิมปิก ในหนามลา ซึ่งกว้าง 25 ม และยาว 50 ม ตามมาตรฐานโอลิมปิก
สระโอลิมปิก ตำนานกว่า 60 ปี ขอบคุณภาพประกอบจาก sun sport news
เห็นเด็กๆอายุน้อยกว่าแก๊งผู้เขียน แต่โดดน้ำเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน ทั้งที่การได้ลงเล่นในสระน้ำขนาดมาตรฐานกว้างใหญ่ปานนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะต้องเป็นสมาชิก และไม่ใช่แค่มีเงินก็สามารถลงเล่นได้ ต้องผ่านการทดสอบอย่างโหด คือ ต้องว่ายน้ำตามความกว้างของสระ ไป-กลับ 25x2 = 50 ม และลอยตัวในน้ำให้ได้ 5 นาที ไม่ว่าจะท่าลูกหมาตกน้ำ หรือท่าเช็ดโต๊ะปั่นจักรยาน ก็ตามแต่ เลยเกิดแรงฮึด ว่าพวกเราต้องว่ายน้ำเป็นให้ได้ ไม่งั้นอายเด็ก ทั้งที่พวกเราก็เด็ก อิอิ ตอนนั้นแต่ละคนน่าจะ 10 ขวบอัพ
สมัยนั้นจะสนิทกับก๊วนญาติที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน ย่าน**ซอยเจริญพร ประดิพัทธ์ พวกเราชอบตระเวนเดินเที่ยวกันอยู่ในย่านนั้น ย่าน วัดสะพานสูง สะพานดำ สะพานรถไฟ บางซื่อ ครั้งหนึ่งแก๊งเราเดินเลียบตามถนนเตชะวนิช เดินฝั่งที่ติดคลองเปรมประชากร เลยแยกสะพานแดงมานิดเดียว
ภาพคลองเปรมประชากร ตำแหน่งริมคลองด้านถนนทางขวา ภาพประกอบจาก google maps
ลูกพี่ลูกน้องคนที่โตกว่าผู้เขียน ซึ่งว่ายน้ำเป็นแล้ว แกล้งผลักผู้เขียนตกลงไปในคลอง(สมัยนั้นคลองน้ำยังใส)แล้วรอดูท่าทีว่าผู้เขียนจะขึ้นมาลอยตัวได้หรือไม่ ปรากฏว่า ยังไม่ผ่าน เพราะจมครับ ญาติผู้เขียนซึ่งเตรียมตัวไว้อยู่แล้ว เลยกระโดดลงไปช่วยในทันที เข้าใจถึงความหวังดี แต่ก็แอบแฝงอันตรายไว้เหมือนกันสำหรับพวกเราในวัยนั้น
ทำให้ผู้เขียนเข็ดน้ำไปพักหนึ่ง แต่เหตุการณืคล้ายๆกันนี้ก็มาเกิดขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้เกิดที่ จ.สระบุรี เนื่องจากในวัยเด็กช่วง ป.4-ป.7 เวลาปิดเทอมใหญ่ ผู้เขียนจะไปอยู่กับอาตั่วกู๋ คือพี่ชายของแม่ที่เปิดร้านตัดผมชายชื่อ คิงส์ บาร์เบอร์ กลางเมืองสระบุรี จึงมีกลุ่มเพื่อนที่มีบ้านอยู่แถบเดียวกันด้วย ที่นี่สนุกครับมีเรื่องราวสตอรี่ต่างๆมากมาย ประสาเด็กกรุงมาอยู่ต่างจังหวัด แปลกที่แปลกถิ่นเหมือนมีโลกสองใบ ไว้จะมารวบรวมเขียนให้อ่านกันในอีก ep ต่างหากครับ วันนี้ขอเล่าในส่วนของการว่ายน้ำก่อนครับ
คือก๊วนพวกเราเด็ก***ตึกแถวข้างโรงแรมแสนสุข ปัจจุบันกลายเป็นดงกะหรี่ปั๊บ ของดีเมืองปากเพรียวไปแล้ว
ตึกสูงขวามือคืออดีตโรงแรมแสนสุข พวกเราจะอยู่ตึกแถวด้านซ้ายทั้งแถบ ที่ปัจจุบันนี้กลายเป็นดงกะหรี่ปั๊บ ของดีเมืองปากเพรียว ภาพประกอบจาก google maps
ชอบไปเล่นน้ำกันที่เขื่อนฯ พวกเราจะปั่นจักรยานไปทางถนนสุดบรรทัด ก่อนออกถนนมิตรภาพจะมีทางเลี้ยวซ้ายเข้าเขื่อนฯ หรือปัจจุบันคือ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาคลองเพรียว-เสาไห้
ทางเข้าเขื่อนฯในปัจจุบัน ภาพประกอบจาก google maps
ปั่นเข้าไปราว 700 ม.จะมีสะพานไม้ไม่มีราวกั้น วางพาดข้ามไปยังเกาะกลางน้ำ จุดยอดนิยมของคนที่มาเล่นน้ำที่นั่น สะพานไม้นี้แหละครับ ความยาวราวๆ 20 ม เห็นจะได้
คือจุดที่ทำให้ผู้เขียนว่ายน้ำเป็น สตอรี่เดียวกับตรงคลองเปรมฯเด๊ะๆ แต่อาจได้ความแก่กล้าจากการตระเวนว่ายน้ำตามสระต่างๆมาจากในกรุงเทพบ้างแล้ว คือตอนนั้นว่ายน้ำได้แต่ยังลอยตัวไม่ได้ ซึ่งแปลง่ายๆคือยังว่ายน้ำไม่เป็นนั่นแหละ เวลาว่ายก็จะมีเพื่อนคนที่ว่ายเป็นแล้วคอยบอกให้ใจเย็นๆ แต่เวลาที่จ้ำว่ายท่าฟรีสไตล์แล้วพอหยุด แต่ขาไม่ถึงพื้นนี่ตกใจแทบช็อคทุกคนแหละครับ แต่ก็พยายามว่ายจ้ำข้ามไปมาระหว่างสันคลองทั้งสองฝั่งด้วยใจระทึก หลับหูหลับตาจ้ำไปกลับหลายๆเที่ยวแบบไม่ย่อท้อ
ภาพประกอบสร้างจาก ai เพียงใกล้เคียงเท่านั้น
จนน่าจะเริ่มแก่กล้า แต่ก็ยังหวั่นๆเวลาจ้ำอยู่ช่วงกลางๆ จนวันหนึ่งหนังม้วนเดิมกับคลองเปรมฯก็มา โดนเพื่อนผลักตกจากสะพานที่ผู้เขียนฝึกว่ายจ้ำไปมาใต้สะพานนั้นนั่นเอง ผู้เขียนถึงกับร้องเสียงหลง พรรคพวกก็เตรียมทั้งห่วงยางที่พวกเราหิ้วมาเตรียมเล่นน้ำกัน และรอกระโดดลงไปช่วยในท่าเตรียมพร้อม
ภาพประกอบสร้างจาก ai เพียงใกล้เคียงเท่านั้น
แต่..แต่..แอ่นแอ๊น งวดนี้ผู้เขียนทะลึ่งโผล่พรวดขึ้นมา พร้อมท่าเช็ดโต๊ะขี่จักรยาน ลอยตัวอยู๋ได้แบบไม่ต้องลุ้น เพื่อนๆเฮกันสนั่นลั่นสะพานเลยครับ พอถึงเวลาเปิดเทอม ได้เวลากลับกรุงเทพแบบกระหยิ่มยิ้มย่อง แน่นอนครับ ความฝันที่จะได้เป็นสมาชิกสระว่ายน้ำเบอร์ 1 ระดับชาติ คือสระว่ายน้ำโอลิมปิก ที่เด็กๆทุกคนใฝ่ฝันสุดอลังการนั่นเอง
แต่ก็เล่นเอาเกือบไม่ผ่านเหมือนกัน เพราะสุดเฮือกทั้งว่ายน้ำไปกลับ 50 ม.และลอยตัว 5 นาที แบบหวุดหวิดเส้นยาแดงผ่าแปดจริงๆ ได้เป็นสมาชิกสระว่ายน้ำโอลิมปิกสมความตั้งใจ หลังจากนั้น คือการตะลุยว่ายน้ำตามสระแบบทั่วกรุงเทพ เท่าที่จำได้ สระโรงเรียนปานะพันธ์ ลาดพร้าว
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
สระโยโกะ สะพาน 99 ประชาชื่น
ที่ตั้งของสระโยโกะคือบริเวณตรงต้นไม้ กลางภาพ ถนนเลียบคลองประปา ภาพประกอบจาก google maps
สระกิตติคม ต้นถนนเพชรเกษม
อดีตสระว่ายน้ำกิตติคม ซ.เพชรเกษม 3 ไม่มั่นใจว่าอยู่ภาพในซอยหรือริมถนน
สระในซอยข้างโรงพักบางซื่อ(พลหฯ14) ตรงข้าม รร รุจิเสรี ไม่แน่ใจว่าชื่อ พีเอส หรือเปล่า
เปิดสอนมากว่า 40 ปี ได้ข่าวว่าปิดทำการไปเมื่อต้นปีนี้เอง 2569 ภาพประกอบจาก google maps
แม้แต่สระว่ายน้ำภายในโรงแรมม่านรูด ในซอยเพชรบุรี 37 ยังไปว่ายเลย ฮ่าๆ
จำได้ว่าไปกับเพื่อนแถวบ้านชื่อ ปิง กับ ย้ง ภาพประกอบจาก google maps
อ่อขอกล่าวเสริมเพิ่มเติมถึงสระโอลิมปิกอีกสักเล็กน้อย ความกว้างยาวของสระมาตรฐานจะอยู่ที่ 50x25 ม ลึก 2 ม เท่ากันหมด ส่วนอีกสระคือสระที่มีหอกระโดดน้ำ ทำด้วยปูนสูง 4-5 ชั้น
ปัจจุบันไม่มีสปริงบอร์ดเหล็กสีฟ้าแล้ว ขอบคุณภาพประกอบจาก FB: สระว่ายน้ำ วิสุทธารมณ์
ทำให้ผู้เขียนเพิ่งมารู้ตัวว่ากลัวความสูง เพราะเพื่อนๆพากันวิ่งขึ้นลง 3-4 ชั้น กระโดดน้ำกันสนุกสนาน ตัวเองได้เพียงสปริงบอร์ดเหล็กสีฟ้าที่ตั้งอยู่ข้างๆสูงประมาณ 1 ชั้น แค่นี้ก็พอกระโดดโชว์สาวได้แล้ว อิอิ แต่ด้วยความที่สระนี้ลึกถึง 5 ม เวลาเรากระโดดพุ่งลงแบบดำดิ่ง มันจะลงลึกมากจนปวดแก้วหู ช่วงที่แหงนหน้ากลับขึ้นผิวน้ำ ถ้าเร็วเกินไปก็ปวดหลังได้ง่ายๆ หรือบางทีลงผิดท่าก็จุกไปเหมือนกันครับ แต่ต้องแกล้งทำเป็นเฉยนะครับ ไม่งั้นเสียฟอร์ม ฮ่าๆๆ
จำได้ติดตาครั้งหนึ่งมาว่ายน้ำที่สระโรงเรียนปานะพันธ์ุ ซึ่งมีคนมาเล่นน้ำกันเยอะมาก จำไม่ได้ว่าตอนนั้นว่ายน้ำเป็นหรือยัง แต่เห็นเด็กรุ่นโตกว่าเล็กน้อย เล่นงมหาของใต้ก้นสระกัน ดำผุดดำว่ายหลายคนเป็นที่สนุกสนาน เห็นเด็กคนนั้นดำน้ำได้ลึกถึงก้นสระและกลั้นหายใจได้นาน ผู้เขียนยังนึกในใจเลยว่าดำน้ำอึดดีแท้ ตอนนั้นก็แปลกที่ไม่มีใครสังเกตเลย แม้แต่พี่ไลฟ์การ์ดกล้ามโต คงเนื่องด้วยผู้คนเยอะมากกำลังสนุกสนานกัน
แต่พอผู้เขียนเล่นน้ำกับเพื่อนไปได้สักพัก เอ๊ะ!!ชักยังไง จนป่านนี้เด็กคนนั้นยังนอนแผ่คว่ำหน้าอยู่ก้นสระ ผู้เขียนเลยรีบไปบอกพี่ไลฟ์การ์ด พี่เขารีบกระโดดลงไปช่วยขึ้นมาจากน้ำ เอาร่างพาดบ่า แล้วจับนอนหงายทำ cpr ผายปอดมีฟองพรายน้ำออกมาทั้งปากทั้งจมูก
ขอบคุณภาพประกอบจาก สำนักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค
ผู้ปกครองน่าจะเป็นลุงร้องไห้น้ำตาท่วมด้วยความห่วงใย น่าสงสารมาก ทุกคนในสระตกใจหยุดเล่นน้ำกันหมด ทุกคนได้แต่ภาวนาขอให้เด็กคนนั้นปลอดภัย
ยุคที่ผู้เขียนไปเป็น****ครูอาสาสอนศิลปะที่ รร หมู่บ้านเด็ก ต.ท่าเสา อ.ไทรโยค กาญจนบุรี ประมาณปี พ.ศ.2524 เวลาอาบน้ำช่วงบ่ายๆเนื่องจากตอนกลางคืนอากาศจะหนาวเย็นมาก บรรดาครูต้องลงไปอาบกันริมแม่น้ำแควใหญ่ ซึ่งน้ำสีเข้มและสุดแสนเย็นยะเยือก
แม่น้ำแควใหญ่บริเวณเดียวกับที่เล่าในเรื่อง ภาพประกอบจาก google maps
เพราะแถวนั้นแน่นอนอยู่ท่ามกลางป่าเขาลำเนาไพร พี่ๆครูสองสามคนว่ายน้ำข้ามแควใหญ่ไปอีกฝั่ง พี่เขาคงชินเพราะอยู่มาก่อน ผู้เขียนเลยเอามั่งคิดว่าตัวเองคงพอว่ายแข็งอยู่ ลำน้ำแควใหญ่ช่วงนั้นก็จัดว่ากว้างพอดู พอพวกพี่ๆว่ายไปฝั่งนั้นแล้ว ผู้เขียนจึงว่ายตามไป ขาไปไม่เท่าไรเพราะว่ายตามน้ำ กระแสน้ำก็จะพาเราไปเฉียงเลยจากจุดที่เราลงอาบน้ำไปพอสมควร ขากลับนี่สิเป็นเรื่องเฉียดตาย เพราะความที่เราต้องว่ายทวนน้ำเลาะริมฝั่งมาเพื่อให้ใกล้จุดที่เรามาในครั้งแรก
ยังไม่ทันได้ว่ายข้ามก็กินแรงหมดไปเกินครึ่ง พอช่วงตั้งหลักจะว่ายข้ามเท่านั้น ด้วยความแรงของกระแสน้ำที่เราต้องฝืนอีกตอนว่ายข้าม ทำให้หมดแรงตรงกลางแม่น้ำนั่นเอง ดีที่พี่ๆครูคงสังเกตเรามาตลอดว่า ผู้เขียนผอมกะหร่องก่องแก่งเหมือนขี้ยา เพราะตอนนั้นดูดบุหรี่จัดเนื่องจากอากาศที่นั่นหนาวจนพูดเป็นไอ เลยรีบว่ายตรงเข้ามาเอามือคล้องคอผู้เขียน และให้เราเอนตัวลอยตามน้ำแล้วพากลับขึ้นฝั่งได้
ภาพประกอบสร้างจาก ai
พี่ๆตะโกนเรียกด้วยความห่วงใย แต่ตอนนี้ผู้เขียนไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยเพราะหูจมอยู่ใต้น้ำ ซึ่งวิธีช่วยชีวิตแบบนี้ต้องดูคนที่เราจะเข้าไปช่วยด้วยว่า ถ้าเขาตื่นตระหนกมาก จะอันตรายกันทั้งสองฝ่าย ถ้าเขากลัวจนเข้ามากอดจะจมไปด้วยกัน แต่เนื่องจากผู้เขียนว่ายน้ำเป็นจึงไม่ได้ตื่นกลัวจนถึงขนาดนั้น
ช่วงที่เราอยู่สวนหลวง แก๊งเราเคยไปเล่นน้ำไกลกันถึงท่าสี่พระยา เด็กๆอย่าเอาเยี่ยงอย่างนะครับ เล่นกระโดดตรงฝั่งคลองสานกันสนุกสนาน ตกปลาจับปลา สมัยนั้นจะมีปลาแขยงและแขยงแก้ว
ปลาแขยง ถ้าเป็นแขยงแก้วตัวจะสีชมพูอ่อน ขอบคุณภาพจาก kingkarnk288.wordpress.com
คนเขาไม่กินกันเพราะบอกต่อกันมาว่ามันกินขี้(ขออภัยด้วยนะครับสมัยนี้เขากินกันครับ) แต่เวลาจับมันเป็นปลาตระกูล catfish คือมีหนวดเวลาโดนมันยักจะปวดแสบปวดร้อน มีวิธีแก้ที่พิศดารทีเดียวคือ ฉี่รดตรงที่โดนยักครับ แหะๆฉี่เรานะครับ
ช่วงที่เรียน รร วัดสังเวช เริ่มเข้าสู่วัยรุ่น มีเพื่อนสนิทเรียนห้องเดียวกันตอน ม.ศ.2 ชื่อสานิต
ห้อง 2/10 ผู้เขียนคนยืนที่ 2 สานิตคนที่ 9 นับจากซ้าย
เป็นผู้ชายร่างเล็กคล่องแคล่วรูปหล่อ บ้านอยู่ฝั่งโรงเหล้าบางยี่ขัน ผู้เขียนเคยไปเที่ยวบ้านสานิต ข้ามเรือที่ท่าสามพระยา เรือฟรีครับสำหรับพนักงานโรงเหล้าและครอบครัว พอมาช่วงที่ผู้เขียนเข้าช่างศิลป ประมาณปี 2523 ซึ่ง ชศ ก็อยู่ไม่ไกลจากโรงเรียนเดิมคือวัดสังเวช เพื่อนสนิทอีกคนที่วัดสังเวช เขียนจดหมายมาพูดคุยถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ และเล่าให้ฟังว่า
เจอพี่ชายสานิต แจ้งข่าวร้ายว่า สานิตเสียแล้วจากการจมน้ำ ผู้เขียนตกใจแทบช็อค เราเสียใจนะไม่อยากจะเชื่อเลย อยู่กับน้ำแท้ๆต้องข้ามเรือไปกลับ แต่ก็ได้รายละเอียดมาเพียงเท่านี้ ป่านนี้สานิตเพื่อนคงมีความสุขอยู่ในแดนดินอันเป็นอมตะอันไกลโพ้น ไม่หิวไม่เจ็บไม่แก่ ภาพจำของนายคือหนุ่มน้อยหน้าตาดี หวีผมเรียบแปล้ คล่องแคล่วว่องไว พูดเร็วปรื๋อสมบุคลิก นายยังอยู่ในความทรงจำเราเสมอ แม้กาลเวลาจะผ่านมากว่าครึ่งศตวรรษ หรือเลยค่อนชีวิตคน..วันหนึ่ง..ถ้าเราได้พบกัน นายจะยังจำเราตอนแก่ได้ไหมนะ
*ตัวอาคารของโรงแรมสากลเดิม ปัจจุบันได้เปลี่ยนสภาพและถูกพัฒนามาเป็น "อาคารวิทยพัฒนา" ภายในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
**เจริญพรแอ่นเดอะแก๊ง ไว้จะมาต่อภาค 2 ในชื่อว่า เจริญพรซ่อนรัก ติดตามในเร็วๆนี้ครับ
***ความสนุกสนานของเด็กกรุงกับโลกใบที่ 2 ของเขา ทั้งตื่นเต้นผจญภัยไปกับสามล้อส่งข้าวสารฯลฯ กับปั๊ปปี้เลิฟในวันนั้น เร็วๆนี้..เช่นกัน
****ครูอาสาหุ่นขี้ยา สอนศิลปะให้เด็กๆแห่งโรงเรียนหมู่บ้านเด็ก หรือ Summer Hill( แอ๊ดคาราบาว แต่งเพลงชื่อเดียวกันนี้อยู่ในอัลบั้มชุดที่ 3 ของคาราบาว วณิพก ในปี 2526 )ในช่วงวัยรุ่น อายุ 20 ปีที่เกือบมีนิยายรักฉบับ หมาวัดกับดอกฟ้า ไว้จะมาทวนความจำตั้งแต่วันแรกที่เดินเท้าเป็นระยะทางหลายกิโลเข้าไปยังโรงเรียน ยาวๆ
โฆษณา