Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
SENCE9 : นิยายการเงิน การลงทุน
•
ติดตาม
เมื่อวาน เวลา 12:47 • นิยาย เรื่องสั้น
บทกลอนสุดท้ายของผู้ให้กู้ The Last Verse
ศพแรกมีกลอนอยู่ในปาก ศพที่สองมีกลอนอยู่ในกระเป๋าเสื้อ ทุกบทเป็นปริศนาที่ทายถึงตัวเลขในสัญญากู้บ้าน
ตำรวจเชื่อว่าคนร้ายคือลูกหนี้ผู้แค้นธนาคาร
อาจารย์ภาษาไทยวัย 52 ปี กลับพบว่าคำเชื่อมในกลอนไม่ตรงกับนิสัยของผู้ต้องสงสัยเลยสักคำ
เธอจึงต้องไปยังหมู่บ้านร้างที่ผนังทุกหลังถูกพ่นเลข 1.5 ด้วยสีแดง เพื่อตามหาคนที่เขียน
เพราะภาษาไม่เคยโกหก แต่คนที่ใช้มันมักลืมไปว่าตัวเองกำลังพูดอะไรอยู่
บทกลอนสุดท้ายของผู้ให้กู้ The Last Verse
ศพที่ 3 ยังอุ่นอยู่ ตอนที่กระดาษแผ่นนั้นถูกดึงออกมาจากปากของเขา
เวลา 03:17 น. ในบ้านตัวอย่างหลังที่ 9 ของโครงการ "สุขสันต์ วิลล่า" หมู่บ้านจัดสรรที่สร้างไม่เสร็จและถูกทิ้งร้างมา 3 ปี
ผู้จัดการฝ่ายสินเชื่อรายย่อยของธนาคารสยามพัฒน์ นั่งตัวตรงอยู่ที่หัวโต๊ะอาหารพลาสติก ชุดจานชามปลอมถูกวางเรียงรายรอบตัวเขาราวกับกำลังรอแขกมาร่วมมื้อค่ำ
"อาจารย์วรรณพร" อาจารย์สอนภาษาไทยวัย 52 ปี ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติภาษาศาสตร์ ยืนอยู่หน้าประตูบ้านด้วยมือที่เย็นเฉียบ แม้อากาศในคืนนั้นจะอบอ้าวจนเสื้อเปียกหลัง
"อาจารย์ครับ ผมขอโทษที่ต้องปลุก" "พ.ต.ท.ชัยยุทธ" ยื่นถุงหลักฐานใสให้
"ผู้ตายรายที่ 3 และบทกลอนบทที่ 3 ฆาตกรเรียกตัวเองในจดหมายว่า 'ผู้ถอนดอก' ผมไม่มีทางอ่านเรื่องพวกนี้ออก แต่ผมรู้ว่าอาจารย์อ่านออก"
ลูกศิษย์ของเธอ "ภาคิน" นักศึกษาปริญญาโทวัย 24 ปี ที่ใครๆ ในภาควิชาเรียกว่าเด็กอัจฉริยะ เดินตามเข้ามาเงียบๆ ในมือถือสมุดโน้ตเล่มเดิม เขามักเป็นคนแรกที่สังเกตเห็นว่าประโยคไหนในเอกสารมีรอยต่อที่ผิดธรรมชาติ
และคืนนี้ก็เช่นกัน เขาก้มลงมองกระดาษในถุงใสแล้วอ่านออกเสียงเบาๆ
"ข้าคือราคาของคนธรรมดา
ผ่อนบ้านมาสิบปียี่สิบปีไม่รู้หาย
ปีแรกๆ ข้าอ่อนโยนไม่ทำร้าย
ครบ 3 ปีข้าจึงกระโดดขึ้นเต็มตัว
สัญญาเขียนไว้ว่า MRR ลบ 1.5
ผู้ใดไม่อ่านย่อมไม่เห็นว่าข้าน่ากลัว"
อาจารย์วรรณพร รับบทกลอนมาอ่านซ้ำอีก 2 รอบ แล้วจึงพูดช้าๆ ว่า "นี่คือปริศนาคำทายเหมือน 2 บทก่อนหน้า
คำตอบคือ MRR อัตราดอกเบี้ยขั้นต่ำสำหรับลูกค้ารายย่อย คนที่ผ่อนบ้านทั่วไปใช้ตัวนี้เป็นฐานคิดดอกเบี้ยทั้งหมด และผู้ตายคือหัวหน้าฝ่ายที่ดูแลลูกค้ากลุ่มนั้นพอดี"
เธอไม่ต้องเปิดแฟ้มก็จำได้ว่าบทแรกที่พบในปากของผู้ตายรายแรก ซึ่งเป็นผู้อำนวยการฝ่ายสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ คือปริศนาของ MLR อัตราดอกเบี้ยขั้นต่ำสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี
บริษัทมหาชนที่กู้ครั้งละร้อยล้านพันล้านและมีหลักประกันแน่นหนา ธนาคารจึงยอมคิดต่ำที่สุด
ส่วนบทที่ 2 ซึ่งพบในกระเป๋าเสื้อของผู้จัดการฝ่ายวงเงินเบิกเกินบัญชี เป็นปริศนาของ MOR ดอกเบี้ยของวงเงินสำรองยามฉุกเฉินที่ไม่มีกำหนดชำระคืนตายตัว ความเสี่ยงจึงสูงกว่า MLR เล็กน้อย
ฆาตกรเรียงลำดับเหยื่อตามลำดับตัวย่อ 3 ตัว จากราคาขายส่งไปจนถึงราคาขายปลีกของเงิน และคืนนี้เขาไปถึงปลายทางแล้ว
"ตำรวจคิดว่าเป็นลูกหนี้ที่แค้นธนาคาร" ชัยยุทธพูด "คนที่ถูกยึดบ้านหลังโปรโมชั่นหมด ตอนดอกเบี้ยกระโดดขึ้นมาเท่า MRR เต็มๆ แล้วผ่อนไม่ไหว"
"ถ้าอย่างนั้นก็ต้องมีรายชื่อ" อาจารย์วรรณพรว่า
รายชื่อนั้นมีเพียงชื่อเดียวที่โดดเด่นออกมา "สมศักดิ์" อดีตครูช่างวัย 61 ปี เคยซื้อบ้านในโครงการสุขสันต์ วิลล่าตั้งแต่ก่อนมันจะกลายเป็นซากร้าง
เขาถูกยึดบ้านเมื่อ 4 ปีก่อนและหายตัวไปจากทะเบียนราษฎร์ ทิ้งไว้เพียงจดหมายร้องเรียนที่เขียนถึงธนาคาร 11 ฉบับ ลายมือในกลอนปริศนาทั้ง 3 บทตรงกับลายมือในจดหมายเหล่านั้นแทบทุกเส้น
แต่อาจารย์วรรณพร อ่านจดหมาย 11 ฉบับนั้นตลอดทั้งคืน และยิ่งอ่านก็ยิ่งรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดที่
"ภาคิน บอกครูหน่อยว่าเห็นอะไร"
ภาคิน วางจดหมายของสมศักดิ์ไว้ข้างกลอนปริศนาบทที่ 3 วางเรียงกันอย่างระมัดระวัง
"คนเขียนจดหมายร้องเรียนใช้คำเชื่อมแบบคนพูด ครับ ผมก็เลย, แล้วก็, พอดีว่า, เพราะงั้น ทุกประโยคไหลต่อกันเหมือนเขาพูดอยู่ตรงหน้าเรา
แต่กลอนปริศนาใช้ ดังนั้น ฉะนั้น เพราะฉะนั้น...จึง ซึ่งเป็นโครงสร้างเหตุและผลแบบเอกสารกฎหมาย ระดับภาษาของคนสองคนนี้ต่างกันมาก"
"เพราะคนเรามักควบคุมคำนามและคำกริยาของตัวเองได้"
อาจารย์วรรณพร พยักหน้า "เราเปลี่ยนคำศัพท์ได้ เลียนลายมือได้ แต่การใช้คำเชื่อมเป็นนิสัยที่ฝังลึกในสมอง เหมือนจังหวะการหายใจ คนที่โกหกหรือสวมรอยมักล้มเหลวที่จุดนี้ เพราะเขาไม่รู้ว่าตัวเองกำลังใช้มันอยู่"
ภาคินยิ้มบางๆ "งั้นฆาตกรไม่ใช่สมศักดิ์ ใช่ไหมครับ"
"ยัง" เธอตอบ "ครูยังพูดอะไรไม่ได้ ถ้าไม่ได้เจอเขาตัวจริง"
พวกเขาไปที่สุขสันต์ วิลล่าอีกครั้งตอนหัวค่ำของวันถัดมา ยามที่ดูแลประตูโครงการแก่มากจนเดินต้องใช้ไม้เท้า เขาส่ายหน้าเมื่อได้ยินชื่อสมศักดิ์
"อย่าไปหาแกเลยครับ แถวนี้เขาลือกันว่าแกตายไปแล้ว แต่คืนเดือนมืดทีไร มีคนเห็นแสงเทียนเดินวนอยู่ในบ้านตัวอย่าง ได้ยินเสียงพลิกกระดาษดังซ่าๆ ทั้งคืน"
ถนนในโครงการเต็มไปด้วยหญ้าสูงระดับเอว เสาไฟล้มพาดทางเป็นช่วงๆ บ้านแต่ละหลังไม่มีประตูหน้าต่าง มองจากไกลเหมือนกะโหลกเรียงรายอยู่ข้างทาง
ภาคินส่องไฟฉายไปที่ผนังบ้านหลังหนึ่ง มีตัวเลขสเปรย์พ่นไว้ด้วยสีแดง 1.5 และ 1.5 อีกครั้งในบ้านหลังถัดไป ซ้ำไปเรื่อยๆ ทุกหลัง
บ้านตัวอย่างหลังที่ 9 ซึ่งตำรวจเพิ่งปลดเทปกั้นออกเมื่อวานนี้ มีแสงเทียนสั่นไหวอยู่ข้างใน
ชายชราผอมจนแก้มตอบนั่งอยู่บนพื้นปูนท่ามกลางกระดาษที่กองสูงเกือบท่วมเข่า เขาไม่ได้ตกใจเลยเมื่อเห็นพวกเขา เพียงเงยหน้าขึ้นแล้วพูดด้วยน้ำเสียงแหบแห้งว่า "ในที่สุดก็มีคนที่อ่านจดหมายผมจนจบ"
"คุณสมศักดิ์ คุณไม่ได้ฆ่าใครใช่ไหมคะ" อาจารย์วรรณพรถามตรงๆ
"ผมนั่งอยู่ที่นี่ทุกคืนมา 4 ปีแล้วครับ" เขาตอบ "คนที่ถูกฆ่าทั้ง 3 คน...ผมรู้จักทุกคน แล้วก็เป็นพวกเขาเองนั่นแหละที่ส่งของพวกนี้มาให้ผม"
เขาผลักกองกระดาษมาตรงหน้า อาจารย์วรรณพร หยิบแผ่นบนสุดขึ้นมา มันเป็นสำเนาบันทึกภายในของธนาคารสยามพัฒน์ ลงวันที่เมื่อ 5 ปีก่อน
เนื้อหาระบุว่าสัญญาสินเชื่อที่อยู่อาศัยกว่า 1,200 ฉบับ ซึ่งลูกค้าได้รับการอธิบายว่าอัตราดอกเบี้ยหลังพ้นโปรโมชั่นคือ MRR ลบ 1.5% ต่อปี ถูกบันทึกเข้าระบบเป็น MRR เต็มๆ โดยไม่มีส่วนลด ส่วนต่าง 1.5% ที่ถูกเก็บเกินจากลูกค้าธรรมดาเหล่านั้นไหลเข้าบัญชีของธนาคารมาตลอด 3 ปี
"ผู้อำนวยการฝ่ายสินเชื่อใหญ่ส่งมาก่อน" สมศักดิ์พูดต่อ "ผู้จัดการฝ่ายเบิกเกินบัญชีส่งต่อมา คนสุดท้ายเพิ่งส่งมาเมื่อ 2 อาทิตย์ก่อน
เขาบอกผมว่าเตรียมเอกสารจะไปให้การกับธนาคารแห่งประเทศไทยแล้ว ผมถามว่าไม่กลัวหรือ เขาตอบว่ากลัว แต่เขามีลูกสาวอยู่ในโครงการแบบนี้เหมือนกัน"
อาจารย์วรรณพร รู้สึกเหมือนพื้นปูนใต้เท้าเอียงไปด้านหนึ่ง
"ทั้ง 3 คนไม่ใช่เหยื่อของลูกหนี้ที่แค้น" เธอพูดเบาๆ "พวกเขาคือพยาน และมีคนต้องการปิดปากพยานทั้งหมด แล้วจัดฉากให้ดูเหมือนฝีมือของคนเสียบ้านผู้บ้าคลั่ง
กลอนปริศนาที่สอนเรื่อง MLR, MOR และ MRR ไม่ได้มีไว้ขู่ใคร มันมีไว้เบนสายตาของทุกคนไปที่ชายชราคนนี้ แล้วไม่มีใครจะถามว่าทำไมต้องเป็น 3 คนนี้"
ภาคินยืนนิ่งอยู่นานผิดปกติ ก่อนจะพูดว่า "แปลว่าคนเขียนกลอนไม่ได้ต้องการให้ตำรวจจับสมศักดิ์ ต้องการให้ตำรวจเชื่อว่าสมศักดิ์ผิด"
"ใช่" อาจารย์วรรณพร หันมามองเขา "และคนที่ทำเรื่องนี้ได้ ต้องเข้าถึงรายชื่อพยานก่อนที่ใครจะรู้ ต้องรู้จักจดหมาย 11 ฉบับของสมศักดิ์ดีพอจะเลียนลายมือได้ และต้องมีความรู้ภาษาไทยมากพอจะแต่งกลอนปริศนา แต่ยังไม่รู้จักตัวเองดีพอ ว่าตัวเองใช้คำเชื่อมแบบไหน"
คืนนั้นเธอไม่ได้นอน เธอนั่งอ่านบทกลอนทั้ง 3 บทซ้ำแล้วซ้ำอีก จนเริ่มมองเห็นสิ่งที่เคยมองข้าม ทุกบทใช้คำว่า "ฉะนั้น" ตรงกลางบรรทัดที่ 3 เสมอ ทั้งที่คนทั่วไปมักใช้คำนี้ขึ้นต้นประโยค
มันเป็นลักษณะเฉพาะที่เธอเองเคยเน้นย้ำในเอกสารประกอบการสอนวิชานิติภาษาศาสตร์ ซึ่งมีเพียงนักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนกับเธอเท่านั้นที่ได้รับ และเธอเป็นคนเขียนบันทึกข้อนั้นไว้ด้วยปากกาแดงว่า
"สำนวนนี้ใช้ได้เฉพาะในบริบทที่ต้องการอำนาจ"
เช้าวันรุ่งขึ้น ทีมสืบสวนได้รับข่าวว่ามีกลอนบทที่ 4 ส่งมาถึงสถานีตำรวจ เป็นปริศนาที่ไม่ได้ทายถึงตัวย่ออะไรเลย
แต่ทายถึง "ผู้ที่ตั้งราคาของเงินทั้งหมด" ซึ่งทุกคนในห้องตีความตรงกันว่าหมายถึง "คุณปิยะ" ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของธนาคารสยามพัฒน์ คนสุดท้ายที่เหลืออยู่บนยอดของพีระมิด และน่าจะเป็นพยานที่ฆาตกรกำลังจะลงมือต่อไป
อาจารย์วรรณพร ยืนขึ้นกลางห้องประชุมและประกาศด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ว่า "ครูขอทำเรื่องนี้ให้จบภายในคืนนี้ ที่บ้านตัวอย่างหลังที่ 9 เวลา 22:00 น. ครูจะอยู่ที่นั่นคนเดียว ถ้าคุณปิยะจะต้องตายในที่เดียวกับที่ฆาตกรเคยวางเหยื่อรายล่าสุด ครูอยากเป็นคนที่เห็นเขาเดินเข้ามา"
ชัยยุทธค้าน เธอยืนกราน สุดท้ายเขาตกลงให้กำลังพล 4 นายซุ่มอยู่รอบนอกโครงการ
คืนนั้นเธอนั่งอยู่ที่หัวโต๊ะอาหารพลาสติก เทียนเล่มเล็กตั้งอยู่ตรงหน้า ลมพัดเข้าทางหน้าต่างที่ไม่มีบานกระจก เธอได้ยินเสียงหญ้าแห้งเสียดสีกันดังกรอบแกรบอยู่ไกลๆ แล้วเสียงฝีเท้าก็ค่อยๆ ใกล้เข้ามา
ภาคินปรากฏตัวที่ประตูพร้อมไฟฉายในมือ
"อาจารย์ครับ ผมได้ยินว่าอาจารย์มาอยู่คนเดียว ผมเป็นห่วง" เขาพูดอย่างนอบน้อม "ผมคิดว่าเราควรกลับกันก่อน เพราะฉะนั้นถ้าฆาตกรมาจริงๆ อาจารย์จะไม่ปลอดภัย"
อาจารย์วรรณพร ไม่ได้ลุกจากเก้าอี้ "ภาคิน ครูถามอะไรหน่อยได้ไหม ทำไมเธอถึงรู้ว่าต้องเดินอ้อมไปเข้าทางหลังบ้านหลังที่ 9 ทั้งที่ประตูหน้าไม่มีสิ่งกีดขวาง"
เขานิ่งไป เพียงเสี้ยววินาที
"ผมเดินสำรวจรอบบ้านก่อนเข้ามา..."
"ไม่ใช่ ครูสังเกตเห็นว่าเธอไม่เหยียบรอยล้อรถของตำรวจที่จอดหน้าบ้าน เธอเดินอ้อมไปอีกด้านโดยไม่ลังเลเลย เหมือนเดินมาแล้วหลายสิบครั้ง"
เธอวางมือลงบนโต๊ะ "และคำว่า 'เพราะฉะนั้น' ที่เธอเพิ่งพูด เธอเอาไปวางไว้กลางประโยคอีกแล้ว ภาคิน เธอเขียนกลอนทั้ง 4 บทด้วยนิสัยทางภาษาของตัวเอง นิสัยเดียวกับที่ครูสอนเธอเองกับมือ"
เขาไม่ปฏิเสธ ใบหน้าที่เคยอ่อนโยนค่อยๆ เรียบนิ่ง ราวกับมีใครดึงม่านลงมาปิดทับ
"ผมรู้ตัวว่าต้องพลาดที่ไหนสักแห่ง" เขาพูดเบาๆ "ผมแค่คิดว่าจะเป็นที่ปากกาแดงในเอกสารของอาจารย์ ไม่ใช่ที่คำพูดของผม"
"ทำไม" เธอถามเพียงคำเดียว
ภาคินยิ้มเศร้า "อาจารย์เคยถามไหมครับ ว่าทุนการศึกษาเต็มจำนวนที่ผมได้ตลอด 6 ปี มาจากมูลนิธิของใคร"
เธอรู้คำตอบก่อนที่เขาจะพูดจบ
"มูลนิธิธนาคารสยามพัฒน์ คุณปิยะเป็นพ่อบุญธรรมของผม เขาเก็บผมมาจากบ้านเด็กกำพร้าตอนผมอายุ 9 ขวบ ผมเป็นคนเดียวที่เขาไว้ใจให้เข้าไปในห้องทำงาน
ผมเห็นเอกสารพวกนั้นก่อนใครทั้งหมด และเมื่อพยานทั้ง 3 คนเตรียมจะพังทุกอย่างที่เขาสร้างมา ผมก็..." เสียงของเขาสะดุด "ผมไม่อยากให้คนที่เลี้ยงผมมาต้องติดคุก"
"เพราะฉะนั้นเธอจึงฆ่าคน 3 คน" อาจารย์วรรณพรพูดต่อ
"ผมเคยคิดว่ากลอนบทที่ 4 จะทำให้ตำรวจเฝ้าพ่อผมแน่นหนาขึ้น แล้วทุกอย่างก็จะดูเหมือนเป็นฝีมือของลุงสมศักดิ์จนจบ" เขาเอื้อมมือเข้าไปในเสื้อแจ็กเก็ต "แต่อาจารย์ก็เห็นแล้ว ดังนั้นผมคงต้อง..."
เสียงประตูหลังบ้านเปิดดังเอี๊ยด
ลุงสมศักดิ์ยืนอยู่ตรงนั้น หลังของเขาโค้ง ใบหน้าซีดเหมือนคนที่ไม่เห็นแสงตะวันมา 4 ปี ในมือถือสมุดบัญชีเล่มหนาที่ปกขาดวิ่น เบื้องหลังเขาคือไฟฉายของตำรวจ 4 นายที่ส่องเข้ามาพร้อมกัน
"ภาคิน" ชายชราเรียกชื่อเขาด้วยเสียงแหบพร่า "จดหมาย 11 ฉบับของลุง เธออ่านทุกฉบับจนจำได้ ทั้งที่ลุงไม่เคยส่งให้เธอสักฉบับ"
มือของภาคินหยุดค้างอยู่ในเสื้อ อาจารย์วรรณพร ลุกขึ้นช้าๆ หยิบเครื่องบันทึกเสียงเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ใต้โต๊ะออกมากดหยุด ตัวเลขบนหน้าจอแสดงเวลาบันทึก 18 นาที 42 วินาที
ภาคินมองมัน แล้วหัวเราะออกมาอย่างแห้งแล้ง "อาจารย์เคยสอนว่า คนที่พูดความจริงไม่ต้องใช้คำเชื่อมมากนัก เพราะความจริงมันต่อกันของมันเองอยู่แล้ว"
เขาเงยหน้ามองเพดานบ้านตัวอย่างที่ไม่มีแม้แต่ไฟสักดวง "ผมใช้เยอะเกินไปจริงๆ"
ตำรวจเข้ามาควบคุมตัวเขาโดยไม่มีการขัดขืน ขณะที่เขาถูกพาผ่านประตูหลัง ลุงสมศักดิ์ส่งสมุดบัญชีเล่มหนานั้นให้อาจารย์วรรณพร
"ในนี้มีชื่อลูกค้า 1,200 คนที่ถูกเก็บดอกเบี้ยเกิน ครูช่วยทำให้มันไปถึงมือคนที่ควรอ่านทีเถอะ"
เธอรับมันไว้ ลมพัดเทียนบนโต๊ะอาหารดับลงเงียบๆ และในความมืดของบ้านร้างหลังนั้น เธอได้ยินเสียงพลิกกระดาษดังซ่าๆ อีกครั้ง ทั้งที่ไม่มีใครแตะต้องมัน
นักแสดง ใน เรื่อง บทกลอนสุดท้ายของผู้ให้กู้ The Last Verse
อาจารย์วรรณพร (เพศหญิง, อายุ 52 ปี)
อาจารย์สอนภาษาไทยและผู้เชี่ยวชาญด้านนิติภาษาศาสตร์ เป็นคนพูดน้อย ใจเย็น และไม่ด่วนสรุปโดยไม่มีหลักฐาน มีวิธีคิดแบบนักวิชาการที่เชื่อว่าภาษาไม่โกหก เธอเป็นแกนกลางของเรื่อง เพราะเป็นทั้งผู้ไขปริศนาและผู้ที่ต้องเผชิญกับผลของสิ่งที่ตัวเองสอน จุดอ่อนคือความไว้ใจที่มีต่อลูกศิษย์ ซึ่งทำให้เธอมองบางอย่างช้ากว่าที่ควร
ภาคิน (เพศชาย, อายุ 24 ปี)
นักศึกษาปริญญาโท ได้ชื่อว่าเป็นเด็กอัจฉริยะประจำภาควิชา สุภาพ นอบน้อม สังเกตเก่ง และมีสมุดโน้ตเล่มเดิมติดตัวเสมอ เป็นคู่คิดที่ผู้อ่านจะรักตั้งแต่ต้นเรื่อง ความเป็นคนเรียบร้อยของเขาคือสิ่งที่ทำให้ตัวละครนี้มีมิติและน่าจดจำ
พ.ต.ท.ชัยยุทธ (เพศชาย, วัยกลางคน)
นายตำรวจสายสืบสวน ตรงไปตรงมา ยอมรับตรงๆ ว่าอ่านปริศนาภาษาไม่ออก จึงพึ่งพานักวิชาการ เป็นตัวแทนของโลกความเป็นจริงที่ต้องการหลักฐานและกรอบเวลา คอยถ่วงดุลกับความช้าและความละเอียดของอาจารย์
สมศักดิ์ วงศ์ประเสริฐ (เพศชาย, อายุ 61 ปี)
อดีตครูช่างที่ถูกยึดบ้านและหายตัวไปจากทะเบียนราษฎร์ เขียนจดหมายร้องเรียน 11 ฉบับ ผอม เงียบ ใช้ชีวิตอยู่กับกองเอกสารในโครงการร้าง เป็นผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่งที่ผู้อ่านอยากรู้ว่าแท้จริงเป็นใคร
คุณปิยะ (เพศชาย, ผู้สูงอายุ)
ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารสยามพัฒน์ อยู่บนยอดของพีระมิดอำนาจ ปรากฏตัวน้อย แต่มีอิทธิพลต่อทุกเหตุการณ์
ผู้ถอนดอก (ไม่ระบุตัวตน)
ชื่อที่ฆาตกรใช้เรียกตัวเองในจดหมาย ผู้ทิ้งกลอนปริศนาไว้ในปากและกระเป๋าเสื้อของเหยื่อ
เหยื่อทั้ง 3 ราย (เพศชาย)
ผู้อำนวยการฝ่ายสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่, ผู้จัดการฝ่ายวงเงินเบิกเกินบัญชี และผู้จัดการฝ่ายสินเชื่อรายย่อย แต่ละคนเป็นตัวแทนของตัวย่อ MLR, MOR และ MRR ตามลำดับ
นิยาย
นิยายสั้น
บันทึก
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย