Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
SENCE9 : นิยายการเงิน การลงทุน
•
ติดตาม
เมื่อวาน เวลา 05:09 • นิยาย เรื่องสั้น
ม้วนสุดท้ายของโรงหนังศรีวัฒนา THE LAST REEL OF SRI WATTANA
ปี 2049 ทุกบ้านถูกจำนอง ทุกลมหายใจมีดอกเบี้ย และทุกน้ำตาถูกตรวจอารมณ์ "ลลิล" อดีตผู้กำกับที่หมดไฟ ขี่มอเตอร์ไซค์ไปยังโรงหนังเก่าใกล้ล้มละลาย พร้อมกล้องหนึ่งตัวและหนี้ที่กดทับอก
ที่นั่นเธอพบหญิงชราถือลูกคิดไม้ ชายเงียบขรึมประจำห้องฉาย เด็กชายที่ไม่พูดกับใคร และยายที่จำหนังได้ดีกว่าจำชื่อตัวเอง
เธอเพียงอยากถ่ายสารคดีเรื่องเล็กๆ แต่ฟิล์มทุกม้วนกลับซ่อนบางสิ่งที่รอการฉายมานานแสนนาน
ม้วนสุดท้ายของโรงหนังศรีวัฒนา THE LAST REEL OF SRI WATTANA
ตัวเลข 7.25% สว่างขึ้นบนสายรัดข้อมือของ "ลลิล" ตอน 03:15 น. เหมือนมีใครเอานิ้วจิ้มกลางอก
เธอนอนลืมตาอยู่บนเตียงในบ้านหลังเล็กที่ท่าข้าม ฟังเสียงเครื่องปรับอากาศ แล้วหายใจเฮือก
ปี 2049 สายรัดข้อมือไม่ได้บอกแค่เวลา มันบอกว่าเธอเป็นหนี้เท่าไร ดอกเบี้ยเท่าไร และ "แต้มความน่าไว้ใจ" ของเธอเหลืออยู่กี่หลัก
ทุกบ้านในประเทศนี้ถูกจำนองให้ สหธนา กลุ่มธนาคารร่วมที่รับช่วงทำหน้าที่แทนรัฐบาลมาตั้งแต่เธอยังเรียนมัธยม
เมื่อ 3 ปีก่อน เธอเซ็นสัญญากู้ 2,400,000 บาทด้วยดอกเบี้ยโปรโมชั่นต่ำจนเกือบน่าสงสัย
ตอนนี้โปรโมชั่นหมดแล้ว ยอดผ่อนที่เคยเป็น 8,900 บาท กลายเป็น 19,400 บาทในชั่วข้ามคืน เงินก้อนที่จ่ายไปแทบทั้งหมดไม่ได้ลดเงินต้นเลย มันถูกดอกเบี้ยกลืนไปหมด
เธอเคยเป็นผู้กำกับที่สตูดิโอใหญ่ในลอสแอนเจลิส ก่อนที่สตูดิโอนั้นจะถูกสหธนาซื้อไป วันสุดท้ายที่เธอยืนอยู่ในห้องตัดต่อ เจ้าหน้าที่ "สำนักตรวจอารมณ์" สั่งให้ตัดฉากที่แม่คนหนึ่งร้องไห้ข้างเตียงลูกออก
เพราะ "ความเศร้าในระดับนี้ทำให้ผู้ชมไม่อยากกู้เงินซื้อความสุข" ลลิลกดปุ่มบันทึกไฟล์สุดท้ายด้วยมือที่ชา แล้วเดินออกมาโดยไม่หันหลังกลับ หลังจากนั้นเธอก็ไม่ได้ถ่ายอะไรอีกเลยเกือบ 2 ปี
เช้าวันนั้นเธอขี่มอเตอร์ไซค์ไปที่โรงหนังศรีวัฒนา โดยไม่รู้ว่าตัวเองกำลังไปหาอะไร
โรงหนังตั้งอยู่ตรงหัวมุมตลาดเก่า ป้ายไฟเหลือตัวอักษรติดแค่ "ศรี" กับ "นา" ประตูกระจกมีรอยมือเด็กเต็มไปหมด ข้างในมีกลิ่นฝุ่น กลิ่นพรมเก่า และกลิ่นบางอย่างที่เธอจำได้ทันที คือกลิ่นฟิล์มที่ร้อนจากหลอดไฟ
ที่ช่องขายตั๋วมีหญิงสูงวัยผมสั้นเกรียนนั่งอยู่ ใส่แว่นกรอบหนา มือหนึ่งถือลูกคิดไม้ อีกมือจิบกาแฟร้อน
"วันนี้ไม่มีรอบฉายจ้ะ" ป้าแจ่มพูดโดยไม่เงยหน้า "ลุงเพียรบอกว่าเครื่องฉายเสีย"
"หนูไม่ได้มาดูหนัง" ลลิลตอบ "หนูอยากถ่ายหนังเกี่ยวกับที่นี่"
"ป้าแจ่ม" เงยหน้าขึ้นช้าๆ มองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วมองข้อมือที่มีตัวเลข 7.25% เรืองแสงอยู่
"หนูมีเงินทุนไหม"
"ไม่มีค่ะ"
"งั้นก็ดี" ป้าแจ่มยิ้มมุมปาก "ที่นี่ไม่ไว้ใจคนที่มีเงินทุน"
"ลุงเพียร" คือคนที่ดูแลห้องฉาย ชายร่างผอมสูง ผมขาวหวีเรียบ สวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวติดกระดุมถึงคอทุกวัน เขาพูดน้อยจนเหมือนประหยัดเสียงไว้ใช้กับเครื่องฉายมากกว่าคน
เขามองลลิลครู่หนึ่งนานกว่าที่คนแปลกหน้าควรถูกมอง แล้วพยักหน้าแค่ครั้งเดียว ก่อนเดินขึ้นบันไดไปห้องฉายโดยไม่พูดอะไร ที่เก้าอี้แถว F ที่นั่งริมทางเดิน มีม้านั่งเตี้ยๆ ตัวหนึ่งวางไว้เสมอ
ลลิลถามว่าไว้ทำอะไร ป้าแจ่มตอบว่า "ที่ประจำของเด็กคนหนึ่ง" แล้วเปลี่ยนเรื่องทันที
ทีมงานของเธอจึงเกิดขึ้นแบบนั้น ลุงเพียรดูแลแสง ป้าแจ่มเป็นทั้งผู้จัดการกองถ่ายและเจ้าของโปรดักชันแบบไม่เป็นทางการ
"เด็กชายต้น" วัย 13 ซึ่งเป็นหลานชายของแม่ค้าขายลูกชิ้นหน้าโรง รับหน้าที่ถือไมค์บูมที่ทำจากไม้ไผ่กับถุงเท้า เขาเพิ่งสูญเสียแม่ไปเมื่อต้นปี และไม่พูดกับใครมาเกือบ 4 เดือน
ส่วนตัวละครหลักที่ลลิลอยากถ่ายคือ "ยายอิ่ม" หญิงชราที่ความจำค่อยๆ หลุดหายไป แต่ยังจำได้ทุกฉากของหนังเรื่องแรกที่เธอเคยดูในโรงนี้เมื่อ 60 ปีก่อน
กล้องตัวแรกที่ลลิลยกขึ้นถ่ายมือสั่นอย่างน่าอายสำหรับอดีตผู้กำกับมืออาชีพ แต่เมื่อเธอเห็นยายอิ่มนั่งหน้าจอเปล่า ยิ้มแล้วกระซิบว่า "เดี๋ยวพระเอกก็ออกมาแล้วนะ" หัวใจของเธอก็เต้นแรงอีกครั้ง เป็นความรู้สึกที่เธอลืมไปแล้วว่ามีอยู่
ทุกคืนหลังเลิกกอง ต้นจะนั่งดูภาพที่ถ่ายไว้กับเธอ ครั้งหนึ่งเขาเอ่ยประโยคแรกในรอบ 4 เดือนว่า "ยายยิ้มแบบนี้เหมือนแม่เลย" ลลิลไม่ได้ตอบ เธอแค่กดหยุดภาพนั้นไว้ให้เขาดูต่อ
แต่ความอบอุ่นนั้นมีนาฬิกาจับเวลาซ่อนอยู่ สัญญาจำนองของโรงหนังจะครบกำหนดโปรโมชั่นในอีก 74 วัน หลังจากนั้นดอกเบี้ยจะลอยตัวตาม MRR ลบส่วนลด และโรงหนังเล็กๆ ที่มีรายได้วันละไม่กี่ร้อยบาทจะไม่มีทางรอด
คืนหนึ่งขณะนั่งกินข้าวต้มกันหลังเลิกกอง ลลิลเอ่ยถึงตัวเลข 19,400 บาทที่กดทับเธออยู่ ป้าแจ่มวางลูกคิดลงบนโต๊ะ
"มานั่งตรงนี้" ป้าแจ่มพูดเสียงเรียบ "ป้าจะสอนวิชาเดียวที่ทุกคนในประเทศนี้ควรเรียน"
เธอวาดตารางบนกระดาษแข็งหลังโปสเตอร์หนังเก่า แล้วอธิบายอย่างใจเย็นว่าทางออกของคนผ่อนบ้านครบ 3 ปีมี 2 ทาง
ทางแรกคือรีเทนชั่น คือเดินไปเจรจากับธนาคารเดิมเพื่อขอลดดอกเบี้ย ธนาคารมีประวัติของเราครบ เอกสารจึงน้อย ไม่ต้องเสียค่าจดจำนองใหม่ ไม่ต้องเสียค่าประเมินราคาซ้ำ
ข้อเสียคือธนาคารรู้ว่าเราสะดวกจะอยู่ต่อ จึงอาจไม่ให้ดอกเบี้ยต่ำที่สุด
ทางที่ 2 คือรีไฟแนนซ์ คือย้ายหนี้ทั้งก้อนไปธนาคารใหม่ที่ให้ดอกเบี้ยถูกกว่า บางครั้งยังขอกู้เพิ่มได้ ถ้าวงเงินเดิมยังเหลือ แต่ต้องเตรียมเอกสารใหม่หมดเหมือนกู้ครั้งแรก เสียค่าประเมินหลักประกัน ค่าจดจำนองใหม่ 1% ของวงเงินกู้ และอาจมีค่าประกันอัคคีภัยด้วย
"ต้องเริ่มจากรีเทนชั่นก่อนเสมอ" ป้าแจ่มเคาะปลายดินสอ "ไปขอตัวเลขจากธนาคารเดิมมา แล้วเอามาเทียบกับข้อเสนอของธนาคารอื่น คิดส่วนต่างดอกเบี้ยตลอด 3 ปีข้างหน้า แล้วหักค่าใช้จ่ายออก
ถ้าประหยัดได้มากกว่าค่าธรรมเนียมอย่างเห็นได้ชัด ก็ย้าย ถ้าส่วนต่างแค่หยิบมือ ก็อยู่เฉยๆ แล้วต่อรองเอา และอย่าดูแค่ 3 ปีแรกนะ ต้องดูอัตราหลังจากนั้นด้วย เพราะดอกเบี้ยของแต่ละแห่งต่างกันมาก
บางแห่งไปถึง 7 หรือ 8% ส่วนเรื่องเวลา ต้องเริ่มก่อนครบสัญญา 2 ถึง 3 เดือน ไม่งั้นระหว่างรอประเมินราคากับนัดโอนที่สำนักงานที่ดิน เราจะจ่ายดอกเบี้ยแพงฟรีๆ"
ลลิลจดทุกคำลงสมุด เธอไม่เคยรู้เลยว่าตัวเองกำลังจดอะไร จนกระทั่งสัปดาห์ต่อมา เธอเดินเข้าสาขาสหธนาในตัวอำเภอเป็นครั้งแรก
เจ้าหน้าที่ยิ้มสุภาพแล้วเสนอรีเทนชั่นที่ 5.9% เธอไม่รับทันที แต่เดินไปอีก 2 แห่ง จนได้ข้อเสนอรีไฟแนนซ์ที่ 4.1% คำนวณเร็วๆ ส่วนต่าง 1.8% ของ 2,400,000 บาทคือ 43,200 บาทต่อปี ตลอด 3 ปีประหยัดได้ 129,600 บาท หักค่าจดจำนอง 24,000 บาท ค่าประเมิน 4,500 บาท และค่าประกันอีกเล็กน้อย ยังเหลือเงินเกินแสน
เธอยิ้มทั้งน้ำตาในลานจอดรถ นี่เป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปีที่ตัวเลขบนข้อมือกลายเป็นสิ่งที่เธอควบคุมได้
ส่วนโรงหนัง วงเงินกู้มีแค่ 600,000 บาท ส่วนต่างที่ธนาคารอื่นเสนอแค่ 0.3% ค่าจดจำนองจะกินกำไรหมด ป้าแจ่มจึงตัดสินใจเดินเข้าไปต่อรองรีเทนชั่นเอง ด้วยท่าทางของคนที่เดินเข้าห้องนี้มาแล้วเป็นร้อยครั้ง
วันที่ลลิลเริ่มสงสัย คือวันที่เธอไปรื้อตู้เหล็กสนิมเขรอะหลังช่องขายตั๋ว เพื่อหาสำเนาสัญญาเดิมของโรงหนัง ใต้กองใบเสร็จค่าไฟ เธอพบสมุดบันทึกเล่มหนาปกดำ หน้าแรกเขียนด้วยลายมือที่เธอจำได้ว่าเป็นของป้าแจ่ม เต็มไปด้วยสมการที่เธอไม่เข้าใจ และหัวกระดาษพิมพ์ตราสหธนา
ข้างในสุดมีบัตรพนักงานใบหนึ่งหล่นออกมา รูปคือหญิงผมยาว สวมสูทเข้ม ตาเฉียบคม ชื่อแจ่มจันทร์ ตำแหน่งบรรทัดล่างเขียนว่า หัวหน้าทีมออกแบบโครงสร้างดอกเบี้ยลอยตัว รุ่นที่ 1
ลลิลยืนนิ่งอยู่นานจนได้ยินเสียงเก้าอี้ลากข้างหลัง ป้าแจ่มยืนอยู่ที่ประตู ไม่มีรอยยิ้มบนหน้า
"ป้าเป็นคนทำสูตรนั้น" ลลิลพูดเสียงสั่น "สูตรที่ทำให้ยอดผ่อนหนูพุ่งเป็น 2 เท่า สูตรที่ทำให้พ่อแม่ต้นต้องขายบ้าน"
"ใช่จ้ะ" ป้าแจ่มตอบสั้นๆ แล้วนั่งลงบนเก้าอี้ตัวเก่า "ป้าเขียนมันตอนอายุ 34 ตอนนั้นคิดว่าตัวเองฉลาดที่สุดในห้อง ป้าไม่เคยมองเห็นหน้าคนที่อยู่ปลายตัวเลข
จนกระทั่งวันหนึ่งป้ามองเห็นมันทั้งหมดพร้อมกัน แล้วก็ลาออก มานั่งขายตั๋วที่นี่ แล้วสอนทุกคนที่เดินเข้ามาว่าจะรอดจากสูตรของป้าเองได้ยังไง"
ลลิลคว้ากล้องแล้วเดินออกจากโรงหนังโดยไม่พูดอะไรอีก เธอขี่มอเตอร์ไซค์ไปริมคลองนั่งอยู่จนมืด ในใจเธอสับสนกับความโกรธที่ไม่รู้จะลงที่ใคร จนมีเสียงรองเท้าแตะย่ำมาข้างหลัง เป็น ต้น ที่ถือไมค์ไม้ไผ่ติดมือมาด้วย
"พี่ลลิล" เขาพูดเสียงเบา "ผมอัดเสียงไว้ทุกวัน รวมวันที่ป้าแจ่มสอนตารางนั้นด้วย ป้าพูดเรื่องแม่ผมด้วยนะ ตอนที่คิดว่าไม่มีใครฟังอยู่ ป้าบอกว่าป้าไปงานศพแม่ผม แล้วยืนอยู่หลังสุดตลอดงาน"
ลลิลนิ่งไป เธอนึกถึงคำที่ตัวเองเคยพูดตอนเดินออกจากห้องตัดต่อ ว่าหนังไม่ควรถูกใช้เพื่อชั่งน้ำหนักน้ำตาของใคร เธอเข้าใจในที่สุดว่าหนังไม่ได้มีไว้ตัดสินคน แต่มีไว้ให้เรามองเห็นกันและกันให้ชัดขึ้น แม้จะเป็นด้านที่เราไม่อยากมอง
เธอกลับไปโรงหนังในเช้าวันรุ่งขึ้น วางกล้องลงตรงหน้าป้าแจ่มแล้วพูดว่า "ป้าต้องเล่าเรื่องนี้ในหนังด้วย ทั้งหมดเลย ไม่ตัดสักประโยค"
ป้าแจ่มมองเธอนาน แล้วพยักหน้า
หลังจากนั้น การถ่ายทำ กลายเป็นสิ่งที่ลลิลไม่เคยสัมผัสมาก่อน ชาวบ้านทยอยมานั่งในโรงหนังโดยไม่มีใครเชิญ
แม่ค้าลูกชิ้นถือสมุดบัญชีมาถามเรื่องรีไฟแนนซ์ ชายขับสามล้อถือสัญญาเงินกู้มาให้ป้าแจ่มดู ป้าแจ่มสอนทุกคนด้วยน้ำเสียงเดิม
ส่วนกล้องของลลิลบันทึกทุกใบหน้า ทั้งตอนที่ความกังวลคลายลง ตอนที่น้ำตาไหล และตอนที่หัวเราะออกมาเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ยายอิ่มนั่งแถวหน้าเสมอ ถือถุงข้าวเหนียวห่อใบตองที่ลุงเพียรเอามาให้ทุกเช้า
ลลิลเริ่มสังเกตบางอย่างที่เธอไม่เคยเอะใจ ลุงเพียรรู้ว่าเธอไม่กินผักชี รู้ว่าเธอชอบนั่งริมทางเดิน และทุกครั้งที่เธอเดินผ่านห้องฉาย เขาจะหยุดมือจากเครื่องฉายไปครู่หนึ่ง ราวกับกลัวว่าเสียงจะเปลี่ยนจังหวะของเธอ
คืนฉายรอบปฐมทัศน์ ผู้คนแน่นโรงหนังจนต้องนั่งพื้น เจ้าหน้าที่ของสหธนาก็มาด้วย ชายหนุ่มในสูตรสีเทา ถือแท็บเล็ตตรวจใบอนุญาตฉาย เขาประกาศเสียงเรียบว่า "การฉายนี้ไม่ผ่านการตรวจอารมณ์ ขอให้ยุติ" ผู้คนเงียบกริบ ป้าแจ่มลุกขึ้นช้าๆ
"ให้ดูจบก่อนเถอะ" เธอพูด "ถ้าดูจบแล้วคุณยังอยากยุติ ป้าจะเซ็นรับผิดเอง"
เขาลังเล แล้วนั่งลงที่ท้ายแถว
หนังฉายไปตามจังหวะที่ลลิลวางไว้ ยายอิ่ม ต้น ป้าแจ่ม ตารางบนกระดาษแข็ง รอยยิ้มของคนที่ไม่เคยได้ยิ้ม จนถึงม้วนสุดท้าย ซึ่งลลิลไม่ได้ตัดต่อเอง ลุงเพียรขอเป็นคนใส่ฟิล์มม้วนนี้เข้าเครื่องฉายด้วยมือตัวเอง เธอเห็นมือเขาสั่นผิดปกติ
ภาพแรกบนจอคือเด็กหญิงอายุ 7 ขวบ ปั่นจักรยานสีแดงเลียบคลอง ผมเปียสองข้างปลิวตามลม เสียงชายคนหนึ่งในฟิล์มหัวเราะแล้วพูดว่า "ระวังนะลูก ลลิลของพ่อ"
หัวใจของเธอหยุดไปหนึ่งจังหวะ
ภาพตัดต่อเนื่อง วันเกิดอายุ 8 ขวบ ตอนเธอเป่าเทียน วันรับปริญญา ที่ยืนโบกมือกับเพื่อนหน้าสถาบัน วันที่เธอยืนอยู่หน้าสตูดิโอในลอสแอนเจลิสด้วยน้ำตาคลอ ทุกภาพถ่ายจากระยะไกล ทุกภาพสั่นเล็กน้อยเหมือนคนถ่ายกลั้นหายใจอยู่ ตัวอักษรสุดท้ายขึ้นบนจอเป็นลายมือที่เธอจำได้ แม้จะไม่ได้เห็นมา 12 ปี
"พ่อขอโทษที่ไม่ได้อยู่ใกล้ แต่พ่อไม่เคยหายไปไหนเลย"
เธอหันไปมองขึ้นห้องฉาย ลุงเพียรยืนอยู่ในช่องหน้าต่างเล็กๆ ผมขาวสะท้อนแสงจากจอ น้ำตาไหลอาบหน้าโดยไม่พยายามเช็ด
เธอวิ่งขึ้นบันไดทีละ 2 ขั้น ผลักประตูห้องฉายเปิดออก เขายืนนิ่งเหมือนรอคำพิพากษา
"พ่อ" เธอพูดได้แค่คำเดียว
เรื่องที่เกิดขึ้นถูกเล่าในคืนนั้น ตอนที่เธอนั่งบนพื้นห้องฉายกับเขาและป้าแจ่ม หลังคนอื่นกลับไปหมด
เมื่อ 12 ปีก่อน หนี้ของพ่อถูกสหธนาตีตราเป็น "หนี้สูญร้ายแรง" และกฎของประเทศนี้ระบุว่าหนี้ชนิดนั้นตกทอดถึงลูกโดยอัตโนมัติ
เมื่อลูกเป็นผู้ติดต่อใกล้ชิดที่สุด ถ้าพ่อเข้าใกล้ลลิลแม้แต่ครั้งเดียว ชีวิตของเธอจะติดโซ่เส้นเดียวกัน เขาจึงเลือกหายไป
และคนที่ช่วยให้เขาหายไปอย่างสมบูรณ์ คือแจ่มจันทร์ ผู้เคยเขียนสูตรนั้น เธอใช้ความรู้ของคนในลบประวัติเขาออกจากระบบ เปลี่ยนชื่อเป็นเพียร แล้วฝากเขาไว้ที่โรงหนังแห่งนี้ ซึ่งเป็นที่เดียวที่เขาจะได้เห็นลูกสาวโตขึ้นทางจอฟิล์ม ผ่านคนที่ผ่านมาเยี่ยม ผ่านข่าวที่ป้าแจ่มคอยเก็บมาเล่า
"ที่ป้าสอนทุกคนเรื่องตารางนั้น" ป้าแจ่มพูดเสียงแหบ "ก็เพราะป้าอยากทำให้บาปของป้าเป็นประโยชน์ได้สักครั้งหนึ่ง"
ลลิลไม่ได้พูดอะไรเลยอยู่นาน เธอยื่นมือไปจับมือพ่อที่ยังสั่นอยู่ แล้วกุมไว้แน่นเหมือนเด็กที่เพิ่งหาคนที่รักเจอในงานวัด
เช้าวันรุ่งขึ้น ชายหนุ่มสีเทาคนนั้นเดินกลับมาที่โรงหนัง เขาไม่ได้ถือแท็บเล็ต เขาวางมันไว้บนเคาน์เตอร์ แล้วพูดเบาๆ ว่า "ผมขอรอบฉายอีกรอบได้ไหมครับ ผมอยากพาแม่มาดู"
ลลิลมองข้อมือตัวเอง ตัวเลขใหม่หลังรีไฟแนนซ์เสร็จสิ้นแสดงอยู่ที่ 4.1% เธอยิ้ม แล้วเงยหน้าขึ้นมองป้ายไฟหน้าโรง ที่ต้นกับลุงเพียรช่วยกันซ่อมตัวอักษรกลางจนครบทุกตัวแล้ว ศรีวัฒนา ส่องแสงเหลืองอ่อนอยู่กลางตลาดเก่าในยามเช้า
ชีวิตที่มีหนี้คือโซ่ตรวน เธอเพิ่งเรียนรู้ว่าโซ่ทุกเส้นมีข้อต่อ และคนที่ถือกุญแจอาจไม่ใช่ธนาคาร แต่เป็นคนที่ยอมนั่งลงข้างกัน เปิดสมุดบัญชีด้วยกัน แล้วเล่าเรื่องของกันและกันให้ชัดพอที่จะไม่มีใครต้องแบกเอาไว้คนเดียว
นักแสดง ใน เรื่อง ม้วนสุดท้ายของโรงหนังศรีวัฒนา THE LAST REEL OF SRI WATTANA
ลลิล (เพศหญิง, วัย 30 ปลาย)
อดีตผู้กำกับภาพยนตร์จากสตูดิโอใหญ่ในลอสแอนเจลิส เธอหมดไฟหลังถูกบังคับให้ตัดฉากที่มีความเศร้าจริงออกไป เป็นคนละเอียดอ่อน ใจร้อนเมื่อถูกหักหลัง แต่ซื่อสัตย์ต่อความจริงบนจอเสมอ ปมในใจคือความรู้สึกว่าตัวเองหนีมาตลอด ทั้งจากงาน จากบ้าน และจากครอบครัว
ป้าแจ่ม (เพศหญิง, วัย 60 ปลาย)
ผู้จัดการโรงหนัง ผมสั้นเกรียน ใส่แว่นกรอบหนา ถือลูกคิดไม้ติดตัว พูดตรง ใจเย็น มีอารมณ์ขันแห้งๆ เป็นครูที่ไม่ยอมเรียกตัวเองว่าครู ปมในใจคือความผิดที่ตนเคยสร้างสูตรดอกเบี้ยที่ทำร้ายผู้คนนับไม่ถ้วน เธอจึงใช้ชีวิตที่เหลือไถ่บาปด้วยความรู้เดียวกันนั้น
ลุงเพียร (เพศชาย, วัย 65 ปี)
คนดูแลห้องฉาย ผอมสูง ผมขาวหวีเรียบ ติดกระดุมเสื้อถึงคอทุกวัน พูดน้อย แต่สังเกตทุกรายละเอียดของคนรอบตัว ความเงียบของเขาเต็มไปด้วยความรักที่ไม่กล้าเอ่ย
ต้น (เพศชาย, อายุ 13 ปี)
เด็กชายผู้ถือไมค์บูมไม้ไผ่ เพิ่งสูญเสียแม่และเงียบไปเกือบ 4 เดือน ช่างฟัง ช่างสังเกต อัดเสียงทุกวันเพราะเชื่อว่าเสียงที่หายไปควรมีที่ให้อยู่ เขาคือหัวใจเล็กๆ ที่เชื่อมคนทั้งกองเข้าหากัน
ยายอิ่ม (เพศหญิง, วัย 80 ปี)
หญิงชราผู้ความจำเลือนราง แต่จำทุกฉากของหนังเรื่องแรกที่เคยดูในโรงได้แม่นยำ ใจดี ยิ้มง่าย เป็นภาพแทนของความทรงจำที่ภาพยนตร์ช่วยรักษาไว้
ชายหนุ่มชุดสีเทา (เพศชาย, วัย 28 ปี)
เจ้าหน้าที่สำนักตรวจอารมณ์ของสหธนา เขาเป็นตัวแทนของระบบที่เย็นชา แต่ลึกๆ ยังมีหัวใจที่ถูกกดไว้ด้วยหน้าที่
นิยายสั้น
นิยาย
บันทึก
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย