2 พ.ย. เวลา 12:56 • นิยาย เรื่องสั้น

บันทึกบนสันเขาหมอกเงิน The Mortgage of Mount Namrak

"ภัทรพงศ์" ถูกธนาคารปฏิเสธสินเชื่อบ้านมาแล้ว 2 ครั้ง เขาไม่มีเงินเก็บ ไม่มีบ้าน มีเพียงสมุดบันทึกเก่าของคุณตาที่หายสาบสูญบนเขานามรักษ์เมื่อ 41 ปีก่อน
เมื่อได้พบ "ดร.เมธาวี" ผู้ตามหาสมุดเล่มนี้มาตลอดชีวิต ทั้งคู่ก็ต้องปีนขึ้นสู่ยอดเขาที่ติดลบ 8 องศา เพื่อไขรหัสที่ซ่อนอยู่ในตัวเลข
แต่บนเขาลูกนี้ ไม่ใช่ทุกสิ่งที่เห็นจะเป็นอย่างที่คิด
บันทึกบนสันเขาหมอกเงิน The Mortgage of Mount Namrak
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นตอนตี 4 และสิ่งแรกที่ "ภัทรพงศ์" คิดคือ ถ้าธนาคารโทรมาหาเขาตอนนี้ แปลว่าเรื่องไม่ดีแน่
เขาคว้าเครื่องขึ้นมาด้วยมือที่ยังเย็นจากอากาศบนเขา แล้วพบว่าเป็นเพียงนาฬิกาปลุกที่เขาตั้งไว้เอง ข้อความบนจอเขียนว่า "ปีนต่อ ห้ามบ่น"
เขาหัวเราะแห้งๆ ในเต็นท์ที่ลมกระแทกจนผนังผ้าสั่นเป็นจังหวะ ภายนอกมีเสียงรองเท้าบูทเหยียบน้ำแข็งกรอบ และเสียงของผู้หญิงที่เขารู้จักมาได้เพียง 3 วัน แต่รู้สึกเหมือนรู้จักมา 3 ปี
"คุณภัทร ตื่นหรือยังคะ ฉันเจอหน้า 47 แล้ว"
ภัทรพงศ์เปิดซิปเต็นท์ แสงไฟฉายของ "ดร.เมธาวี" สาดเข้ามาก่อนตัวเธอ เธอยืนอยู่ในเสื้อกันหนาวสีเขียวมะกอก ผมมัดหางม้าหลวมๆ แว่นตามีไอน้ำจับ และในมือถือสมุดปกหนังสีน้ำตาลเก่า
ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้คนสองคนที่ไม่รู้จักกันมาก่อน ต้องมาแบกเป้ขึ้นยอดเขานามรักษ์ในหน้าหนาวที่อุณหภูมิติดลบ 8 องศา
สมุดเล่มนั้นเป็นของคุณตาของเขา "ผู้ใหญ่บุญช่วย" เป็นผู้นำทางที่หายไปบนเขาลูกนี้เมื่อ 41 ปีก่อน
เรื่องทั้งหมดเริ่มต้นจากความจำเป็นที่น่าอายที่สุดในชีวิต ภัทรพงศ์อายุ 34 ปี ทำงานบริษัทโฆษณา ฝันอยากมีบ้านหลังเล็กๆ สักหลัง เขาไปยื่นขอสินเชื่อบ้านมาแล้ว 2 ธนาคารและถูกปฏิเสธทั้งคู่
เจ้าหน้าที่คนหนึ่งยิ้มอย่างสุภาพแล้วบอกว่า "บัญชีคุณภัทรเงินเข้าไม่สม่ำเสมอค่ะ ปลายเดือนบางทีเหลือ 200 บาท แถมมีผ่อนรถอีก 2 คัน"
เขาเดินออกมาจากธนาคารพร้อมความรู้สึกเหมือนถูกตรวจสุขภาพแล้วพบว่าป่วยทั้งตัว
คืนนั้นเองที่เขาเปิดลังเก่าของแม่ แล้วเจอสมุดเล่มนี้ซุกอยู่ใต้ผ้าห่ม ในสมุดมีแผนที่เส้นลายมือที่ลากผ่านสันเขา มีตัวเลขแปลกๆ เรียงกันเป็นแถว และมีประโยคหนึ่งที่เขียนด้วยหมึกซีด
"ของที่ฉันฝากไว้ จะซื้อบ้านให้ลูกหลานได้ทั้งตระกูล"
ภัทรพงศ์ไม่ใช่คนเชื่อเรื่องสมบัติ แต่คนที่กำลังจะหมดหวังกับธนาคาร มักจะยอมเชื่ออะไรก็ได้
เขาเอาสมุดไปให้ศาสตราจารย์ด้านภูมิศาสตร์ประวัติศาสตร์ดูที่มหาวิทยาลัย และเธอคือ ดร.เมธาวี ผู้ที่ดูหน้าแรกของสมุดไม่ถึง 10 วินาทีก็เงยหน้าขึ้นมาถามว่า "คุณเอาสิ่งนี้มาจากไหน" ด้วยน้ำเสียงของคนที่เพิ่งเห็นผี
"ฉันตามหาสมุดเล่มนี้มา 12 ปีแล้วค่ะ" เธอเคยบอกเขาแบบนั้น
ตอนนี้เธอนั่งยองอยู่หน้าเต็นท์ นิ้วที่สวมถุงมือไหมพรมชี้ไปที่หน้า 47 "ดูสิคะ ตัวเลขชุดนี้ 7-3-9-1-4 ฉันเคยคิดว่าเป็นพิกัด แต่ไม่ใช่
มันเป็นลำดับของหลักหมุดเหล็กตามเส้นทางเดินป่า ตาของคุณใช้หมุดที่ชาวบ้านตอกไว้เป็นรหัสบอกทาง"
"ผมเคยแปลกใจว่าทำไมคุณตาไม่เขียนบอกตรงๆ"
"เพราะคนที่เขียนกลัวว่าสมุดจะตกอยู่ในมือผิดคน" เมธาวีตอบเสียงเบา "และฉันก็เริ่มคิดว่า คุณตาของคุณไม่ได้หายไปเพราะอุบัติเหตุ"
ลมพัดแรงขึ้น ภัทรพงศ์รู้สึกว่าบางสิ่งในอกเขาบีบแน่น ไม่ใช่เพราะความหนาว แต่เพราะนี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่มีใครพูดถึงคุณตาของเขาอย่างจริงจัง
พวกเขาเดินขึ้นไปพร้อมกันในแสงแรกของวัน ทางชันขึ้นเรื่อยๆ เมธาวีนำหน้าด้วยก้าวสม่ำเสมอ
ส่วนภัทรพงศ์ตามหลังพร้อมเสียงหอบที่เขาพยายามกลั้นไว้ ครึ่งชั่วโมงผ่านไป เธอหยุดรอเขาโดยไม่พูดอะไร เพียงยื่นขวดน้ำอุ่นให้ แล้วเอ่ยว่า
"คุณเดินดีกว่าที่คิดนะ"
"คุณไม่ต้องปลอบก็ได้ครับ"
"ฉันไม่ได้ปลอบ" เธอยิ้มมุมปาก "ฉันบอกข้อเท็จจริง ฉันไม่ชมใครเล่นๆ"
นั่นคือจุดที่เขาเริ่มสังเกตว่า ตัวเองรอฟังประโยคแบบนี้จากเธออยู่ตลอด
ตกบ่ายพวกเขามาถึงหมุดเหล็กตัวแรก ฝังอยู่ที่โคนหินก้อนใหญ่ มีรอยสลักเลข 7 แทบมองไม่เห็น
ภัทรพงศ์ลูบรอยนั้นด้วยปลายนิ้ว รู้สึกถึงบางอย่างที่คุ้นเคยแปลกๆ เหมือนกำลังจับมือใครบางคนที่จากไปนานแล้ว
"เลขถัดไปคือ 3" เมธาวีพลิกสมุด "แต่ในแผนที่เขียนว่า ให้นับก้าวจากหมุดแรก 3 ร้อยก้าวไปทางเงาของยอดเขาแฝด..."
เธอชะงัก "ขอโทษ ฉันหมายถึงทางที่ยอดเขาแฝดทอดแนวไว้ตอนบ่าย"
"คุณอ่านได้เร็วจนผมตามไม่ทันเลย"
"งั้นคุณก็นับก้าว ฉันอ่านแผนที่ เราแบ่งงานกัน"
ประโยคสั้นๆ นั้นกลายเป็นกติกาของพวกเขา เธอถอดรหัส เขาตรวจสอบ เธอคิดเป็นภาพรวม เขาจับรายละเอียด ภัทรพงศ์เคยทำงานกับตัวเลขในใบเสนอราคามาทั้งชีวิต เขาสังเกตว่าระยะห่างระหว่างหมุดแต่ละตัวไม่เท่ากัน และความไม่เท่ากันนั้นมีรูปแบบ
"ดูนี่ครับ ช่วงห่างมันเรียงเป็นอัตราส่วนเดียวกับการแบ่งสัดส่วนของสมุดบัญชีเก่า คุณตาเคยเป็นเหรัญญิกของหมู่บ้านไม่ใช่เหรอครับ เขาอาจใช้วิธีจดบัญชีมาเป็นรหัส"
เมธาวีนิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วดวงตาหลังเลนส์แว่นก็เป็นประกาย "ภัทร คุณรู้ไหมว่าคุณเพิ่งไขสิ่งที่ฉันติดอยู่มา 4 ปี"
"ผมแค่ดูตัวเลขเป็นเพราะโดนธนาคารปฏิเสธมา 2 รอบ" เขาพูดทีเล่นทีจริง "เลยชินกับการจ้องตัวเลขแล้วหาว่าอะไรมันผิดปกติ"
เธอหัวเราะออกมาเต็มเสียง เสียงที่สะท้อนกังวานในหุบเขา และเขาจดจำเสียงนั้นไว้แน่นกว่ารหัสทุกตัว
คืนที่ 4 พวกเขากางเต็นท์บนเนินหินใกล้ผาเปลือย ลมสงบลงอย่างน่าประหลาด เมธาวีจุดตะเกียงเล็กๆ วางกลางวง ทั้งสองนั่งพิงหินคนละฝั่ง แผนที่ถูกกางทับเข่าทั้งคู่
"ฉันเคยบอกคุณหรือยังว่าทำไมฉันถึงตามหาสมุดเล่มนี้" เธอถาม
"คุณบอกว่าเป็นงานวิจัย"
"นั่นเป็นแค่ครึ่งเดียว" เธอมองเปลวไฟ "พ่อของฉันเป็นนักสำรวจคนสุดท้ายที่เห็นผู้ใหญ่บุญช่วยมีชีวิตอยู่ ท่านเล่าให้ฉันฟังก่อนเสีย ว่าคืนสุดท้ายนั้นคุณตาของคุณกำลังจะเอาของบางอย่างลงมาจากเขา แต่เขาถูกตามมา"
"ถูกตาม?" ภัทรพงศ์ขยับตัวตรง
"ใช่ค่ะ มีคนที่รู้เรื่องสมบัติ และคนคนนั้นไม่อยากให้มันถูกเปิดเผย" เธอหยุดครู่หนึ่ง "ฉันไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังมานานแล้ว คุณเป็นคนแรกที่ฉันรู้สึกว่า...ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกหาว่าบ้า"
ภัทรพงศ์ไม่รู้จะตอบอย่างไร เขาจึงทำสิ่งเดียวที่คิดออก คือเลื่อนแก้วชาร้อนของตัวเองไปวางไว้ข้างมือเธอ เธอมองแก้วนั้น แล้วมองเขา แล้วยิ้มแบบที่ทำให้อากาศติดลบ 8 องศารอบตัวเขาอุ่นขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์
"ขอบคุณค่ะ"
เช้าวันที่ 5 พวกเขามาถึงหมุดตัวที่ 5 บริเวณซอกหินที่แคบจนต้องตะแคงตัวเดิน ปลายทางคือผนังถ้ำเล็กๆ ที่มีรอยสลักเป็นรูปมือประทับ และเมื่อภัทรพงศ์วางฝ่ามือลงไปตรงรอยนั้น ผนังหินก็ขยับเบาๆ เผยช่องลับกว้างพอให้มือสอดเข้าไปได้
ข้างในมีกล่องไม้สักใบหนึ่ง
มือของเขาสั่น เขาดึงมันออกมาช้าๆ เมธาวีกลั้นหายใจอยู่ข้างหลัง และเมื่อฝากล่องเปิดออก พวกเขาไม่พบทอง ไม่พบเพชร ไม่พบเหรียญโบราณอย่างที่จินตนาการ
ภายในมีเพียงสมุดบัญชีเล่มบาง ซองจดหมายผูกเชือก และกุญแจดอกเล็กหนึ่งดอก
ภัทรพงศ์เปิดสมุดบัญชีออกดู แล้วหัวเราะออกมาโดยไม่ตั้งใจ
"มันคือสมุดเงินฝากครับ" เขาพูดเสียงสั่น "ของธนาคารออมสินสาขาในเมือง เปิดบัญชีเมื่อ 42 ปีก่อน ฝากทุกเดือนไม่เคยขาด เดือนละ 200 บาท เป็นเวลา 6 ปีเต็ม" เขาเงยหน้า "คุณตาไม่เคยเดินบัญชีสะดุดสักเดือนเลย"
เมธาวีรับซองจดหมายไปคลี่ออกอ่านเบาๆ ในจดหมายคุณตาเขียนถึงหลานที่ยังไม่เกิดว่า สมบัติของตระกูลไม่ใช่ทองคำ แต่คือที่ดินแปลงหนึ่งที่ท่านซื้อไว้ด้วยเงินที่เก็บสะสมอย่างมีวินัย และกลัวว่าคนโลภจะแย่งไป จึงซ่อนโฉนดไว้บนเขาที่มีแต่คนในตระกูลที่ตามรอยท่านได้เท่านั้นจะหาเจอ
"กุญแจดอกนี้ไขตู้นิรภัยที่ธนาคาร" เธออ่านต่อ "และโฉนดอยู่ข้างใน"
ภัทรพงศ์ยืนนิ่ง น้ำตาคลอโดยไม่รู้ตัว เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าการตามหาสิ่งนี้ไม่ได้เป็นเรื่องเงินเลย มันคือการได้พบว่าคุณตาที่เขาไม่เคยเจอ เป็นคนที่เหมือนเขามากกว่าที่คิด
"คุณตาไม่ได้ทิ้งสมบัติ" เขาพึมพำ "ท่านทิ้งบทเรียนไว้ให้ ว่าถ้าอยากมีบ้าน ต้องเริ่มจากวินัย"
"และท่านก็รู้ว่าลูกหลานคงต้องใช้เวลาหลายสิบปีกว่าจะเข้าใจ" เมธาวีตอบ แล้วเอื้อมมือมาแตะแขนเขาเบาๆ เป็นการสัมผัสที่สั้นมาก แต่หนักแน่นพอจะเป็นสัญญา
แต่ว่าก่อนที่เขาจะตอบ เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นที่ปากถ้ำ
ชายร่างสูงในเสื้อกันลมสีเทา อายุราว 60 ปลายๆ ยืนขวางทางออกอยู่ ในมือถือไฟฉายส่องตรงมาที่กล่องไม้ ภัทรพงศ์เบียดตัวเข้าไปบังเมธาวีโดยสัญชาตญาณ
"เก่งมากทั้งสองคน" ชายคนนั้นเอ่ยด้วยเสียงสุภาพอย่างน่ากลัว "ผมตามหาที่ซ่อนนี้มา 40 กว่าปี ขอบคุณที่ช่วยเปิดให้"
เมธาวีเบิกตากว้าง "ศาสตราจารย์ปรีชา?"
เธอรู้จักเขา เขาคืออาจารย์ที่ปรึกษาที่ผลักดันเธอมาตลอด คนที่แนะนำให้เธอตามรอยสมุดเล่มนี้ตั้งแต่แรก
"ตอนที่คุณพ่อของเธอบอกว่าเห็นผู้ใหญ่บุญช่วยคืนสุดท้าย" ปรีชาพูดช้าๆ "ฉันคือคนที่ยืนอยู่ข้างเขา ฉันคือคนที่ตามคุณตาของเธอขึ้นเขาในคืนนั้น" เขายิ้ม "ที่ผ่านมาฉันไม่ได้สอนเธอ ฉันแค่เลี้ยงเธอไว้ใช้ถอดรหัสแทนฉัน"
ภัทรพงศ์รู้สึกใจหาย ทุกอย่างที่เขาคิดว่าเป็นความบังเอิญ กลายเป็นกับดักที่วางไว้ล่วงหน้า
"เอากล่องมา" ปรีชากล่าว "แล้วฉันจะปล่อยให้พวกเธอลงเขาไปอย่างปลอดภัย"
ภัทรพงศ์มองกล่องในมือ แล้วมองเมธาวี และตัดสินใจในพริบตาเดียว เขาส่งกล่องให้ชายคนนั้นโดยไม่ลังเล
ปรีชาชะงักไปเล็กน้อยที่เห็นเขายอมง่ายนัก เขาเปิดฝากล่องออกดู และสีหน้าก็เปลี่ยนทันที
ข้างในมีสมุดบัญชีเล่มบางกับจดหมาย แต่กุญแจหายไป
"กุญแจอยู่ไหน!"
"อยู่ในกระเป๋าเสื้อของผมตั้งแต่ตอนที่ผมวางมือบนผนังหินครับ" ภัทรพงศ์ตอบเรียบๆ "ผมทำงานโฆษณามา 10 ปี รู้ดีว่าของที่มีค่าที่สุด ไม่ควรวางไว้ในที่ที่ทุกคนมองเห็น"
เมธาวีหันมามองเขาด้วยสายตาที่ผสมระหว่างความตกใจและความภูมิใจ ส่วนปรีชาคำรามออกมาแล้วพุ่งเข้าหา แต่พื้นถ้ำที่ลื่นด้วยน้ำแข็งทำให้เขาเสียหลักล้มลงไปกองกับพื้น ก่อนที่เสียงนกหวีดจากภายนอกจะดังขึ้นหลายระลอก
"ตำรวจป่าไม้ค่ะ" เมธาวีกระซิบ "ฉันส่งพิกัดให้เจ้าหน้าที่ตั้งแต่เมื่อคืน ตอนที่คุณหลับ"
ภัทรพงศ์อ้าปากค้าง "คุณรู้ล่วงหน้าหรือครับ"
"ฉันสงสัยตั้งแต่ศาสตราจารย์ถามว่าเราเดินถึงหมุดไหนแล้ว ในจดหมายที่เขาส่งมาเมื่อ 3 วันก่อน" เธอยิ้มเหนื่อยๆ "ฉันเลยเตรียมทางหนีทีไล่ไว้ แต่ไม่คิดว่าคุณจะช่วยเล่นละครได้เนียนขนาดนี้"
3 เดือนต่อมา ภัทรพงศ์ยืนอยู่หน้าบ้านหลังเล็กบนที่ดินที่คุณตาทิ้งไว้ ไม่ต้องกู้ธนาคารสักบาท โฉนดที่อยู่ในตู้นิรภัยทำให้เขามีที่ดินเป็นของตัวเอง ส่วนเงินในสมุดบัญชีเก่า แม้จะมีมูลค่าไม่มากนัก แต่เขาเก็บมันไว้เป็นของขลัง
เมธาวีเดินมาพร้อมถาดชาร้อน 2 แก้ว
"ผมคิดอยู่ว่า" เขาพูดขณะรับแก้ว "ผมกำลังจะสร้างบ้านบนที่ดินของคุณตา แต่ผมยังต้องกู้เงินก่อสร้างอีกนิดหน่อย"
"แล้วธนาคารจะอนุมัติไหมคะ"
"คราวนี้ผมเดินบัญชีสม่ำเสมอมา 3 เดือนแล้ว ปิดหนี้รถไปคันหนึ่ง และมีรายได้เสริมจากการเขียนหนังสือเรื่องการตามหาสมบัติ" เขายิ้ม "ผมว่าผ่านครับ"
เมธาวีหัวเราะ แล้วนั่งลงข้างเขาบนขั้นบันได มองดูหมอกที่ลอยอยู่เหนือยอดเขานามรักษ์ในระยะไกล
"ภัทร ตอนที่เราตามหาสมบัติ คุณเคยคิดไหมว่าสิ่งที่ได้จะเป็นแบบนี้"
"ไม่เคยเลยครับ" เขาตอบตามตรง "ผมคิดว่าจะได้เงินก้อนใหญ่ แต่สิ่งที่ได้จริงๆ คือคนที่ฉลาดพอจะอ่านใจผมออก และใจดีพอจะไม่หัวเราะตอนที่ผมหอบแฮกๆ ขึ้นเขา"
"ฉันหัวเราะนะ" เธอแย้ง "แค่หัวเราะในใจ"
เขาหันไปมองเธอ ท่ามกลางแสงเย็นที่สาดผ่านต้นสน ไม่มีคำสัญญายิ่งใหญ่ ไม่มีสัมผัสใดมากกว่าไหล่ที่เคียงชิดกันบนขั้นบันได และแก้วชาที่ส่งต่อให้กันอย่างเงียบงัน
แต่ภัทรพงศ์รู้แน่แล้วว่า เขาไม่ได้ปีนเขาเพื่อหาสมบัติ เขาปีนเพื่อพบกับผู้หญิงคนหนึ่งที่จะอยู่เคียงข้างเขาไปทุกยอดเขาที่เหลือในชีวิต
นักแสดง ใน เรื่อง บันทึกบนสันเขาหมอกเงิน The Mortgage of Mount Namrak
ภัทรพงศ์ (เพศชาย, อายุ 34 ปี) พนักงานบริษัทโฆษณา ถูกธนาคารปฏิเสธสินเชื่อบ้านมาแล้ว 2 ครั้ง เป็นคนตลกร้ายแบบกลบเกลื่อนความเจ็บปวด มีจุดแข็งคือสายตาแหลมคมเรื่องตัวเลขและรายละเอียด ซึ่งเกิดจากการจ้องบัญชีของตัวเองมานาน เขาร่างกายไม่แข็งแรงนัก แต่ดื้อและไม่ยอมแพ้ เบื้องลึกคือคนที่โหยหารากเหง้าของตัวเอง
ดร.เมธาวี (เพศหญิง, วัย 30 ปลายๆ) อาจารย์ด้านภูมิศาสตร์ประวัติศาสตร์ สุขุม ตรงไปตรงมา พูดน้อยแต่ทุกคำมีน้ำหนัก ไม่ชมใครเล่นๆ ตามหาสมุดเล่มนี้มา 12 ปีด้วยเหตุผลส่วนตัวที่ซ่อนไว้ลึก เก่งการอ่านภาพรวมและแผนที่ เหนื่อยกับการต้องไว้ใจใครเพียงลำพัง
ผู้ใหญ่บุญช่วย (เพศชาย, คุณตาของภัทรพงศ์) อดีตผู้นำทางและเหรัญญิกหมู่บ้าน ผู้หายสาบสูญบนเขานามรักษ์เมื่อ 41 ปีก่อน ปรากฏตัวผ่านสมุดบันทึกและลายมือเท่านั้น เป็นคนมีวินัย รอบคอบ และรักลูกหลานแบบที่ไม่ต้องพูดออกมา
ศาสตราจารย์ปรีชา (เพศชาย, วัย 60 ปลายๆ) อาจารย์ที่ปรึกษาของเมธาวี ภายนอกอบอุ่น สุภาพ น่าเคารพ เป็นผู้ผลักดันงานวิจัยของเธอมาตลอด
พ่อของเมธาวี (เพศชาย, ถึงแก่กรรมแล้ว) นักสำรวจผู้เป็นต้นทางของเรื่องเล่าลึกลับ ปรากฏผ่านคำบอกเล่าของลูกสาว

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา