มีบัญชีอยู่แล้ว?
ปรัชญา "ประจักษ์นิยม" & "เหตุผลนิยม"
ปรัชญาที่ดูเหมือนคล้ายและไปด้วยกันได้เป็นแนวคิดสองสายที่ทีอิทธิพลกับโลกตั้งแต่อดีตกาลมาถึงปัจุบัน
Rationalism และ Empiricism
ปรัชญา"เหตุผลนิยม" เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า "Rationalism"
ส่วนพวกที่ยืนอยู่ตรงกันข้าม คือแนวคิดแบบ "ประจักษ์นิยม" คำฝรั่งเรียก "Empiricism"
แนวคิดทางทั้งสองนี้ เป็นที่มาของศาสตร์ ที่สำคัญคือ "คณิตศาสตร์" กับ"วิทยาศาสตร์"
คณิตศาตร์นั้นจะรวมเอา ตรรกศาสตร์ซึ่งในวงการปรัชญาถือว่าเป็นศาสตร์เดียวกัน เข้าไปด้วย
แนวคิดแบบ Empiricism เริ่มต้นด้วยการบอกว่า เครื่องมือในการแสวงหาความรู้ คือ อายตนะห้าประการ มีตา หู จมูกฯ...เป็นต้น
"เมื่อธรรมชาติให้เรามาแค่นี้ เราควรพอใจมั้ย"
ถ้าไม่พอใจในสิ่งที่เขาให้มา แล้วเราจะไปฟ้องใคร?
นักปรัชญาชื่อ จอห์น ล็อก (John Locke) บอกว่า สีกลิ่นรสเป็นต้น เป็นคุณสมบัติของสิ่งต่างๆที่ปรากฎแก่การรับรู้ของเรา
จอห์น ล็อก (John Locke)
สมมุติว่าคนสามคน เห็นพระเดินบิณฑบาตมา ในวันที่มีอากาศปลอดโปร่ง แสงแดดส่องอำไพ ให้คนสามคนดูว่า จีวรพระสีอะไร
ทุกคนจะตอบตรงกันว่า "สีส้ม" ดูเหมือนว่าทุกคนจะตอบสีเดียวกัน (เว้นไว้แต่จะห่มสีอื่นเช่น สีแดง สีกลัก ,ราชนิยมฯลฯ)
ล็อกบอกว่า เราไม่มีทางรู้เลย เพราะตาของคนสามคนนั้นเป็นตาตนละคู่ แม้จะเชื่อว่าธรรมชาติน่าจะให้คุณภาพดวงตาแก่ทุกคนมาเหมือนกัน แต่นั่นก็เป็นความเชื่อ...
คุณภาพดวงตาของชายสามคนนี้ อาจเหมือนหรือไม่เหมือนกัน สีจีวรพระ ที่เห็นผ่านลูกตาพวกเขา ก็ไม่แน่ว่าจะเป็นสีเดียวกัน
เครดิตภาพ: https://www.naewna.com
ตาของแมวก็อย่างหนึ่ง แมลงวันก็อย่างหนึ่ง ของหนูก็อย่างหนึ่ง ของกบก็อีกอย่าง แปลว่าสัตว์เหล่านี้มองเห็นสีจีวรพระไม่เหมือนกัน
จึงไม่แปลกใจ ว่าควายกลางทุ่งนา ไม่รู้มีปัญหาอะไร เห็นพระเดินลัดทุ่งบิณฑบาต มันจึงมักไล่ขวิด ใครเคยบวชอยู่บ้านนอกจะเข้าใจเรื่องนี้ดี
เพราะสีส้มที่เห็นไม่ได้มีปัญหาอะไรกับตามนุษย์ แต่ควายมันคงรู้สึกว่า"แ_'_ง สีบาดตากูฉิบหาย" มันจึงไล่ขวิดไงครับ
1
เครดิตภาพ: http://www.freeboard4you.com
ปรัชญาประจักษ์นิยม(Empiricism) บอกว่า เรื่องเสียง กลิ่น รส สัมผัสอ่อนแข็งก็ทำนองเดียวกัน ปรากฎแค่ทางอายตนะเท่านั้น อย่าคิดเกินไปกว่านั้นเพราะเราไม่มีทางรู้อะไรเลย
ให้สัตว์10 สายพันธ์มามอง ก็จะเห็นคนละอย่าง ดอกกุหลาบสีแดง มองตอนเช้าก็สีหนึ่ง มองค่ำก็อีกสี ตามสภาพแสง เอาไปดูบนดวงจันทร์หรือดาวอังคารที่ชั้นบรรยากาศไม่เหมือนกันกับเรา แสงอาทิตย์จึงเป็นคนละสีกับที่เราเห็นบนโลก
นักปรัชญาที่เพียรพยายาม หาจริงที่ว่า ต้อง"รู้ชัด" "รู้จริง"แบบเถียงไม่ได้เลย" จึงไม่ชอบการรู้เท่าที่ธรรมชาติอนุญาตอย่างมีเงื่อนไขกำกับ
พวกกรีกเป็นพวกชอบคิด เห็นว่าความรู้ที่มาจากการใช้อายตนะก็งั้นๆ ไม่ยั่งยืน เป็นเพียง"ข้อเท็จจริง" ยังไม่ถึงขั้น"สัจจะธรรม"
คนอย่าง โสเครตีส (Socrates) เพลโต(Plato) อริสโตเติล(Aristotle) เหล่านี้เป็นคนฉลาดมากมาย แต่ไม่ให้ความสนใจสร้างระบบปรัชญาโดยใช้ประสาทสัมผัส จะมีบ้างสำหรับอริสโตเติล ที่คนยกย่องพี่แกว่าเป็นบิดาของวิทยาศาสตร์ตะวันตก
แต่ก็ไม่มากเท่ากับกาลิเลโอ (Galileo Galilei) ผู้ที่ชัดเจนเรื่องการใช้อายตนะหรือประสาทสัมผัสในการหาความรู้
กาลิเลโอ กาลิเลอี (Galileo Galilei)
ความรู้ในระดับสัจธรรมที่ว่านี้ ต้องใช้อย่างอื่นที่ไม่ใช่ประสาทสัมผัสในตัวคน
พวกกรีกเชื่อว่า นอกจากอายตนะทั้งห้า ธรรมชาตินังได้บรรจุเครื่องวิเศษแผนกหนึ่งเคียงคู่อายตนะให้เราได้ใช้สอย นั่นคือ "เหตุผล" หรือ"ปัญญา"
ความรู้ที่ถูกเสนอโดยอายตนะ จะมีสถานะเป็น"วิทยาศาสตร์"
ยกตัวอย่างเช่น "น้ำ" เขียนสูตรได้ว่า "H₂O " (เอช ทู โอ) เขาเชื่อของเขาว่า หลายล้านปีก่อน น้ำก็มีสภาพโครงสร้างเคมีอย่านี้ อีกล้านปีก็จะเป็นเช่นนี้ ไม่ใช่เฉพาะโลกเรา ที่ไหนๆก็จะแบบนี้
เดวิด ฮูม(David Hume) นักปรัชญาประจักษ์นิยมอีกคน บอกว่าใจเย็นพวก!
ใครจะยืนยันได้อย่างสิ้นวิมุติกังขาว่า "พรุ่งนี้เราจะเห็นพระอาทิตย์อยู่ทางทิศเดิม"
ไม่มีใครยืนยันได้หรอกครับ เราเพียงแต่เชื่อว่า พรุ่งนี้น่าจะเป็นอย่างที่เคยเป็นเท่านั้นแหละ แล้วจะรับประกันได้ยังไงว่า พรุ่งนี้ น้ำจะยังเป็น H₂O ดังเดิม
เดวิด ฮูม(David Hume)
ของต่ำๆใช้ตาดูหูฟังก็ได้ แต่ของสูงๆหรือลึกซึ้ง ต้องใช้ความคิด
ความรู้ใดที่ยังอิงอยู่กับความเชื่อ หรือความคาดหวัง ความรู้จึงต้องมีสถานะสูงกว่านั้น คือไม่มีทางไม่มีช่องสงสัยให้ได้
อาร์คีมีดิส (Archimedes) นักคณิตศาสตร์ชาวกรีก ผู้ประกาศตนเองสามารถเข้าถึงความรู้ที่เป็นระดับสัจธรรม คือสูงกว่าความรู้อันได้มาจากอายตนะ ซึ่งในกรีกสมัยนั้นเขาเรียกว่า "คณิตศาสตร์"บ้าง "ตรรกศาสตร์"บ้าง
อาร์คีมีดิส (Archimedes)
คนกรีก(ยุคนั้น)เขาก็กินข้าว แล้วก็ไม่ได้ขี้ออกมาเป็นทองอะไรหรอกครับ เพียงแต่เชาเป็นคนช่างคิด ช่างสังเกตุ นำเข้าวิชาวัดพื้นที่ของคนอียิปต์ก่อนหน้านั้นมาใช้ในดินแดนกรีก เพื่อมาคำนวน ก่อสร้างพื้นที่ เรียกกันในสมัยนั้นว่า วิชา"เรขาคณิต"
ดูอย่างปีรามิด ที่เห็นนั่น ถ้าการคำนวนทางวิชาการไม่แน่น สร้างไม่ได้หรอกครับ
1
ในเมื่อศาสตร์การวัดพื้นที่และคำนวน ตกมาถึงชาวกรีกที่กำลังคิดหา ความรู้ที่เป็น"สัจจะธรรม"
มันน่าทึ่งมั้ยล่ะ สามเหลี่ยมทุกรูปที่เราสร้างขึ้น วัดมุมภายในรวมกันได้ 180 องศาเสมอ วงกลมและรูปทรงเรขาคณิตอื่นๆก็แฝงความเที่ยงแท้ในตัวเองอย่างน่าประหลาดใจ
เครดิตภาพ: https://vpchothuegoldenking.com/
คำนวนก่อน สร้างทีหลัง คำนวนถูกก็สร้างถูกไปด้วย
สถานะสิ่งที่คำนวนนั้นจึงมีสภาพเป็น"ของจริง"ในโลกกายภาพ คิดไปคิดมาจึงเกิด "ซาโตริ" (ศัพท์ทางพุทธนิกายเซน)หรือ "อ๋อ"กรูร้แล้ว...
เพราะมันมีความจริงอีกระดับเกินกว่าอายตนะของเราที่จะมองเห็น จำคนชื่อ ยุคลิด (Euclid)กันได้มั้ยครับเขาเป็นนักคณิตศาสตร์กรีกอีกท่านหนึ่ง ผมเชื่อว่าหลายคนต้องจำได้
1
เรขาคณิตของ "ยุคลิด" เป็นวิธีพิสูจน์ด้วย"ปัญญา" หรือ"เหตุผล"ล้วนๆว่า พฤติกรรมของ รูปทรงเรขาคณิตคงเส้นคงวาเสมอ ในแบบที่กฎเกณฑ์ในโลกนามธรรมบังคับ
ยุคลิด (Euclid) บิดาแห่งวงการเรขาคณิต
นี่คือความรู้แบบที่รู้แล้วสิ้นสงสัย หลักคณิตศาสตร์บอกเราว่า 1+1=2หรือ 2+2=4นั้น มันจริงมาเมื่อหมื่นปีมาแล้ว เวลานี้ก็ยังจริงอยู่อย่างนั้น ส่วนใครจะพิสดารบอกว่า1+1=11 2+2=22 อันนี้ไม่เถียงด้วย
นี่คือความรู้ที่แท้จริงในทัศนะของนักปรัชญากรีก เป็นสัจธรรมที่เถียงไม่ได้ อยู่เบื่องหลังโลกของกายภาพ หรืออาจนำเสนอในแนวคิดจิตนิยมของเพลโต(Plato) ที่ผมเคยเขียนโพสต์ไว้ในBlockditแล้ว 4part คงพอจะเสริมประเด็นนี้ได้บ้างสักนิด... เดี๋ยวแปะลิ้งค์ให้ท้ายบทความครับ
ปราชญ์ที่เห็นธรรมแล้ว จะเข้าใจโลก ว่าความรู้แบบอายตนะเป็นความรู้ เช่นปวดหัวต้องกินยาชนิดนั้นชนิดนี้ถึงจะหาย แต่ไม่แน่ว่า อีกร้อยปีข้างหน้าอาจจะใช้ไม่ได้ผล
เช่นสมัยหนึ่งวิทยาศาสตร์บอกว่า น้ำมันหมูไม่ดี เราก็แห่กันกินน้ำมันพืช ตอนนี้ผลวิจัยใหม่บอกดีซะงั้น เราก็กลับมาใช้น้ำมันหมูประกอบอาหาร ดื่มกาแฟไม่ดีนะ ทำลายสุขภาพ ปัจจุบันร้านกาแฟเต็มบ้านเต็มเมือง บอกสรรพคุณนู่นี่นั่น โปรโมทกินกันจน ตาแข็ง ยายเดือดร้อน...
กินไข่เยอะไม่ดี คอลเรสเตอรอลสูง วันนี้เชียร์ วันละเจ็ดฟองไปเลยเฮียถ้าไหว!! อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อนะครับ กินกันเอาพอดีๆ เวลาผ่านไปอีก พูดอีกที แ_'_งเปลี่ยนอีกก็ไม่แน่...
ความรู้แบบคณิตศาสตร์และตรรกศาสตร์นี้นอยู่ยงคงกระพัน เพราะเป็นธรรมขั้นสูง
นักปรัชญาที่เชื่อในอำนาจของปัญญา เราเรียกว่า เหตุผลนิยม (Rationalism) ส่วนที่ศรัทธาในการพิสูจน์ทางอายตนะ เราเรียกว่าประจักษ์นิยม (Empiricism) ดังที่พรรนามานั่นเอง
คณิตศาสตร์นั้นเป็นผลผลิตโดยตรงมาจากปรัชญาแนว "เหตุผลนิยม" ในขณะที่วิทยาศาสตร์เป็นผลผลิตของปรัชญาสาย "ประจักษ์นิยม" การมีอยู่ของศาสตร์ทั้งสองแขนงนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะเป็นเสาหลักแห่งความก้าวหน้าทางอารยะธรรมมนุษย์ และในทางปรัชญาจะดูเหมือนตั้งคำถามว่า สามารถแยกออกจากกันได้หรือไม่
อิมมานูเอล ค้านท์ (Immanuel Kant)
ซึ่งแนวโน้มส่วนใหญ่เห็นว่าเป็นศาสตร์คนละแนว มีจุดเด่นจุดด้อยคนละอย่าง แต่นักปรัชญาอย่าง อิมมานูเอล ค้านท์ (Immanuel Kant) เสนอความคิดว่า สองศาสตร์นี้รวมกันได้สบายอยู่แล้ว ซึ่งอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein)แย้งเรื่องนี้หัวชนฝา เรื่องนี้มีรายละเอียดพอสมควร ซึ่งผมก็ไม่ประสงค์จะอธิบายรายละเอียดมากกว่านี้เนื่องจากไม่มีจุดประสงค์วิเคราะห์ปรัชญา"ประจักษ์นิยม" และ"เหตุผลนิยม"อย่างละเอียดละออ เอามารีวิวกันให้ พอเป็นกระษัยก็พอ เอาไว้เขียนบทความในblockditได้สักระยะ จะรวบรวมสกัดเนื้อหาเป็นรูปเล่มหรือเป็นPaperให้ดาวน์โหลดกัน
วิทยาศาสตร์ให้คำตอบในทางอายตนะ คือประสาทสัมผัส และในบางแง่ใช้สมมุติฐาน ที่เป็นเหตุผล ที่เราให้เครดิตว่าเป็น"ทฤษฎี" โดยให้ความสนใจ ว่า"ทำไม"
ส่วนวิทยาศาสตร์ที่เป็น"กฎ" สนใจว่า"อย่างไร"
เมื่อมีคนตั้งสมมุติฐานและพิสูจน์แนวคิดหักล้างของเดิมได้ ก็อาจจะไม่ได้รับการยอมรับทันทีเหมือนอย่างสมัยที่ไอแซก นิวตัน (Isaac Newton)เป็นขาใหญ่ของวงการวิทยาศาสตร์ แนวคิดและทฤษฎีของ ไอน์สไตน์ (Albert Einstein)ยังไม่เฉิดฉายเท่าไหร่ เพราะติดอยู่หลักการเดิม กลายเป็นว่าเจ้าทิฎฐิที่เหนียวแน่นบางทีอาจจะไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดาแบบเรา แต่กลับเป็นคนในวงการวิชาการซะเอง
ทั้งนี้วิทยาศาสตร์ก็เป็น ความรู้ที่เปลี่ยนแปลงได้เสมอ.. มีสถานะไม่ต่างจากอภิปรัชญาและคำสอนทางศาสนา
อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein)
บางทีในแง่หนึ่ง คำสอนในศาสนาสานะจะนิ่งกว่าและบุคลากรศาสนาควรต้องอธิบายเชิงเหตุผล ไม่ใช่ความเชื่อ แต่เป็นความรู้ ที่ปฏิเสธได้ยากเหมือนคณิตศาสาตร์ เช่น 1+1=2, 2+2=4 อย่างที่คนทั้งโลกเข้าใจตรงกัน เพราะถ้าคำสอนในศาสนานั้นเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา คงจะไม่เข้าท่า หมดความศักดิ์สิทธิ์ในตัวเอง.
ในแง่หนึ่ง ถ้าแนวคิดที่บอกว่าตายแล้วสูญ ก็สะท้อนอะไรบางอย่าง ถ้าหากคนหนึ่งทำบุญ ทำดี ตั้งใจทำงาน ดูแลครอบครัวทั้งชีวิตมีแต่สร้างประโยชน์ให้ตนเองและสังคม ส่วนอีกคนทำตรงกันข้ามทั้งหมด ผิดศีล ฉ้อโกง ทำร้ายเพื่อนมนุษย์ แต่ท้ายที่สุดทั้งสองคนนี้ มีจุดจบที่เหมือนกันคือ ว่างปล่าว ทุกอย่างจบมืดสนิท เป็นขันธ์5เท่ากัน แนวคิดระบบนี้ยุติธรรมหรือไม่?
ปรากฎการที่ชวนให้ตั้งคำถาม กับคำว่า นี่เป็นสิ่ง"อจินไตย" หรือ"จะเชื่อตอนเป็น หรือจะไปเห็นตอนตาย" ที่มักจะถูกตัดบทบ่อยๆเวลาสนทนาธรรมกับพระสงฆ์ ถ้าไม่ปฏิบัติกรรมฐานวิปัสสนาตามแนวทางสำนักนั้นเซตไว้ให้ อาจจะเป็นวิธีพูดที่ดูคลุมเครือสำหรับชาวบ้านร้านตลาดตาดำๆทั่วไป
แต่เราสามารถใช้เหตุผล ให้รู้แจ้งทางปัญญาได้โดยวิธีคิดทางปรัชญา...
แหล่งอ้างอิง
1. ศ.ดร. สมภาร พรมทา, แก่นเดิมของพุทธปรัชญา, พุทธปรัชญากับญาณวิทยา.
2. ศ.ดร. จำนง ทองประเสริฐ, ปรัชญาประยุกต์.
3. ศ.ดร. กีรติ บุญเจือ, แก่นปรัชญาปัจจุบัน.
4. ศ.ดร. วิทย์ วิศทเวทย์, ปรัชญาทั่วไป : มนุษย์ โลก และความหมายของชีวิต.
-วิรุฬหก-

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
    Su in Sweden
    เป็นอะไรที่เข้าใจค่อนข้างยากค่ะ หรือเราโง่ก็ไม่รู้ กำลังเรียนเรื่องนี้เลยค่ะ แต่เรียนเป็นภาษาสวีดิช ร้องไห้หนักมากค่ะ เพราะค่อนข้างยากสำหรับเรา
    • กำลังนิยมในบล็อกดิต
      วิธีสร้าง Passive Income ด้วยการเขียนบทความลง Blockdit สำหรับใครหลายคนที่กำลังเริ่มต้นทำอาชีพ คอนเทนต์ครีเอเตอร์ หนึ่งสิ่งที่ยากที่สุดในตอนแรก คงจะเป็นการหารายได้จากการทำอาชีพนี้
      SC Asset คว้าโอกาสจาก Cryptocurrency จับมือ Zipmex แพลตฟอร์มสินทรัพย์ดิจิทัลชั้นนำของประเทศและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซื้อบ้าน คอนโดผ่าน 5 สกุลเงินดิจิทัล พร้อมมีโรดแมพออก Morning Coin, ICO, และ NFT ในอนาคต นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ปัจจุบัน market cap ของคริปโตฯ มีมูลค่ามากกว่า 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเติบโตจากปี 2562 ถึง 10 เท่า และเติบโตควบคู่ไปกับจำนวนผู้ใช้คริปโตฯ โดยที่ต้นปี 2564 มีจำนวนผู้ใช้มากกว่า 100 ล้านคน เพิ่มจากเดิม 35 ล้านคนในเวลา 2 ปี
      ด่วน! เหรียญ KUB และ JFIN ร่วงตกหน้าผา นักลงทุนเทขายล็อกกำไร หลังพุ่งทำ All Time High แบบไม่หยุด ช่วงเวลานี้คงไม่มีเหรียญคริปโตเคอร์เรนซีใดที่ร้อนแรงไปมากกว่าเหรียญคริปโตฯ สัญชาติไทยอย่าง Bitkub Coin หรือ KUB และ JFIN Coin หรือ JFIN เพราะทั้ง 2 เหรียญยังคงเดินหน้าพุ่งทะยานทำ All Time High อย่างต่อเนื่อง
      Suthichai Podcast คนไทยควรกังวล Omicron เพียงใด?
      ดูทั้งหมด