8 พ.ย. 2021 เวลา 03:00 • ประวัติศาสตร์
ที่มาของราชประสงค์ อาจมาจากบ้านพักชาวอังกฤษ ที่กลายเป็นบ้านพักทูตสหรัฐ
ทำเนียบเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำเทศไทย
ราชประสงค์ ถือเป็นพื้นที่การค้าสำคัญใจกลางกรุงเทพมหานคร เป็นแหล่งรวมศูนย์การค้ามากมาย เพราะอยู่ใกล้โรงแรมชั้นนำ รวมไปถึงเป็นสี่แยกที่รวบรวมสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู รวมไปถึงเป็นสถานที่ชุมนุมทางการเมืองอีกด้วย แต่ความเป็นมาของชื่อราชประสงค์นั้นมีที่มาอย่างไร? เกี่ยวข้องกับถนนราชดำริหรือไม่? แล้วชาวอังกฤษมีส่วนร่วมในย่านนี้อย่างไร?
ราชประสงค์ เป็นสี่แยกที่ตัดกันระหว่างถนนราชดำริ ถนนพระรามที่ 1 และถนนเพลินจิต โดยถนนราชดำริสร้างขึ้นในปี ค.ศ.1903 ตามมาด้วยถนนพระรามที่ 1 และถนนเพลินจิต ในปี ค.ศ.1919 และ 1920 ตามลำดับ
โดยคำว่า ราชประสงค์ มาจากราชทินนามของพระปฏิบัติราชประสงค์ ซึ่งราขทินนามมาจากชาวต่างชาติที่ทำหน้าที่จัดซื้อสินค้าถวายพระมหากษัตริย์ ซึ่งในประวัติศาสตร์ไทย มีเพียง 2 คน ได้แก่ แอร์วิน มุลเลอร์ ชาวสวิสผู้ร่วมก่อตั้งบี กริม แอนด์ โก และโฮราชิโอ วิคเตอร์ เบลีย์ ชาวอังกฤษ วิศวกรโรงกษาปณ์หลวง ผู้ก่อตั้งบริษัทสยาม อิมปอร์ต กัมปานี (Siam Import Company), สยาม มอเตอร์ เวิร์คส (Siam Motor Works) และผู้จัดการดูแลทรัพย์สินของราชกรีฑาสโมสร (รอยัลสปอร์ตคลับ - Royal Bangkok Sports Club)
พระปฏิบัติราชประสงค์ (แอร์วิน มุลเลอร์) กับภรรยาและธิดา
เบลีย์ชื่นชอบการขี่ม้าและบรรยากาศอันสดชื่นโดยรอบราชกรีฑาสโมสร จึงตัดสินซื้อที่ดินจำนวน 33 ไร่ใกล้คฤหาสน์ของนายแพทย์อัลฟองซ์ ปัวซ์ (พระยาอัศวินอำนวยเวช) แพทย์ประจำรัชกาลที่ 6 และสร้างคฤหาสน์แบบโคโลเนียลผสมศิลปะแบบมาเลย์และสยาม ในปี ค.ศ.1913
ด้วยความที่คฤหาสน์ของเบลีย์มีขนาดใหญ่ท่ามกลางบรรยากาศของพื้นที่ในสมัยนั้นที่เป็นชายขอบพระนคร รวมไปถึงความที่เบลีย์เป็นคนมีชื่อเสียงในสังคมชั้นสูงสยาม จึงเรียกบริเวณที่พักของเบลีย์ว่า "ย่านพระราชประสงค์"
พระปฏิบัติราชประสงค์ (โฮราชิโอ เบลีย์)
ต่อมาเบลีย์ได้เดินทางท่องเที่ยวไปสหรัฐอเมริกาคนเดียวและเสียชีวิตอย่างกระทันหันที่นิวยอร์กในเดือนกรกฎาคม 1920 (โดยสันนิษฐานน่าจะเสียชีวิตด้วยไข้หวัดสเปน) ด้วยวัย 40-45 ปี ทำให้ภรรยาชาวไทยทั้งสามคน (คุณเนย, คุณวาด และคุณเล็ก) ไม่สามารถบำรุงรักษาคฤหาสน์หลังนี้ได้ จึงออกจากคฤหาสน์หลังนี้ในปี ค.ศ.1922 และมอบสิทธิ์ในการดูแลให้กับ บากูเลย์ และ ทูธ (Baguley and Tooth) ที่ปรึกษาทางกฎหมายของเบลีย์
หนังสือ New York Herald วันที่ 24 กรกฎาคม 1920 ลงข่าวการเสียชีวิตของเบลีย์
Baguley และ Tooth ได้ให้สถานอัครราชทูตเบลเยียมเช่าเป็นที่ทำการตั้งแต่ ค.ศ.1923-1927 ก่อนที่กระทรวงการคลังจะขอซื้อต่อในราคา 180,000 บาท (5,237 เหรียญสหรัฐหรือประมาณ 71,000 เหรียญสหรัฐใน ค.ศ. 2017) เพื่อใช้เป็นที่พำนักของนายเรย์มอนด์ บี. สตีเวนส์ ที่ปรึกษาราชการกระทรวงต่างประเทศชาวอเมริกัน โดยสตีเวนส์ได้ทำการบูรณะ ติดตั้งโทรศัพท์ ปรับปรุงบ้านพักให้ทันสมัย ซึ่งเขาได้พำนัก ณ บ้านหลังนี้ จนถึงปี ค.ศ. 1935 จึงได้กลายเป็นที่พำนักของนายเฟรเดอริค อาร์. โดลแบร์ (Frederick R. Dolbeare) ที่ปรึกษาของรัฐบาลสยาม จนลาออกในปี ค.ศ.1940 บ้านหลังนี้ ได้ถูกทิ้งร้างและกลายเป็นที่พำนักของนายทหารญี่ปุ่นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1941-1945
Reymond Bartlett Stevens ที่ปรึกษากระทรวงการต่างประเทศไทยสมัยรัชกาลที่ 7
เมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 เอ็ดวิน เอฟ. สแตนตัน อัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย และภริยา ได้ขออนุญาตจากกระทรวสงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาในการหาทีพำนักหลังใหม่ จนได้บ้านของนายเบลีย์ จึงได้ขอเช่าบ้านหลังนี้จากสำนักทรัพย์ส่วนพระมหากษัตริย์ในปี ค.ศ.1947 พร้อมกับสถานอัครราชทูตสหรัฐฯ ได้เลื่อนฐานะขึ้นเป็นสถานเอกอัครราชทูตเต็มรูปแบบ โดยอัครราชทูตสแตนตันได้รับตำแหน่งเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มในเดือนเมษายนปีเดียวกัน ทำให้บ้านนายเบลีย์เดิม กลายเป็นทำเนียบเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยมาจนถึงปัจจุบัน และได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องจากเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่นจากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในปี ค.ศ.1984
Edwin F" Stanton เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย
โฆษณา