20 ก.พ. 2022 เวลา 13:03 • หนังสือ
คุณเชื่อหรือไม่ว่า? หากคุณจ่ายเงินให้กับความรู้ใหม่ๆ ไป 1 เรื่อง มีโอกาสที่คุณจะได้รับผลตอบแทนจากความรู้นั้นกลับมา 10 - 100 เท่าหรือมากกว่า ของต้นทุนที่จ่ายไป หากคุณนำความรู้ใหม่ที่ได้ไปใช้ให้ถูกวิธี
4
สรุปหนังสือ Think & Grow Rich ตอนที่ 4
ในสัปดาห์ที่แล้วแอดได้เล่าถึงขั้นตอนที่ 3 สู่ความร่ำรวยไปแล้วนั่นก็คือ “การกระตุ้นจิตใต้สำนึกแห่งเงินทอง ผ่านการเสนอแนะตัวเอง” วันนี้แอดก็จะมาเล่าต่อถึงขั้นตอนที่ 4 ว่าด้วยเรื่องของ “ความรู้เฉพาะทาง” ค่ะ
มาเริ่มกันเลยค่ะ!!!
ฮิลล์เริ่มต้นด้วยการบอกกับเราว่า...
ผู้คนนับล้านส่วนใหญ่เข้าใจและมีความเชื่อผิดๆ ว่า “ความรู้คือพลัง” จริงๆ แล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้น
1
ความรู้เป็นเพียง ปัจจัยหนึ่งของพลังอำนาจเท่านั้น จะเกิดพลังอำนาจได้ก็ต่อเมื่อมีการบริหารจัดการความรู้ให้เป็นไปตามแผนปฏิบัติการหรือเป้าหมายที่เราวางไว้เท่านั้น
2
ผู้มีการศึกษาไม่จำเป็นต้องมีความรู้ทั่วไปและความรู้พิเศษมากมาย หากแต่ผู้มีการศึกษาที่แท้นั้นหมายถึง “คนที่สามารถพัฒนาศักยภาพของตัวเองไปสู่เป้าหมายที่ต้องการโดยไม่ละเมิดสิทธิ์ผู้อื่น”
2
ตลอดชีวิตของ โทมัส เอ. เอดิสัน ได้เรียนหนังสือในโรงเรียนเพียงแค่ 3 เดือนเท่านั้น แต่เขาไม่ได้ขาดแคลนการศึกษาเลย
เฮนรี่ ฟอร์ด เองก็เรียนหนังสือจบแค่เพียงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 แต่เขาก็สามารถบริหารจัดการธุรกิจได้อย่างยอดเยี่ยม
ตอนที่ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ได้คิดค้นทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ เขาก็กำลังทำงานเป็นเสมียนในสำนักงาน
ฮิลล์บอกว่า...
ก่อนที่คุณจะสามารถแปรเปลี่ยนปณิธานไปเป็นเงินทองนั้น คุณต้องการความรู้เฉพาะทางในงานบริการ ธุรกิจการค้า หรือความถนัดในวิชาชีพ บางทีคุณจึงมีความจำเป็นต้องเพิ่มความรู้เฉพาะทางให้มากกว่าที่มีอยู่ คุณอาจต้องอาศัยการระดมความคิด
2
การระดมความคิด หมายถึง “การผสมผสานความรู้ที่มีกับความพากเพียรพยายามระหว่างผู้คนเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย”
1
ก่อนอื่นจงตัดสินใจว่าแหล่งความรู้เฉพาะทางที่คุณต้องการอยู่ที่ไหน และเพื่อจุดประสงค์อะไร จุดประสงค์ในชีวิตคนเราอาจมีมากมาย เป้าหมายของงานที่คุณกำลังทำอยู่ อาจช่วยคุณในการกำหนดว่าคุณจำเป็นต้องมีความรู้อะไรบ้าง
ต่อไปคุณจำเป็นต้องมีข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับแหล่งความรู้นั้นๆ แหล่งรวบรวมความรู้สำคัญที่ควรพิจารณาคือ
1.ประสบการณ์และการศึกษาของตัวคุณเอง
2.ประสบการณ์และการเรียนรู้ร่วมกับผู้ร่วมงาน (ทีมระดมความคิด)
3.วิทยาลัยและมหาวิทยาลัย
4.ห้องสมุดสาธารณะ (และที่ง่ายกว่าคือ อินเทอร์เน็ต)
5.หลักสูตรฝึกอบรบพิเศษ (ผ่านการศึกษานอกระบบโรงเรียน และหลักสูตรการเรียนอยู่ที่บ้าน)
1
ฮิลล์เน้นย้ำว่า...
เราต้องจัดการความรู้ที่ได้มา และนำเอามาใช้เพื่อเป้าหมายที่แน่นอน โดยอาศัยแผนปฏิบัติการ “ความรู้จะไม่มีคุณค่าเว้นแต่เราจะนำมาประยุกต์ใช้”
3
ฮิลล์บอกว่า...
สิ่งใดก็ตามที่ได้มาโดยไม่ต้องบากบั่นพากเพียรและไม่ต้องเสียเงิน สิ่งนั้นมักจะไม่ค่อยมีคุณค่าและถูกดูถูก เห็นจะเป็นเพราะเหตุนี้เราจึงไม่ค่อยได้ประโยชน์จากการศึกษาในโรงเรียนของรัฐ
การเรียนนอกเวลาจะเป็นการบังคับให้ตัวเองอยู่ในระเบียบวินัย ซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับการหาความรู้อื่นๆ ต่อไป นอกจากนี้สถานศึกษานอกเวลายังบังคับให้เราต้องจ่ายค่าลงทะเบียนเรียนอย่างสม่ำเสมอ โดยไม่คำนึงว่าเราจะมีผลการเรียนดีหรือไม่ดี ซึ่งเท่ากับเป็นการบังคับทางอ้อมให้นักศึกษาพยายามเรียนต่อไปจนจบหลักสูตร
ฮิลล์เล่าต่อว่า...ตัวเขาเองก็ได้เรียนรู้ประสบการณ์นี้ เมื่อได้เรียนหลักสูตรหนึ่งที่เกี่ยวกับการโฆษณาโดยเรียนที่บ้าน หลังจากเรียนจบไป 8-10 บท เขาก็หยุดเรียน แต่สถานศึกษาไม่ได้หยุดส่งบิลมาเก็บเงิน เขาจะต้องจ่ายให้ครบตามกำหนด โดยไม่สนใจว่าเขาจะเรียนต่อจนจบหรือไม่ เขาจึงได้ตัดสินใจจ่ายเงินไป และคิดว่าควรเรียนให้จบหลักสูตร
สุดท้ายเขาก็ได้เรียนรู้ว่า ความจริงก็คือ แผนกจัดเก็บค่าเล่าเรียนเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ถึงการตัดสินใจและสร้างนิสัยไม่ผัดวันประกันพรุ่ง ระบบจัดเก็บค่าเล่าเรียนได้บังคับให้เขาต้องเรียนจนจบคอร์สในที่สุด ซึ่งภายหลังมันได้ทำเงินให้เขาอย่างมาก
ฮิลล์เล่าเรื่องของ สจ๊วต ออสติน เวียร์ ให้เราฟังว่า...
สจ๊วต ออสติน เวียร์ เป็นวิศวกรโครงสร้าง เขาทำงานในวิชาชีพมาโดยตลอด จนกระทั่งเกิดวิกฤตเศรษฐกิจขึ้น ซึ่งมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อธุรกิจก่อสร้าง เขารีบสำรวจทรัพย์สินและตัดสินใจเปลี่ยนอาชีพไปเป็นนักกฎหมายทันที เขาเรียนจนจบการศึกษา สอบผ่าน และเริ่มอาชีพนักกฎหมายด้วยการเป็นทนายความอย่างรวดเร็ว
นี่เป็นตัวอย่างสอนใจคนที่ชอบพูดว่า “ฉันไม่สามารถกลับไปเรียนอะไรอีกแล้ว เพราะมีครอบครัวที่ต้องดูแล” หรือ “ฉันแก่เกินไปแล้ว”
2
ฮิลล์เล่าต่อว่า...ตอนที่เวียร์กลับไปเรียนใหม่นั้น เขาอายุเลย 40 ปีและแต่งงานแล้ว ยิ่งกว่านั้นด้วยการที่เวียร์เลือกเรียนหลักสูตรพิเศษ ทำให้เขาสามารถเรียนจบภายในเวลาเพียง 2 ปีทั้งๆ ที่ปกติแล้วนักศึกษากฎหมายจะต้องใช้เวลาเรียนถึง 4 ปี
บางทีเราก็ต้องยอมลงทุนเพื่อจะได้รู้วิธีการหาความรู้มาใส่ตัว
ฮิลล์เล่าถึง...เรื่องราวของพนักงานขายของร้านค้าแห่งหนึ่ง
ซึ่งถูกเลิกจ้างอย่างกะทันหัน แต่เนื่องจากเขามีความรู้ติดตัวอยู่อย่างหนึ่งคือ ประสบการณ์ในการทำบัญชี เขาจึงรีบไปเรียนคอร์สพิเศษเกี่ยวกับระบบบัญชี พัฒนาความรู้เกี่ยวกับการบัญชีให้ทันสมัย และเริ่มธุรกิจด้วยตัวเอง
3
เขาเริ่มต้นด้วยการกลับไปร้านค้าที่เขาเคยทำงาน และเซ็นสัญญาเพื่อดูแลระบบบัญชีให้ ต่อมาก็กระจายไปสู่ธุรกิจเล็กๆ นับร้อย โดยคิดค่าบริการต่อเดือนเพียงเล็กน้อย ความคิดของเขาไปได้สวย และในไม่ช้าเขาก็คิดได้ว่าสำนักงานบัญชีจำเป็นจะต้องเคลื่อนที่ได้เพื่อให้บริการได้สะดวก
จึงเป็นที่มาของสำนักงานบัญชีเคลื่อนที่ โดยอยู่ในรถบรรทุกขนาดเล็ก เขาจ้างพนักงานเพิ่มหลายคน เพื่อให้บริการด้านบัญชีแก่ธุรกิจขนาดเล็กด้วยค่าใช้จ่ายที่ไม่แพงและคุ้มค่า
ฮิลล์บอกว่า...เมื่อความรู้เฉพาะทางรวมกับจินตนาการ ก็เป็นสูตรสำเร็จของธุรกิจ ในที่สุดเจ้าของธุรกิจนี้ได้จ่ายภาษีมากกว่าร้านค้าที่เขาเคยทำงานด้วยถึง 10 เท่า
ถ้าคุณใช้จินตนาการค้นหาบริการเฉพาะบุคคลของคุณเองบ้าง ด้วยการดูว่าตัวคุณเองกำลังต้องการบริการอะไรบ้าง ไม่แน่ว่าไอเดียนี้อาจทำให้คุณมีรายได้มากขึ้นก็ได้
ไม่มีราคาตายตัวสำหรับไอเดียที่ดูเข้าที!
เบื้องหลังของไอเดียก็คือ “ความรู้เฉพาะทาง” จำไว้ว่าความรู้เฉพาะทางนั้นมีมากมายและหาได้ง่ายกว่าไอเดีย เป็นความจริงที่ว่า โอกาสจะเพิ่มขึ้นสำหรับใครก็ตามที่มีความสามารถในการช่วยผู้อื่นให้ขายบริการเฉพาะบุคคลได้
2
ความสามารถนั้นหมายถึงจินตนาการ อันเป็นสิ่งที่จะเชื่อมโยงความรู้เฉพาะทางเข้ากับไอเดีย เพื่อสร้างสรรค์แผนการไปสู่ความร่ำรวย
1
จงจำไว้ ไอเดียเป็นสิ่งสำคัญ และความรู้เฉพาะทางก็สามารถหาได้จากรอบๆ ตัวเรานี่เอง
1
ในตอนที่แล้วแอดได้เล่าถึงประสบการณ์ของแอดที่ตั้งเป้าหมายว่าอยากมีพอร์ตหุ้น 1 ล้าน ซึ่งในตอนที่ตั้งเป้าหมายนั้นแอดไม่มีความรู้เรื่องหุ้นเลยค่ะ แอดทำงานประจำ เรียนจบจากคณะฯ ที่ไม่เคยสอนความรู้เรื่องหุ้นเลย
ปล.ใครสนใจเรื่องหุ้นอ่านต่อในลิ้งค์นี้ได้ค่ะ
คำถามคือ แล้วแอดต้องทำยังไงล่ะ?
เนื่องด้วยตัวแอดเองมีความเชื่อเสมอมาว่า ไม่ว่าเราจะเริ่มทำอะไรก็ตาม สิ่งแรกที่เราควรลงทุนคือ “การลงทุนในความรู้” โดยเฉพาะสิ่งที่เราต้องการนั้นจำเป็นต้องใช้ความรู้ที่เราไม่เคยมีมาก่อน
ตัวแอดเองชอบเรียนด้วยตัวเองผ่านทางออนไลน์ตั้งแต่สมัยมหาวิทยาลัยแล้ว พอจบและได้มาทำงานก็เลยแบ่งเวลามาเรียนออนไลน์ค่ะ ไม่ว่าจะเรียนเรื่องหุ้น การลงทุน หรือเรื่องที่สนใจอื่นๆ ปัจจุบันเว็บไซต์ที่แอดเรียนอยู่มีด้วยกัน 3 เว็บไซต์
1.skillane
2.futureskill
3.facebook แบบกลุ่มปิด: gameplan
ต่อไปนี้คือคอร์สออนไลน์ที่แอดได้เรียนเรื่องหุ้น ตั้งแต่ปลายปี 2561 จนถึงปี 2564 กว่าจะทำได้ตามเป้าหมายที่ตัวแอดตั้งใจไว้ค่ะ
ทุกคอร์สเป็นคอร์สที่จ่ายเงินเรียนทั้งสิ้น ถ้าให้นับต้นทุนค่าเรียนที่จ่ายไปทั้งหมด กลมๆ ก็น่าจะราวๆ 50,000 บาทได้ค่ะตลอดระยะเวลา 3 ปี แต่ตอนนี้ผลตอบแทนที่ได้จากพอร์ตของแอดหักต้นทุนค่าเรียนแล้ว ก็น่าจะเกิน 10 เท่าไปแล้ว
ดังนั้นแอดจึงมีความเชื่อมากๆ โดยส่วนตัวที่ว่า การที่เราจ่ายเงินให้กับความรู้ใหม่ๆ ไป 1 เรื่อง มีโอกาสที่เราจะได้รับผลตอบแทนจากความรู้นั้นกลับมา 10 - 100 เท่าหรือมากกว่า ของต้นทุนที่จ่ายไป หากเรานำความรู้ใหม่ที่ได้ไปใช้ให้ถูกวิธีค่ะ
ผู้คนที่ประสบความสำเร็จไม่เคยหยุดยั้งที่จะหาความรู้เฉพาะทางซึ่งเกี่ยวข้องกับเป้าหมายหลัก ธุรกิจ หรืออาชีพของเขา ส่วนคนที่ไม่ประสบความสำเร็จมักเชื่อผิดๆ ว่า เมื่อจบการศึกษาแล้วก็ไม่จำเป็นต้องหาความรู้ใดๆ อีก
นโปเลียน ฮิลล์
อ่านจบแล้วเป็นยังไงบ้างคะ
ตอนนี้คุณอยากทำอะไร หรือคุณมีเป้าหมายอะไรอยู่บ้างไหมคะ
แล้วมีเรื่องอะไรไหมที่คุณต้องเรียนรู้หรือศึกษาเพิ่มเติม เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายนั้นของคุณ?
โฆษณา