•
19 ส.ค. 2022 เวลา 09:00 • หนังสือ
ความสุขคืออะไร ในทางวิทยาศาสตร์
ในโลกปัจจุบันที่ผู้คนมากมายหลงใหลไปกับแสงสีเสียง เงินทอง สิ่งประดับนอกกาย การเข้าสังคม ปาร์ตี้ หรือแม้กระทั่งความสำเร็จในหน้าที่การงาน
แต่กลับมีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่กำลังรู้สึกหลงทาง หรือต้องวิ่งไล่ตามในสิ่งที่ไม่ใช่เป้าหมายที่แท้จริงในชีวิตตนเอง จนเกิดความทุกข์ และเรียกร้องโหยหาอยากมีความสุขในชีวิต แต่ก็ไม่รู้ว่าความสุขนั้นอยู่ที่ไหน
"ชิอน คาบาซาวะ" ผู้ที่เป็นจิตแพทย์(Psychiatrist) และนักประสาทวิทยา(neuroscientist) และผู้เขียนหนังสือ "The Three Happiness" เล่มนี้ จะพาผู้อ่านเข้าไปเปิดโลกแห่งความสุขที่เกิดจากกลไกการทำงานของสารสื่อประสาทในสมอง เพื่อให้เราได้คิดทบทวนว่าที่ผ่านมา เราไม่มีความสุขจริงๆเช่นนั้นหรือปล่าว หรือเรามองข้ามมันไปเอง เพื่อที่จะไปค้นหาสิ่งที่ไม่ยั่งยืนสำหรับจิตใจของเรา
The Three Happiness สู่จุดสูงสุดของชีวิต ด้วยพีระมิดสามสุข - Shion Kabazawa
การที่เราจะเข้าสู่หนทางแห่งความสุขได้ อันดับแรกเราต้องมานิยามก่อนว่า "ความสุข" คืออะไร เพราะสาเหตุหลักๆที่คนส่วนใหญ่รู้สึกไม่มีความสุขในชีวิตเพราะไม่เข้าใจถึงความหมายที่แท้จริงของความสุข จึงทำให้ไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรถึงจะมีความสุข จนนำไปสู่การพยายามที่ไร้ความหมาย และออกนอกเส้นทางแห่งความสุขไปในที่สุด
ความสุขคือความหมาย และจุดหมายทั้งหมดของชีวิต
แต่ทำไมยิ่งอยากมีสุข เรากลับยิ่งมีทุกข์
Aristotle - Greek Philosophy
จากการศึกษาของผู้เขียน พบว่าความสุขคือการหลั่งของสารสื่อประสาทในสมอง(neurotransmitter) ซึ่งจะทำให้เกิดความสุขในแบบที่แตกต่างกันไป หลักๆ 3 ชนิดได้แก่ Serotonin ,Oxytocon และ Dopamine ดังนั้นถ้าเรารู้เงื่อนไขที่จะทำให้เกิดการหลั่งของสารเหล่านี้ และสามารถจัดลำดับความสำคัญรวมถึงผสมผสานกันอย่างลงตัว ก็จะทำให้เราสามารถเข้าถึงความสุขที่แท้จริงได้
ลำดับความสำคัญที่ว่าคือ ความสุขแบบ
Serotonin -> Oxytocin -> Dopamine
ตามลำดับพีระมิดแห่งความสุข
พีระมิดความสุข
จะเห็นว่า สุขภาพทั้งกายและใจ คือพื้นฐานที่สำคัญของความสุขในชีวิต ดังนั้นความสุขแบบ serotonin จึงเป็นความสุขที่สำคัญที่สุดและเป็นรากฐานของการมีความสุขแบบ oxytocin และ ความสุขแบบ dopamine
ถ้าความสุขที่เป็นรากฐานพังทลาย
เพราะฉะนั้นจึงเห็นว่า หากเรียกร้องหาความสุขผิดลำดับ จะทำให้ปราศจากความสุข และควรสร้างสุขด้วยการมีสุขภาพกายและใจที่ดี รวมถึงมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนสำคัญรอบตัว ก่อนจะโหยหาความสุขแบบโดพามีน *แล้วคุณจะไม่หลงทางในโลกที่ผู้คนมากมายยังคงดิ้นรนค้นหาชีวิตที่เติมเต็ม
หลังจากนี้จะพาเจาะลงไปถึงรายละเอียดของความสุขแต่ละแบบ
เริ่มที่ความสุขแบบ serotonin ซึ่งเกิดจากการมีสุขภาพดี สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ ยิ่งกว่านั้น serotonin จะหลั่งออกมาเต็มที่ ในสภาวะที่จิตใจสงบนิ่ง ไม่คิดฟุ้งซ่าน มีสติ หรือสภาวะที่เข้าสู่โหมดสมาธินั่นเอง รวมถึงความรู้สึกสดชื่นจากการออกกำลังกาย หรืออยู่ท่ามกลางธรรมชาติ
ดังนั้นมันจึงเป็นความสุขที่มักถูกมองข้ามเสมอ** เนื่องจากหากลองสังเกตดูในสภาวะปกติคงไม่มีใครรู้สึกซาบซึ้งใจกับสิ่งเหล่านี้ แต่หากเกิดเหตุอะไรสักอย่างที่ทำให้เรามีปัญหาไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ปกติ "ความอยากกลับไปมีสุขภาพแข็งแรง" จะกลายมาเป็นเป้าหมายสูงสุดของชีวิต ยกตัวอย่างเช่น ภาวะการระบาดของโควิด-19
ความสุขแบบ serotonin เป็นความสุขแบบ "BE" คือมีอยู่แล้ว เป็นอยู่แล้ว ดังนั้นการเข้าถึงความสุขแบบนี้คือ การป้องกันภาวะเจ็บป่วย, การอยู่กับปัจจุบัน และที่สำคัญที่สุดคือ **"การตระหนักรู้" โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือต้องเพิ่มทักษะการเข้าใจตนเอง อย่างการฝึกปฏิบัติวิปัสสนาภาวนา(Mindfulness meditation), ฝึกเขียนบันทึกเชิงบวก ซึ่งยังมีผลต่อการรับรู้ความสุขแบบ oxytocin และ dopamine ที่เกิดขึ้นอีกด้วย
เมื่อ serotonin ลดลงจะทำให้เราไม่สามารถควบคุมอารมณ์ความรู้สึกไว้ได้ ทำให้หงุดหงิด อารมณ์เสียง่าย บางคนอาจจะเกิดภาวะซึมเศร้าตามมา หรือบางทีก็อาจจะมีภาวะวิตกกังวลได้
เมื่อเป็นเช่นนั้น คนที่ serotonin ค่อนข้างต่ำจะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้างก็จะเป็นไปได้ยาก ทำให้ความรู้สึกแบบ oxytocin ก็จะพลอยติดลบไปด้วย และเมื่อสติและสมาธิลดลง ประสิทธิภาพการทำงาน การเรียน ก็จะลดลงไปด้วย
มาที่ความสุขแบบ oxytocin ซึ่งเป็นความสุขจากการมีความสัมพันธ์ที่ดี ไม่ว่าจะกับเพื่อน, ครอบครัว, คนรัก หรือเพื่อนร่วมงานก็ตาม คนส่วนมากมองข้ามความปิติยินดีที่ได้อยู่กับคนรอบตัวที่รักเรา จนมองเป็นเรื่องปกติ พอความสุขเหล่านี้กำลังหายไปจากสาเหตุอะไรบางอย่าง *เราจึงจะมาตระหนักได้ทีหลังถึงความสุขที่เรียกว่า”ความผูกพัน”
การจะมีความสุขแบบ oxytocin ได้นั้น ขอเพียงแค่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม, ได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจ, มีการสัมผัสใกล้ชิด และมีการรักษาความสัมพันธ์ไว้อย่างมั่นคง
แต่ทว่าการมีปฏิสัมพันธ์จนกระทั่งสนิทสนมกับใครสักคนนั้นต้องใช้ทรัพยากร ซึ่งก็คือเวลา และพลังทางใจค่อนข้างสูง แต่สิ่งเหล่านี้เป็นทรัพยากรที่มีจำกัด ดังนั้นสิ่งสำคัญคือ สำหรับคุณแล้ว มีคนสำคัญเพียงไม่กี่คน ที่ต้องสร้างความ"สัมพันธ์แบบใกล้ชิด" โดยจัดลำดับตามความสำคัญดังนี้ คือ ครอบครัว->เพื่อน->ที่ทำงาน
ในแต่ละลำดับจะมีคนที่สามารถไว้วางใจ และปรึกษาได้อยู่ 2-3 คน ซึ่งนั่นจะเป็น comfort zone ของเรา ถ้าหากเป็นที่ทำงาน ก็ให้เลือกคนที่ปรึกษาได้ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงานหรือรุ่นพี่ และคีย์แมน ที่ช่วยให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่น
ถ้าจัดลำดับได้ดังนี้จะเห็นว่า หากที่ทำงานเหมือนสนามรบ บางครั้งความสัมพันธ์ในที่ทำงานอาจจะไม่ดี แต่ก็ยังสามารถผ่อนคลายกับครอบครัวหรือเพื่อนได้ และสามารถระบายความในใจกับ comfort zone ของเรา
โดยทั่วไปสถานที่ทำงานคือเป็นสถานที่ที่ได้พิสูจน์ความสามารถตนเอง ซึ่งก็คือจะทำให้ความสุขแบบ dopamine เป็นจริง ดังนั้นถ้าไม่สามารถปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นได้ ก็ไม่มีทางที่จะทำงานได้อย่างมีความสุข และประสบความสำเร็จจนมีความสุขแบบ dopamine ตามมา
หากความรู้สึกแบบนี้หายไป ไม่ว่าจะสาเหตุจะเกิดจากการไม่สามารถคบหากับผู้อื่นได้อย่างราบรื่นหรือการมีรอยร้าวในครอบครัว เราจะเกิดความรู้สึกว้าเหว่ และโดดเดี่ยว
เช่นเดียวกับความรู้สึกแบบ serotonin เนื่องจาก oxytocin เป็นความสุขแบบ "BE" เช่นกัน เพราะฉะนั้นการตระหนักรู้ เพื่อที่จะได้รับรู้ความสุขแบบ oxytocin คือการพยายามเขียน output เชิงบวก อย่างการมีน้ำใจต่อผู้อื่น, ความซาบซึ้งใจที่ผู้อื่นมีน้ำใจต่อเรา แม้กระทั่งเรื่องเล็กๆน้อยๆก็ตาม สิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยทักษะการสังเกต และระยะเวลาในการฝึกฝน
วิธีป้องกันความสุขแบบ oxytocin ลดหายจนเกิดความว้าเหว่ขึ้น โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ คือ อย่าหยุดทำงาน และหางานอดิเรก เพื่อที่จะได้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนในสังคม
มาถึงในขั้นสูงสุดของพีระมิดแห่งความสุข นั่นคือ "ความสุขแบบ dopamine" ซึ่งก็คือความปิติยินดี หรือความสุขจากการได้บรรลุความสำเร็จหรือสิ่งที่ปรารถนา หรือการยอมรับในสังคม ดังนั้นความสุขแบบ dopamine จึงมีราคาที่ต้องจ่าย คือความพยายามและวิริยะอุตสาหะ
นอกจากนี้ dopamine ยังทำให้เกิดความอยาก ความสนุกเพลิดเพลิน และความรู้สึกแบบ"ขออีก ขออีก"ไม่ว่าเรื่องใดก็ตาม ดังนั้นถ้าหากว่าเราไม่สามารถควบคุมมันได้ ก็จะทำให้เกิดอาการเสพติด ไม่ว่าจะแอลกอฮอล์ สารเสพติด การพนัน ติดเกม ชอปปิง หรือแม้กระทั่งโซเชียลมีเดีย เป็นต้น
ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นวิธีซึ่งทำให้ได้ความสุขแบบ dopamine มาโดยง่าย ทำให้มีราคาที่ต้องจ่ายคือ การเสียเวลาและเงินทองอย่างมากมายโดยไม่จำเป็น และค่อยๆถลำลึกลงไปเรื่อยๆ
เนื่องด้วยความสุขแบบ dopamine เป็นความสุขแบบ"DO" คือต้องลงมือปฏิบัติ จึงจะได้มา และจะจางหายไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้นวิธีทำให้ความสุขแบบ "DO" นี้คงอยู่นานคือการนำวิธีการเข้าถึงความสุขแบบ "BE" มาประยุกต์ใช้นั่นคือ "การตระหนักรู้" เช่นการซาบซึ้งใจ และเห็นคุณค่าของสิ่งที่ได้มา ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จ เงินทอง หรือการตระหนักรู้ในการได้พัฒนาตนเองวันละเล็กๆน้อยๆ
ถ้าเราทำแบบนี้เป็นกิจวัตร สุดท้ายเราก็จะสามารถมีความสุขกับการได้พัฒนาตนเองทีละก้าว จนนำไปสู่ความสำเร็จที่เราตั้งเป้าหมายไว้ในที่สุด โดยซอยเป้าหมายเป็นส่วนเล็กๆ 10 หรือ 100 ส่วน เพื่อให้เราค่อยๆก้าวออกจาก comfort zone ไปทีละก้าว จะทำให้รับรู้ถึงความสุขแบบ dopamine ได้มากขึ้น และจะทำให้เราสนุกไปกับการพัฒนาตนเองไปเรื่อยๆ
แต่สิ่งที่สำคัญคือเราควรมี "ความสุขแบบ serotonin" กับ "ความสุขแบบ oxytocin" เป็นรากฐานใน comfort zone ของเรา เพราะหากเราออกมานอก comfort zone แล้วล้มเหลว อย่างน้อยเราก็จะได้รัยความเสียหายทางกายและใจไม่มากนัก จึงทำให้เราไม่จำเป็นต้องกลัวความผิดพลาด
เราจึงเห็นว่า dopamine เป็นตัวกระตุ้นที่ช่วยให้เรา"พัฒนาตนเอง" ขณะเดียวกัน หากเราหลงใหลไปกับมัน และใช้มันผิดวิธี ก็อาจจะนำมาซึ่ง"ความล้มเหลว" ในชีวิตได้เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น ฟองสบู่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นแตกในปี 1990 , วิกฤต subprime crisis ที่อเมริกา ปี 2008
ซึ่งเกิดจากการเสพติดไม่รู้จักพอของมนุษย์
สุดท้ายแล้วเราจึงพบว่า **สถานการณ์วิกฤต คือโอกาสทองสำหรับทบทวนเรื่องความสุข
แล้วการปรารถนาได้รับการยอมรับ เป็นความสุขแบบใด
การปรารถนาได้รับการยอมรับสามารถเป็นความสุขแบบ dopamine และ oxytocin ได้ ซึ่งจะมีความแตกต่างกันดังนี้
ความแตกต่างของการยอมรับแบบ dopamine&oxytocin
จะเห็นว่าการยอมรับแบบ dopamine คือการยอมรับต่อ "การเพิ่มหรือลดลงของตัวเลข", "ความสำเร็จ"และ"ผลลัพธ์" ยกตัวอย่างเช่น การชมว่า"ลูกสอบได้ 100 คะแนนเต็มเลยนะ สุดยอดไปเลย"
ส่วนการยอมรับแบบ oxytocin คือการยอมรับใน"ตัวตนที่อีกฝ่ายเป็นอยู่" ยกตัวอย่างเช่น การบอกกับลูกว่า"ลูกช่างขยันทบทวนบทเรียนจนดึกดื่นทุกวัน ความวิริยะอุตสาหะ มันเริ่มส่งผลแล้วนะ"
ดังนั้นจะเห็นว่าการปรารถนาได้รับการยอมรับแบบ oxytocin เกิดจาก"การซาบซึ้งใจ" แทนที่จะมองเป็นยอดตัวเลข แต่ขณะเดียวกัน การปรารถนาแบบ dopamine เป็นการปรารถนาแบบ"ขออีก ขออีก" ถ้าหากมันเลยเถิดจนเกินควบคุม ก็อาจจะเป็นอันตรายได้ เช่นการจับจ่ายใช้สอยเกินตัว จนเป็นหนี้, การถ่ายสตอรี่หรือคลิปวิดิโอ ในสถานที่อันตรายเช่น หน้าผา หรือตึกสูงๆโดยไม่มีระบบนิรภัย เพียงเพื่อต้องการยอดไลค์เป็นต้น
ตัวอย่างการปรารถนาได้รับการยอมรับแบบผิดๆ
ความเชื่อและเข้าใจผิดๆเกี่ยวกับความสุขในสังคมไทย
การทำงาน, การเรียน, การอ่านหนังสือ, การฝึกซ้อมต่างๆ ทำให้เราเครียด และไม่มีความสุข
เป็นเช่นนั้นจริงๆหรือ เรามองข้ามความสุขที่เกิดขึ้นขณะเราทำกิจกรรมเหล่านั้นไป
แล้วการออกไปสังสรรค์กับเพื่อน ทำให้เรามีความสุขมากกว่าใช่ไหม
ถ้าหากเราสังเกตตัวเองหน่อยจะพบว่า มันไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป เพราะบางทีเราจะมีสภาวะลื่นไหล "Flow" คือการที่มีสมาธิจดจ่อ** กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนลืมเวลา และรู้ตัวอีกที เวลาก็ผ่านไปนานหลายชั่วโมงแล้ว
"ประสบการณ์ภาวะลื่นไหล(Flow experience)" นั่นเองที่ศาสตราจารย์ มิฮาลี ชิคเซนมิฮาย (Mihaly Csikszentmihalyi) บิดาแห่งสาขาวิชาจิตวิทยาความสุข ได้นิยามไว้ว่านี่คือความสุขที่แท้จริง ซึ่งแต่ละคนจะมีกิจกรรมที่ทำให้เกิด flow experience แตกต่างกันไป บางคนดื่มด่ำกับการทำงาน บางคนดื่มด่ำกับดนตรี บางคนอาจจะดื่มด่ำกับการท่องเที่ยว
**กล่าวคือ กิจกรรมที่คุณทำ ไม่ได้มีผลต่อความสุขของคุณ แต่ขึ้นอยู่กับว่าคุณมีภาวะ"Flow" ของคุณหรือไม่ ต่างหาก
จากที่กล่าวมาเมื่อดูจากคุณลักษณะเฉพาะแล้ว มันจะจัดอยู่ในความสุขแบบ "serotonin" เนื่องจากเกิดเมื่อมีสมาธิจดจ่อ" และแบบ "dopamine" เนื่องจากตัวมันเองก็สามารถจางหายไปอย่างรวดเร็ว และเป็นความสุขแบบ "DO" คือต้องลงมือทำ จึงจะได้มาซึ่งความสุข และเป็นความสุขแบบ "เอาอีก เอาอีก"
ดังนั้นถ้าเราไม่รู้จักควบคุม มันก็จะก่อให้เกิดภาวะเสพติด แทนที่จะทำให้เกิดความสุข และนำไปสู่การพัฒนาตนเอง
ดังนั้น ก่อนจะพบกับภาวะ "Flow" เราจึงต้องแบ่งเป็น
1. ความเพลิดเพลินแบบที่รอมาหา
2. ความเพลิดเพลินแบบที่สร้างขึ้นเอง
โดยอย่างหลังต้องอาศัยทักษะ สมาธิ และการมีเป้าหมายที่ชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น ทักษะในด้านต่างๆ, การวาดรูป, การเล่นกีฬา, การเล่นดนตรี เป็นต้น ซึ่งมีแนวโน้มจะทำให้พบสภาวะ "Flow" และนำไปสู่การพัฒนาตนเองในที่สุด
วัฎจักรการพัฒนาตนเอง ที่เกิดจาก Flow experience
การทำงานที่เป็นงานที่ได้สร้างประโยชน์ให้กับผู้อื่น และเป็นงานที่เราชอบ จะทำให้เรามีความสุข และสนุกกับงานที่ทำได้ไม่มีที่สิ้นสุด เราเรียกมันว่า "งานแห่งชีวิต(Life-work)
สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต คือการได้ใช้ชีวิตคุ้มค่ามีความสุข
ออเดร์ย เฮปเปิร์น
ขอบคุณทุกคนที่อ่านมาถึงตรงนี้
หากอ่านแล้วสนใจอย่าลืมไปหาซื้อหนังสือ
"The three happiness" เขียนโดย
ชิอน คาบาซาวะ
มาอ่านกัน ในเล่มจะมีรายละเอียดที่น่าสนใจอีกมากมาย
แล้วพบกันใหม่บทความหน้า
Flow state
โฆษณา