3 มิ.ย. 2023 เวลา 03:34 • หนังสือ

✴️ บทที่ 5️⃣ เป็นอิสระด้วยการละวางภายใน ✴️ (ตอนที่ 14)

🍀ผู้รู้บรมวิญญาณดำรงอยู่ในบรมภาวะ🍀
⚜️ โศลกที่ 1️⃣7️⃣ ⚜️ หน้า 596—598
❇️ผู้รู้บรมวิญญาณดำรงอยู่ในบรมภาวะ❇️
โคลกที่ 1️⃣7️⃣
〰️〰️〰️〰️〰️〰️〰️〰️〰️〰️〰️〰️〰️
เมื่อจิตของเขาอบอาบอยู่กับสิ่งนั้น (บรมวิญญาณ) วิญญาณของเขาเป็นหนึ่งเดียวกับบรมวิญญาณ เขาภักดีและอุทิศตนต่อบรมวิญญาณ ตัวเขาสะอาดปราศจากพิษความหลง ด้วยอำนาจของปัญญาญาณ — บุคคลเช่นนี้เข้าถึงภาวะของการไม่กลับมาอีก
〰️〰️〰️〰️〰️〰️〰️〰️〰️〰️〰️〰️〰️
1
พระคัมภีร์ไบเบิลกล่าวถึง “ภาวะของการไม่กลับมาอีก” ว่า “คนที่ชนะเราจะตั้งให้เขาเป็นเสาหลักอยู่ในพระวิหารของพระเจ้าของเรา และเขาจะไม่ออกไปจากพระวิหารอีกเลย (จะไม่กลับมาเกิดอีก)”★ [★วิวรณ์ 3:12]
ผู้ภักดีที่ใช้อำนาจแห่งญาณปัญญาปลดปล่อยตนจากการเข้าไปยึดละครสร้างสรรค์ เห็นสิ่งนั้นเป็นเพียงการกระทำของแสงและเงาแห่งมายา ผู้เพ่งที่แสงจักรวาลไม่เพ่งที่เงา ผู้เห็นวิญญาณตนว่าเป็นรังสีดวงอาทิตย์แห่งจักรวาล ผู้อบอาบอยู่กับพระองค์ ผู้ทำลายความหลงด้วยญาณปัญญา — มุนีเหล่านี้เข้าถึงความหลุดพ้น
ตราบที่บุคคลยังอยากเห็นความตื่นเต้นในภาพยนตร์ เขาจะไม่แสวงหาสิ่งที่ประเสริฐไปกว่านั้น ทำนองเดียวกัน ตราบที่มนุษย์ยังฝักใฝ่และยึดละครในชาติปัจจุบัน เมื่อมรณะมาเยือน เขาจะจากไปทั้ง ๆ ที่ยังสนองความอยากไม่เสร็จสิ้น เขาจึงต้องกลับมาสู่โลกนี้อีก เพื่อมีประสบการณ์กับภาพยนตร์ตอนต่อ ๆ ไป จนกว่าความใฝ่ฝันทุกอย่างของเขาได้รับการสนอง
ด้วยการไม่ยึดมั่น ด้วยการมองชีวิตว่าเป็นละครของพระเจ้า ด้วยการภาวนาจนเกิดปีติ มนุษย์จะค่อย ๆ รู้แจ้งว่า พระเจ้าเพียงพระองค์เดียว ทรงเป็นผู้กำกับภาพยนตร์จักรวาล ความรู้ที่ได้นี้จะทำให้ปัจเจกวิญญาณกลับไปรวมกับบรมวิญญาณอย่างยั่งยืนนิรันดร์ การแยกกันมานานก็สิ้นสุดลง
.
จําเป็นต้องตีความโศลกนี้อีกวิธีหนึ่ง ตั้งใจให้เป็นข้อแนะนำในการทำสาธนา (การปฏิบัติทางจิตวิญญาณ) แก่ผู้ภักดี ดังที่กล่าวว่า :
คิดถึงสิ่งนั้น รวมกับสิ่งนั้น
ตั้งมั่นอยู่กับสิ่งนั้น
อุทิศต่อสิ่งนั้นเพียงหนึ่งเดียว
เขาไปในที่ที่ไม่กลับมาอีก
บาปสลายสิ้นด้วยปัญญาญาณ
1️⃣ "คิดถึงสิ่งนั้น" คือการเพ่งความสนใจที่อารมณ์แห่งการภาวนา เช่น เพ่งจิตอยู่ที่มหา 'โอม (อาเมน)'★ [★อ่านการภาวนาโอมหน้า 656] เสียงจักรวาลสั่นสะเทือนด้วยอำนาจจิตสร้างสรรค์แห่งพระเจ้าภายในตน ภาวะของการคิดเป็นประสบการณ์ทวิภาวะ —สองขั้ว— ขั้วหนึ่งวิ่งขึ้นสู่บรมวิญญาณ ส่วนอีกขั้วหนึ่งนั้นวิ่งลงสู่สสาร
2️⃣ "รวมกับสิ่งนั้น" หมายความว่า เอิบอาบอยู่กับพลังสั่นสะเทือนแห่งโอม ไม่ปล่อยให้ความคิดด้วยจิตของมนุษย์ล่วงล้ำ สมาธิขั้นที่สองนี้พ้นแล้วจาก “ภาวะการคิด” เป็นหนึ่งเดียวกับอารมณ์แห่งการภาวนา ซึ่งรู้ได้ด้วยสหัชญาณอันผ่องใสแห่งวิญญาณ สมาธิในขั้นรวมนี้ นำผู้ภักดีมุ่งตรงสู่บรมวิญญาณโดยผ่าน 'โอม'
ในขั้นนี้ผู้ภักดีมีศรัทธาและมั่นใจในพระเจ้าอย่างท่วมท้น แต่การรวมในขั้นแรก ๆ ยังไม่ตั้งมั่น ไม่นิ่ง จึงต้องกระทำซ้ำ ๆ จนเกิดเป็นนิสัย เพราะเป็นไปได้ที่ภาวะนี้จะหายไป เมื่อนิสัยชอบฟุ้งซ่านในสมาธิกลับมากลุ้มรุม หรือเมื่อผู้ภักดีกลับไปทำกิจกรรมทางโลกเมื่อออกจากสมาธิ
ภาวะนี้จึงเป็นภาวะที่ดำรงอยู่ชั่วคราว เพราะนิสัยเลวมักจะกลับมาทันทีที่นิสัยดีทำหน้าที่สมบูรณ์แล้วและจะจากไป ผู้ภักดีที่นิสัยเลวยังกร้าว จะท้อถอยได้ง่าย ยามเผชิญกับประสบการณ์จิตวิญญาณที่ยังไม่มั่นคง เขาจะเกิดความสงสัย และผู้ไม่มีศรัทธาจะคิดว่าประสบการณ์จิตวิญญาณเป็นรหัสยนัยไร้ประโยชน์ ปัญหาก็คือผู้ปฏิบัติไม่ได้พยายามอย่างเพียงพอที่จะนดำรงสิ่งที่ได้ให้ยั่งยืน เพื่อเข้าถึงสมาธิขั้นที่สาม นั่นคือ การตั้งมั่นอยู่ในความเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า
3️⃣ "ตั้งมั่นอยู่กับสิ่งนั้น" หมายถึง ดำรงอยู่ในภาวะหนึ่งเดียวกับพระเจ้าอย่างตั้งมั่น อย่างไม่สนใจกับกิจกรรมภายนอก (นิรวิกัลปภาวะ)
เมื่อผู้ภักดีเชี่ยวชาญในสมาธิทั้ง3ขั้นตอนนี้แล้ว สามารถถอนจิตจากสสารหันไปเพ่งที่บรมวิญญาณ เมื่อนั้นแล้วผู้ภักดีจะไม่อยู่กับความอยากอีกต่อไป ถวายชีวิตต่อพระเจ้า และมีชีวิตอยู่เพื่อพระองค์เท่านั้น ในผู้ภักดีเช่นนี้ บาปทั้งหลาย (กรรมทั้งในอดีตและปัจจุบัน) จะถูกแสงญาณปัญญาการหยั่งรู้พระเจ้าทําลายไปสิ้น เช่นเดียวกับความมืดของราตรีปลาสนาการไปเมื่ออรุโณทัยมาเยือน ผู้ภักดีเช่นนี้จึงพ้นแล้วจากวังวนการเกิด การตาย และการเกิดใหม่ที่หมุนเวียนไปอย่างไร้ที่สิ้นสุด เขา “ไม่ออกไปอีกเลย” จากการดำรงอยู่กับพระเจ้า
(((มีต่อ)))

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา