คนเรานั้น ไม่ได้ทุกข์เพราะความคิดเลย ดังนี้

เรามักจะเคยได้ยินได้ฟังคำกล่าวที่ว่า คนเรามีทุกข์เพราะความคิด และเมื่อเราฟังแล้ว เราพิจารณาตามแล้ว เราใคร่ครวญตามแล้ว ข้อธรรมเหล่านั้นก็เหมือนจะถูกนี่นา ก็ถูกต้องนี่นา ซ้ำมิหนำครูอาจารย์ที่แสดงธรรมเหล่านั้น ยังยกพระสูตร ยังยกคำตรัสของพระพุทธเจ้ามาเป็นที่ตั้งด้วย ก็ทำให้เราเชื่อมั่นศรัทธาว่านี่เป็นจริง
แต่ในความเป็นจริงนั้น พอเราปฏิบัติกลับปฏิบัติไม่ได้ กลับไม่สามารถที่จะถึงผลที่ตนปรารถนาได้ จึงเกิดความลังเลสงสัย ไม่ทราบว่านี่จริงหรือไม่
มีบุคคลท่านหนึ่งได้ปรารภเหตุแห่งความสงสัยว่า มีครูอาจารย์ท่านหนึ่งแสดงธรรมให้ตนได้รับฟังว่า "คนเรานั้นมีทุกข์เพราะความคิด ถ้าเมื่อหยุดคิดหรือดับความคิดเสียก็จะสิ้นทุกข์" จากเนื้อความแห่งธรรมตัวนี้ บุคคลผู้นั่นก็เชื่อมั่นว่า นี่แหละเป็นธรรมที่ถูกต้อง เป็นธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสแน่นอน ตนเองคิดตามดังนี้
คือคนเราน่ะมีทุกข์เพราะความคิดจริงนะ เราคิดในเรื่องสามี คิดในเรื่องภรรยา คิดในเรื่องบุตร คิดในเรื่องธิดา คิดในเรื่องของมารดา คิดในเรื่องของบิดา คิดในเรื่องของทาสชาย ทาสหญิง ช้าง ม้า ลา โค หมู แพะ แกะ ไก่ เงินทอง หรือเรื่องของ เสื้อผ้า อาหาร บ้าน ยา เราก็คิดอยู่ตรงนี้แหละ มันทำให้เราเป็นทุกข์ ที่เขาบอกว่าคนเรามีทุกข์เพราะความคิด ประการที่ 1 น่าจะถูก น่าจะต้องนะ น่าจะตรงแล้วนะ ก็เห็นแล้วว่ามีทุกข์เพราะความคิดหนิ
ทีนี้เราจะหยุดคิดหรือเราจะดับความคิด เราก็จะสิ้นทุกข์หนิ ตรงนี้บุคคลท่านนั้นบอกว่า ดิฉันนี้มากระทำตามธรรมนี้เพื่อจะหยุดความคิด หยุดยังไงก็หยุดไม่ได้ ดับยังไงก็ดับไม่ได้ ดับไม่ได้ไม่ดับเปล่าแม้แต่ฝันก็ยังฝันอยู่อีก ขนาดหลับก็ยังไปฝันอีก ก็เลยไม่สิ้นทุกข์ เกิดความสงสัย จึงมีข้อสงสัยว่าแล้วครูอาจารย์ท่านนี้เห็นผิดหรือถูกอย่างไร เบื้องต้นตอบว่า "ครูอาจารย์เหล่านั้น ท่านเห็นผิด" เห็นผิดในเบื้องต้นคือเห็นผิดในปฏิจจสมุปบาท เห็นผิดในขันธ์ 5 นั่นแหละ ทุกอย่างก็จะผิด
เบื้องต้นตอบว่า "คนเรานั้นไม่ได้ทุกข์เพราะความคิด" อาศัยธรรมของพระพุทธเจ้าที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสเอาไว้ พระพุทธเจ้าได้ตรัสเอาไว้ใน อัญญติตถิยสูตร ว่า "คนเรานี่มีทุกข์เพราะการผัสสะ" คนเรามีทุกข์เพราะผัสสะ ไม่ได้มีทุกข์เพราะความคิดนี้
มาดูที่ตรงนี้ ในพระสูตรเนื้อความเป็นธรรมทั้งหลายมีมาก่อนแล้ว 4 ลำดับได้ แต่จะเอาเฉพาะข้อสุดท้ายนี้ให้รับทราบว่า "เว้นผัสสะเสีย เขาย่อมสวยทุกข์ดังนี้ ก็มีใช่ฐานะจะมีได้ ดังนี้" คำว่าเว้นผัสสะเสีย เขาย่อมสวยทุกข์ดังนี้ ก็มีใช่ฐานะจะมีได้ ดังนี้ ก็คือ ถ้าไม่มีการผัสสะแล้ว จะไม่เกิดทุกข์โดยเด็ดขาด ที่เป็นทุกข์ๆอยู่นี้เพราะมีผัสสะนี่แหละ จึงเป็นทุกข์ เราดูตรงนี้ ท่านตรัสตรงนี้
แต่ในธรรมของพระพุทธเจ้าที่เห็นอยู่ทั่วไป ที่เราไม่ได้ใส่ใจคือถ้าเราดูจริงๆ พวกเราที่มาฟังแล้วจะรู้ว่า ในขันธ์ 5 อันประกอบไปด้วย รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ตรงคำว่ารูปคือผัสสะ เมื่อผัสสะแล้วจึงเกิดเวทนา ที่เป็นสุข บ้างทุกข์บ้าง ไม่ทุกข์ไม่สุขบ้าง ตรงนี้ ผัสสะนะจึงเกิดเวทนาที่เป็นสุขเป็นทุกข์
ซึ่งเรามาดูเนื้อธรรมนี้ "ผัสสะจึงเกิดทุกข์" เห็นไหม ถ้าเว้นผัสสะเสีย ถ้าไม่ผัสสะอะไรๆเลย เขาจะเป็นทุกข์หนิเป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นทุกข์ไม่ได้เกิดเพราะความคิด แต่ทุกข์นี่เกิดจากผัสสะ
จะยกเนื้อความเป็นธรรมบางส่วนมาให้รับทราบ โดยเนื่อความแห่งธรรมนี้เกิดเนื่องจากท่านพระสารีบุตรนั้น เข้าไปบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ แล้วได้สนทนาธรรม หรือแสดงธรรมให้แก่ปริพาชกอัญญเดียรถีย์ได้รับฟังแล้ว ท่านพระอานนท์ก็ได้ฟังร่วมทีนี้ ได้ฟังการที่ท่านพระสารีบุตรสนทนาปราศรัยกับพวกปริพาชกอัญญเดียรถีย์เหล่านั้น
ได้ฟังแล้ว แต่ตอนนั้นท่านพระอานนท์ท่านยังไม่บรรลุธรรม ท่านก็เลยเกิดความสงสัย ได้นำธรรมนี้มากราบทูลต่อพระพุทธเจ้า โดยเนื้อความแห่งธรรมจะเป็นดังนี้ ข้อ 74 ท่านพระอานนท์ได้ยินท่านพระสารีบุตรสนทนาปราศรัยกับพวกปริพาชกอัญญเดียรถีย์เหล่านั้นแล้ว
ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์เที่ยวบิณฑบาตในพระนครราชคฤห์ ในกาลภายหลังภัตกลับจากบิณฑบาตแล้ว ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วกราบทูลถ้อยคำสนทนาของท่านพระสารีบุตรกับพวกปริพาชกอัญญเดียรถีย์ซึ่งได้มีมาแล้วทั้งหมดแด่พระผู้มีพระภาค
ข้อ 75 พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า พระผู้มีพระภาคตรัสว่า "ดีละๆ อานนท์ ตามที่สารีบุตรพยากรณ์
ชื่อว่าพยากรณ์โดยชอบ" แสดงว่าข้อธรรมนี้ ท่านพระสารีบุตรไม่เคยฟังธรรมนี้จากพระศาสดาในชาตินี้ แต่ท่านรู้มาก่อน แต่พอมาฟังธรรมของพระศาสดาแล้ว ความเป็นอรหันต์ของท่านก็สามารถที่จะตอบข้อธรรมต่างๆให้แก่ใครต่อใครได้ นี่คือความเป็นเอตทัคคะอัครสาวกเบื้องขวาของท่านพระสารีบุตรด้วย
แล้วมาดูตรงนี้ "ดูกรอานนท์ เรากล่าวว่าทุกข์เป็นของอาศัยเหตุเกิดขึ้น ทุกข์อาศัยอะไรเกิดขึ้น ทุกข์อาศัยผัสสะเกิดขึ้น" เห็นไหม ทุกข์ไม่ได้อาศัยความคิดนะ ทุกอาศัยผัสสะเกิดขึ้น "บุคคลผู้กล่าวตามนี้ จึงจะชื่อว่าเป็นผู้กล่าวตามที่เรากล่าว ไม่กล่าวตู่เราด้วยคำไม่จริง และพยากรณ์ธรรมสมควรแก่ธรรม ทั้งการคล้อยตามวาทะที่ถูกไรๆ ก็จะไม่พึงถึงฐานะอันวิญญูชนติเตียนได้"
เพราะฉะนั้นในตรงนี้อธิบายเลยว่า ใครบอกว่าทุกข์เกิดขึ้นเพราะความคิดนั้น บุคคลผู้ที่กล่าวเช่นนี้ ไม่กล่าวว่าทุกข์เกิดขึ้นเพราะผัสสะ บุคคลนั้นกล่าวผิด กล่าวตู่พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าและพยากรณ์ธรรมผิด ความผิดทั้งหมดจึงปรากฏอยู่
ดูต่อ
"ดูกระอานนท์ในวาทะทั้ง 4 นั้นทุกข์ที่พวกสมณพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้กล่าวคำบัญญัติว่าตนทำเองก็ย่อมเกิดขึ้นเพราะผัสสะเป็นปัจจัย" ถ้าทุกข์เกิดขึ้นเพราะตนทำเอง ก็เพราะผัสสะนะเป็นเหตุจึงให้เป็นทุกข์
"แม้ทุกข์ที่พวกสมณพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า ผู้อื่นทำให้ ก็ย่อมเกิดเพราะ
ผัสสะเป็นปัจจัย" ความทุกข์นี่คนอื่นทำให้เรานะอย่างนี้ แต่ไม่ใช่ทุกข์เพราะความคิดแต่ทุกข์เกิดขึ้นเพราะผัสสะ จึงเป็นเหตุให้บอกว่าทุกข์ทั้งหมดนั้นที่คนอื่นทำให้นั้นก็เกิดขึ้นเพราะผัสสะเป็นปัจจัย
"แม้ทุกข์ที่พวกสมณพราหมณ์ผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า ตนทำเองด้วย ผู้อื่นทำให้ด้วย ก็ย่อมเกิดเพราะผัสสะเป็นปัจจัย" ชัดเจนนะ ไม่ใช่ทุกข์เพราะความคิด
"แม้ทุกข์ที่พวกสมณพราหมณ์ผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า เกิดเอง(เกิดลอยๆขึ้นมา) เพราะอาศัยกรรมที่มิใช่ตนเองกระทำ มิใช่ผู้อื่นกระทำให้ ก็ย่อมเกิด เพราะผัสสะเป็นปัจจัย" แม้แต่ไม่เห็นต้นเห็นเงื่อนเห็นอะไรว่าเกิดยังไงก็ มีผัสสะนี้แหละเป็นปัจจัยจึงทุกข์
"ดูกรอานนท์ ในวาทะทั้ง 4 นั้น พวกสมณพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า ทุกข์ตนทำเอง เว้นผัสสะเสีย เขาย่อมเสวยทุกข์ ดังนี้ มิใช่ฐานะที่จะมีได้ แม้พวกสมณพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า ทุกข์ผู้อื่นทำให้ เว้นผัสสะเสีย เขาย่อมเสวยทุกข์ดังนี้ ก็มิใช่ฐานะที่จะเป็นไปได้"
"แม้พวกสมณพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า ทุกข์ตนทำเองด้วย ผู้อื่นทำให้ด้วย เว้นผัสสะเสีย เขาย่อมเสวยทุกข์ดังนี้ ก็มิใช่ฐานะที่จะมีได้ ถึงพวกสมณพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า ทุกข์เกิดเอง เพราะอาศัยการที่มิใช่ตนเองกระทำ มิใช่ผู้อื่นกระทำ เว้นผัสสะเสีย เขาย่อมเสวยทุกข์ดังนี้ ก็มิใช่ฐานะที่จะมีได้" เห็นชัดไหมทีนี้
ครูบาอาจารย์ที่กล่าวเอาง่ายๆว่า ความทุกข์เกิดขึ้นเพราะความคิด หรือความคิดนี่แหละทำให้เราเป็นทุกข์ดังนี้ เขาผิด เขาสะพรั่ง เขามักง่าย เขากล่าวตู่พระธรรมคำสอนในพระพุทธเจ้าอยู่ เราที่พอรู้แล้วว่ามีครูอาจารย์อย่างนี้อยู่ เราไม่ต้องไปร้องแรกแห่งกระเชอเอากับครูอาจารย์เหล่านั้น แต่เรานี่แหละมาทำหน้าที่ของเราให้รู้ถ้วนตามธรรมนี้ตั้งแต่เบื้องต้น ท่ามกลาง ที่สุด ให้เห็นให้ได้ แล้วเราจะเป็นหยดน้ำใสที่ค่อยๆไล่น้ำขุ่นออกไป
แล้วไปกระทำตามอุปมาที่ผู้คนทั่วไปเวลาฟังธรรมในพระพุทธเจ้า จนรู้จริงแล้ว จะเป็นไปตามธรรมที่ว่า
"นิกกุชชิตัง วา อุกกุชเชย" หงายของที่คว่ำ
"ปฏิจฉันนัง วา วิวเรยย" เปิดของที่ปิด
"มูฬหัสส วา มัคคัง อาจิกเขยย" บอกทางแก่คนหลงทาง
"อันธกาเร วา เตลปัชโชตัง ธาเรยย จักขุมันโต รูปานิ ทักขันตีติ"
ตามประทีปในที่มืด หรือจุดเทียนในที่มืด ด้วยหวังว่าผู้มีจักษุจักเห็นรูปตาม หรือจะเห็นธรรมตาม
มาดูที่ตรงนี้ จะอธิบายให้ฟัง ที่เราเห็นว่าครูอาจารย์เหล่านั้นดูเหมือนท่านพูดถูกนะ คนเรามีทุกข์เพราะความคิด ถ้าหยุดคิดเสีย ดับความคิดเสียก็จะสิ้นทุกข์ แต่มันทำไม่ได้ เพราะคนเรานั้นจะต้องคิดจะต้องปรุง
ดังที่ได้นำธรรมมาแสดงให้ฟังว่า "จัตตาโรเม อาหารา ภูตานัง วา สัตตานัง ฐิติยา สัมภเวสีนัง วา สัตตานัง อนุคคหาย" อาหาร 4 อย่างนี้เพื่อความตั้งอยู่ของสัตว์โลกที่เกิดขึ้นมาแล้ว และเพื่ออนุเคราะห์แก่สัตว์ที่แสวงหาความเกิดพร้อม
ทั้งหมดนั้นท่านแสดงในรูปของ อาการ ลิงค นิมิต อุเทส ของจิตนี้ให้เห็นชัดๆ ให้เห็นมโนชัดๆ ให้เห็นวิญญาณชัดๆ อยู่ในปฏิจจสมุปบาท แล้วท่านย่อลงมาเป็นขันธ์ 5 ย่อว่านี่รูป นี่เวทนา นี่สัญญา นี่สังขาร นี่วิญญาณดังนี้ ซึ่งเราเองก็จะต้องมาทำความรู้ในรูปคืออะไร เวทนาคืออะไร สัญญาคืออะไร สังขารคืออะไร วิญญาณคืออะไร ได้แสดงในเรื่องสัญญาไว้เป็นเบื้องต้นแล้ว แต่ถ้าจะเอารายละเอียดนั้นยังจะต้องมาเค้นกันอีก
ทีนี้คำว่าความคิด อยู่ที่คำว่าสังขาร ความคิดนี่ไม่ใช่เหตุเกิดของความทุกข์เห็นไหม สังขารเกิดขึ้นเพราะความทุกข์แล้ว เกิดขึ้นเพราะความสุขแล้ว เกิดขึ้นเพราะไม่สุขไม่ทุกข์แล้วนะ รูปเกิดรูปใดๆขึ้นแล้ว จึงเกิดเวทนา จึงเข้ามารู้ว่าตนเองเกิดเวทนาเพราะสิ่งนี้แล้วนะ เกิดเวทนาเพราะรูปนี้แล้วนะ
เรามารับรู้แล้วว่าเราเกิดเวทนาขึ้นเพราะสิ่งนี้แล้ว เราจึงจะมาทำการเพื่อให้ได้ตามเวทนา ชอบเราก็จะเอาสิ่งนี้ ชังเราก็จะผลักสิ่งนี้ เฉยๆแล้วก็จะทำการเพื่อให้เป็นเฉยๆต่อสิ่งนี้ อยู่ที่สังขารนี้ เราตั้งใจจะทำอย่างนี้ วิญญาณของเราก็พร้อมที่จะทำตาม นามรูปของเราที่จะทำตาม สฬายตนะของเราก็จะทำตาม จึงเกิดผัสสะ จึงเกิดเวทนาจึงเกิดตัณหา ไล่ไปตามลำดับ
เพราะฉะนั้นดูที่ตรงนี้ สังขาร มีสังขาร กาย วาจา ใจ อยู่ที่ตรงนี้ ความคิดอยู่ที่สังขารนี้ ไม่ใช่ความคิดอยู่ที่รูป แล้วจึงเกิดทุกข์ไม่ใช่ อื่นๆเราค่อยมาดูเนื้อความเป็นธรรมนี้ หรือมีโอกาสเมื่อไหร่จะซักถามสอบถามข้อธรรมนี้ต่อไป แล้วจะได้เห็นจริงว่า เพราะเหตุใดเราจึงปฏิบัติตามคำของครูอาจารย์เหล่านั้นแล้วไม่ถึงผล ดับความคิดยังไงก็ดับไม่ได้
แต่พระพุทธเจ้า เมื่อเห็นเหตุเกิด เห็นเหตุดับ รูัคุณ รู้โทษจริงๆ ดับได้ ดับความคิดนั่้นแหละ พระพุทธเจ้าดับได้ แต่ครูอาจารย์ที่เห็นผิดเหล่านี้ดับไม่ได้ เอาหลักฐานมาให้รับทราบเท่านั้น ถ้ายังสงสัยอยู่ก็ค่อยซักถามต่อไป
ให้ได้รับทราบอีกครั้งว่า ความทุกข์ไม่ได้เกิดเพราะความคิด แต่ความทุกข์นี้เกิดขึ้นจากผัสสะนี้ หรือความทุกข์เกิดขึ้นจาก รูปใดๆ ที่มาทางตาบ้าง ทางหูบ้าง ทางจมูกบ้าง ทางลิ้นบ้าง ทางกายบ้าง ทางใจบ้าง ทั้งหมดนั้นป็นเหตุแห่งทุกข์ที่ผัสสะแล้วจึงเป็นทุกข์ เอาหลักฐานมาให้ดู
อ้างอิง
อัญญติตถิยสูตร ข้อ 74 - 75 พระไตรปิฎกฉบับหลวงเล่มที่ 16
  • 5
โฆษณา