พระธรรมนี้ เป็นอนุสาสนีปาฏิหาริย์ เท่านั้น

เมื่อผู้เขียนได้เข้ามาร่วมรับฟังธรรมในองค์พระสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่หลวงพ่อ พุทธปัญโญ ได้แสดงให้กับปวงญาติได้รับฟังเป็นการเฉพาะอยู่ และเมื่อผู้เขียนได้เข้ามาร่วมรับฟังธรรมในองค์พระสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ภันเตได้แสดงอยู่ แล้วได้ทราบชัดแล้วว่าธรรมนี้ คนอื่นข่มขี่ไม่ได้ ไม่มัวหมอง ไม่ถูกติ ไม่ถูกคัดค้านโดยสมณพราหมณ์ผู้รู้แน่นอน ผู้เขียนก็ได้พยายามทำความรู้ตามธรรมนั้นเป็นเบื้องต้นอยู่
ผู้เขียนบอกตนเองว่าตนเองได้ทราบชัดว่าธรรมนี้ เป็นธรรมที่ถูกต้องถูกตรง เชื่อมั่นว่าตนได้รู้ตามธรรมนี้อยู่ และหลังจากนั้นเมื่อเหตุปัจจัยประชุมพร้อม ผู้เขียนได้เดินทางไปพบหลวงพ่อ พุทธปัญโญ เมื่อได้ฟังธรรมนี้แล้ว จากการที่ผู้เขียนเองเชื่อมั่นว่าเมื่อก่อนตนก็ได้ฟังธรรมนี้ ตนเชื่อว่าตนได้รู้จริงในธรรมนี้แล้ว
แต่พอได้ฟังเนื้อความแห่งธรรมที่ภันเตได้แสดงให้ฟังอีกครั้งหนึ่ง กลับทราบชัดว่าไอ้ที่ตรงก็ตรงแล้วยิ่งนัก ส่วนที่ตนเองคิดว่าตนเองได้รู้กลับไม่ตรงก็มี จึงทำให้ทราบชัดว่าอนุศาสนีปาฏิหาริย์นี้สำคัญยิ่งนัก
และแม้ข้อธรรมที่ตนเองเกิดความสงสัยใคร่รู้ พอได้ซักถามสอบถามว่าจะตรงกับสิ่งที่ตนเองสงสัยหรือไม่ โดยตนเองนั้นได้คิดไปก่อน ได้สงสัยไปก่อนว่าน่าจะเป็นอย่างนั้น น่าจะเป็นอย่างนี้ แต่พอได้ฟังธรรมที่ภันเตได้แสดงธรรมในองค์พระสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อตอบความสงสัยนั้น ผูัเขียนจึงทราบชัดว่า การที่ใครคนใดคนหนึ่งจะศึกษาพระธรรมคำสอนในองค์พระสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยการศึกษาตำรับตำราอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือแม้แต่พระไตรปิฎกนี้ก็ตาม
บุคคลเหล่านั้นหรือใครก็ตาม จะไม่สามารถทำความถ้วนรอบในธรรมตามพระไตรปิฎกนี้ได้เลย จึงได้ระบุชัดลงไปว่า แม้พระไตรปิฎกนี้ก็ไม่ใช่ตำราเรียน ชี้ให้ฟังดังนี้ว่า องค์พระสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ ท่านมีความสามารถในเรื่องของการรจนา บทพยัญชนะได้ทั้งสิ้น ทั้งเก่งทั้งชำนาญ แต่ท่านไม่รวบรวมพระธรรมคำสอนของพระองค์ท่านเป็นบทพยัญชนะเป็นพระไตรปิฎกเลย
ชี้ให้เห็นตรงนี้ว่า การที่บุคคลหนึ่งบุคคลใด อ่านตำรับตำรา หรืออ่านพระไตรปิฎกแล้ว แม้ท่านจะทราบชัดว่าตนเองดูเหมือนรู้จริงแล้ว แต่ธรรมะนี้ลึกซึ้งเห็นตามได้ยากรู้ตามได้ยาก ธรรมนี้ท่านชื่อมั่นว่าท่านรู้ แต่อันความจริงแล้วความลึกเข้าไปในธรรม ท่านอาจจะรู้ยังไม่ได้ก็ได้
และทีนี้ เมื่อท่านเชื่อว่า ท่านทราบชัดว่าตนเองรู้แล้ว ท่านจะมาบอกกล่าวกับพระไตรปิฎกหรือตำรับตำราเรียนว่า ข้าพระองค์ได้รู้ถ้วนตามธรรมนี้แล้วดังนี้ ข้าพระองค์เห็นอย่างนี้ถูกหรือไม่ ถูกต้องตรงหรือไม่ดังนี้ พระไตรปิฎกหรือตำราเรียนใดๆก็ไม่สามารถจะประกาศความเป็นผู้รู้ของท่านว่า เออท่านเห็นถูกแล้ว ท่านทำถูกแล้วดังนี้ ไม่ได้ ไม่มีพระไตรปิฎกเล่มไหนบอกได้ ไม่มีตำรับตำราเรียนเล่มไหนบอกได้ นี่เป็นการชี้ชัดให้ดู
เพราะฉะนั้นกรณีที่ผู้เขียนได้เข้าไปฟังธรรมในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่หลวงพ่อ พุทธปัญโญได้แสดงเอาไว้ในระบบการสื่อสารของโลกที่ทันสมัย โดยเฉพาะในช่องที่ภันเตได้ทำเอาไว้ใน YouTube เพื่อให้โยมแม่และปวงญาติที่ฟังธรรมจากภันดตแล้วไปฟังธรรมนี้ซ้ำ สงสัยข้อธรรมใดที่อยู่ใกล้กัน ได้ซักถามสอบถามแล้ว ก็ง่ายที่จะฟังธรรมนี้ซ้ำ เพื่อให้ฟังเนืองๆ
แต่ถ้าผู้หนึ่งผู้ใด ยังไม่เคยฟังธรรมนี้ตรงๆ ไม่ได้ซักถามสอบถามแล้ว ส่วนมากจะสำคัญว่า ตนได้เป็นผู้รู้ตามธรรมนี้แล้ว แต่พอสอบถามสอบทวนจริงๆแล้ว จะเห็นว่าความผิดพลาดคลาดเคลื่อนนั้นแทบจะเรียกว่า 100%
ดังนั้นจึงชี้ให้ดูว่าแม้พระไตรปิฎกนี้ก็ไม่ใช่ตำราเรียน ที่ปรากฏพระไตรปิฎกขึ้นนี้ ที่ปรากฏพระไตรปิฎกขึ้นนี้ เป็นเพราะท่านพระมหากัสสปะนั้น ท่านเกิดความสังเวชใจที่พระสุภัททะได้กล่าวจากจ้วงองค์พระสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กล่าวติพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์อยู่
ในภายหลังที่จัดการพิธีพระศพในองค์พระสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ท่านพระมหากัสสปะจึงได้รวบรวมอรหันตสาวก เพื่อทำหลักฐานทางธรรมเป็นบทพยัญชนะ เพื่อป้องปราม ป้องปราม บุคคลผู้ที่กล่าวตู่พระธรรมคำสอนในองค์พระสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือเห็นผิดในพระธรรมคำสอนในองค์พระสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่เป็นสำคัญ
ดังนั้นเพื่อให้ทุกคนได้เห็นความสำคัญของธรรมที่ชื่อว่าอนุศาสนีปาฏิหาริย์ จึงได้นำเอาเกวัฏฏสูตร พระไตรปิฎกฉบับหลวงเล่มที่ 14 ข้อ 341 มาแสดงให้ได้รับทราบอีกครั้งหนึ่งว่า พระธรรมคำสอนในองค์พระสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น เป็นอนุสาสนีปาฏิหาริย์เ ให้ได้รับทราบถึงปาฏิหาริย์ก่อน
ปาฏิหาริย์มีอยู่ 3 อย่าง ประกอบไปด้วย
1.อิทธิปาฏิหาริย์
2.อาเทสนาปฏิหาริย์
3.อนุสาสนีปาฏิหาริย์
ปาฏิหาริย์ที่ 1 คือ อิทธิปาฏิหาริย์ แสดงฤทธิ์ได้มาก อย่างเช่นคนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้ เดินทะลุฝา ทะลุกำแพง ทะลุภูเขา เหมือนไปในที่ว่างหรืออื่นๆ นี่เป็นลักษณะของอิทธิปาฏิหาริย์ อันที่ 2 คือ อาเทสนาปฏิหาริย์ ทายใจ ดักใจ รู้ใจคนอื่นได้ แต่ 2 อย่างนี้ อิทธิปาฏิหาริย์กับอาเทสนาปฏิหาริย์
ดูเนื้อความแห่งธรรมนี้ ดูกรเกวัฏฏ์ เราเล็งเห็นโทษในอาเทสนาปาฏิหาริย์อย่างนี้แล เราจึง "อัฏฏิยามิ หรายามิ ชิคุจฉามิ" จึงอึดอัด ระอา เกลียดอาเทสนาปาฏิหาริย์ ซึ่งก่อนหน้านั้นท่านแสดงความเกลียดอิทธิปาฏิหาริย์ไปแล้ว แต่ธรรมะของพระพุทธเจ้า คือข้อที่ 3 เป็นอนุสาสนีปาฏิหาริย์
ชัดๆให้ดูตรงนี้ เรามาดูว่าพระศาสดาตรัสกับท่านเกวัฏฏ์อย่างไร
"กตมัญจ เกวัฏฏ อนุสาสนิปาฏิหาริยัง
อิธ เกวัฏฏ ภิกขุ เอวมนุสาสติ
เอวัง วิตักเกถ มา เอวัง วิตักกยิตถ
เอวัง มนสิกโรถ มา เอวัง มนสิกโรถ
อิทัง ปชหถ อิทัง อุปสัมปัชช วิหรถาติ
อิทัง วุจจติ เกวัฏฏ อนุสาสนิปาฏิหาริยัง"
ในคำแปลคือดังนี้ว่า "ดูกรเกวัฏฏ์ ก็อนุสาสนีปาฏิหาริย์เป็นไฉน? ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมพร่ำ
สอนอย่างนี้ว่า ท่านจงตรึกอย่างนี้ อย่าตรึกอย่างนั้น จงทำในใจอย่างนี้ อย่าทำในใจอย่างนั้น
จงละสิ่งนี้ จงเข้าถึงสิ่งนี้อยู่เถิด นี้เรียกอนุสาสนีปาฏิหาริย์"
"ท่านจงตรึกอย่างนี้ อย่าตรึกอย่างนั้น" เราจะเห็นคำว่าอย่างนี้กับอย่างนั้น
"ท่านจงทำในใจอย่างนี้ ท่านอย่าได้ทำในใจอย่างนั้น" เราจะเห็นคำว่านี้กับนั้น มีความต่างกัน
"ท่านจงละสิ่งนี้ จงเข้าถึงสิ่งนี้แล้วอยู่เถิด" เหมือนละสิ่งนี้แล้วก็ เข้าอยู่ในสิ่งนี้เหมือนเดิม
ขอแยกให้ดูดังนี้ว่า "ท่านจงละสิ่งนี้" ตรงคำนี้หลวงพ่อ พุทธปัญโญ ท่านเปลี่ยนเป็นนั้น เป็นคำว่า "ท่านจงละสิ่งนั้น จงเข้าถึงสิ่งนี้ แล้วอยู่เถิด" เหตุเพราะสิ่งนั้นแหละ เป็นสิ่งที่คนอื่นที่ว่าผิดเอาไว้ กล่าวผิดเอาไว้ แต่ท่านศรัทธาแล้วท่านจงมาอยู่ในสิ่งนี้ ในธรรมของเรานี้ ท่านจึงชี้ให้ กลับมาดูว่า "ท่านจงเข้าถึงสิ่งนี้แล้วอยู่เถิด" "ตรงนี้เรียกอนุศาสนาปาฏิหาริย์"
ก่อนที่จะไปอธิบายองค์ธรรมแห่งอนุสาสนีปาฏิหาริย์ทั้งหมด เราดูตรงนี้ว่า อนุสาสนีปาฏิหาริย์จึงมีองค์ประกอบกันอยู่ 3
ประการคือ 1 พระศาสดาหรือศรัทธา หรือครูอาจารย์
ประการที่ 2 เป็นข้อธรรมที่ศาสดามีแล้ว
ประการที่ 3 มีผู้ฟัง
องค์ธรรมแห่งอนุสาสนีปาฏิหาริย์นี้ มี 3 อย่างนี้เป็นหลัก
สำหรับข้อ 2 กับข้อ 3 ก็จะคาบเกี่ยวกัน บางทีก็จะบอกว่ามีพระศาสดาหรือมีครูมีอาจารย์ มีผู้มาฟังธรรมเอาขึ้นมาเป็นข้อ 2 แล้วก็จะมีข้อธรรม ถ้าไล่ตามลำดับแล้ว ถ้าพระศาสดาหรือครูอาจารย์ไม่มี ข้อธรรม ผู้ฟัง ก็จะเกิดไม่ได้ ก็จึงไล่ให้ดูว่า พระศาสดา ข้อธรรม และผู้ฟังธรรม ตามลำดับดังนี้ ให้เราเห็นชัดๆ
เรามาดูตรงนี้จะชี้ให้ดูว่า ทำไมเมื่อเราไปเห็นข้อธรรมในองค์ฌานหนึ่ง จะบอกว่า มีวิตก มีวิจาร ปีติ สุข จิตเตกัคคตาอย่างนี้ เราจะเห็นคำนั้นนี้ เราดูว่าในอุนสาสนีปาฏิหาริย์นี้ มีคำว่าวิตกมีวิจารอยู่หรือไม่อย่างไร เรามาดูกัน
"ท่านจงตรึกอย่างนี้ อย่าได้ตึกอย่างนั้น" ตรงนี้เป็นเรื่องของความปรารถนา เมื่อผัสสะแล้วเกิดปรารถนา ท่านจงตรึกอย่างนี้ อย่าได้ตรึกอย่างนั้น ตัวนี้เป็น"วิตก"
"จงทำในใจอย่างนี้ อย่าได้ทำในใจอย่างนั้น" การปฏิบัติธรรมนั้น ได้บอกไปแล้วว่า การปฏิบัติธรรมปฏิบัติ ที่จิต ที่มโน ที่วิญญาณนี้
ฉันทมูลกา มนสิการสัมภวา ผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาเป็นเวทนาสโมสรณา สมาธิเป็นประมุขา สตาธิปเตยยา มีปัญญาเป็นยิ่ง วิมุติเป็นสาระ อมตะเป็นโอคธา นิพพานปริโยสานา ทั้งหมดนี้ทำในใจ
ตัวนี้เป็นวิตก "ท่านจงตรึกอย่างนี้ อย่าได้ตรึกอย่างนั้น" เป็นวิตก
เมื่อจะทำให้สำเร็จก็คือ "จงทำในใจอย่างนี้ อย่าได้ทำในใจอย่างนั้น"
นี่เป็นข้อทำให้สำเร็จตรงนี้เป็นวิจาร
"ท่านจงละสิ่งนั้น จงเข้าถึงสิ่งนี้แล้วอยู่" เป็นคุณสมบัติของการเมื่อเห็นว่าตรงนั้นผิด ก็ละออกเข้ามาอยู่ในสิ่งนี้ตรงนี้เป็นสภาวะที่บริบูรณ์แล้ว ในธรรมขององค์พระสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นี้เป็นอนุสาสนีปาฏิหาร
1
ชี้ให้ดูเพื่อให้ทุกคนได้เห็นความกว้างขึ้น เพราะฉะนั้นจากอนุสาสนีปาฏิหาริย์นี้ เราเห็นแล้วเมื่อซักครู่นี้ ดูกรเกวัฏฏ์ เราเล็งเห็นโทษในอาเทศนาปาฏิหาริย์อย่างนี้แล จึงอึดอัด ละอา เกลียดอาเทศนาปาฏิหาริย์ แต่ยืนยันว่า องค์พระสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประกาศว่า เมื่อใครผู้ใดผู้หนึ่ง เมื่อกระทำอนุสาสนีปาฏิหาริย์ จนถึงผลอันบริบูรณ์แล้ว
ในบัดดลนั้น หรือในขณะนั้น บุคคลคนที่ได้อนุสาสนีปาฏิหาริย์นี้แล้ว จะได้อิทธิปาฏิหาริย์ และอาเทศนาปาฏิหาริย์ไปพร้อมกันโดยทันที โดยทันทีเลย ไม่มีก่อนมีหลังด้วย ขอให้ได้อนุศาสนีปาฏิหาริย์เถอะ คุณจะสามารถทำอิทธิปาฏิหาริย์ได้ จากคนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้
เดินทะลุฝา ทะลุกำแพง ทะลุภูเขาไปเหมือนในที่ว่างก็ได้ เดินไปบนผิวน้ำไม่แตก เหมือนเดินไปบนดินก็ได้ ดำไปในดินเหมือนดำไปในน้ำก็ได้อย่างนี้ ยื่นมือไปคลำพระอาทิตย์พระจันทร์ที่มีฤทธานุภาพได้ 2 มือได้ดังนี้ เห็นไหม สามารถไปถึงพรหมโลกด้วยกายนี้ได้เลย ได้ตามอิทธิปาฏิหาริย์นี้ทุกประการ
การที่ทายใจว่า ท่านมีจิตคิดอย่างนี้ ท่านมีความเห็นอย่างนั้น ล่วงหน้าได้ทั้งหมด ตรงนี้เราก็ได้ เราก็ได้มาพร้อมกันเลย ขอให้คุณทำอนุสาสนีปาฏิหาริย์นี้ให้ได้ก่อน ใครยังไม่เห็นว่าที่เข้ามาสู่อนุสาสนีปาฏิหาริย์แล้ว ใครยังไม่เห็นว่าตนได้อิทธิปาฏิหาริย์ หรือยังไม่ได้อาเทศนาปฏิหาริย์ สามารถตรวจสอบได้ด้วยการกระทำตามอนุสาสนีปาฏิหาริย์เป็นเบื้องต้น
เพราะฉะนั้นชี้ให้ทุกคนดูดังที่ได้ย้ำให้ฟังว่า พระไตรปิฎกไม่ใช่ตำราเรียน ไม่เลย ตำรับตำราใดๆที่เขียนขึ้นไว้ จะมากมายขนาดไหนก็ตาม เราจะเห็นว่าไม่สามารถทำให้ใครบรรลุธรรมได้เลย ในธรรมของพระศาสดานะ เพราะธรรมนี้เป็นอนุสาสนีปาฏิหาริย์
ดังนั้นจึงไม่เว้นแม้กระทั่งบทธรรมที่มีผู้แสดงธรรมเป็นรูปวีดีโอทั้งหลาย แม้แต่ธรรมของหลวงพ่อ พุทธปัญโญเอง ถ้าฟังอยู่ฝ่ายเดียว ไม่ได้ตรวจสอบจากหลวงพ่อ พุทธปัญโญเป็นเบื้องต้น หรือเหมือนบุคคลผู้ที่ได้ฟังธรรมนี้แล้ว บุคคลเหล่านั้นไม่ได้ทำตามธรรมของพระศาสดาที่ประกาศว่า ธรรมนี้เป็นอนุสาสนีปาฏิหาริย์นี้เลย
เพราะฉะนั้นอานุภาพแห่งความยากแห่งธรรม ที่"คัมภีรา ทุททสา ทุรนุโพธา สันตา ปณีตา อตักกาวจรา นิปุณา ปัณฑิตเวทนียา" ไม่เคยยกเว้นใครเลย เพราะฉะนั้นเมื่อทุกคนทราบกันดังนี้ หน้าที่ของทุกคนจงทำอนุสาสนีปาฏิหาริย์นี้ ให้ปรากฏแก่ตนเถิด
อ้างอิง
เกวัฏฏสูตร ข้อ 338 เป็นต้นไป พระไตรปิฎกฉบับหลวงเล่มที่ 9
  • 4
โฆษณา