13 พ.ค. เวลา 21:57 • สุขภาพ

เราจะสามารถให้กำลังใจตัวเองอย่างไร โดยที่ไม่โกหกตัวเอง

หนังสือมากมายที่ขายอยู่ตามท้องตลาดเต็มไปด้วยข้อความให้กำลังใจตัวเองเชิงบวก ยกตัวอย่างเช่น "ฉันรักตัวเอง" "ฉันมีค่าคู่ควร" "ฉันเป็นคนที่มีคุณค่า" ผมไม่ปฏิเสธว่าข้อความดังกล่าวเป็นข้อความที่ดี หรือไร้ประโยชน์ การที่เราอ่านข้อความเชิงบวกแล้วรู้สึกดีย่อมดีอย่างแน่นอน เพียงแต่ข้อความเหล่านี้สามารถเป็นได้ทั้งประโยชน์และโทษ
ข้อความเชิงบวกเพื่อให้กำลังใจ เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า "Positive affirmations" เป็นวลีเชิงบวก หรือข้อความที่ใช้เพื่อปรับเปลี่ยนความคิดที่ไม่เป็นประโยชน์หรือเชิงลบ โดยทุกคนสามารถใช้การให้กำลังใจเชิงบวกเพื่อกระตุ้นและส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในชีวิตของตนเอง หรือเพิ่มความภาคภูมิใจในตนเองก๋ได้เช่นกัน
อ่านดูแล้วอาจจะคิดว่า "ก็ดีหนิ ไม่เห็นจะมีโทษตรงไหน" แต่อย่าลืมว่าอะไรที่มันมากเกินไปก็ไม่ดี เพราะหลายคนติดกับดักการหลอกตัวเองโดยการให้กำลังใจที่เกินความเป็นจริง เมื่อเรากำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่มืดมนจริง ๆ การพูดปลุกกำลังใจตัวเองแบบนี้มันก็เหมือนกับการโกหกที่ไม่มีความจริงใจ
แน่นอนข้อความเหล่านี้มีประโยชน์และมีการวิจัยจำนวนมากที่สนับสนุนมัน จึงเป็นสิ่งที่ยากจะยอมรับ อย่างที่ผมได้กล่าวไว้ข้างต้น ข้อความให้กำลังใจเชิงบวกเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ มันคือพลังของภาษา อีกทั้งข้อความหรือภาษาเชิงลบก็เป็นโทษอย่างปฏิเสธไม่ได้ แต่ในความจริงแล้วทุกอย่างไม่ได้มีความเป็นขาวดำที่ชัดเจนขนาดนั้น
ในหนังสือ Toxic Positivity: Keeping It Real in a World Obsessed with Being Happy ผู้เขียน วิตนีย์ กู๊ดแมน (Whitney Goodman) นักจิตบำบัดชื่อดังได้เล่าถึงศึกษาวิจัยที่แสดงให้เห็นว่า การคิดบวกและการพูดปลุกกำลังใจตัวเองมีประสิทธิผลกว่าในกลุ่มตัวอย่างที่มีความภาคภูมิใจในตัวเองสูง ส่วนกลุ่มตัวอย่างที่มีความภาคภูมิใจในตัวเองต่ำ การคิดบวกกลับให้ผลตรงกันข้าม เพราะในที่สุดแล้วคนเหล่านี้จะรู้ตัวว่าถ้อยคำเหล่านั้นไม่ได้เป็นเรื่องจริง จึงยิ่งทำให้คนกลุ่มนี้รู้สึกซึมเศร้า
การศึกษาวิจัยยังพบด้วยว่า การมองโลกในแง่ดีมากเกินไปเพิ่มความเสี่ยงของโรคซึมเศร้า เพราะการมองโลกในแง่ดีทำให้ขาดการเตรียมตัวเตรียมใจเมื่อต้องเผชิญกับปัญหาหรือสถานการณ์ยากลำบาก เมื่อชีวิตของเรากำลังไปได้ดี โลกก็มักจะสกัดขาให้ล้มเสมอ หรืออาจกล่าวได้ว่ามีขึ้นก็มีลงได้เสมอ การเตรียมพร้อมสำหรับการล้มลงอาจจะเป็นหนทางที่รักษาสุขภาพจิตให้คงที่ได้มากกว่าที่เราคิดก็ได้
ผู้อ่านอาจจะยังไม่เห็นภาพของคำว่า "มองโลกในแง่ดีมากจนเกินไป" ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเราเผชิญความผิดหวัง หรือความล้มเหลว และเราก็มองว่า "ความล้มเหลวหรือความผิดหวังนั้นมีข้อดีซ่อนอยู่ ดังนั้นมันจึงเป็นสิ่งที่ดีที่เรื่องเลวร้ายแบบนี้เกิดขึ้นมา" ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว ความผิดหวังหรือความล้มเหลวจะมาพร้อมความรู้สึกเชิงลบ แน่นอนมันสอนอะไรบางอย่างกับเรา แต่มันก็ไม่ฉลาดเลยที่เราจะประสบกับความล้มเหลวและความผิดหวังแบบเดิมครั้งหนึ่งหรือต่อเนื่อง
สิ่งนี้อาจจะขัดกับสิ่งที่ผู้อ่านหลายคนเคยได้รับฟัง แต่การให้กำลังใจตัวเองซ้ำ ๆ อย่างไร้เหตุผล ในความจริงแล้วมันแสนจะน่ารำคาญ ถ้าเราเกลียดตัวเอง และเรื่มพูดว่า "ฉันรักตัวเอง" ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เราอาจจะรู้สึกดีสักพักหนึ่ง แต่ไม่ช้าไม่นาน มันก็จะกลายเป็นเพียงเสียงรกหู เริ่มฟังดูไม่ถูกต้องและว่างเปล่า มันไม่ใช่ความผิดของเรานะครับ เพียงแต่คำพูดพวกนั้นห่างไกลความจริงเกินไปในตอนนี้
หรืออาจกล่าวได้ว่า การให้กำลังใจกับตัวเองซ้ำ ๆ ถ้าพฤติกรรมไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปตามคำพูดพวกนั้น มันก็จะไม่ได้ผล การพูดปลุกกำลังใจตัวเองต้องมีการกระทำที่เป็นเหตุของมันหนุนหลังอยู่ ถ้าเรายังมีพฤติกรรมต่าง ๆ ที่ปฏิเสธหรือตรงข้ามโดยสิ้นเชิงกับความเชื่อนี้ ยิ่งยากที่จะทำให้คำพูดนี้สอดคล้องกับชีวิต กล่าวคือ มันย้อนแย้งกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น
เราต้องพิจารณาทั้งความคิดและพฤติกรรมของเรา เป็นการดีที่จะถามตัวเองว่า ฉันจะแสดงออกให้สอดคล้องตามคำพูดเหล่านั้นได้อย่างไร ฉันจะแปรคำพูดให้กำลังใจพวกนี้เป็นการกระทำอย่างไร ฉันจะทำให้ตัวเองเชื่อสิ่งที่ฉันต้องการจะเชื่อได้อย่างไร วิตนีย์ กู๊ดแมน (Whitney Goodman) แนะนำให้เราตั้งคำถามประมาณว่า
1) การรักตัวเองของนี่มันหน้าตาเป็นอย่างไร
2) ฉันจะแสดงออกว่าฉันรักตัวเองได้อย่างไร
3) พฤติกรรมแบบไหน ที่แสดงออกถึงความเชื่อนี้
4) ฉันจะแสดงออกถึงความรักตัวเองได้อย่างไร ในช่วงเวลา ที่ยากลำบาก
ถ้าไม่พยายามยอมรับตัวเอง รักตัวเอง และเคารพตัวเองอยู่ภายใน มันก็จะไม่ได้ผล เมื่อเราพูดปลุกกำลังใจตัวเอง เรากำลังพยายามจะไปให้ถึงจุดที่เรายอมรับและเคารพตัวเราเอง ดังนั้นเพื่อที่จะเชื่อในคำพูดเหล่านี้เราต้องเชื่อก่อนว่าเรามีค่าคู่ควรกับความรักและความเมตตา ในทางกลับกันถ้าเรามีความคิดเชิงลบ ยึดมันถือมั่นในความเชื่อหลักว่าเราไม่ควรค่าต่อความรักและความเมตตาเสียแล้ว คำพูดดี ๆ เหล่านี้ก็จะให้ความรู้สึกกลวงโบ๋
ผมพบว่ามันมีประโยชน์ที่เราจะเริ่มต้นด้วยอะไรที่เป็นไปได้ว่ามันจะเป็นความจริง และทำให้คำพูดดี ๆ เหล่านั้นยืดหยุ่นขึ้น แทนที่จะพูดว่า "ฉันรักตัวเอง" กู๊ดแมนแนะนำให้พูดว่า
1) ฉันสามารถเรียนรู้ที่จะรักตัวเอง
2) ฉันยอมรับว่าฉันจะไม่ได้รักตัวเองในทุก ๆ วัน
3) ฉันจะพยายามแสดงความรักกับตัวเอง แม้ในยามที่ยาก ลำบาก
4) ถ้าฉันไม่สามารถรักตัวเองในวันนี้ ฉันจะพยายามอีกครั้งในวันพรุ่งนี้
5) บางครั้งการรักตัวเองก็ทำได้ยาก และฉันจะยังคงพยายาม ต่อไป
เมื่อเราเปิดพื้นที่ให้กับความเมตตากรุณาและความเป็นไปได้เราก็จะสร้างความยืดหยุ่นทางจิตใจขึ้นมา สิ่งนี้จะอนุญาตให้เรา มีความเมตตากรุณา ในยามที่คำพูดดี ๆ ฟังดูไม่จริงเลย และสามารถสร้างพื้นที่ให้ความเป็นไปได้ ว่าสักวันหนึ่งมันจะเป็นจริง โดยที่ไม่หลอกตัวเอง
ข้อแนะนำในบทความนี้ผมเชื่อว่ามันฟังดูยาก การหาจุดตรงกลางระหว่างการให้กำลังใจตัวเองแบบหลงผิด กับการมองโลกตามความเป็นจริงแล้วดันมาถล่มต่อว่าตัวเองอย่างรุนแรง มันคือความท้าทายของมนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ ยิ่งไปกว่านั้นในบางเวลาบางบริบทเราอาจจะสามารถทำได้ แต่ในบางสถานการณ์มันก็ยากเหลือเกินที่จะประสบความสำเร็จกับการค้นหาจุดตรงกลางดังกล่าว
นี่แหละคือความเป็นจริง มันไม่มีอะไรง่ายเสมอไป มันไม่มีทางที่เราจะท่องคำบางคำที่แสนจะลื่นหูแล้วกำหนดคุณภาพในชีวิตในทางที่ดีได้ ชีวิตเต็มไปด้วยการดื้นรนและต่อสู้ โลกใบนี้ไม่ได้ดีและแย่อย่างที่เราคิด เรามักจะต้องดิ้นรนต่อสู้เดินไปบนเส้นทางที่เราไม่มีทางจะมั่นใจได้เลยว่ามันจะถูกต้อง และไม่มีทางมั่นใจได้เลยว่าที่เรารู้สึกว่ามาถูกทางแล้วมันจะถูกต้องเสมอไป
ผมแนะนำว่าให้เรามีสติกับปัจจุบัน ให้กำลังใจตัวเองได้ แต่ก็ต้องยอมรับและเคารพตัวเองเมื่อเผชิญกับอารมณ์หรือสถานการณ์เชิงลบ เราต้องยอมรับว่าเราเสียใจได้ ร้องไห้ได้ โกรธได้ โมโหได้ เช่นเดียวกับที่เรายอมรับได้ว่าเราสามารถที่จะมีความสุขและหัวเราะได้ เมื่อนั้นเราจะสามารถเดินบนเส้นทางที่ถูกต้องได้ หรือต่อให้เรามาผิดทางเราก็จะมีสติมากพอที่จะรู้ตัวและปรับปรุงตัวเองให้เดินไปในเส้นทางที่แตกต่างจากเดิมได้
อ้างอิง
Goodman, W. (2022). Toxic Positivity: Keeping It Real in a World Obsessed with Being Happy. NY: TarcherPerigee.
โฆษณา