พูดหยอกล้อเล่นกันกับเพื่อน เป็นการพูดเพ้อเจ้อ ผิดศีลข้อ4 จริงหรือ?

คำตอบคือ "ไม่จริง" นะครับ คำว่าเพ้อเจ้อคือการพูดด้วยเจตนาที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ ทำให้เดือดร้อนคนฟังเพราะรำคาญ,ปวดหัว,ร้อนรน,ไม่สบายใจ พูดไม่ตรงอรรถตรงธรรม พูดพล่ามไปเรื่อย พูดเพ้อเจ้อ คือ อาการพูดพล่ามมากจนน่ารำคาญคือการพูดที่ไม่มีบทสรุป พูดวกไปวนมา พูดวกวนเวียนวนอยู่แต่เรื่องเดิมๆเป็นการพูดที่หาข้อสรุปไม่ได้ คนละแบบกับการเพ้อนะครับ เพราะการเพ้อ มันเกิดกับคนป่วยไข้มากกว่า อันนั้นไม่บาป
#มุสา #พูดเพ้อเจ้อ
แต่ถ้าเพ้อตอนมีสติ คือ การพูดโดยไม่มีข้อมูลอ้างอิงที่ชัดเจนเป็นการยกเมฆมาลอยๆ อันนี้ก็เข้าข่ายผิดศีลข้อมุสาวาทนะครับ
ในสมัยพุทธกาล พระสมณโคตมะมหาศาสดาท่านตรัสว่าเพื่อที่จะรักษาศีลให้บริสุทธิ์ บริสุทธิ์ถึงที่สุด
แม้แต่พูดเล่นก็ไม่ควรพูด
แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ท่านอนุโลมว่าถ้าพูด เหมือนกับพูดคำเท็จ
เพื่อที่จะหัวเราะสนุกกันเฉยๆ คือรู้ๆ กันว่าไม่ใช่เจตนาจะบิดเบือนความจริง หรือว่าโกหกมดเท็จอะไร
อันนั้นก็ไม่เป็นไรนะครับ มันมีรายละเอียดอยู่ในข้อวินัย
นี่แสดงให้เห็นว่าพอพูดเล่น พูดเล่นพูดหัว พูดคำไม่จริง
ยังไม่ใช่มุสาเสียทันที ยังไม่ใช่เพ้อเจ้อเสียทันที
ต้องดูด้วยว่าเจตนาเป็นไปเพื่อที่จะบิดเบือนความจริง
ต้องการให้คนอื่นเข้าใจไปแบบนั้นจริงๆ
หรือว่า "เป็นเพียงการพูดเพื่อที่จะหัวเราะเล่นสนุกกัน"
การที่เราพูดเล่นกับเพื่อนแล้วใจยังมีสติอยู่ได้
แล้วใจยังมีความรู้สึกว่าตัวเองรู้ตัวว่ากำลังพูดอะไรออกไป กำลังทำอะไรลงไป
อย่างนี้ยังไม่เข้าขั้นเพ้อเจ้อ
แต่พวกที่เพ้อเจ้อถึงขั้นที่ผิดศีลนะ คือเพ้อเจ้อประมาณว่า..
เดี๋ยวพรุ่งนี้โลกจะแตก ครีมตัวนี้ใช้แล้วขาวใสเหมือนไข่มุก อาหารเสริมตัวนี้กินแล้วหุ่นดีมีกล้ามสวยแบบพระเอกหนัง เดี๋ยวจะมีโรคระบาดหนัก ติดต่อเอเลี่ยนได้ เดี๋ยวเขื่อนจะมีน้ำทะลักแล้วคนจะล้มตาย บลาๆๆ
คือ "พูดไม่ได้มีมูลความจริง แล้วตัวเองก็รู้ว่านั่นไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นจริงๆ ด้วย"
"ตัวเองไม่มีพื้นฐานข้อมูลอะไรทั้งสิ้น แต่ตั้งใจกุข่าวให้ชาวบ้านเชื่อตามนั้น"
"อันนี้เรียกเพ้อเจ้อแล้ว เพ้อเจ้อเต็มขั้นเลย เพ้อเจ้อในแบบที่ว่าเหมือนกับเด็กเลี้ยงแกะ"
เพราะฉะนั้น "เพ้อเจ้อแบบนี้จึงเป็นบาปมหันต์ ถ้าสะสมความเพ้อเจ้อบ่อยๆ แน่นอนว่าตายไปก็จะได้ไปเกิดในอบายทุคติ นรกกำเนิด เดรัจฉาน เปรตวิสัย"
ตัวที่ทำให้คนเพ้อเจ้อคือ เวทนา คือ ความพอใจที่จะพูด ตามด้วยมีตัณหา ที่จะอยากให้เรื่องที่พูดส่งผลต่อคนฟังตามที่ใจเราต้องการ เมื่อ ได้ผลนั้นแล้ว อุปาทาน ก็ตามมา นั่นคือ ความสะใจ คือเป็นอาการสะใจ และคิดต่อยอดฟุ้งไปว่า สะใจจังเลย จิตตระหนักไปว่า ไว้ได้โอกาสจะทำอีกนะ เป็นต้น คนคิดแบบนี้ฝึกจิตไม่ได้เพราะปล่อยใจไหลไปในภวตัณหาด้านลบ ยากที่ตายไปแล้วจะได้เกิดเป็นมนุษย์หรือเทวดา ยังไม่ต้องพูดไปถึงว่าจะบรรลุธรรมเลย จบเห่ลงนรกทุกคนครับ
ดังนั้น การดึงจิตมาอยู่กับกาย ไม่ส่งจิตออกนอกด้วยการหมั่นสะกดรอยตามลมหายใจอยู่เนืองๆ วันละครั้งบ้าง วันละสองครั้งบ้าง จะช่วยให้เรามีสติพึงระลึกรู้ตัว และยับยั้งชั่งใจไม่ให้พูดเพ้อเจ้อได้ง่ายขึ้น อย่างต่ำก็สามารถปิดอบายภูมิไปได้อีกหนึ่งชาติเลยทีเดียว
แอดมินผกาพรหม แห่งเพจเฟ๊ซบุ๊คธรรมะแฟนตาซี
โฆษณา