6 ก.พ. 2025 เวลา 06:03 • หนังสือ

อานาปานสติ (การนั่งสมาธิ มีสติกับลมหายใจ เข้า-ออก)

จากคัมภีร์วิสุทธิมรรค
🌞 อานาปานสติกถา 🌝
(215) บัดนี้ ถึงลำดับการแสดงการเจริญอานาปานสติกัมมัฏฐาน มีวัตถุ 16 ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสรรเสริญไว้อย่างนี้ว่า
"ภิกษุทั้งหลาย อานาปานสติสมาธิแม้นี้แล อันพระโยคีเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมธรรมสงบประณีต เยือกเย็น และเป็นเครื่องอยู่เป็นสุข และยังอกุศลธรรมอันลามกที่เกิดขึ้นแล้ว ๆ ให้อันตรธาน สงบระงับไปโดยพลัน
ดังนี้ แล้วทรงแสดงไว้อย่างนี้ว่า ภิกษุทั้งหลาย ก็อานาปานสติสมาธิอันพระโยคีอบรมแล้วอย่างไร ? ทำให้มากแล้วอย่างไร ? จึงเป็นธรรมสงบ ประณีต เยือกเย็น และเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขและยังอกุศลธรรมอันลามก ซึ่งเกิดขึ้นแล้ว ๆ ให้อันตรธานสงบระงับโดยพลัน
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ผู้อยู่ป่า หรืออยู่ตามโคนไม้ หรืออยู่ในเรือนว่างเปล่า นั่งคู้บังลังก์ตั้งกายตรงดำรงสติไว้เฉพาะหน้า เธอมีสติหายใจออก มีสติหายใจเข้า"
☀️ วัตถุ 16 (จตุกกะ 4) ☀️
🌒 จตุกกะ ที่ 1
1. เธอหายใจออกยาวก็รู้ว่าเราหายใจออกยาว หรือหายใจเข้ายาวก็รู้ว่าเราหายใจเข้ายาว
2. เธอหายใจออกสั้นก็รู้ว่าเราหายใจออกสั้น หรือหายใจเข้าสั้นก็รู้ว่าเราหายใจเข้าสั้น
3. เธอสำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้รู้ตลอดกายทั้งปวงหายใจออก สำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้รู้ตลอดกายทั้งปวงหายใจเข้า
4. สำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้ระงับกายสังขารทั้งปวงทั้งหายใจออก เราจักเป็นผู้ระงับกายสังขารทั้งปวงหายใจเข้า
🌓 จตุกกะ ที่ 2
5. สำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้รู้ซึ่งปิติหายใจออก สำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้รู้ซึ่งปิติหายใจเข้า
6. สำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้รู้ซึ่งสุขกายหายใจออก สำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้รู้ซึ่งสุขกายหายใจเข้า
7. สำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้รู้ซึ่งจิตสังขารหายใจออก สำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้รู้ซึ่งจิตสังขารหายใจเข้า
8. สำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้ระงับจิตสังขารหายใจออก สำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้ระงับจิตสังขารหายใจเข้า
🌔 จตุกกะ ที่ 3
9. สำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้กำหนดผู้รู้จิตหายใจออก สำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้จิตหายใจเข้า
10. สำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้ยังจิตให้บันเทิงหายใจออก สำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้ยังจิตให้บันเทิงหายใจเข้า
11. สำเหนียกว่าเราจักตั้งจิตมั่นหายใจออก สำเหนียกว่าเราจักตั้งจิตมั่นหายใจเข้า
12. สำเหนียกว่าเราจักเปลื้องจิตหายใจออก สำเหนียกว่าเราจักเปลื้องจิตหายใจเข้า
🌕 จตุกกะ ที่ 4
13. สำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้พิจารณาเห็นว่าไม่เที่ยงหายใจออก สำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้พิจารณาเห็นว่าไม่เที่ยงหายใจเข้า
14. สำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้พิจารณาเห็นความคลายไปหายใจออก สำเหนียกว่าเราจักพิจารณาเห็นความคลายไปหายใจเข้า
15. สำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้พิจารณาเห็นความดับไปหายใจออก สำเหนียกว่าเราจักพิจารณาเห็นความดับไปหายใจเข้า
16. สำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้พิจารณาเห็นความสลัดทิ้งหายใจออก สำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้พิจารณาเห็นความสลัดทิ้งหายใจเข้า
  • อ้างอิง คัมภีร์วิสุทธิมรรค หน้า 442 - 444
🌒 อธิบาย จตุกกะที่ 1 🌒
- คำว่า "สนฺโต เจว ปณีโต จ" นี้ได้แก่ สงบด้วย ประณีตด้วย พึงทราบการกำหนดความด้วย "เอว" ศัพท์ใน 2 บท พระองค์ทรงอธิบายไว้อย่างไร ? ทรงอธิบายไว้ว่า
อันอานาปานสติสมาธินี้ จะได้เป็นธรรมสงบและประณีต โดยปริยายไร ๆ เหมือนอย่างอสุภกัมมัฏฐาน ซึ่งสงบและประณีตโดยปฏิเวธอย่างเดียว แต่ไม่สงบและประณีตโดยอารมณ์เลย เพราะมีอารมณ์หยาบและมีสิ่งปฏิกูลเป็นอารมณ์หามิได้
โดยที่แท้ เป็นธรรมที่ชื่อว่า สงบ คือเข้าไปสงบดับสนิท เพราะทั้งสงบโดยอารมณ์เพราะทั้งสงบโดยองค์กล่าวคือปฏิเวธ ชื่อว่า "ประณีต" คือไม่ทำให้เบื่อหน่าย เพราะทั้งประณีตโดยอารมณ์เพราะทั้งประณีตโดยองค์ ดังนี้ เพราะเหตุนั้น จึงตรัสว่าอานาปานสติสมาธินี้เป็นธรรมสงบและประณีต
(ซึ่งจะได้อธิบายใน วิธีเจริญอานาปนสติสมาธิ 🌏 และวิธีมนสิการ 8 อย่าง 🪷 ต่อไป)
  • อ้างอิง คัมภีร์วิสุทธิมรรค หน้า 445
🌓 อธิบาย จตุกกะที่ 2 🌓
- บทว่า "ปีติปฏิสํเวที" แปลว่า ภิกษุสำเหนียกว่า เราจักทำปีติให้เป็นอันตนรู้แจ้งแล้ว คือทำให้ปรากฏแล้ว หายใจออกหายใจเข้า ในข้อนั้นมีอธิบายดังนี้ว่า ปีติ ย่อมเป็นธรรมชาติ อันพระโยคาวจรรู้แจ้งแล้ว โดยอาการ 2 อย่าง คือ โดยอารมณ์ 1, โดยการไม่หลงลืม 1
ถามว่า ปีติ เป็นธรรมชาติอันภิกษุรู้แจ้งแล้วโดยอารมณ์อย่างไร ? แก้ว่า ภิกษุเข้าฌาน 2 ที่มีปีติ ปีติย่อมเป็นธรรมชาติอันภิกษุนั้นรู้แจ้งแล้วโดยอารมณ์ ด้วยการได้เฉพาะซึ่งฌาน ในขณะแห่งสมาบัติ เพราะอารมณ์ท่านรู้แจ้งแล้ว
โดยไม่หลงลืมเป็นอย่างไร ? คือ ครั้งเธอเข้าฌาน 2 ที่มีปีติออกแล้ว พิจารณาเห็นปีติที่สัมปยุตด้วยฌานโดยความสิ้นไปเสื่อมไป ปีติก็เป็นอันชื่อว่าเธอรู้แจ้งแล้วโดยไม่หลงลืม เพราะรู้ลักษณะในขณะที่เห็นด้วยวิปัสสนาปัญญา สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้ในปฏิสัมภิทาว่า
เมื่อภิกษุรู้ชัดซึ่งภาวะแห่งจิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง ไม่ฟุ้งซ่านด้วยอำนาจแห่งความหายใจออกยาว สติย่อมตั้งมั่น ปีตินั้นเป็นอันเธอรู้แจ้งแล้วด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น
เมื่อภิกษุรู้แจ้งอยู่ซึ่งภาวะที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจความหายใจออกยาว ฯลฯ ด้วยอำนาจความหายใจเข้าสั้น ฯลฯ ด้วยอำนาจหายใจออกสั้น ด้วยสามารถรู้แจ้งกายทั้งสิ้นหายใจออกหายใจเข้า ฯลฯ
ด้วยอำนาจทำกายสังขารให้สงบหายใจออกเข้า สติย่อมตั้งมั่น ปีติเป็นธรรมชาติที่เธอรู้ได้ชัด ด้วยสตินั้น ด้วยปัญญานั้น เมื่อภิกษุรำพึงถึงอยู่... เห็นอยู่... ปัจจเวกขณ์อยู่... อธิษฐานอยู่... น้อมใจเชื่อด้วยศรัทธาอยู่... ประคองความเพียรอยู่... ยังสติให้ตั้งมั่นอยู่... เริ่มตั้งจิตมั่น... รู้ชัดอยู่ด้วยปัญญา... รู้ยิ่งอยู่ซึ่งสิ่งที่ควรรู้ยิ่ง... ละสิ่งที่ควรละ... ทำให้เกิดสิ่งที่ควรทำให้เกิด... ทำให้แจ้งสิ่งที่ควรทำให้แจ้ง ปีตินั้นก็เป็นสิ่งที่เธอรู้แจ้ง ด้วยประการฉะนี้
- แม้บทที่เหลือบัณฑิตพึงทราบโดยความตามนัยนั้นนั่นแล แต่ในที่นี้มีความแปลกกันดังนี้ คือ พึงทราบภาวะที่ภิกษุรู้แจ้งซึ่งสุขด้วยอำนาจแห่งฌาน 3 พึงทราบภาวะที่ภิกษุรู้แจ้งซึ่งจิตสังขารด้วยอำนาจแห่งฌานทั้ง 4 บทว่า "จิตฺตสงฺขาโร" ได้แก่ ขันธ์ 2 มีเวทนาขันธ์ เป็นต้น ก็ในบรรดาบททั้ง 2 นี้ บทว่า "สุขปฏิสํเวที" ท่านกล่าวไว้ในปฏิสัมภิทาเพื่อแสดงภูมิแห่งวิปัสสนาว่า สุขในบทว่า "สุขํ" นี้มี 2 อย่าง คือ สุขทางกาย 1, สุขทางจิต 1
บทว่า "ปสฺสมฺภยํ จิตฺตสงฺขารํ" ความว่า ระงับ คือดับจิตสังขารที่หยาบ ๆ แต่เมื่อว่าโดยพิสดาร ความดับจิตสังขารนั้น พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในกายสังขารนั่นแล อนึ่ง ในบทเหล่านั้น บทว่า "ปีติ" ท่านกล่าวถึงเวทนาโดยยกเวทนาขึ้นเป็นประธาน ในบทว่า "สุข" ท่านกล่าวเวทนาโดยสรุปนั่นเอง ในบทว่า "จิตฺตสงฺขาร" ทั้ง 2 บท พึงทราบว่าท่านกล่าวเวทนาที่สัมปยุตด้วยสัญญา เพราะพระบาลีว่า สัญญาและเวทนาเป็นเจตสิก ธรรมเหล่านั้นนับเนื่องกับจิต จัดเป็นจิตสังขาร ดังนี้แล
บัณฑิตพึงทราบว่า จตุกกะนี้ทรงตรัสโดยนัยแห่งเวทนานุปัสสนา ด้วยประการนี้
  • อ้างอิง คัมภีร์วิสุทธิมรรค หน้า 471 - 472
🌔 อธิบาย จตุกกะที่ 3 🌔
(235) แม้ในจตุกกะที่ 3 พึงทราบภาวะที่ภิกษุกำหนดรู้จิต ด้วยอำนาจฌาน 4 บทว่า "อภิปฺปโมทยํ จิตฺตํ" ความว่า ภิกษุสำเหนียกว่า เราจักยังจิตให้บันเทิง ให้ปลื้ม ให้ร่าเริง ให้เบิกบาน หายใจออก หายใจเข้า
- ในบทเหล่านั้น การบันเทิงยิ่งย่อมมีด้วยอาการ 2 อย่าง คือ ด้วยอำนาจสมาธิ 1, ด้วยวิปัสสนา 1 ถามว่า บันเทิงด้วยสมาธิอย่างไร ? แก้ว่า ภิกษุเข้าฌาน 2 มีปีติ เธอยังจิตให้บันเทิงให้ปลื้มด้วยปีติอันสัมปยุตด้วยธรรมในขณะเข้าฌาน
บันเทิงด้วยวิปัสสนาอย่างไร ? คือภิกษุครั้นเข้าฌาน 2 อันมีปีติ ออกแล้วพิจารณาปีติอันสัมปยุต(ประกอบ)ด้วยฌานโดยความสิ้นไปเสื่อมไป เธอทำปีติอันสัมปยุตด้วยฌานให้เป็นอารมณ์ ยังจิตให้บันเทิงให้ปลื้มอยู่ในขณะแห่งวิปัสสนาอย่างนี้
- ผู้ปฏิบัติอย่างนี้ท่านเรียกว่า สำเหนียกว่าเราจักยังจิตให้บันเทิงยิ่ง หายใจออก หายใจเข้า
- บทว่า "สมาหิตํ จิตฺตํ" ความว่า ดำรงจิตให้เสมอ คือตั้งจิตให้เสมอในอารมณ์ด้วยอำนาจปฐมฌานเป็นต้น ก็หรือว่า เมื่อเข้าฌานเหล่านั้นออกแล้ว พิจารณาจิตอันสัมปยุตด้วยฌาน โดยความสิ้นไปและความเสื่อมไปอยู่ "ขณิกจิตเตกัคคตา" ภาวะที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง ตั้งอยู่ชั่วขณะ ย่อมเกิดขึ้นเพราะรู้แจ้งลักษณะไตรลักษณ์ในขณะวิปัสสนา ภิกษุดำรงจิตเสมอ คือตั้งจิตให้เสมอในอารมณ์แม้ด้วยอำนาจขณิกจิตเตกัคคตา อันเกิดขึ้นอย่างนั้น ท่านเรียกว่าสำเหนียกอยู่ว่าเราจักตั้งจิตมั่นหายใจออกหายใจเข้า
- บทว่า "วิโมทยํ จิตฺตํ" ความว่าภิกษุปลดเปลื้องจิตจากนิวรณ์ทั้งหลายด้วยปฐมฌาน ปลดเปลื้องจิตจากวิตกวิจารด้วยทุติยฌาน ปลดเปลื้องจิตจากปีติด้วยตติยฌาน ปลดเปลื้องจิตจากสุขทุกข์ด้วยจตุตถฌาน ก็หรือว่า ภิกษุเข้าฌานเหล่านั้นออกแล้วพิจารณาจิตที่สัมปยุตด้วยฌานโดยความสิ้นไปและเสื่อมไปในขณะแห่งวิปัสสนา
เธอปลดเปลื้องจิตจากนิจจสัญญาด้วยอนิจจานุปัสนา ปลดเปลื้องจิตจากสุขสัญญาด้วยทุกขานุปัสสนา จากอัตตสัญญาด้วยอนัตตานุปัสสนา จากนันทิด้วยนิพพิทานุปัสสนา จากราคะด้วยวิราคานุปัสสนา จากสมุทัยด้วยนิโรธานุปัสสนา จากอาทานด้วยปฏินิสสัคคานุปัสสนา หายใจออก หายใจเข้า เพราะเหตุนั้น จึงเรียกว่า สำเหนียกว่าเราจักเปลื้องจิตหายใจออกหายใจเข้า
พึงทราบว่า จตุกกะนี้ทรงตรัสโดยเป็นจิตตานุปัสสนา ด้วยประการฉะนี้
  • อ้างอิง คัมภีร์วิสุทธิมรรค หน้า 472 - 473
🌕 อธิบาย จตุกกะที่ 4 🌕
✨ อธิบาย อนิจฺจานุปสฺสี
(236) ส่วนในจตุกกะที่ 4 ในบทว่า "อนิจฺจานุปสฺสี" นี้มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ อันดับแรกพึงทราบอนิจจะ(เป็นของไม่เที่ยง ไม่คงที่), พึงทราบอนิจจตา(ความไม่เที่ยง ความไม่คงที่), พึงทราบอนิจจานุปัสสนา(การรู้เห็นเนืองๆ ในความไม่เที่ยงของรูปนาม), พึงทราบอนิจจานุปัสสี(พึงเป็นผู้พิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป) ในบทเหล่านั้น
บทว่า "อนิจฺจํ" ได้แก่ขันธ์ 5 เพราะเหตุไร ? เพราะขันธ์ 5 เหล่านั้น มีความเกิดขึ้น ดับไป และกลายเป็นอย่างอื่นเป็นสภาวะ บทว่า "อนิจฺจตา" ได้แก่ภาวะที่ขันธ์ 5 เหล่านั้นนั่นแหละ มีความเกิดขึ้นแล้วดับไป และกลายเป็นอย่างอื่น หรือมีแล้วกลับไม่มี
อธิบายว่า ขันธ์ 5 เหล่านั้นบังเกิดแล้วไม่ตั้งอยู่โดยอาการนั้นนั่นแหละ แล้วแตกไปโดยความดับไปชั่วขณะ บทว่า "อนิจฺจานุปสฺสนา" ได้แก่ ตามเห็นว่าไม่เที่ยงในขันธ์ 5 มีรูป เป็นต้น (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ด้วยสามารถแห่งสภาวะไม่เที่ยงนั้น บทว่า "อนิจฺจานุปสฺสี" ได้แก่ผู้ประกอบด้วยอนุปัสสนานั้น เพราะฉะนั้น ภิกษุผู้เป็นอย่างนั้นหายใจออกหายใจเข้า พึงทราบว่า ชื่อว่าย่อมสำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้ตามเห็นในรูปนามนี้ว่าไม่เที่ยงหายใจออกหายใจเข้า
พึงทราบจตุกกะที่ 4 นี้ด้วยสามารถแห่งจิตตานุปัสสนา
✨ อธิบาย วิราคานุปสฺสี นิโรธสนุปสฺสี
- ก็ วิราคะ ในบทว่า "วิราคานุปสฺสี" นี้มี 2 อย่างคือ ขยวิราคะ 1, อัจจันตวิราคะ 1 ในวิราคะ 2 อย่างนั้น คำว่า "ขยวิราคะ" ได้แก่ความดับไปทุกขณะแห่งสังขารทั้งหลาย คำว่า "อัจจันตวิราคะ" ได้แก่พระนิพพาน คำว่า "วิราคานุปัสสนา" ได้แก่ วิปัสสนาและมรรค อันเป็นไปด้วยอำนาจวิปัสสนา 2 นั้น ภิกษุผู้ประกอบด้วยอนุปัสสนา 2 อย่างนั้น หายใจออกหายใจเข้า พึงทราบว่า สำเหนียกว่าเราจักตามเห็นวิราคะหายใจออกหายใจเข้า แม้ในบทว่า นิโรธานุปัสสี ก็นัยนี้เหมือนกัน
✨ อธิบาย ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี
- คำว่า "ปฏินิสฺสคฺคา" แม้ในบทว่า "ปฏินิสฺสคานุปสฺสี" นี้มี 2 อย่างคือ ปริจฺจาคปฏินิสฺสคฺค 1, ปกฺขนฺทนปฏินิสฺสคฺค 1 อนุปัสสนาคือ ปฏินิสสัคคะ ชื่อว่า ปฏินิสสัคคานุปัสสนา คำนี้เป็นชื่อของวิปัสสนาและมรรค
- จริงอยู่ วิปัสสนา ท่านเรียกว่า "ปริจฺจาคปฏินิสฺสคฺค" เพราะสลัดเสียซึ่งกิเลสทั้งหลาย พร้อมทั้งด้วยขันธาภิสังขาร ด้วยอำนาจตทังคปหาน และท่านเรียกว่า "ปกฺขนฺทนปฏินิสฺสคฺค" เพราะแล่นไปในพระนิพพานอันผิดตรงกันข้ามกับกิเลสนั้น โดยภาวะเป็นที่น้อมไปในพระนิพพานนั้น โดยเห็นโทษในสังขตธรรม(สิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่ง)
- ส่วนมรรคท่านเรียกว่า "ปริจฺจาคปฏินิสฺสคฺค" เพราะสละซึ่งกิเลสทั้งหลายพร้อมด้วยขันธาภิสังขารด้วยอำนาจสมุจเฉทปหาน และท่านเรียกว่า "ปกฺขนฺทนปฏินิสฺสคฺค" เพราะแล่นไปในพระนิพพานโดยทำพระนิพพานให้เป็นอารมณ์ ดังนี้ ก็วิปัสสนาญาณและมรรคญาณทั้ง 2 ท่านเรียกว่า "อนุปัสสนา" เพราะตามเห็นญาณก่อน ๆ ภิกษุผู้ประกอบด้วยปฏินิสสัคคานุปัสสนาทั้ง 2 อย่างนั้น หายใจออกและหายใจเข้าอยู่ พึงทราบว่า ชื่อว่าสำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้ตามเห็นการสละคือหายใจออกหายใจเข้า
จตุกกะที่ 4 นี้ ตรัสโดยวิปัสสนาล้วน ส่วน 3
จตุกกะข้างต้น ตรัสโดยเป็นสมถะและวิปัสสนา
บัณฑิตพึงทราบการเจริญอานาปนสติ มีวัตถุ 16 โดยจตุกกะ อย่างละ 4 หมวด
ด้วยประการฉะนี้ และ อานาปนสตินี้ โดยว่าตามวัตถุ 16 อย่าง
ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก ด้วยประการฉะนี้
  • อ้างอิง คัมภีร์วิสุทธิมรรค หน้า 473 - 475
🌈 อานิสงส์อานาปานสติ 🌈
(237) ในอานิสงส์แห่งอานาปานสตินั้น พึงทราบอานาปานสตินั้นว่ามีอานิสงส์มากแม้ด้วยสามารถเป็นภาวะสงบเป็นต้น โดยพระพุทธพจน์ว่า ภิกษุทั้งหลาย แม้อานาปานสติสมาธินี้แล อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นธรรมสงบและประณีต ดังนี้เป็นต้นบ้าง โดยความเป็นธรรมสามารถในอันตัดขาดซึ่งวิตกบ้าง
จริงอยู่ อานาปานสติสมาธินี้เพราะเป็นธรรมสงบประณีตเยือกเย็นและอยู่เป็นสุข จึงตัดความวิ่งพล่านไปข้างโน้นข้างนี้แห่งจิต ด้วยอำนาจวิตกทั้งหลายอันเป็นตัวทำอันตรายแก่สมาธิเสียได้ แล้วทำจิตให้มุ่งหน้าต่ออารมณ์คือลมหายใจออกและลมหายใจเข้าเท่านั้น เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า อานาปานสติ ภิกษุพึงบำเพ็ญเพื่อตัดเสียซึ่งวิตก ดังนี้
- อนึ่ง ภาวะที่อานาปานสตินั้นมีอานิสงส์มาก บัณฑิตพึงทราบแม้โดยความเป็นมูลแห่งการทำวิชชาและวิมุติให้บริบูรณ์ สมจริงดังพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ภิกษุทั้งหลาย อานาปานสติอันภิกษุอบรมแล้วทำให้มากแล้ว ย่อมยังสติปัฏฐาน 4 ให้บริบูรณ์ สติปัฏฐาน 4 อันภิกษุเจริญแล้วทำให้มากแล้วย่อมยัง โพชณงค์ 7 ให้บริบูรณ์ โพชฌงค์ 7 อันภิกษุเจริญแล้วทำให้มากแล้ว ย่อมยังวิชชาและวิมุติให้บริบูรณ์ ดังนี้
- อีกอย่างหนึ่ง ภาวะที่อานาปานสตินั้นมีอานิสงส์มาก พึงทราบแม้โดยการกระทำความรู้ ลมหายใจออกลมหายใจเข้าครั้งสุดท้ายให้ปรากฏชัด สมจริงดังพระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า
ราหุล เมื่ออานาปานสติอันภิกษุทำให้เจริญแล้วอย่างนี้ ทำให้มากแล้วอย่างนี้แล แม้ลมหายใจออกและลมหายใจเข้าอันเป็นครั้งสุดท้าย อันภิกษุทราบก่อนแล้วจึงดับไป ยังไม่ทราบชัดหาดับไปไม่ ดังนี้
(238) ในลมเหล่านั้นเมื่อว่าโดยการดับ ลมหายใจออกเข้าที่เป็นครั้งสุดท้าย มีอยู่ 3 คือ
  • 1.
    ที่มีในที่สุดด้วยอำนาจภพ 1
  • 2.
    ที่มีในที่สุดด้วยอำนาจฌาน 1
  • 3.
    ที่มีในที่สุดด้วยอำนาจจุติ 1
ก็ในบรรดาภพทั้งหลาย ลมหายใจออกลมหายใจเข้าย่อมเป็นไปในกามภพ หาเป็นไปในรูปภพและอรูปภพไม่ เพราะฉะนั้น ลมเหล่านั้นจึงชื่อว่า มีในครั้งสุดท้ายในแห่งภพ
ลมหายใจออกลมหายใจเข้าย่อมเป็นไปในฌาน 3 ข้างต้น หาเป็นไปในฌานที่ 4 ไม่ เพราะฉะนั้น ลมเหล่านั้นจึงชื่อว่า มีในครั้งสุดท้ายด้วยอำนาจฌาน
ส่วนลมหายใจออกลมหายใจเข้าเหล่าใดเกิดขึ้นพร้อมกับจิตขณะที่ 16 ข้างหน้าแต่จุติจิตแล้วดับพร้อมกับจุติจิต ลมเหล่านี้ชื่อว่ามีในครั้งสุดท้ายโดยจุติจิต ลมซึ่งมีในครั้งสุดท้ายโดยจุติจิตนี้ พระผู้มีพระภาคทรงพระประสงค์เอาว่า เป็นครั้งสุดท้ายในพระสูตรนี้
- เล่ากันมาว่า เพราะภาวะที่ภิกษุผู้หมั่นประกอบกัมมัฏฐานนี้ กำหนดอารมณ์แห่งลมหายใจออกเข้าด้วยดี แม้ความเกิดขึ้นแห่งลมเหล่านั้นก็ปรากฎแก่เธอผู้รำพึงถึงความเกิดขึ้น ในอุปปาทขณะแห่งจิตดวงที่ 16 เบื้องหน้าแต่จุติจิต เมื่อเธอรำพึงถึงฐิติขณะแห่งจิต แม้ฐิติขณะแห่งลมเหล่านั้นก็ปรากฏ เมื่อรำพึงถึงความดับแม้ ภังคขณะแห่งลมเหล่านั้นก็ย่อมปรากฏ
- จริงอยู่ เมื่อภิกษุเจริญกัมมัฏฐานอย่างใดอย่างหนึ่งจากกัมมัฏฐานนี้แล้วไม่บรรลุพระอรหัต ย่อมกำหนดระยะกาลแห่งอายุได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่เมื่อเจริญอานาปานสติมีวัตถุ 16 นี้แล้วได้บรรลุพระอรหัต ย่อมกำหนดระยะกาลได้แท้
- ภิกษุผู้เจริญอานาปานสติได้บรรลุพระอรหัตนั้นรู้ว่าบัดนี้อายุสังขารของเราจักเป็นไปได้เพียงเท่านี้ไม่เลยกว่านี้ไป ดังนี้แล้วทำกิจทั้งปวงมีการชำระร่างกายและการนุ่งห่มเป็นต้น ตามธรรมดานั่นแหละแล้วหลับตา
ดังพระติสสเถระวัดโกฏิบรรพตวิหาร ดังพระมหาติสสเถระวัดมหากรัญชนิยวิหาร ดังพระบิณฑปาติกติสสเถระในเทวปุตรัฐ และดังพระเถระสองพี่น้องวัดจิตตลบรรพวิหาร ฉะนั้น คำแสดงเรื่อง ๆ หนึ่งในบรรดาเรื่องแห่งพระเถระเหล่านั้น ดังนี้
- เล่ากันมาว่า บรรดาพระเถระ 2 พี่น้อง พระเถระรูปหนึ่งลงปาติโมกข์ในวันเพ็ญอุโบสถ แวดล้อมไปด้วยภิกษุสงฆ์ ไปยังที่อยู่ของตน ยืน ณ ที่จงกรม และดูแสงจันทร์ ใคร่ครวญดูอายุสังขารของตน กล่าวกะหมู่ภิกษุสงฆ์ว่า ท่านทั้งหลายเคยเห็นภิกษุผู้ปรินิพพานด้วยอาการอย่างไร ? ในภิกษุเหล่านั้น บางพวกกล่าวว่าพวกเราเคยเห็นนั่งที่อาสนะนั่นเองปรินิพพาน บางพวกกล่าวว่า พวกเราเคยเห็นนั่งคู้บัลลังก์ในอากาศ
พระเถระจึงกล่าวว่า บัดนี้เราจักแสดงภิกษุผู้กำลังจงกรมนั่นแล ปรินิพพานแก่ท่านทั้งหลาย ลำดับนั้นก็ทำรอยขีดไว้ในที่จงกรมแล้วกล่าวว่า เราเดินไปจากที่สุดที่จงกรมนี้สู่ที่จงกรมอีกข้างหนึ่งแล้วกลับมา พอถึงรอยนี้จักปรินิพพาน ดังนี้แล้วลงสู่ที่จงกรมไปถึงส่วนข้างหนึ่งแล้วกลับมา ย่อมปรินิพพานในขณะเท้าข้างหนึ่งเหยียบรอยนั่นเอง
เพราะเหตุนั้น บัณฑิตพึงเป็นผู้ไม่ประมาท ประกอบด้วย
อานาปานสติอันมีอานิสงส์มากมายถึงอย่างนี้ ในกาลทุกเมื่อ เทอญ
นี้เป็นกถามุขอย่างพิศดารในอานาปานสติ
  • อ้างอิง คัมภีร์วิสุทธิมรรค หน้า 475 - 477
🌏 วิธีเจริญอานาปนสติสมาธิ 🌏 (ในส่วนจตุกกะที่ 1 🌒 ดังต่อไปนี้)
🌟 อธิบาย เสนาสนะอันสมควร (สถานที่เหมาะสม)
- คำว่า "อรญฺญคโต วา รุกฺขมูลคโต วา สุญฺญาคารคโต วา" นี้ เป็นคำแสดงการกำหนดเสนาสนะอันสมควรแก่การเจริญอานาปานสติสมาธิของพระโยคาวจรนั้น เพราะจิตของท่านซ่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ มีรูปารมณ์เป็นต้น ตลอดกาลนาน ไม่ปรารถนาจะขึ้นสู่อารมณ์แห่งอานาปานสติสมาธิ มัวแต่จะแล่นออกไปนอกทาง ดังรถที่เขาเทียมด้วยโคโกงแล่นออกไปนอกทางฉะนั้น
  • อ้างอิง คัมภีร์วิสุทธิมรรค หน้า 446
- เสนาสนะนั้นย่อมเป็นสถานควรแก่การเจริญอานาปานสติสมาธิ ด้วยประการฉะนี้ เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงกล่าวว่า คำว่า "อรญฺญคโต วา" ไปสู่ป่าก็ตามเป็นต้นนี้ เป็นคำแสดงการกำหนดเสนานะอันเหมาะสม แก่การเจริญอานาปานสติสมาธิของพระโยคาวจรนั้น อีกอย่างหนึ่ง เพราะเหตุที่อานาปานสติกัมมัฏฐานนี้ เป็นยอดในประเภทกัมมัฏฐาน เป็นเหตุใกล้แห่งการบรรลุคุณพิเศษ และการอยู่เป็นสุขในภพปัจจุบันของพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพระพุทธเจ้า และสาวกของพระพุทธเจ้าทั้งปวง
พระโยคาวจรที่ไม่ละจากละแวกบ้านอันอื้ออึงไปด้วยเสียงหญิงชาย และช้างม้า เป็นต้น ไม่เป็นการง่ายเลยที่จะเจริญอานาปานสติได้ เพราะฌานมีเสียงเป็นข้าศึก แต่เป็นการง่ายที่พระโยคาวจรกำหนดเอากัมมัฏฐานนี้แล้ว ยังจตุตถฌานอันมีลมหายใจเข้าออกเป็นอารมณ์ให้เกิด แล้วทำฌานนั้นนั่นแหละให้เป็นบาท พิจารณาสังขารแล้วบรรลุพระอรหัต เป็นผลเลิศในป่าซึ่งหาบ้านมิได้ ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเมื่อจะทรงแสดงเสนาสนะอันเหมาะสมแก่พระโยคาวจรผู้เจริญอานาปานสติสมาธินั้น จึงตรัสว่า "อรญฺญคโต วา" อยู่ป่าก็ตาม ดังนี้เป็นต้น
  • อ้างอิง คัมภีร์วิสุทธิมรรค หน้า 447
🌟 อธิบาย ลักษณะป่า
(218) บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า "อรญฺญคโต" ได้แก่ไปสู่ป่าอันมีความสุขอันเกิดแต่ความสงัดเงียบอย่างใดอย่างหนึ่ง ในบรรดาป่าซึ่งมีลักษณะดังกล่าวอย่างนี้ว่า ที่ชื่อว่าป่า คือสถานที่เป็นภายนอกจากเสาเขื่อนออกไป ทั้งหมดนั้นจัดเป็นป่า และว่าเสนาสนะที่ชื่อว่าอยู่ในป่า คือ สถานที่อันมีในที่สุดชั่ว 500 คันธนูเป็นอย่างต่ำ
บทว่า "รุกฺขมูลคโต" แปลว่าไปสู่ที่โคนไม้
บทว่า "สุญฺญาคารคโต" แปลว่าไปสู่โอกาสอันว่างคือสงัด ก็ในพระบาลีบทนี้เว้นที่ที่เป็นป่าและโคนไม้เสีย แม้จะไปสู่เสนาสนะที่เหลืออีก 7 อย่าง จะเรียกว่าผู้อยู่ในเรือนอันว่างเปล่าก็ควร
  • อ้างอิง คัมภีร์วิสุทธิมรรค หน้า 448
🌟 อริยาบถที่สมควร
- พระผู้มีพระภาคครั้นทรงชี้เสนาสนะอันเหมาะสมแก่การเจริญอานาปานสติอันสมควรแก่ฤดูทั้ง 3 และสมควรแก่ธาตุและจริยา แก่พระโยคาวจรอย่างนี้แล้ว เมื่อจะทรงชี้อิริยาบถอันสงบ อันไม่เป็นไปในฝ่ายหดหู่และไม่เป็นไปในฝ่ายฟุ้งซ่านแก่พระโยคาวจรนั้น จึงตรัสว่า "นั่ง" ดังนี้ ลำดับนั้นเมื่อจะทรงแสดงการนั่งที่มั่นคงภาวะที่เป็นไปสะดวกหายใจออกเข้า และอุบายในการกำหนดอารมณ์ จึงตรัสว่า "คู้บังลังก์" ดังนี้เป็นต้น
- บรรดาบทเหล่านั้น
  • บทว่า "ปลฺลงฺกํ" ได้แก่ การนั่งพับขาโดยรอบ
  • บทว่า "อาภุชิตฺวา" แปลว่า คู้เข้า
  • บทว่า "อุชุํ กายํ ปณิธาย" แปลว่า ตั้งร่างกายส่วนบนให้ตรง คือยังกระดูกสันหลัง 18 ท่อน ให้ที่สุดจรดกัน
เพราะเมื่อพระโยคาวจรนั่งอย่างนั้น หนังเนื้อและเอ็นย่อมไม่ตึง เมื่อเป็นอย่างนั้น เวทนาซึ่งมีการตึงแห่งหนังเนื้อและเอ็นเหล่านั้นเป็นปัจจัย ที่จะพึงเกิดขึ้นทุก ๆ ขณะแก่พระโยคาวจรนั้นก็ไม่เกิดขึ้น เมื่อเวทนาเหล่านั้นไม่เกิดขึ้น จิตก็ย่อมมีอารมณ์เป็นหนึ่งกัมมัฏฐานย่อมไม่ตกถอย ย่อมเข้าถึงความเจริญงอกงามขึ้น
  • บทว่า "ปริมุขํ สตึ อุปฏฺฐเปตฺวา" แปลว่า พึงตั้งสติให้บ่ายหน้าต่อพระกัมมัฏฐาน
อีกอย่างหนึ่ง พึงเห็นความในคำนี้โดยนั้ยที่กล่าวในปฏิสัมภิทาอย่างนี้ว่า
  • ศัพท์ว่า "ปริ" มี "ปริคฺคห" ความกำหนดเป็นอรรถ
  • ศัพท์ว่า "มุขํ" มี "นิยฺยาน" ความออกไปเป็นอรรถ
  • ศัพท์ว่า "สติ" มี "อุปฏฺฐาน" การตั้งมั่นเป็นอรรถ
เหตุนั้นจึงตรัสว่า "ปริมุขํ สตึ" ดังนี้ก็ได้ ในปฏิสัมภิทานั้นมีความสังเขปดังนี้ว่า ทำสติมีการออกจากปฏิปักขธรรมอันกำหนดแล้วดังนี้
✨ หายใจออกหายใจเข้าต้องมีสติกำหนด
(219) บทว่า "โส สโตว อสฺสสติ สโต ปสฺสสติ" ความว่า ภิกษุนั้นนั่งอย่างนี้และตั้งสติไว้มั่นอย่างนี้แล้ว เมื่อไม่ละสตินั้น ชื่อว่า มีสติหายใจออกมีสติหายใจเข้า ท่านอธิบายไว้ว่าเป็น "สโตการี" ผู้ทำสติ
- บัดนี้ เพื่อจะทรงแสดงอาการอันเป็นเหตุให้ภิกษุนั้นได้ชื่อว่า "สโตการี" จึงตรัสคำว่า "ทีฆํ วา อสฺสสนฺโต" หรือหายใจออกยาว ดังนี้เป็นต้น สมจริงดังคำที่พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรกล่าวไว้ในปฏิสัมภิทาในวิภังค์แห่งปาฐะว่า "โส สโตว อสฺสสติ สโต ปสฺสสติ" นั้นนั่นแลว่า พระโยคาวจรย่อมเป็ฯผู้ชื่อว่า สโตการี ด้วยอาการ 32 อย่าง
เมื่อเธอรู้ชัดว่า จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง ไม่ฟุ้งซ่านด้วยอำนาจหายใจออกยาวอยู่ สติย่อมตั้งมั่น เธอเป็นผู้ชื่อว่า "สโตการี" ด้วยสตินั้น ด้วยปัญญานั้น
เมื่อเธอรู้ชัดภาวะที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจแห่งการหายใจเข้ายาวอยู่ สติย่อมตั้งมั่น เธอย่อมเป็นผู้ชื่อว่า "สโตการี" ด้วยสตินั้น ด้วยปัญญานั้น ฯลฯ
เมื่อเธอรู้ชัดว่าจิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยอำนาจความเป็นผู้พิจารณาเห็นความสลัดทั้งหายใจออกอยู่ ด้วยอำนาจความเป็นผู้พิจารณาเห็นความสลัดทิ้งหายใจเข้าอยู่ สติย่อมตั้งมั่น เธอเป็นผู้ชื่อว่า "สโตการี" ด้วยสตินั้น ด้วยปัญญานั้น ดังนี้
  • อ้างอิง คัมภีร์วิสุทธิมรรค หน้า 449 - 450
🌟 อธิบาย อัสสาสะปัสสาสะ (ลมหายใจเข้าออก)
- อนึ่ง พึงทราบภาวะที่ลมอัสสาสะหรือปัสสาสะเหล่านั้นยาวและสั้น โดยระยะกาล เหมือนอย่างว่า น้ำหรือทรายที่ตั้งแผ่ไปตลอดเนื้อที่ที่ว่าง เขาก็เรียกว่าน้ำมากทรายกว้าง น้ำหรือทรายที่ตั้งแผ่ออกไปตลอดระยะว่างน้อยหรือเวลาน้อย เขาก็เรียกว่า น้ำน้อย ทรายแคบ ฉันใด ลมหายใจออกและลมหายใจเข้า แม้จะละเอียดและแสนจะละเอียดก็เช่นกัน
ลมในร่างช้างและร่างงูค่อย ๆ ยังส่วนที่ยาวกล่าวคือ อัตภาพของสัตว์เหล่านั้นให้เต็มแล้วค่อย ๆ ออกมา เพราะเหตุนั้น ท่านจึงเรียกว่า "ยาว"
ลมหายใจออกและเข้า ยังส่วนที่สั้นกล่าวคืออัตภาพของสุนัขและกระต่ายเป็นต้น ให้เต็มเร็ว แล้วออกก็เร็วเช่นกัน เพราะฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่า "สั้น"
  • อ้างอิง คัมภีร์วิสุทธิมรรค หน้า 450
🌟 รู้สึกโดยอาการ 9
- ในลมหายใจออกและหายใจเข้าเหล่านั้นภิกษุนี้เมื่อหายใจออกและหายใจเข้ายาว ย่อมรู้ว่าเราหายใจออกหายใจเข้ายาวด้วยอาการ 9 ก็เมื่อเธอรู้อยู่อย่างนั้นพึงทราบว่า สติปัฏฐานภาวนาส่วนกายานุปัสสนาย่อมสำเร็จโดยอาการหนึ่ง
ดังท่านพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรกล่าวไว้ในปฏิสัมภิทาว่า อย่างไร ?
ภิกษุเมื่อหายใจออกยาวก็รู้ว่าเราหายใจออกยาว เมื่อหายใจเข้ายาวก็รู้ว่าเราหายใจเข้ายาว คือ
1. ระบายลมหายใจออกยาวในกาลที่นับว่ายาว
2. สูดลมหายใจเข้ายาวในกาลที่นับว่ายาว
3. เธอสูดเข้าก็ดีระบายออกก็ดี ซึ่งลมหายใจออกและลมหายใจเข้ายาวในกาลที่นับว่ายาว เมื่อเธอสูดเข้าก็ดี ระบายออกก็ดี ซึ่งลมหายใจเข้าและลมหายใจออกยาวในกาลที่นับว่ายาว ความพอใจย่อมเกิด
4. ด้วยอำนาจความพอใจจึงระบายลมหายใจออกยาว ซึ่งละเอียด ยิ่งไปกว่านั้นในกาลที่นับว่ายาว
5. ด้วยอำนาจความพอใจ จึงสูดลมหายใจเข้ายาว ซึ่งละเอียดขึ้นไปยิ่งกว่านั้นในกาลที่นับว่ายาว
6. ด้วยอำนาจความพอใจจึงระบายลมหายใจออกยาวบ้าง สูดลมหายใจเข้ายาวบ้าง ซึ่งละเอียดยิ่งขึ้นไปกว่านั้นในกาลที่นับว่ายาว
7. ด้วยอำนาจความปลื้ม จึงระบายลมหายใจออกยาวซึ่งละเอียดขึ้นไปกว่านั้นในกาลที่นับว่ายาวด้วยอำนาจความปลื้ม จึงสูดลมหายใจเข้ายาวซึ่งละเอียดขึ้นไปกว่านั้นในกาลที่นับว่ายาว
8. ด้วยอำนาจความปลื้ม จึงระบายลมหายใจออกยาวบ้าง สูดลมหายใจเข้ายาวบ้าง ซึ่งละเอียดขึ้นไปกว่านั้นในกาลที่นับว่ายาว
9. เมื่อระบายลมหายใจออกยาวบ้าง สูดลมหายใจเข้ายาวบ้าง ซึ่งละเอียดขึ้นไปกว่านั้นในกาลที่นับว่ายาว ด้วยอำนาจความปลื้ม จิตย่อมหมุนกลับจากการหายใจออกเข้ายาว ความวางเฉยย่อมตั้งมั่น
- ด้วยการหายใจออกเข้ายาว ด้วยอาการ 9 อย่างเหล่านี้จัดเป็นกาย ความปรากฏจัดเป็นสติ ปฏิปทาเครื่องตามเห็นจัดเป็นญาณ กายเป็นเพียงการปรากฏไม่ใช่ตัวสติ สติเป็นเครื่องปรากฏและตัวสติเครื่องระลึก ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายนั้นด้วยสตินั้นด้วยญาณนั้น เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่าสิตปัฏฐานภาวนา คือการตามเห็นกายในกาย
แม้ในบทที่กำหนดด้วยลมหายใจออกสั้นก็นัยนี้เหมือนกัน ส่วนความแปลก ดังต่อไปนี้คือ เหมือนอย่างในบทที่กำหนดด้วยลมหายใจออกเข้ายาวในกาลที่นับว่ายาวนั้น ท่านกล่าวว่าหายใจออกยาวในกาลที่นับว่ายาวฉันใด แม้ในบทที่กำหนดด้วยลมหายใจออกสั้นนี้ก็เหมือนกับที่กล่าวมาแล้วว่า หายใจออกสั้นในกาลที่นับว่านิดหน่อย เพราะเหตุนั้น พึงประกอบด้วยสามารถแห่งลมหายใจออกเข้าสั้น จนถึง คำว่าด้วยเหตุนั้น ท่านจึงเรียกว่าสติปัฏฐานภาวนา คือการตามเห็นกายในกาย
- พระโยคาวจรนี้เมื่อรู้ชัดลมหายใจออกเข้าโดยอาการเหล่านี้ ด้วยสามารถระยะกาลนาน และด้วยสามารถระยะกาลนิดหน่อยอย่างนี้ พึงทราบว่าเมื่อหายใจออกยาวก็รู้ว่า เราหายใจออกยาว ฯลฯ หรือเมื่อหายใจเข้าสั้นก็รู้ว่าเราหายใจเข้าสั้น
ก็แล เมื่อภิกษุนั้นรู้อย่างนี้
ลมทั้ง 4 ชนิด คือลมหายใจออกยาวและสั้น (รวมเป็น 2)
แม้ลมหายใจเข้าก็เช่นนั้น (รวมเป็น 2)
ย่อมเกิดเฉพาะที่ปลายจมูกของภิกษุเท่านั้น
  • อ้างอิง คัมภีร์วิสุทธิมรรค หน้า 451 - 452
🌟 อธิบาย สพฺพกายปฏิสํเวที (การรับรู้ลมหายใจทั่วทั้งร่างกาย)
(220) คำว่า เธอย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้รู้ตลอดกายทั้งหมดหายใจออกหายใจเข้า นี้มีอธิบายว่า พระโยคาวจรภิกษุย่อมสำเหนียกว่า เราจักทำเบื้องต้น ท่ามกลาง และสิ้นสุดแห่งกองลมอัสสาสะทั้งสิ้นให้แจ่มแจ้ง คือ ทำให้ปรากฏจักหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่า เราจักทำเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุดแห่งกองลมปัสสาสะทั้งสิ้นให้แจ่มแจ้ง คือให้ปรากฏ จักหายใจเข้า
พระโยคาวจรเมื่อกระทำให้แจ่มแจ้ง คือ ทำให้ปรากฏอย่างนี้ ย่อมหายใจออกและหายใจเข้าด้วยจิตที่เป็นญาณสัมปยุต เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ย่อมสำเหนียกว่าเราจักหายใจออก เราจักหายใจเข้า
✨ เบื้องต้น ท่ามกลาง ที่สุด ปรากฏบางรูป
- จริงอยู่ สำหรับภิกษุบางรูป ในกองลมหายใจออกหรือกองลมหายใจเข้า ที่ซ่านไปอย่างละเอียด ย่อมปรากฏแต่เบื้องต้น ส่วนท่ามกลางและที่สุดไม่ปรากฏ เธอก็อาจกำหนดเฉพาะเบื้องต้นเท่านั้น ย่อมลำบากในทางกลางและที่สุด บางรูปปรากฏแต่ท่ามกลาง ส่วนเบื้องต้นและที่สุดไม่ปรากฏ บางรูปปรากฏแต่ที่สุด ส่วนเบื้องต้นและท่ามกลางไม่ปรากฏ เธอก็อาจเพื่อกำหนดเฉพาะแต่ที่สุดเท่านั้น ย่อมลำบากในเบื้องต้นและท่ามกลาง บางรูปปรากฎทั้งหมด เธอย่อมกำหนดได้ทั้งหมด ไม่ลำบากส่วนไหน ๆ เพื่อแสดงว่าพึงเป็นเช่นนี้จึงกล่าวว่า
สพฺพกายปฏิสํเวที อสฺสสิสฺสามิ ฯลฯ ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขตีติ
- บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า "สิกฺขติ" ความว่าย่อมเพียรคือพยายามอย่างนี้อีกอย่างหนึ่ง
  • บัณฑิตพึงทราบอธิบายในบทนี้อย่างนี้ว่า การสำรวมของภิกษุผู้เป็นอย่างนั้น อันใด การสำรวมนี้จัดเป็น "อธิสีลสิกขา"
  • ในบรรดาสิกขา 3 นี้ สมาธิของภิกษุผู้เป็นอย่างนั้นอันใด สมาธินี้จัดเป็น "อธิจิตตสิกขา"
  • ปัญญาของภิกษุผู้เป็นอย่างนั้น อันใด ปัญญานี้จัดเป็น "อธิปัญญาสิกขา"
รวมความว่าสิกขา 3 เหล่านี้ พระโยคีย่อมศึกษา ย่อมเสพ ย่อมเจริญ ย่อมทำให้มากด้วยสตินั้นด้วยมนสิการนั้นในอารมณ์
✨ ต้องพยายามเพื่อให้ญาณเกิด
- ในบรรดานัยทั้ง 2 นั้น เพราะเหตุที่นัยแรกพระโยคาวจรพึงหายใจออกหายใจเข้าอย่างเดียวเท่านั้น และไม่พึงทำกิจอะไร ๆ อื่น แต่ว่าตั้งแต่นี้ไป เธอควรกระทำความเพียรในการยังญาณให้เกิดขึ้นเป็นต้น
ฉะนั้น พึงทราบว่า พระองค์ตรัสพระบาลีโดยเป็นปัจจุบันกาลว่า..."อสฺสสามีติ ปชานาติ ปสฺสสามีติ ปชานาติ" รู้ชัดว่าเราหายใจออก...รู้ชัดว่าเราหายใจเข้า ดังนี้ เพื่อจะทรงแสดงอาการมีการยังญาณให้เกิดขึ้นเป็นต้น ซึ่งจำต้องทำตั้งแต่นี้ไป จึงยกพระบาลีด้วยอำนาจอนาคตกาลโดยนัยมี อาทีว่า "สพฺพกายปฏิสํเวที อสฺสสิสฺสามิ"...เราจักเป็นผู้รู้ตลอดกายทั้งหมดหายใจออก ดังนี้
🌟 อธิบาย ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ
- คำว่า เธอสำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้ระงับกายสังขารหายใจออก...หายใจเข้า ความว่า เธอย่อมสำเหนียกว่า เมื่อเราทำกายสังขารที่หยาบ ให้สงบ ให้ระงับ ให้ดับ ให้เข้าไปสงบจักหายใจออกจักหายใจเข้า ดังนี้
✨ อาการหยาบและละเอียดสงบ
- ในข้อนั้น พึงทราบภาวะ "อัสสาสะ" และ "ปัสสาสะ" หยาบละเอียดและสงบดังต่อไปนี้ จริงอยู่ ในกาลก่อนคือในกาลที่ยังมิได้กำหนด ทั้งกายทั้งจิตของภิกษุนี้ยังเป็นกายจิตที่ยังมีความกระวนกระวาย ยังหยาบ เมื่อภาวะที่กายและจิตหยาบไม่สงบระงับ แม้ลมหายใจออกและลมหายใจเข้าก็ยังจัดว่าเป็นของหยาบ คือเป็นไปอย่างแรงกล้า จมูกไม่พอหายใจ ต้องยืนหายใจทั้งออกทั้งเข้าทางปาก
แต่เมื่อใดทั้งกายทั้งจิตของเธอถูกกำหนดแล้ว เมื่อนั้นลมหายใจออกเข้าเหล่านั้นย่อมสงบ เมื่อกายและจิตสงบแล้ว ลมหายใจออกและเข้าก็ย่อมเป็นไปละเอียด
ย่อมถึงอาการคือ ภาวะที่จำต้องวิจัยว่ามีอยู่หรือไม่มีหนด เปรียบเสมือนเมื่อคนแล่นลมจากภูเขา หรือปลงภาระหนักลงจากศีรษะยืนอยู่ ลมหายใจออกเข้าย่อมหยาบ จมูกไม่พอหายใจ ต้องยืนหายใจออกและเข้าทางปาก แต่เมื่อใดเขาบรรเทาความเหน็ดเหนื่อยนั้นแล้วอาบและดื่มแล้วเอาผ้าเปียกวางไว้ตรงหัวใจ นอนพักที่ร่มไม้อันเยือกเย็น เมื่อนั้นลมหายใจออกเข้าเหล่านั้นของเธอย่อมค่อยละเอียดลง
ถึงซึ่งอาการคือภาวะที่จะต้องวิจัยว่ามีหรือไม่มีหนอ แม้ฉันใด ในกาลก่อนคือในกาลที่ยังไม่กำหนดทั้งกายทั้งจิตของภิกษุนี้ ฯลฯ ย่อมถึงอาการคือภาวะที่จะต้องวิจัยว่ามีหรือไม่มีหนอ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ข้อนั้นเป็นเหตุเพราะเหตุอะไร ?
เพราะเป็นความจริง ในกาลก่อนคือในกาลที่ยังไม่ได้กำหนด เธอไม่ต้องมีความคำนึง ความรวบรวมใจ ความใส่ใจและความพิจารณาว่า เราจักระงับกายสังขารที่หยาบ ๆ แต่ในกาลที่กำหนด ย่อมมี เพราะเหตุนั้นกายสังขารของเธอในกาลที่ได้กำหนด จึงละเอียดกว่าเวลาที่ยังมิได้กำหนด เพราะเหตุนั้น พระโบราณาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวไว้ว่า
เมื่อกายและจิตกระสับกระส่าย กายสังขารย่อมเป็นไปเกินประมาณ (หยาบ) เมื่อกายและจิตไม่กระสับกระส่าย กายสังขารย่อมเป็นไปละเอียด
✨ ลมหยาบและละเอียดเป็นชั้น ๆ
(221) แม้ในกาลกำหนดกายสังขารยังจัดว่าหยาบ ในอุปจาระแห่งปฐมฌานจัดว่าละเอียด แม้ในอุปจาระแห่งปฐมฌานนั้นก็ยังจัดว่าหยาบ ในปฐมฌานจัดว่าละเอียด ในปฐมฌานและในอุปจาระแห่งทุติยฌานก็ยังขัดว่าหยาบ ในทุติยฌานจัดว่าละเอียด ในทุติยฌานและในอุปจาระแห่งตติยฌานจัดว่าหยาบ ในตติยฌานจัดว่าละเอียด ในตติยฌานและในอุปจาระแห่งจตุตถฌานจัดว่าหยาบ ในจตุตถฌานเองจัดว่าละเอียดอย่างยิ่ง ถึงความไม่เป็นไปทีเดียว รวมความว่า นี้เป็นมติของอาจารย์ ผู้กล่าวทีฆนิกายและสังยุตนิกายก่อน
✨ มติในมัชฌิมนิกาย
- ฝ่ายอาจารย์นักมัชฌิมนิกาย ปรารถนาละเอียดยิ่งกว่านั้น แม้ในอุปจาระแห่งฌานสูง ๆ กว่าฌานชั้นต่ำอย่างนี้ว่า ในปฐมฌานหยาบ ในอุปจาระแห่งทุติยฌานละเอียด แต่โดยมติของอาจารย์ทั้งหมดด้วยกัน คงได้ความว่า กายสังขารที่เป็นไปในกาลที่ยังไม่ได้กำหนดย่อมสงบระงับในกาลที่ได้กำหนด กายสังขารที่เป็นไปในกาลที่กำหนด ย่อมสงบระงับในอุปจาระแห่งปฐมฌาน ฯลฯ กายสังขารที่เป็นไปในอุปจาระแห่งจตุตถฌาน ย่อมระงับในจตุตถฌานดังนี้แล นี้เป็นนัยในสมถะเป็นอันดับแรก
  • อ้างอิง คัมภีร์วิสุทธิมรรค หน้า 452 - 455
✨ มติในปฏิสัมภิทามรรค ✨
- ส่วนในปฏิสัมภิทา(ปัญญาแตกฉาน) ท่านกล่าวความข้อนั้นพร้อมด้วยคำประท้วงและคำเฉลยอย่างนี้ว่า
ภิกษุย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้ระงับกายสังขารหายใจออกหายใจเข้าอย่างไร ? กายสังขารเป็นไฉน ?
คือธรรมทั้งหลายซึ่งเป็นไปในกองลมหายใจออกและหายใจเข้ายาว อันนี้เป็นธรรมเกี่ยวเนื่องด้วยกาย ภิกษุทำกายสังขารเหล่านั้นให้ระงับ คือให้ดับ ให้เข้าไปสงบชื่อว่าย่อสำเหนียก ฯลฯ สำเหนียกว่าเราจักระงับกายสังขาร ที่เป็นเหตุให้กายโยกโคลงโอนเอนส่ายสั่นหวั่นไหวไปมาเสีย หายใจออกสำเหนียกว่าเราจักระงับกายสังขารหายใจเข้า สำเหนียกว่า เราจักระงับกายสังขารอันสงบอันละเอียด ที่เป็นเหตุให้กายไม่โยกโคลง ไม่โอน ไม่เอน ไม่ส่าย ไม่หวั่น ไม่ไหว หายใจออก...หายใจเข้า
- นัยว่า ภิกษุเมื่อสำเหนียกดังกล่าวมาฉะนี้ ชื่อว่าย่อมสำเหนียกว่า เราจักยังกายสังขารให้สงบหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่าเราจักยังกายสังขารให้สงบหายใจเข้า เมื่อเป็นดังนั้น การอบรมจิตเพื่อวาตุปลัทธิ (การกำหนดลม) ก็ดี เพื่อลมหายใจออกและเข้าก็ดี เพื่ออานาปานสติก็ดี เพื่ออานาปานติสมาธิก็ดี ย่อมไม่สำเร็จได้
และบัณฑิตทั้งหลายย่อมไม่ได้เข้าสมาบัติทั้งไม่ได้ออกจากสมาบัตินั้นเหมือนอย่างไร ? เหมือนอย่างเมื่อกังสดาล(ระฆังวงเดือน/ระฆังแบน)ถูกเคาะแล้ว เสียงหยาบย่อมเป็นไปครั้งแรกจิตก็เป็นไปได้ เพราะกำหนดนิมิตแห่งเสียงได้ง่าย เพราะทำนิมิตแห่งเสียงหยาบไว้ในใจได้ง่าย เพราะทรงจำนิมิตแห่งเสียงหยาบได้ง่าย แม้เมื่อเสียงหยาบดับแล้ว หลังนั้นถัดไปเสียงละเอียดก็ยังเป็นไปจิตก็เป็นไปได้
เพราะกำหนดนิมิแห่งเสียงละเอียดได้ดี เพราะยังทำนิมิตแห่งเสียงละเอียดไว้ในใจได้ดี เพราะทรงจำนิมิตแห่งเสียงละเอียดได้ดี แม้เมื่อเสียงละเอียดดับแล้ว หลังจากนั้นไปจิตก็ยังเป็นไปได้ แม้เพราะนิมิตแห่งเสียงละเอียดเป็นอารมณ์ แม้ฉันใด ลมหายใจออกหายใจเข้าที่หยาบก็ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะกำหนดนิมิตแห่งลมหายใจออกหายใจเข้าที่หยาบได้ง่าย เพราะทำนิมิตแห่งลมหายใจเข้าที่หยาบไว้ในใจได้ง่าย เพราะสังเกตนิมิตแห่งลมหายใจออกหายใจเข้าที่หยาบได้ง่าย
เมื่อลมหายใจออกหายใจเข้าที่หยาบดับแล้ว หลังจากนั้น ลมหายใจออกหายใจเข้าที่ละเอียดก็ยังเป็นอยู่ จิตก็ไม่ฟุ้งซ่าน เพราะกำหนดจับนิมิตได้ด้วยดี เพราะใส่ใจนิมิตได้ด้วยดี เพราะทรงจำนิมิตได้ด้วยดี แม้เมื่อลมหายใจออกหายใจเข้าที่ละเอียดดับไปแล้ว หลังจากนั้น จิตก็ไม่ถึงความฟุ้งซ่าน แม้เพราะยังมีนิมิตแห่งลมหายใจออกหายใจเข้าที่ละเอียดเป็นอารมณ์ เมื่อเป็นดังนี้ การอบรมจิตเพื่อวาตุปลัทธิ เพื่อลมหายใจออกเข้าก็ดี เพื่ออานาปานสติก็ดี เพื่ออานาปานสติสมาธิก็ดี ย่อมสำเร็จได้
และสมาบัตินี้นั้นผู้เป็นบัณฑิตย่อมเข้าบ้าง ย่อมออกบ้าง ลมหายใจออกลมหายใจเข้าจัดเป็นกาย ความปรากฏจัดเป็นสติ ปัญญาเครื่องตามเห็นจัดเป็นญาณ กายจัดเป็นเครื่องปรากฏไม่ใช่ตัวสติ สติเป็นตัวปรากฏ ทั้งเป็นตัวสติด้วย พระโยคาวจรย่อมตามเห็นกายนั้นด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า การเจริญสติปัฏฐาน คือปัญญาเครื่องตามเห็นกายในกาย นี้เป็นการพรรณนาเฉพาะบทตามลำดับแห่งจตุกกะที่ 1 ซึ่งกล่าวไว้ด้วยอำนายกายานุปัสสนา ในอานาปานสติกถานี้เป็นอันดับแรก
(222) ก็เพราะเหตุในจตุกกะทั้ง 4 เหล่านี้ จตุกกะนี้เท่านั้นท่านกล่าวด้วยสามารถกัมมัฏฐานของพระโยคาวจรผู้ริเริ่มบำเพ็ญเพียร ส่วน 3 จตุกกะนอกนี้ท่านกล่าวไว้ด้วยสามารถเวทนานุปัสสนานี้, จิตตานุปัสสนา และธัมมานุปัสสนา ของพระโยคาวจรผู้บรรลุฌานแล้วในจตุกกะที่ 1 นี้
ฉะนั้น กุลบุตรผู้ริเริ่มบำเพ็ญเพียรประสงค์จะบำเพ็ญกัมมัฏฐานนี้และบรรลุพระอรหัตพร้อมทั้งปฏิสัมภิทา ด้วยวิปัสสนาอันมีฌานที่ 4 ซึ่งมีลมหายใจออกเข้าเป็นอารมณ์เป็นเหตุใกล้ พึงทำกิจทุกอย่าง มีการชำระศีลให้บริสุทธิ์เป็นต้น โดยนัยดังกล่าวแล้ว
ในก่อนนั่นแล แล้วพึงกำหนดกัมมัฏฐานอันประกอบด้วยสนธิ 5 ประการ ในสำนักของพระอาจารย์มีประการดังกล่าวแล้ว
✨ สนธิ 5
  • 1.
    อุคคหะ (การเรียน/การกำหนด พระกัมมัฏฐาน)
  • 2.
    ปริปุจฉา (การสอบถามพระกัมมัฏฐาน)
  • 3.
    อุปัฏฐาน (ความปรากฏแห่งพระกัมมัฏฐาน)
  • 4.
    อัปปนา (ความแนบแน่น แน่วแน่ แห่งพระกัมมัฏฐาน)
  • 5.
    ลักขณะ (เครื่องหมาย ความกำหนดหมาย การทรงจำสภาวะ แห่งพระกัมมัฏฐาน)
  • อ้างอิง คัมภีร์วิสุทธิมรรค หน้า 456 - 459
🪷 วิธีมนสิการ 8 อย่าง (การน้อมจิต นำสู่อานาปานสติสมาธิ) 🪷
(223) นี้เป็นวิธีมนสิการในอานาปานสติกัมมัฏฐานนั้น คือ
1. คณนา (การนับ)
2. อนุพนฺธนา (การติดตาม)
3. ผุสนา (ที่ที่ลมกระทบ, การถูกต้อง)
4. ฐปนา (อัปปนา, การตั้งจิตมั่น)
5. สลฺลกฺขณา (วิปัสสนา, การกำหนดหมายได้ชัด)
6. วิวฏฺฏนา (มรรค, การเปลี่ยนแปลง)
7. ปาริสุทฺธิ (ผล, การหมดจด)
8. เตสํ ปฏิปสฺสนา (ปัจจเวกขณญาณ, การย้อนดูวิวัฏฏนา "มรรค" และปาริสุทธิ "ผล" เหล่านั้น)
  • อ้างอิง คัมภีร์วิสุทธิมรรค หน้า 459
🌟 อธิบาย คณนา วิธีนับ (วิธีนับลมหายใจ)
- ในวิธีมนสิการเหล่านั้น กุลบุตรผู้ริเริ่มบำเพ็ญเพียรนี้ ควรมนสิการกัมมัฏฐานนี้ด้วยวิธีนับก่อน ก็แลเมื่อจะนับ
ไม่พึงนับหยุดต่ำกว่า 5 ไม่พึงนับเลย 10 ขึ้นไป
ไม่พึงแสดงการนับให้ขาดในระหว่าง เพราะเมื่อนับหยุดต่ำกว่า 5 จิตตุปบาทจะดิ้นรนอยู่ในโอกาสอันคับแคบ ดังหมู่โคถูกขังไว้ในคอกแคบ ดิ้นรนอยู่ฉะนั้น
แม้เมื่อนับเกิน 10 ขึ้นไป จิตตุปบาทก็พะวงอยู่ในการนับนั้นเสีย
เมื่อแสดงการนับให้ขาดในระหว่าง จิตก็จะหวั่นไปว่ากัมมัฏฐานของเราจะถึงที่สุดหรือไม่หนอ ? เพราะฉะนั้นพึงนับเว้นโทษเหล่านั้นเสีย
🌟 อธิบาย วิธีนับช้า
- อันผู้ริเริ่มบำเพ็ญเพียร เมื่อจะนับ ชั้นแรกควรนับด้วยวิธีนับช้า คือนับอย่างคนตวงข้างเปลือก จริงอยู่ คนตวงข้าวเปลือกตักเต็มทะนานแล้วขานว่า 1 แล้วจึงแทลงไป เมื่อตักอีกเห็นหยากเยื่ออะไร ๆ แล้วหยิบทิ้งเสีย จึงนับขานว่า 1, 1 ในคำว่า 2, 2 เป็นต้นก็นัยนี้
แม้กุลบุตรผู้ริเริ่มบำเพ็ญเพียรนี้ ก็พึงกำหนดเอาลมอัสสาสะปัสสาสะที่ปรากฏแล้วกำหนดนับลม ซึ่งเป็นไปอยู่เรื่อย ๆ นั่นแหละ นับเริ่มต้นแต่คำว่า 1(หายใจเข้า), 1(หายใจออก) จนถึงคำว่า 10, 10 ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อเธอนับอยู่อย่างนั้น ลมอัสสาสะปัสสาสะที่ออกและเข้าอยู่ย่อมปรากฏ
- ครั้นกุลบุตรผู้ริเริ่มบำเพ็ญเพียร พึงละวิธีนับช้า คือวิธีนับของคนตวงข้าวเปลือกนั้นเสีย แล้วนับด้วยวิธีนับเร็ว คือวิธีนับของนายโคบาล จริงอยู่ นายโคบาลผู้ฉลาดเอาก้อนกรวดใส่พกแล้ว มือถือเชือกและท่อนไม้ไปยังคอกแต่เช้าตรู่ ตีพวกโคที่หลังนั่งบนปลายเสาลิ่ม โยนก้อนกรวดไป ๆ แล้วนับเฉพาะแม่โคตัวที่ถึงประตูแล้ว ๆ ว่า 1, 2 ฝูงใดที่อยู่ลำบากในโอกาสที่คับแคบตลอดราตรี 3 ยาม เมื่อจะออกก็เบียดเสียดกันและออกไปเป็นกลุ่ม ๆ โดยเร็ว นายโคบาลนั้นก็นับเร็ว ๆ เหมือนกันว่า 3, 4, 5-10 ฉันนั้นเหมือนกัน
แม้เมื่อกุลบุตรผู้ริเริ่มบำเพ็ญเพียรนี้นับอยู่โดยนัยก่อน ลมอัสสาสะปัสสาสะปรากฏแล้ว ย่อมสัญจรเร็ว ๆ ถี่ขึ้น แต่นั้นเธอทราบว่าลมเดินถี่ขึ้นแล้ว ไม่พึงกำหนดเอาทั้งข้างในทั้งข้างนอก กำหนดเอาเฉพาะที่ถึงทวารเท่านั้น แล้วนับเร็ว ๆ ว่า
(หายใจเข้า) 1, 2, 3, 4, 5 | (หายใจออก) 1, 2, 3, 4, 5, 6 | (หายใจเข้า) 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7 | (หายใจออก) 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8 | (หายใจเข้า) 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8, 9 | (หายใจออก) 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8, 9, 10
เพราะว่าในกรรมฐานที่เนื่องด้วยการนับ จิตจะมีแต่อารมณ์เดียวได้ก็ด้วยพลังแห่งการนับเท่านั้น ดุจความหยุดของเรือในกระแสน้ำที่เชี่ยว จะมีก็ด้วยอำนาจการค้ำไว้ด้วยถ่อฉะนั้น เมื่อเธอนับเร็ว ๆ อยู่อย่างนั้นกัมมัฏฐานย่อมปรากฏเป็นประหนึ่งว่าเป็นไปหาระหว่างขั้นมิได้ ครั้งเธอทราบว่าย่อมเป็นไปหมระหว่างขั้นมิได้ดังนี้แล้ว ไม่พึงกำหนดลมภายในและภายนอก แล้วนับเร็ว ๆ โดยนัยก่อนนั้นแล ด้วยว่าเมื่อเธอให้จิตเข้าไปพร้อมกับลมที่เข้าไปภายในอยู่ จิตที่เป็นเหมือน ถูกลมกระทบและเหมือนเต็มไปด้วยมันข้นในภายใน
เมื่อเธอนำจิตออกไปพร้อมกับลมที่ออกไปภายนอก จิตย่อมจะส่ายไปในอารมณ์มากหลายในภายนอก แต่เมื่อเธอตั้งสติไว้ที่อากาศอันถูกลมกระทบ เจริญภาวนาอยู่นั่นแหละ ภาวนาย่อมสำเร็จได้
เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงกล่าวว่า อันกุลบุตรผู้ริเริ่มบำเพ็ญเพียร ไม่พึงกำหนดลมภายในและภายนอกแล้วนับเร็ว ๆ โดยนัยก่อนนั่นแล ถามว่าก็ลมนั่นจะพึงนับไปนานเท่าไร ? แก้ว่า พึงนับไปจนกว่าเมื่อหยุดนับสติจะตั้งมั่นอยู่ได้ในอารมณ์ คือลมอัสสาสะปัสสาสะ ด้วยว่า การนับก็เพื่อกระทำการตัดความตรึกที่ใส่ไปในภายนอกเสียแล้วตั้งสติมั่นไว้ในอารมณ์คือลมอัสสาสะปัสสาสะ(ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก)อย่างเดียว
🌟 อธิบาย วิธีติดตาม
(224) อันกุลบุตรผู้ริเริ่มบำเพ็ญเพียรกระทำไว้ในใจด้วยวิธีนับอย่างนี้แล้วพึงกระทำไว้ในใจด้วยวิธีติดตาม
- การเลิกนับเสียแล้ว ส่งสติไปตามลมหายใจออกเข้าไม่มีระหว่างคั่น ชื่อว่าการติดตาม นั้นไม่พึงกระทำด้วยอำนาจการติดตามเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุด เพราะว่าว่าสำหรับลมที่ออกไปภายนอกมีนาภี(สะดือ)เป็นเบื้องต้น หทัย(หัวใจ)เป็นท่ามกลาง นาสิก(จมูก)เป็นที่สุด สำหรับลมที่เข้าไปภายในมีปลายนาสิกเป็นเบื้องต้น หทัยเป็นท่ามกลาง นาภีเป็นปลาย ก็เมื่อกุลบุตรริเริ่มบำเพ็ญเพียรติดตามลมนั้น
จิตที่ถึงความฟุ้งซ่านย่อมจะมีเพื่อความกระสับกระส่ายทีเดียว และเพื่อความหวั่นไหว ดังท่านกล่าวไว้ว่า เมื่อภิกษุใช้สติติดตามเบื้องต้น กลางและปลายลมอัสสาสะปัสสาสะ กายก็ดี จิตก็ดี โดยทั้งจิตที่ถึงความฟุ้งซ่านในภายในย่อมกระสับกระส่ายหวั่นไหวด้วย ดิ้นรนด้วย
เมื่อใช้สติไปติดตามต้น กลาง และปลายลมปัสสาสะ กายก็ดี จิตก็ดี ด้วยทั้งจิตที่ถึงความฟุ้งซ่านไปในภายนอก ย่อมกระสับกระส่ายด้วย หวั่นไหวด้วย ดิ้นรนด้วย
ดังนี้ เพราะเหตุนั้นวรรคอันกุลบุตรผู้ริเริ่มบำเพ็ญเพียร เมื่อจะมนสิการโดยวิธีติดตาม จึงไม่ควรมนสิการด้วยต้นลม กลางลม และปลายลม อีกประการหนึ่ง พึงมนสิการโดยวิธีผุสนาและด้วยวิธีฐปนา
- แท้จริง การมนสิการโดยวิธีผุสนาและวิธีฐปนา หาได้มีส่วนหนึ่งต่างหากดุจมนสิการโดยวิธีคณนาและอนุพันธนาไม่ แต่เมื่อพระโยคาวจรนับอยู่ ในฐานะที่ลมกระทบแล้ว ๆ นั่นแหละ ชื่อว่ามนสิการโดยวิธีคณนาด้วย โดยวิธีผุสนาด้วย
เมื่อเลิกนับแล้วติดตามลมอัสสาสะปัสสาสะนั้นไปด้วยสติ และเมื่อตั้งจิตไว้ด้วยอำนาจอัปปนา ในฐานะที่ลมกระทบ ๆ นั้นนั่นแหละ เรียกว่ามนสิการโดยวิธีอนุพันธนาด้วย โดยวิธีผุสนาด้วย โดยวิธีฐปนาด้วย ความนี้นั้นบัณฑิตพึงทราบโดยอุปมาด้วยคนง่อยคนเฝ้าประตูที่กล่าวไว้ในอรรถกถาทั้งหลาย และโดยอุปมาด้วยเลื่อยที่กล่าวไว้ในปฏิสัมภิทา
(225) ในสามอุปมานั้น ข้อนี้เป็นอุปมาด้วยคนง่อย คือคนง่อย โล้ชิงช้าให้แก่มารดาและบุตรผู้เล่นชิงช้าอยู่ นั่งที่โคนเสาชิงช้านั่นแหละย่อมเห็นที่สุดทั้ง 2 ข้าง และท่ามกลางแห่งแผ่นกระดานชิงช้า ที่แกว่งไปมาอยู่โดยลำดับ แต่ก็มิได้ขวนขวายจะดูแลที่สุดทั้ง 2 และท่ามกลาง แม้ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน
ยืนที่โคนเสาอันเป็นที่ผูกด้วยอำนาจสติ โล้ชิงช้าคือลมหายใจออกเข้า นั่งอยู่ด้วยสติในนิมิตนั้นนั่นเอง เมื่อส่งสติติดตาม ตั้งจิตไว้ตรงที่ลมกระทบนั้นนั่นแหละ ย่อมเห็นเบื้องต้น ท่ามกลาง ที่สุดของลมหายใจออกเข้า ในฐานะที่มันแกว่าไปมากระทบอยู่โดยลำดับ แต่จะเป็นผู้ขวนขวายเพื่อแลดูลมเหล่านั้นก็หามิได้ ฉะนั้น นี้เป็นอุปมาดังคนง่อย
(226) ส่วนที่อุปมาด้วยคนเฝ้าประตู ดังนี้ คือ คนเฝ้าประตูไม่ตรวจตราดูแลพวกคนในเมืองและนอกเมือง ถามว่า ท่านเป็นใคร หรือว่ามาแต่ไหน หรือว่าท่านจะไปไหน หรือว่าอะไรอยู่ในมือท่าน เพราะว่าคนเหล่านั้นมิใช่เป็นภาระหน้าที่ของเขา เขาจะตรวจตราดูแลเฉพาะคนที่มาถึงประตู ๆ เท่านั้น แม้ฉันใด ภิกษุนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ลมเข้าข้างในและลมออกข้างนอก ไม่ใช่เป็นภาระหน้าที่ (ของท่าน) ท่านมีหน้าที่อยู่แต่เพียงกำหนดลมที่มาถึงช่องจมูกแล้ว ๆ เท่านั้น นี้เป็นอุปมาดังนายประตู
(227) ส่วนที่อุปมาด้วยเลื่อย พึงทราบตั้งแต่ต้นดังนี้ สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า
นิมิต 1 ลมหายใจออก 1 ลมหายใจเข้า 1
มิใช่เป็นอารมณ์แห่งจิตดวงเดียว
เมื่อภิกษุไม่รู้ธรรมทั้ง 3 ภาวนาย่อมไม่เกิด
นิมิต 1 ลมหายใจออก 1 ลมหายใจเข้า 1
มิใช่เป็นอารมณ์แห่งจิตดวงเดียว
เมื่อภิกษุรู้ธรรมทั้ง 3 ภาวนา ย่อมเกิด
- มีอธิบายอย่างไร ? มีอธิบายว่า ธรรม 3 อย่างนี้ มิใช่เป็นอารมณ์ของจิตดวงเดียวกัน แต่ธรรม 3 อย่างนี้ จะเป็นสิ่งที่พระโยคาวจรจะไม่รู้ก็หามิได้ และจิตก็ไม่ถึงความฟุ้งซ่าน ปธาน (ความเพียร) ย่อมปรากฏ และพระโยคาวจรก็ย่อมยังประโยคให้สำเร็จ ย่อมบรรลุคุณวิเศษได้ เปรียบเหมือนไม้ที่เขาทิ้งไว้ที่พื้นดินราบ ๆ บุรุษพึงเอาเลื่อยมาตัดมัน
สติของบุรุษนั้นย่อมปรากฏด้วยอำนาจฟันเลื่อยที่ถูกต้นไม้ เธอก็มิได้ใส่ใจถึงฟันเลื่อยที่ชักมาและชักไป แต่จะไม่รู้ฟันเลื่อยที่ชักมาและชักไปก็หามิได้ ทั้งความเพียรย่อมปรากฏ ทั้งเธอก็ยังความพยายามให้สำเร็จ และเธอก็บรรลุคุณวิเศษอีกด้วย
นิมิตที่เขาเข้าไปผูกไว้ เปรียบเหมือนต้นไม้ที่เขาทิ้งไว้ที่ภูมิภาคอันราบรื่น ลมหายใจออกเข้าเปรียบเหมือนฟันเลื่อย ภิกษุนั่งตั้งสติไว้ที่ปลายจมูกหรือที่ริมฝีปาก ไม่ใส่ใจลมหายใจออกเข้าที่ผ่านมาหรือผ่านไป แต่จะไม่รู้ลมออกเข้าซึ่งผ่านมาหรือผ่านไปแล้วก็หามิได้ ความเพียรก็ย่อมปรากฏ ทั้งเธอก็ย่อมยังความพยายามให้สำเร็จ และบรรลุคุณวิเศษอีกด้วย
เปรียบเหมือนบุรุษตั้งสติไว้ที่ฟัน เลื่อยที่กระทบต้นไม้ เธอไม่ใส่ใจถึงฟันเลื่อยซึ่งชักมาชักไป แต่จะไม่รู้ฟันเลื่อยซึ่งชักมากชักไปก็หามิได้ ความเพียรก็ปรากฏ และเธอก็ยังความพยายามให้สำเร็จ และบรรลุผลพิเศษอีกด้วยฉันนั้น
- บทว่า "ปธานํ" ถามว่าความเพียรเป็นไฉน ? คือ ทั้งกายทั้งจิตของภิกษุผู้ปรารภความเพียร ย่อมเป็นของควรแก่การงาน นี้ชื่อว่าความเพียร ประโยคเป็นไฉน ? คือ อุปกิเลสทั้งหลาย ภิกษุผู้ปรารภความเพียรละได้ วิตกทั้งหลายย่อมสงบระงับนี้ชื่อว่าประโยค คุณวิเศษเป็นไฉน ? ภิกษุผู้ปรารภความเพียรย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยทั้งหลายสุดสิ้นไป นี้เป็นคุณวิเศษ
- ธรรม 3 อย่างนี้ มิได้เป็นอารมณ์ของจิตดวงเดียว แต่ธรรม 3 อย่างนี้จะเป็นสิ่งที่พระโยคาวจรจะไม่รู้หามิได้ วิตกไม่ถึงซึ่งความฟุ้งซ่าน ความเพียรย่อมปรากฏและพระโยคาวจรนั้นย่อมยังความพยายามให้สำเร็จ บรรลุคุณวิเศษได้ ด้วยประการฉะนี้
อานาปานสติอันภิกษุใดบำเพ็ญด้วยดีเต็มที่แล้วสั่งสมแล้วโดยลำดับ ตามที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว ภิกษุนั้นย่อมยังโลกนี้ให้ส่วงไสว เหมือนพระจันทร์พ้นจากหมอกฉายแสงอยู่นั้นแล
- นี้เป็นอุปมาด้วยเลื่อย ก็ในที่นี้พระโยคาวจรนั้นเพียงแต่ไม่มนสิการด้วยอำนาจลมที่ผ่านมาและผ่านไป พึงทราบว่าประโยชน์
(228) สำหรับบางท่าน เมื่อมนสิการกัมมัฏฐานนี้ นิมิตย่อมเกิด และฐปนา กล่าวคือ อัปปนาอันประดับด้วยองค์ฌานที่เหลือจะสำเร็จโดยไม่ช้าเลย แต่สำหรับบางท่าน เมื่อความกระวนกระวายสงบระงับลง ด้วยอำนาจความดับไปแห่งลมอัสสาสะปัสสาสะที่หยาบโดยลำดับ จำเดิมแต่กาลที่มนสิการโดยวิธีนับ ทั้งกาย ทั้งจิตย่อมเป็นสภาพเบา สรีระเป็นประหนึ่งถึงซึ่งอาการลอยอยู่บนอากาศ
เมื่อผู้มีกายกระสับกระส่ายนั่งบนเตียงหรือตั่งก็ตาม เตียงตั่งย่อมโยก ย่อมลั่น เครื่องลาดย่อมยับ แต่เมื่อคนมีกายไม่กระสับกระส่ายนั่งเตียงก็ไม่โยกไม่ลั่นเลย เครื่องลาดก็ไม่ยับเตียงตั่งเป็นดังว่ายัดด้วยนุ่น เพราะเหตุไร ?
เพราะกายที่ไม่กระสับกระส่ายย่อมเบาฉันใด เมื่อความกระสับกระส่ายทางกายสงบระงับลง ด้วยอำนาจความดับไปแห่งลมอัสสาสะปัสสาสะที่หยาบโดยลำดับ จำเดิมแต่กาลที่มนสิการโดยวิธีนับ ทั้งกายทั้งจิตย่อมเบา สรีระเป็นประหนึ่งถึงซึ่งอาการลอยอยู่บนอากาศ ฉันนั้นเหมือนกัน
เมื่อลมอัสสาสะปัสสาสะที่หยาบดับไปแล้ว จิตของพระโยคาวจรนั้นก็ยังมีนิมิตแห่งลมอัสสาสะปัสสาสะที่ละเอียดเป็นอารมณ์เป็นไปอยู่ แม้เมื่อนิมิตนั้นดับแล้ว จิตดวงต่อ ๆ ไปก็ยังมีนิมิตลมปัสสาสะอัสสาสะที่ละเอียดกว่านั้นเป็นอารมณ์เป็นไปอยู่ เป็นอย่างไร ? บัณฑิตพึงทราบโดยนัยว่า เป็นเหมือนบุรุษเคาะกังสดาลด้วยซี่โลหะใหญ่เสียงดังพึงเกิดขึ้นโดยการตีครั้งเดียว จิตของเขาพึงมีเสียงหยาบเป็นอารมณ์เป็นไปอยู่
เมื่อเสียงหยาบดับแล้ว หลังจากนั้นจิตของเธอก็มีนิมิตแห่งเสียงที่ละเอียดเป็นอารมณ์ แม้เมื่อนิมิตนั้นดับแล้ว จิตดวงต่อ ๆ ไปของเธอก็ยังมีนิมิตแห่งเสียงละเอียดยิ่งกว่านั้นเป็นอารมณ์เป็นไปอยู่ฉะนั้น สมจริงดังคำที่พระสารีบุตรกล่าวไว้ว่า เมื่อกังสดาลถูกเคาะแล้ว แม้ฉันใด ดังนี้เป็นต้น ความพิสดารบัณฑิตพึงกล่าวตามนัยปฏิสัมภิทามัคค์เถิด
  • อ้างอิง คัมภีร์วิสุทธิมรรค หน้า 460 - 465
🌟 อธิบายที่ต่างจากกัมมัฏฐานอื่น
(229) จริงอยู่ กัมมัฏฐานนี้เป็นอย่างกัมมัฏฐานอื่น ๆ ซึ่งปรากฏชัดยิ่ง ๆ ขึ้นไปไม่ ส่วนกัมมัฏฐานนี้เมื่อเจริญสูง ๆ ยิ่งขึ้นไป ก็ถึงเพียงความละเอียด แต่ไม่ถึงความปรากฏ แต่เมื่อกัมมัฏฐานนั้นไม่ปรากฏอย่างนั้น ภิกษุนั้นก็อย่าพึงลุกจากที่นั่งสลัดท่อนหนังไปเสีย
ถามว่า พึงทำอย่างไร ? แก้ว่า อย่าลุกไปด้วยคิดว่าเราจักถามท่านอาจารย์หรือด้วยเข้าใจว่า บัดนี้กัมมัฏฐานของเราเสื่อมเสียแล้ว เพราะเมื่อทำอิริยาบถให้กำเริบไป กัมมัฏฐานก็จะกลายเป็นของใหม่ ๆ ไปเท่านั้น เพราะเหตุนั้น เธอนั่งอยู่ตามเดิมนั่นแหละพึงนำ (ลม) มาจากถิ่นที่เกิด
✨ วิธีปฏิบัติเพื่อนำคืน
- ในข้อนั้นมีอุบายเครื่องนำ (ลมคืน) ดังต่อไปนี้ ภิกษุนั้นรู้ภาวะคือความไม่ปรากฏแห่งพระกัมมัฏฐานแล้ว พึงพิจารณาดูดังนี้ว่า ขึ้นชื่อว่าลมหายใจออกเข้านี้ มีอยู่ที่ไหน ไม่มีที่ไหน มีแก่ใคร หรือไม่มีแก่ใคร ? ครั้งเมื่อเธอพิจารณาอย่างนั้นก็จะทราบได้ว่า
  • ลมหายใจออกเข้านี้ไม่มีอยู่ภายในท้องของมารดา 1
  • ไม่มีแก่พวกคนที่ดำลงในน้ำ 1
  • ไม่มีแก่พวกคนที่สบบ 1
  • แก่คนตาย 1
  • ผู้เข้าจตุตถฌาณ 1
  • ผู้ประกอบด้วยรูปภพและอรูปภพ 1
  • ผู้เข้านิโรธ 1
ฉะนี้แล้ว พึงตักเตือนตนด้วยตนเองดังนี้ว่า นี่แน่ะ พ่อบัณฑิต ตัวเจ้ามิใช่ผู้อยู่ในท้องของมารดา มิใช่ผู้ดำลงในน้ำ มิใช่ผู้สลบ มิใช่ผู้ตายแล้ว มิใช่ผู้เข้าจตุตถฌาน มิใช่ผู้ประกอบด้วยรูปภพอรูปภพ มิใช่ผู้เข้านิโรธ มิใช่หรือ ลมหายใจออกเข้าของเจ้ามีอยู่แท้ แต่เจ้าไม่อาจกำหนดได้เพราะภาวะที่เจ้ามีปัญญาอ่อน ลำดับนั้นเธอพึงวางจิตไว้ตามที่ลมกระทบโดยปกติ ยังมนสิการให้เป็นไป
ก็ลมหายใจออกเข้าเหล่านี้ สำหรับคนจมูกยาวกระทบกระพุ้งจมูกเป็นไป สำหรับคนจมูกสั้นกระทบริมฝีปากบนเป็นไป เพราะฉะนั้น เธอพึงตั้งนิมิตไว้ว่าลมกระทบที่ตรงนี้ จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคทรงอาศัยอำนาจประโยชน์นี้แล จึงตรัสไว้ว่า ภิกษุทั้งหลาย "เราไม่กล่าวอานาปานสติภาวนาแก่คนที่หลงลืมสติไม่มีสัมปชัญญะ"
(230) จริงอยู่ กัมมัฏฐานอย่างใดอย่างหนึ่งย่อมสำเร็จแก่คนผู้มีสติสัมปชัญญะเท่านั้นก็จริง แต่ว่ากัมมัฏฐานอื่นจากนี้ เมื่อภิกษุมนสิการไป ๆ ย่อมปรากฏ ส่วนอานาปานสติกัมมัฏฐานนี้หนัก การภาวนาก็หนัก เป็นภูมิแห่งมนสิการแห่งพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพระพุทธเจ้าและพระพุทธบุตรทั้งหลายผู้เป็นมหาบุรุษเท่านั้นไม่ใช่การนิดหน่อยและไม่ใช่การที่สัตว์เล็กน้อยจะซ่องเสพได้ มนสิการไปด้วยประการใด ๆ ก็ย่อมสงบและสุขุมไปด้วยประการนั้น ๆ
เพราะเหตุนั้น ในกัมมัฏฐานข้อนี้ จำต้องปรารถนาสติและปัญญาอันกล้าแข็ง เหมือนในเวลาชุนผ้าเนื้อเกลี้ยง แม้เข็มก็ต้องใช้เข็มเล็กยิ่งด้ายร้อยห่วงเข็มยิ่งต้องใช้เล็กกว่านั้น ฉันใด ในเวลาเจริญกัมมัฏฐานนี้อันเป็นเช่นผ้าเนื้อเกลี้ยง ก็จำต้องปรารถนาทั้งสติที่เปรียบด้วยเข็ม ทั้งปัญญาอันสัมปยุตด้วยสติ เปรียบด้วยด้ายร้อยห่วงเข็มอันกล้าแข็ง ฉันนั้นเหมือนกัน
- ก็แล ภิกษุผู้ประกอบด้วยสติปัญญานั้น ไม่พึงแสวงหาลมอัสสาสะปัสสาสะนั้น ในที่อื่นจากที่ลมกระทบตามปกติ
เหมือนชาวนาไถนาแล้วปล่อยโคพลิพัททำให้บ่ายหน้าไปสู่ที่หากินแล้ว พึงนั่งพักอยู่ในร่ม ครั้นแล้วโคพลิพัทเหล่านั้นของเขาก็เข้าดงไป โดยเร็ว ชาวนาผู้ฉลาดใคร่จะจับมันมาเทียมเอก จะไม่ติดตามรอยเท้าโคเหล่านั้นเที่ยวดั้นดง โดยที่แท้เขาจะถือเชือกและปฏัก(ไม้ถือสำหรับตีต้อนวัวควาย)ตรงไปยังท่าที่โคเหล่านั้นลงไปทีเดียว นั่งหรือนอนอยู่ ต่อนั้นเขาเห็นฝูงโคเล่านั้น ที่มันเที่ยวตอนกลางวันแล้วลงสู่ท่าน้ำ แช่และดื่มน้ำแล้วขึ้นมายืนอยู่ จึงผูกด้วยเชือกแทงด้วยปฏัก จูงมาเทียมแอกทำงานอีก ฉันใด ภิกษุนั้นก็ฉันนั้นเหมือนกัน
ไม่พึงแสวงหาลมอัสสาสะปัสสาสะนั้นในที่อื่น จากที่ที่ลมกระทบตามปกติ แต่พึงถือเชือกคือสติและปฏักคือปัญญา ตั้งจิตไว้ ณ ที่ที่ลมกระทบตามปกติ ยังมนสิการให้เป็นไป ด้วยว่า เมื่อเธอมนสิการไปอย่งนี้ลมเหล่านั้นปรากฏไม่นานเลย ดุจโคทั้งหลายปรากฏที่ท่าลงน้ำฉะนั้น เธอพึงผูกไว้ด้วยเชือกคือสติ เทียมไว้ที่ตรงนั้นแหละ แทงด้วยปฏักคือปัญญา ประกอบด้วยกัมมัฏฐานไว้บ่อย ๆ
  • อ้างอิง คัมภีร์วิสุทธิมรรค หน้า 465 - 467
🌟 นิมิตปรากฏต่าง ๆ กัน
(231) เมื่อเธอหมั่นประกอบอยู่อย่างนั้น ไม่ช้านิมิตย่อมปรากฏ อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ก็แล อาจารย์ทั้งปวงหามีนิมิตนี้เสมือนเป็นอันเดียวกันไม่ สำหรับบางท่านปรากฏเหมือนปุยนุ่นก็มี เหมือนปุยฝ้ายก็มี เหมือนสายลมก็มี ที่ยังสุขสัมผัสให้เกิด
- แต่วินิจฉัยในอรรถกลาทั้งหลายมีดังนี้ ก็นิมิตนี้สำหรับบางท่านปรากฏเหมือนดวงดาว เหมือนเม็ดมณี และเหมือนเม็ดไข่มุกดาก็มี
บางท่านปรากฏเป็นสิ่งมีสัมผัส หยาบเหมือนเม็ดฝ้าย และเหมือนเสี้ยนไม้แก่นก็มี
บางท่านเหมือนสายสังวาลยาว เหมือนพวงดอกไม้ และเหมือนเปลวควันก็มี
บางท่านเหมือนใยแมงมุมที่ขึงแล้ว เหมือนกลีบเมฆ เหมือนดอกประทุม เหมือนล้อรถ เหมือนวงพระจันทร์ และเหมือนวงพระอาทิตย์ก็มี
ก็แล กัมมัฏฐานนี้นั้นก็อย่างเดียวกันนั่นแล ย่อมปรากฏต่าง ๆ กัน เพราะภาวะที่พระโยคาวจรมีสัญญาต่าง ๆ กัน เปรียบเหมือนเมื่อภิกษุมากรูปนั่งสาธยายพระสูตรกันอยู่ เมื่อรูปหนึ่งถามขึ้นว่า สูตรนี้ปรากฏแก่ท่านทั้งหลายเป็นเช่นไร ภิกษุรูปหนึ่งก็บอกว่า ปรากฏแก่ข้าพเจ้าเป็นเหมือนแม่น้ำใหญ่ที่ไหลออกจากภูเขา อีกรูปหนึ่งบอกว่า สำหรับข้าพเจ้าเหมือนแนวป่าอันหนึ่ง รูปหนึ่งบอกว่า สำหรับข้าพเจ้าเหมือนต้นไม้ที่เต็มไปด้วยพวงผล สมบูรณ์ไปด้วยกิ่งก้านมีร่มเงาเยือกเย็น
จริงอยู่ พระสูตรนั้นก็สูตรเดียวนั่นแหละ ปรากฏแก่เธอทั้งหลายต่าง ๆ กันเพราะภาวะที่เธอทั้งหลายมีสัญญาต่างกันฉะนั้น เพราะกัมมัฏฐานนี้เกิดจากสัญญา มีสัญญาเป็นเหตุ มีสัญญาเป็นแดนเกิด เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า ย่อมปรากฏได้ต่าง ๆ กัน เพราะสัญญาต่างกัน
- ก็ในกัมมัฏฐานนี้ จิตที่มีลมหายใจออกเป็นอารมณ์ก็เป็นดวงหนึ่ง จิตที่มีลมหายใจเข้าเป็นอารมณ์ก็เป็นดวงหนึ่ง จิตที่มีนิมิตเป็นอารมณ์ก็เป็นดวงหนึ่งแท้ ก็ผู้ใดไม่มีธรรม 3 ประการนี้ กัมมัฏฐานของผู้นั้นย่อมไม่ถึงอัปปนา ไม่ถึงอุปจาระเลยทีเดียว แต่ผู้ใดมีธรรม 3 ประการนี้ กัมมัฏฐานของผู้นั้นนั่นแหละย่อมถึงอุปจาระและอัปปนา สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า
นิมิต 1 ลมหายใจออก 1 ลมหายใจเข้า 1 มิใช่เป็นอารมณ์แห่งจิตดวงเดียว เมื่อภิกษุไม่รู้ธรรม 3 ประการ ภาวนาย่อมเกิดไม่ได้
นิมิต 1 ลมหายใจออก 1 ลมหายใจเข้า 1 ไม่ใช่เป็นอารมณ์แห่งจิตดวงเดียว เมื่อภิกษุรู้ธรรม 3 ประการนี้ ภาวนาย่อมเกิดได้
(232) อันดับแรก พระทีฆภาณกาจารย์ทั้งหลายกล่าวไว้อย่างนี้ว่า ก็เมื่อนิมิตปรากฏอย่างนี้แล้ว ภิกษุนั้นพึงไปหาอาจารย์แล้วเรียนว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ชื่อว่าอารมณ์เห็นปานนี้ปรากฏแก่กระผม แต่อาจารย์ไม่ควรบอกว่า นั่นคือนิมิตหรือไม่ใช่นิมิต พึงบอกว่า เป็นอย่างนั้นแหละอาวุโส แล้วกล่าวว่า เธอจงมนสิการอย่างนั้นบ่อย ๆ เถิด เพราะเมื่ออาจารย์บอกว่า นั่นเป็นนิมิต เธอจะหยุดพักเสีย เมื่อบอกว่านั่นไม่ใช่นิมิต เธอจะหมดหวังเศร้าใจ เพราะฉะนั้นอาจารย์จึงไม่ควรบอกทั้ง 2 อย่าง แต่คงแนะนำให้การใส่ใจเท่านั้น
- ส่วนพระมัชฌิมภาณกาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า พระโยคาวจรนั้นเป็นผู้ที่อาจารย์ควรบอกว่า นี่นิมิตละอาวุโส เธอจงมนสิการกัมมัฏฐานบ่อย ๆ เข้าเถิด พ่อคนดี
- ลำดับนั้น พระโยคาวจรนั้นพึงตั้งจิตไว้ที่นิมิตนั้นแหละโดยประการดังกล่าวแล้ว จำเดิมแต่นี้ไป ภาวนาของเธอนี้ย่อมปรากฏด้วยอำนาจฐปนา สมดังคำที่พระโบราณจารย์กล่าวว่า
พระโยคาวจรผู้ทรงปัญญา ตั้งจิตไว้ในนิมิตยังอาการต่าง ๆ ในลมหายใจออกลมหายใจเข้าให้แจ่มแจ้ง จึงจะชื่อว่าผูกจิตของตนไว้ได้
- จำเดิมแต่นิมิตปรากฏแล้วอย่างนี้ เป็นอันชื่อว่าเธอข่มนิวรณ์ทั้งหลายได้แน่แท้ กิเลสทั้งหลาย่อมสงบนิ่ง สติก็ปรากฏเด่นชัด จิตย่อมตั้งมั่นด้วยอุปจารสมาธิเป็นแท้
- ลำดับนั้น เธอไม่พึงใส่ใจนิมิตโดยสี อย่าพิจารณาโดยลักษณะ แต่จำต้องเว้นอสัปปายะ 7 อย่าง มีอาวาสเป็นต้น แล้วเสพสัปปายะ 7 อย่าง มีอาวาสเป็นต้นเหล่านั้นแหละ รักษาไว้ให้ดี
ดังพระขัตติยมมเหสีรักษาพระครรภ์ที่เกิดแต่พระเจ้าจักรพรรดิ และดังชาวนารักษาท้องข้าวสาลีและข้าวเหนียว ฉะนั้น ครั้นเธอรักษานิมิตนั้นไว้อย่างนี้แล้ว พึงทำให้ถึงความเจริญงอกงามโดยวิธีมนสิการบ่อย ๆ แล้วบำเพ็ญอัปปนาโกศล 10 ประการให้พร้อมมูล ประกอบความเพียรให้สม่ำเสมอ เมื่อเธอพยายามอยู่อย่างนี้ จตุตถฌานจะเกิดขึ้นในนิมิตนั้นโดยลำดับ ดังกล่าวแล้วในปฐวีกสิณนั่นแล
  • อ้างอิง คัมภีร์วิสุทธิมรรค หน้า 467 - 469
🌟 วิธีกำหนดนามรูป
(233) ก็ภิกษุทำฌาน 4 และฌาน 5 ให้บังเกิดแล้วอย่างนี้ ประสงค์จะเจริญกัมมัฏฐานด้วยสามารถแห่งสัลลักขณา (คือวิปัสสนา) และวิวัฏฏนา (คือมรรค) และบรรลุความบริสุทธิ์ (คือผล) ในอานาปานสติภาวนานี้ ย่อมทำฌานนั้นแลให้ถึงภาวะเป็นวสี(ความชำนาญคล่องแคล่วในฌาน) ด้วยอาการ 5 ให้คล่องแคล่วแล้ว กำหนดนามรูปเริ่มตั้งวิปัสสนาอย่างไร ? เพราะพระโยคาวจรนั้นออกจากสมาบัติแล้ว
ย่อมเห็นได้ว่า กรัชกาย(ร่างกาย) และจิตเป็นแดนเกิดแห่งลมหายใจออกหายใจเข้า เปรียบเหมือนอย่างว่าอาศัยหลอดแห่งสูบของนายช่างทองที่กำลังพ่นอยู่ และความพยายามอันเหมาะสมแก่หลอดสูบนั้นของบุรุษ ลมจึงสัญจรไปได้ ฉันใด ลมหายใจออกและลมหายใจเข้า ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ต้องอาศัยกายและจิตจึงสัญจรไปได้
ลำดับนั้น พระโยคาวจรย่อมกำหนดลมหายใจออกเข้าและกายว่าเป็นรูป และกำหนดจิตและธรรมอันสัมปยุตกับจิตนั้นว่าเป็นนาม นี้เป็นความสังเขปในการกำหนดนามรูปซึ่งจักมีแจ้งข้างหน้า
- ครั้งกำหนดนามรูปอย่างนี้แล้ว จึงแสดงหาปัจจัยของนามรูปนั้น และเมื่อแสวงหาก็เห็นนามรูปนั้น ปรารภความเป็นไปแห่งนามรูป ข้ามความสงสัยในการทั้ง 3 เสียได้ เป็นผู้ข้ามความสงสัยได้แล้วยกขึ้นสู่ไตรลักษณ์
โดยพิจารณาเป็น กลาปะ (หน่วยเล็กที่สุดรวมเป็นรูปขันธ์ และรูปอื่น ๆ ประกอบด้วยธาตุทั้ง 4 หรืออะตอม หรือสสาร) ละวิปัสสนูปกิเลส 10 ประการ มีโอภาสเป็นต้น อันเกิดขึ้นในส่วนเบื้องต้นแห่งอุทยัพยานุปัสสนาญาณ (ญาณตามเห็นความเกิดและความดับแห่งนามรูป)
* อธิบายเพิ่มเติม (จาก https://84000.org/tipitaka/dic/d_item.php?i=328)
(328) วิปัสสนูปกิเลส 10 (อุปกิเลสแห่งวิปัสสนา, ธรรมารมณ์ที่เกิดแก่ผู้ได้ตรุณวิปัสสนา หรือวิปัสสนาอ่อนๆ ทำให้เข้าใจผิด หลงผิดว่าตนบรรลุมรรคผลแล้ว เป็นเหตุขัดขวางให้ไม่ก้าวหน้าต่อไปในวิปัสสนาญาณ)
  • 1.
    โอภาส (แสงสว่าง-ประสบการณ์ที่ดี ไม่เคยพบมาก่อนจนสำคัญผิด)
  • 2.
    ญาณ (ความหยั่งรู้-ความรู้ ความรู้สึกเห็นสัจจะธรรม)
  • 3.
    ปีติ (ความอิ่มใจ-อย่างมาก)
  • 4.
    ปัสสัทธิ (ความสงบเย็น-อย่างยิ่ง)
  • 5.
    สุข (ความสุขสบายใจ-ความสุขพิเศษ เลอเลิศ)
  • 6.
    อธิโมกข์ (ความน้อมใจเชื่อ, ศรัทธาแก่กล้า, ความปลงใจ-ว่าบรรลุธรรมแล้วสำเร็จแล้ว)
  • 7.
    ปัคคาหะ (ความเพียรที่พอดี-กำลังใจที่เต็มเปี่ยม)
  • 8.
    อุปัฏฐาน (สติแก่กล้า, สติชัด-ทันอย่างยิ่ง)
  • 9.
    อุเบกขา (ความมีจิตเป็นกลาง-เบา ราบ เรียบ จนสำคัญผิดว่าบรรลุธรรม)
  • 10.
    นิกันติ (ความพอใจ, ติดใจ-ในสิ่งที่ประสบเป็นอย่างยิ่ง)
กำหนดปฏิปทาญาณ(ปัญญาที่เกิดขึ้นตามลำดับแห่งวิปัสสนา) อันพ้นจากอุปกิเลสแล้วว่าเป็นมรรค ละนามรูปที่เกิดขึ้น บรรลุการตามเห็นความดับแห่งนามรูป แล้วเบื่อหน่ายคลายความกำหนัด หลุดพ้นในสังขารทั้งปวง ที่ปรากฏโดยความเป็นของน่ากลัว เพราะเห็นแต่นามรูปที่ดับไปหาระหว่างคั่นมิได้
บรรลุอริยมรรค 4 ตามลำดับ ดำรงอยู่ในอรหัตผลถึงที่สุดแห่งปัจเวกขณญาณ 19 ประการ (ญาณหยั่งรู้ด้วยการพิจารณาทบทวน คือ สำรวจรู้มรรค ผล กิเลสที่ละแล้ว กิเลสที่เหลืออยู่ และนิพพาน เว้นแต่ว่าพระอรหันต์ไม่มีการพิจารณากิเลสที่ยังเหลืออยู่) เป็นพระทักขิไณยผู้เลิศของโลกพร้อมทั้งเทวโลก
- ก็ด้วยอันดับคำเพียงเท่านี้ เป็นอันจบการเจริญอานาปานสติสมาธิแห่งพระโยคาวจรนั้น นับตั้งต้นแต่การนับจนมีวิปัสสนาเป็นที่สุด ฉะนี้แล นี้เป็นการพรรณนาจตุกกะที่ 1 🌒 โดยอาการทั้งปวง
(234) ส่วนในฝ่ายจตุกกะทั้ง 3 เพราะเหตุที่ชื่อว่านัยแห่งการเจริญกัมมัฏฐานอีกแผนกหนึ่งไม่มี ฉะนั้นพึงทราบความแห่งจตุกกะทั้ง 3 เหล่านั้นนั่นแหละ ตามนัยแห่งการพรรณนาตามลำดับบทนั่นแล (ข้าพเจ้าผู้เรียบเรียง ได้ยกคำอธิบายไว้แล้วใน จตุกกะที่ 2 🌓, จตุกกะที่ 3 🌔 และจตุกกะที่ 4 🌕 ไว้แล้วข้างต้น)
  • อ้างอิง คัมภีร์วิสุทธิมรรค หน้า 469 - 470
หมายเหตุ : ข้าพเจ้ายังมีปัญญาและดวงตาไม่กระจ่างแจ้งแทงตลอด ได้เรียบเรียงลำดับเนื้อหาต่างจากคัมภีร์วิสุทธิมรรค ที่ครูบาอาจารย์ท่านเรียงไว้ดีอยู่แล้ว ตามจริตเร็วร้อนของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงขออภัยมาไว้ ณ ที่นี้ หากทำให้ผู้อ่านต้องเข้าใจคลาดเคลื่อน หรือไม่สามารถที่จะทำให้ผู้อ่านเข้าใจกระจ่างชัด
📚 อ่านโดยละเอียดได้ที่ 📚

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา