Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Vate's Pharma Scope
•
ติดตาม
14 มิ.ย. 2025 เวลา 13:30 • สุขภาพ
ฉีดวัคซีนเพื่อใคร มาหาคำตอบผ่านมุมมองของ "ทฤษฎีเกม" (Game Theory)
การตัดสินใจที่ดูเหมือนไม่มีเหตุผลในสายตาของส่วนรวม อาจเกิดจากกระบวนการคิดที่มีเหตุผลอย่างยิ่งในมุมมองของแต่ละบุคคล ปรากฏการณ์นี้สามารถอธิบายได้ด้วยแนวคิดทางคณิตศาสตร์ที่น่าทึ่งที่เรียกว่า "ทฤษฎีเกม" (Game Theory)
1
"ทฤษฎีเกม" เกี่ยวอะไรกับ "การตัดสินใจเรื่องวัคซีน"
หลายคนอาจเคยได้ยินชื่อ "ทฤษฎีเกม" จากภาพยนตร์เรื่อง "A Beautiful Mind" ที่เล่าเรื่องของ จอห์น แนช นักคณิตศาสตร์รางวัลโนเบล หัวใจของทฤษฎีนี้ง่ายนิดเดียวครับ คือ "การตัดสินใจที่สมเหตุสมผลที่สุดสำหรับคนคนเดียว อาจไม่ได้นำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน"
8
การตัดสินใจฉีดวัคซีนก็เข้ากับหลักการนี้อย่างสมบูรณ์แบบเลยครับ ไม่เชื่อลองนึกภาพตามนะครับ สมมติมีพ่อแม่ที่ต้องตัดสินใจว่าจะฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัดให้ลูกหรือไม่ พวกเขาจะชั่งน้ำหนักอย่างไร ระหว่าง
ความเสี่ยง (ที่น้อยมาก) จากผลข้างเคียงของวัคซีน หรือ ความเสี่ยงจากการติดเชื้อโรคหัด
แต่จุดสำคัญอยู่ตรงนี้ครับ "ความเสี่ยงจากการติดเชื้อโรคหัด" มันไม่ได้เป็นค่าคงที่ มันขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคนอื่น ๆ ในสังคมด้วย เอ๊ะยังไง
ถ้าเกือบทุกคนในชุมชนฉีดวัคซีน "ภูมิคุ้มกันหมู่" (Herd Immunity) จะเกิดขึ้น (เราน่าจะเคยได้ยินคำนี้) ทำให้เชื้อโรคแพร่กระจายได้ยากมาก ในสถานการณ์นี้ ความเสี่ยงที่ลูกจะป่วยเป็นโรคหัดจะต่ำลงไปอีก จนพ่อแม่บางคนอาจมองว่า ความเสี่ยงเล็กน้อยจากวัคซีนดูจะ "น่ากลัว" กว่าความเสี่ยงของโรคที่แทบจะไม่มีโอกาสเจอด้วยซ้ำไป
1
การตัดสินใจเรื่องวัคซีนจึงแตกต่างจากการตัดสินใจเรื่องสุขภาพส่วนตัวอื่น ๆ เช่น การกินยาลดความดันโลหิต ซึ่งผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับคุณคนเดียว แต่สำหรับวัคซีน การตัดสินใจของ "คุณ" ส่งผลกระทบต่อ "เราทุกคน" เริ่มเห็นภาพเชื่อมโยงไหมครับ
ปรากฏการณ์ "ผู้โดยสารฟรี" และกับดักของภูมิคุ้มกันหมู่
เมื่อภูมิคุ้มกันหมู่แข็งแกร่ง จะเกิดสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า "ปัญหาผู้โดยสารฟรี" (Free Rider Problem) ขึ้นมา คือการที่คนคนหนึ่งได้รับประโยชน์จากภูมิคุ้มกันหมู่ (เหมือนได้นั่งรถที่คนอื่นช่วยกันจ่ายค่าน้ำมัน) โดยไม่ต้องรับความเสี่ยง (แม้จะน้อยนิด) จากการฉีดวัคซีนด้วยตัวเอง
1
ทฤษฎีเกมทำนายสิ่งที่น่าประหลาดใจไว้ว่า แม้จะมีวัคซีนที่สมบูรณ์แบบที่สุด ปลอดภัย 100% และมีประสิทธิภาพ 100% การฉีดวัคซีนแบบสมัครใจก็ไม่มีวันครอบคลุม 100% เพราะเมื่ออัตราการฉีดวัคซีนสูงพอ จะมีคนกลุ่มหนึ่งที่เลือกจะเป็น "ผู้โดยสารฟรี" เสมอ
ผมขอยกตัวอย่างที่น่าตกใจจากรัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา ซึ่งเคยเกิดการระบาดของโรคหัดครั้งใหญ่ หลังจากอัตราการฉีดวัคซีนในบางเทศมณฑลลดลงจาก 96% เหลือเพียง 81% ในเวลาแค่ 5 ปี ตัวเลขนี้อาจดูไม่เลวร้าย แต่ความจริงก็คือ โรคหัดต้องการภูมิคุ้มกันหมู่สูงถึงประมาณ 95% การลดลงเพียงเล็กน้อยก็เท่ากับเป็นการเปิดประตูต้อนรับเชื้อโรคให้กลับมาอีกครั้ง
สถานการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในต่างประเทศครับ ในประเทศไทยเอง กรมควบคุมโรคก็เคยรายงานการระบาดของโรคหัดเป็นระยะๆ ในพื้นที่ที่มีความครอบคลุมของวัคซีนต่ำ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าปรากฏการณ์ "ทฤษฎีเกม" นี้เกิดขึ้นได้ทุกที่ เมื่อการตัดสินใจส่วนบุคคลหลาย ๆ ครั้งมารวมกัน ก็สามารถทำลายกำแพงป้องกันของส่วนรวมลงได้
ไม่ใช่เรื่องของ "ศีลธรรม" แต่เป็นเรื่องของ "ระบบ"
ทฤษฎีเกมชี้ให้เราเห็นว่า การที่อัตราการฉีดวัคซีนลดลง ไม่ใช่ความล้มเหลวทางศีลธรรมของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นความเปราะบางของระบบที่คาดเดาได้
สิ่งที่น่ากังวลกว่านั้นคือ การตัดสินใจไม่ฉีดวัคซีนมักจะเกิดเป็น "กลุ่มก้อน" (Susceptibility Clusters) ในบางพื้นที่ พ่อแม่จะมองการตัดสินใจของคนรอบข้างเป็นบรรทัดฐาน เมื่อมีคนเริ่มไม่ฉีดวัคซีน คนอื่น ๆ ก็มีแนวโน้มจะทำตาม ทำให้เกิด "หย่อม" ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ แม้ว่าภาพรวมระดับประเทศอาจจะดูดีก็ตาม หย่อมเหล่านี้คือจุดที่โรคจะแฝงตัวและรอวันระบาด
1
มีงานวิจัยในปี 2021 ที่น่าสนใจมากครับ พบว่าการสื่อสารที่ยอมรับความกังวลอย่างจริงใจของผู้ปกครอง ควบคู่ไปกับการเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปกป้องคนในชุมชน ทำให้ผู้ปกครองเปิดใจพิจารณาการฉีดวัคซีนมากขึ้นถึง 24% ในขณะที่การสื่อสารที่เน้นความรับผิดชอบส่วนบุคคลหรือกล่าวโทษ กลับทำให้พวกเขาลังเลใจมากขึ้นเสียอีก
เมื่อเราเข้าใจ "เกม" ที่กำลังดำเนินอยู่ เราจะออกแบบกลยุทธ์การสื่อสารที่ดีกว่าเดิมได้ ในฐานะเภสัชกรและบุคลากรทางการแพทย์ เรามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งเลยครับ
เริ่มจากสื่อสารความเสี่ยงให้ชัดเจนและเป็นรูปธรรม เรามักจะพูดถึงผลข้างเคียงของวัคซีนที่ "หายาก" แต่ไม่ค่อยบอกว่าโรคเองนั้น "น่ากลัว" แค่ไหน เช่นอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัดคือ 1 ใน 500 คน ซึ่งสูงกว่าความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียงรุนแรงจากวัคซีนอย่างมหาศาล การเปรียบเทียบที่ชัดเจนเช่นนี้ช่วยให้ผู้ปกครองชั่งน้ำหนักความเสี่ยงได้ดีขึ้น
ต่อด้วยการสร้างบรรทัดฐานทางสังคมเชิงบวก การทำให้เรื่องการฉีดวัคซีนเป็นสิ่งที่มองเห็นได้ เช่น การรายงานอัตราการฉีดวัคซีนในระดับโรงเรียนหรือชุมชน (โดยเคารพความเป็นส่วนตัว) สามารถช่วยสร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม และกระตุ้นให้คนอยากมีส่วนร่วม
นอกจากนี้มความสม่ำเสมอคือหัวใจ บุคลากรสาธารณสุขต้องสื่อสารไปในทิศทางเดียวกัน ข้อมูลที่ขัดแย้งกันเองจะบ่อนทำลายความเชื่อมั่นและทำให้ผู้คนลังเลที่จะตัดสินใจ หลายคนน่าจะเคยได้ยินคำว่า แอนตี้แวค เกิดขึ้น
สุดท้ายนี้ บุคลากรทางการแพทย์อย่างแพทย์ พยาบาล และเภสัชกร ก็ยังคงเป็นแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือที่สุดสำหรับประชาชน การที่เราเข้าใจพลวัตของทฤษฎีเกม จะช่วยให้เราพูดคุยกับผู้ปกครองได้อย่างเข้าอกเข้าใจ รับฟังความกังวลของพวกเขา และนำทางพวกเขาด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง
การตัดสินใจเรื่องวัคซีนไม่ใช่แค่เรื่องของวิทยาศาสตร์ แต่เป็นเรื่องของจิตวิทยา สังคม และคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อน ครั้งต่อไปที่คุณหรือคนใกล้ชิดต้องตัดสินใจเรื่องวัคซีน ลองถามตัวเองดูนะครับว่า เรากำลังเล่น 'เกม' นี้เพื่อชัยชนะของตัวเองเพียงคนเดียว หรือเพื่อชัยชนะของ 'ทีม' ที่เราทุกคนเป็นส่วนหนึ่งในนั้น จึงเป็นที่มาของบทความนี้ครับว่าเราฉีดวัคซีนเพื่อใคร
1
แหล่งอ้างอิง:
Yang, Y. T., Dor, A. (2025, June 5). Game theory explains why reasonable parents make vaccine choices that fuel outbreaks. Medical Xpress. Retrieved from
https://medicalxpress.com/news/2025-06-game-theory-parents-vaccine-choices.html
สุขภาพ
การแพทย์
วัคซีน
4 บันทึก
6
3
4
6
3
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย