22 ส.ค. 2025 เวลา 05:30 • หนังสือ

#รบเถิดอรชุน

"สงครามมิได้ให้สิทธิแก่ผู้ชนะ (คู่สงคราม) ในการสังหารหมู่ประชาชนของฝ่ายที่พ่ายแพ้ (ฝ่ายตรงกันข้าม) เว้นเสียแต่ว่า คนเหล่านี้ ไม่อาจถูกจับเป็นทาสได้ (ไม่ยินยอมให้จับเป็น) สิทธินี้ให้มีกระทำเฉพาะกับผู้ที่ถืออาวุธหรือทำหน้าที่เป็นตัวแทนแห่งสงครามเท่านั้น แต่ในทันทีที่วางอาวุธและยอมจำนน คนเหล่านี้ก็มิได้เป็นศัตรูหรือเครื่องมือของศัตรูอีกต่อไป แต่กลับกลายเป็นเพียงสามัญชนคนธรรมดา และสิทธิที่จะกำหนดให้คนเหล่านี้เป็นหรือตาย-ก็สิ้นสุดลง" — สัญญาประชาคม โดย ฌอง-ฌาคส์ รูสโซ
"La guerre ne donne donc point au vainqueur le droit de massacrer les peuples vaincus, à moins qu’ils ne puissent être esclaves. Elle ne donne ce droit qu’à ceux qui portent les armes, et qui sont ses agens ; mais sitôt qu’ils les déposent et se rendent, cessant d’être ennemis ou instrumens de l’ennemi, ils redeviennent simplement hommes, et le droit de vie et de mort sur eux cesse." — Du Contrat Social par Jean-Jacques Rousseau
न युद्धे शयानान् हन्यादिति धर्मः सनातनः
Na yuddhe śayānān hanyād iti dharmaḥ sanātanaḥ
นะ ยุทฺเธ ศะยา นานฺ หันยาทฺ อิติ ธรฺมะหฺ สะนาตะนะหฺ
"การไม่ฆ่าผู้ที่นอนแน่นิ่งในสงคราม นั่นคือธรรมะอันนิรันดร์"
อันมีความว่า "ธรรมะแต่ครั้งโบราณตราไว้ว่า ในสนามรบ ไม่พึงฆ่าผู้ที่นอนอยู่"
การไม่ฆ่า "ผู้ที่นอนอยู่" เป็นการแยกแยะว่า บุคคลดังกล่าวนั้น อยู่ในฐานะนักรบที่กำลังสู้รบหรือไม่ เช่นนั้นแล้ว การฆ่า "ผู้ที่นอนอยู่" จึงเป็นการเกินขอบเขตของการใช้กำลังที่ชอบธรรม
โศลกนี้ปรากฏใน "สตรีปรฺวะ (Stri Parva สตรีบรรพ) บทที่ 11 (อัธยายะ/Adhyaya 11) ลำดับที่ 26 ตามฉบับมาตรฐาน เช่น ฉบับ Critical Edition โดย Bhandarkar Oriental Research Institute (สถาบันวิจัยภัณทรการแห่งตะวันออกไกล) อย่างไรก็ตาม ลำดับของโศลกอาจแตกต่างกันได้ตามการจัดเรียงในฉบับแปลหรือสำนักพิมพ์ต่างๆ เช่น บทที่ 11 ลำดับที่ 27 หรือ บทที่ 13 ลำดับที่ 17 (หรือ 16 หรือ 18) หรือ บทที่ 11 ลำดับที่ 11
โศลกนี้เป็น ถ้อยคำคร่ำครวญของพระนางคานธารี หลังจากที่มหาสงครามที่ทุ่งกุรุเกษตรสิ้นสุดลง พระนางเธอรำพันท่ามกลางซากศพและเสียงร่ำไห้ของเหล่าสตรี เพื่อกล่าวโทษการละเมิดธรรมะของเหล่านักรบในสงครามนี้ หากโศลกนี้มีความหมายลึกซึ้งที่สะท้อนถึง หลักจริยธรรมและกฎแห่งสงคราม (ธรรมยุทธ/Dharma-Yuddha) ที่ยึดถือทั่วกันในอารยธรรมอินเดียโบราณ ซึ่งแม้ในยามสงครามอันแสนโหดร้าย ก็ยังมีข้อจำกัดและกฎเกณฑ์ที่นักรบผู้มีธรรมะพึงปฏิบัติตาม
พระนางคานธารีวิจารณ์การฆ่าที่ปราศจากความชอบธรรม เช่น ฆ่าผู้ที่บาดเจ็บหรือล้มลง ฆ่าผู้ที่ไร้อาวุธหรือไม่ต่อสู้ ที่ทั้งฝ่ายเการพ (Kauravas) และปาณฑพ (Pandavas) ละเมิดหลักธรรมยุทธหลายประการ เช่น
- การฆ่า "อภิมันยุ" (Abhimanyu) แบบไม่เป็นธรรมโดยการล้อมกรอบและฆ่าเมื่ออภิมันยุสิ้นกำลัง
- การฆ่า "ทุรโยธน์" (Duryodhana) ที่ภีมะใช้วิธีอันไม่ชอบธรรมโดยตีต้นขาเมื่อทุรโยธนะล้มลง ซึ่งขัดกับกฎการต่อสู้ด้วยอาวุธ
“ธรรมะอันนิรันดร์” ที่อ้างไว้ในโศลกบทนี้คืออะไร? ธรรมะที่อ้างถึงนี้คือ จริยธรรมของนักรบ (Kṣatriya Dharma กษัตริยธรรม) หรือจริยธรรมในสงครามตามคติฮินดู อันเป็นส่วนหนึ่งของ "ธรรมศาสตร์" (Dharmaśāstra) หรือกฎแห่งความชอบธรรมในสงคราม (ธรรมยุทธ) ซึ่งตราเอาไว้ว่า "สงครามพึงกระทำอย่างมีเกียรติ — ไม่ฆ่าผู้ล้มลง ผู้ไร้อาวุธ หรือ ผู้ยอมจำนน" โดยเน้นย้ำว่าในสนามรบ ผู้ที่พ่ายแพ้ ล้มลง หรือไม่มีความสามารถต่อสู้ได้อีกแล้ว เช่น ทหารที่บาดเจ็บสาหัสหรือยอมจำนน ไม่ควรถูกฆ่าหรือทำร้าย
หลักธรรมนี้ถือเป็น "ธรรมอันนิรันดร์" (Sanātana dharma ศานาตนธรรมะ) ที่ถือเป็นอุดมคติแห่งความยุติธรรมและเกียรติยศ ซึ่งบ่งชี้ว่า หลักธรรมนี้มิได้ถูกตราใช้เป็นกฎเพียงชั่วครั้งเฉพาะคราว หากเป็น "กฎสากลที่ดำรงอยู่ตลอดไป" เป็น หลักจริยธรรมพื้นฐานที่อยู่เหนือสถานการณ์และกาลเวลา การละเมิดหลักธรรมนี้ จึงเป็นการทำลายศรัทธาที่ยึดถือว่า ธรรมะเป็นเครื่องค้ำจุนจักรวาล การทำลายหลักธรรมข้อนี้จะตามมาด้วยหายนะอันใหญ่หลวง
หลักธรรมในการทำสงครามเป็นส่วนในพระธรรมศาสตร์โดยเป็นกฎพื้นฐานข้อหนึ่งของ "ธรรมยุทธ" อันหมายถึง สงครามที่กระทำด้วยความชอบธรรมและมีจริยธรรม ซึ่งจะจำกัดความโหดเหี้ยมของสงคราม โดยตราไว้ว่า ไม่พึงโจมตีหรือสังหารศัตรูที่อยู่ในสภาพไร้ทางสู้ หรือไม่อยู่ในสภาพที่จะป้องกันตัวเองได้ กล่าวคือ
- ห้ามฆ่าผู้ที่หมดกำลังหรือยอมแพ้ – "ผู้ที่นอนแน่นิ่ง" (śayānān ศฺยานานฺ) ที่ครอบคลุม ทหารที่บาดเจ็บ-ล้มลง-ไม่มีกำลังสู้ต่อ หรือแม้แต่ผู้ที่ไม่อยู่ในสถานะพร้อมรบ เช่น ราษฎรผู้ไม่เกี่ยวข้อง
- ธรรมะอันนิรันดร์ (sanātana dharma สนาตฺนธรรม) อันเป็นหลักธรรมสูงสุดที่ต้องปฏิบัติ เพราะแม้ในสงครามก็ต้องมีขอบเขตแห่งความยุติธรรม
ธรรมยุทธจึงผสานไว้ด้วยหลักแห่งความเมตตาในยามสงคราม ด้วยเหตุว่า "ผู้ที่นอนอยู่" ไม่ได้หมายถึงแค่นอนหลับ แต่ยังรวมถึงผู้บาดเจ็บสาหัสจนล้มลง, ผู้ที่ยอมแพ้, ผู้ที่ปราศจากอาวุธ, หรือผู้ที่หลบหนีออกจากสนามรบ หลักธรรมนี้สอนให้มีความเมตตาแม้ต่อศัตรูที่ไม่อยู่ในสถานะที่จะต่อสู้ได้อีกต่อไป
ในบริบทของสตรีบรรพ โศลกบทนี้ กล่าวถึงความโศกเศร้าและการสูญเสียหลังสงครามผ่านมุมมองของตัวละครหญิง เช่น พระนางคานธารีและพระนางกุนตี อันจะเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาคุณธรรมในยามสงคราม แม้ว่าสงครามจะเต็มไปด้วยความรุนแรงและการสูญเสียมากเพียงใดก็ตาม
อย่างไรก็ตาม ในแง่ปรัชญาและศีลธรรมแล้ว โศลกบทนี้ ชี้ให้เห็นความขัดแย้งระหว่างหน้าที่ของนักรบหรือกษัตริยธรรม (Kshatriya Dharma) กับหลักมนุษยธรรม การละเมิดหลักธรรมนี้ในสงครามมหาภารตะ เป็นตัวอย่างของการที่ความโกรธและการแก้แค้นที่บดบังหลักธรรมทั้งปวง
การกล่าวถึงธรรมยุทธในสตรีปรฺวะอันเป็นบรรพที่บรรยายถึงความโศกเศร้าและความพินาศหลังสงคราม ในทางหนึ่งอาจเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกผิดของผู้รอดชีวิต หรืออาจเป็นการบ่งชี้ถึงความล้มเหลวในการธำรงไว้ซึ่งธรรมะในสงครามอันบัดซบไร้สาระ ที่นักรบถึงกับละทิ้งกฎเกณฑ์ต่างๆ เพียงเพื่อเอาชนะ หรืออาจเป็นถ้อยกำศรวลครวญคร่ำถึงความโหดเหี้ยมอันเกินขอบเขตแห่งธรรมยุทธที่เคยบัญญัติไว้
“Great minds think alike.” —Old English Proverb
กฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยมนุษยธรรม (International Humanitarian Law - IHL) หรือ กฎหมายสงคราม (Law of War) อันเป็นหลักการที่บุคคลสำคัญและประเทศต่างๆ ทั่วโลกยึดถือ คำเหล่านี้ถูกรวบรวมและพัฒนาโดยนักคิดและผู้นำตลอดประวัติศาสตร์ เช่น อองรี ดูนังต์ ผู้ก่อตั้งกาชาด ฯลฯ ตราไว้ว่า
"ผู้ที่หยุดเข้าร่วมในการสู้รบ (เช่น ทหารที่บาดเจ็บหรือยอมจำนน) ต้องได้รับการเคารพและคุ้มครองชีวิตและร่างกาย"
(Persons who are hors de combat (e.g., wounded soldiers, prisoners of war) must be respected and protected.)
นี่เป็นหลักการของยุคปัจจุบันที่ตรงกับโศลกดังกล่าวมากที่สุด โดย "ผู้ที่นอนอยู่" ถูกตีความได้ว่าเป็น "ผู้ที่หยุดเข้าร่วมในการสู้รบ" (hors de combat) ซึ่งไม่ควรถูกทำร้าย และหลักการนี้ถือเป็น "ธรรมะอันเป็นนิรันดร์" ในบริบทของกฎหมายและมนุษยธรรมสากล
โธมัส อควีนาส (Thomas Aquinas) นักปรัชญาและนักเทววิทยาคนสำคัญในยุคกลาง—ผู้พัฒนา Just War Theory—ได้วางรากฐานทางปรัชญาสำหรับ "สงครามที่ยุติธรรม" (Just War) ซึ่งรวมถึงหลักการเรื่อง "Jus in bello" หรือ "ความถูกต้องในการรบ" ที่กำหนดขอบเขตของการปฏิบัติในระหว่างสงคราม
หนึ่งในหลักการสำคัญของ Jus in bello คือ "Discrimination" (การแยกแยะ) อันหมายถึงการแยกแยะเป้าหมายที่ชอบด้วยกฎหมาย (นักรบ) ออกจากเป้าหมายที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย (พลเรือนหรือผู้ที่ไม่ใช่นักรบ) และการใช้กำลังอย่างจำกัด (Proportionality)
เนื้อความจากหลากหลายแหล่งที่มาเหล่านี้ แสดงให้เห็นว่า หลักการเรื่อง การไม่ทำร้ายผู้ที่ไร้ทางสู้ เป็นคุณธรรมสากลที่ได้รับการยอมรับและส่งต่อมาในหลายอารยธรรมและยุคสมัย สอดคล้องกับแนวคิด "ธรรมะอันเป็นนิรันดร์" ที่กล่าวไว้ในมหาภารตะ
โศลกบทนี้ เตือนใจว่า แม้ในสถานการณ์ที่รุนแรงโหดเหี้ยมที่สุด มนุษย์ก็พึงยึดมั่นในหลักคุณธรรมและจริยธรรม เพื่อธำรงไว้ซึ่งความเป็นมนุษย์และไม่ให้ตนเองตกต่ำไปสู่ความป่าเถื่อนโดยสิ้นเชิง
...
"การไม่ฆ่าผู้ที่นอนแน่นิ่งในสงคราม นั่นคือธรรมะอันนิรันดร์"
.

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา