27 ส.ค. เวลา 07:14 • ความคิดเห็น

L1: Part A: นิยาม “พัฒนาแล้ว” แบบวัดได้ (Master KPIs) : (ตอน A.3.9)

A 3.9 Red Tape & Ease of Doing Business
1. บทนำ: ทำไม Red Tape คือคานค้ำสำคัญของการพัฒนา
การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไม่ใช่เพียงเรื่องของทุน แรงงาน หรือเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังขึ้นกับ “สถาบัน” (institutions) และ “กฎเกณฑ์” (rules of the game) ที่กำกับดูแลการดำเนินธุรกิจและกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งหมด หากเรามีทรัพยากรมนุษย์ที่ดี โครงสร้างพื้นฐานที่พร้อม และนโยบายที่ประกาศไว้สวยหรู
แต่หากกระบวนการทำธุรกรรมทุกอย่างติดขัดอยู่กับดงกฎระเบียบที่ล้าสมัย (red tape) ระบบเศรษฐกิจก็เปรียบเสมือนเครื่องยนต์ที่เต็มไปด้วยทราย—เสียงดังเอี๊ยดอ๊าด แต่ไม่สามารถหมุนได้เต็มกำลัง
นักเศรษฐศาสตร์สถาบัน (institutional economics) อย่าง ดักลาส นอร์ธ (Douglas North) เคยชี้ว่า การพัฒนาของประเทศไม่ได้ขึ้นกับ “ปริมาณทรัพยากร” แต่ขึ้นกับ “คุณภาพของกฎเกณฑ์” ที่ลดต้นทุนธุรกรรม (transaction cost) ให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินการได้อย่างราบรื่น หากกฎระเบียบซับซ้อน ล่าช้า และไม่โปร่งใส ต้นทุนธุรกรรมจะสูง จนทำให้ทั้งการลงทุนภายในและต่างชาติไม่สามารถเกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ
ตัวอย่างที่เราพบในชีวิตจริงของผู้ประกอบการไทย ได้แก่:
• SME ขออนุญาตเปิดโรงงาน ต้องวิ่งเอกสารหลายหน่วยงาน ใช้เวลาเฉลี่ยเกือบ 8 เดือนกว่าจะได้รับอนุญาตครบถ้วน
• สตาร์ทอัพสายการเงิน (FinTech) ต้องยื่นขอ license ผ่านหน่วยงานกำกับดูแลหลายแห่ง มีเอกสารมากกว่า 20 ฟอร์ม และใช้เวลานานจนผู้ก่อตั้งบางรายตัดสินใจย้ายฐานไปสิงคโปร์แทน
• นักลงทุนต่างชาติ ที่ต้องการตั้งสำนักงานในกรุงเทพฯ พบว่าขั้นตอนขอ work permit และ immigration ใช้เวลาถึง 2–3 เดือน ซึ่งทำให้หลายบริษัทเปรียบเทียบกับเวียดนามหรือสิงคโปร์แล้วเลือกประเทศอื่น
คำถามคือ หากประเทศไทยตั้งเป้าหมายจะเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ทำไมการขออนุญาตขั้นพื้นฐานจึงยังยากเย็นกว่าประเทศเพื่อนบ้าน?
ในโลกยุคปัจจุบัน “Ease of Doing Business” จึงไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่เป็นหนึ่งใน KPI สำคัญของความเป็นประเทศสมัยใหม่ หากระบบอนุญาตรวดเร็ว ต้นทุนต่ำ และโปร่งใส ไม่เพียงช่วยให้ SME และสตาร์ทอัพเติบโตได้ แต่ยังเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ และทำให้ทั้งระบบเศรษฐกิจมีพลวัตสูงขึ้น
2. สถานะไทยปัจจุบัน: ตัวเลขสวย แต่ความจริงสะดุด
หากดูตัวเลขจาก World Bank Ease of Doing Business Ranking (ซึ่งจัดทำจนถึงปี 2020 ก่อนถูกยกเลิก) ไทยเคยอยู่ในอันดับที่ 21 ของโลก ดูเหมือนอยู่ในกลุ่มประเทศที่ทำธุรกิจได้ง่าย แต่เมื่อลงไปดู “ประสบการณ์จริง” ของผู้ประกอบการ กลับพบความแตกต่างอย่างชัดเจน
• ผลสำรวจหอการค้าไทย พบว่า มากกว่า 60% ของผู้ประกอบการรายงานว่ากระบวนการอนุญาตยังล่าช้าเกินไป
• การขออนุญาตก่อสร้างโรงงาน ใช้เวลามากกว่า 100 วัน ขณะที่สิงคโปร์ทำได้ภายในไม่ถึง 30 วัน
• การจดทะเบียนทรัพย์สิน ใช้เวลาราว 70 วัน ในขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วอย่างนิวซีแลนด์ใช้เวลาเพียงครึ่งวัน
• ขั้นตอน Immigration และ Work Permit ใช้เวลา 60–90 วัน และต้องใช้เอกสารซ้ำซ้อนจำนวนมาก ขณะที่สิงคโปร์อนุมัติได้ภายใน 7–14 วัน
ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนว่า ไทยมี “อันดับ” ที่ดูดี แต่ ต้นทุนธุรกรรมที่แท้จริงยังสูงมาก สิ่งนี้ไม่เพียงทำให้ SME และนักลงทุนท้อใจ แต่ยังบั่นทอนความสามารถแข่งขันของประเทศโดยรวม
ตัวอย่างเชิงประจักษ์คือ Startup ฟินเทคหลายรายที่ก่อตั้งโดยคนไทย เลือกที่จะย้ายไปจดทะเบียนบริษัทที่สิงคโปร์ เนื่องจากระบบอนุญาตด้านการเงินที่รวดเร็วและเปิดรับนวัตกรรมมากกว่า ขณะที่ในไทยผู้ประกอบการต้องรอหลายเดือน กว่าจะรู้ผลว่าจะได้รับอนุญาตหรือไม่ ซึ่งช่วงเวลาที่เสียไปนั้นทำให้เสียโอกาสทั้งในแง่การเข้าถึงทุนและการขยายตลาด
3. บริบทโลก & Benchmark: บทเรียนจากประเทศที่ทำได้จริง
หลายประเทศพิสูจน์แล้วว่า การปฏิรูปกฎระเบียบและการสร้างระบบราชการที่เอื้อต่อธุรกิจ สามารถสร้างความได้เปรียบเชิงโครงสร้างให้กับเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน
สิงคโปร์
• มีระบบ One-stop Business Portal ที่ครอบคลุมทุกบริการ จดทะเบียนบริษัทใหม่เสร็จภายใน 15 นาที
• ใบอนุญาตทำงาน (Work Pass) ทำผ่านออนไลน์ทั้งหมด และใช้เวลาอนุมัติไม่เกิน 2 วัน
• กระบวนการทั้งหมดโปร่งใสและสามารถติดตามสถานะได้แบบ real-time
ผลคือ สิงคโปร์กลายเป็นศูนย์กลางดึงดูดสตาร์ทอัพและนักลงทุนทั่วโลก แม้จะเป็นประเทศเล็กที่ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติ
นิวซีแลนด์
• ระบบการจดทะเบียนธุรกิจใช้เวลาเพียง 0.5 วัน
• บริการ e-Government ครอบคลุมมากกว่า 90% ของธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับรัฐ
• กระบวนการกฎหมายและศาลที่รวดเร็วโปร่งใส ทำให้ต้นทุนการบังคับใช้สัญญาต่ำมาก
เอสโตเนีย
• มีโมเดล e-Residency ที่อนุญาตให้ชาวต่างชาติเปิดบริษัทและดำเนินธุรกิจในสหภาพยุโรปได้โดยไม่ต้องอยู่ในประเทศ
• มี Digital ID ที่เชื่อมโยงบริการของรัฐทั้งหมด ไม่ต้องใช้เอกสารกระดาษ
• ระบบ e-Gov ครอบคลุมการทำธุรกรรมตั้งแต่ภาษีไปจนถึงการลงคะแนนเลือกตั้ง
บทเรียนตรงจากประเทศเหล่านี้คือ “Ease of Doing Business” ไม่ได้เกิดจากการ “ลดกฎหมายสุ่มสี่สุ่มห้า” แต่เกิดจาก การออกแบบระบบใหม่ทั้งหมด (process redesign) ที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและการปรับโครงสร้างราชการควบคู่กัน
4. จุดอ่อนเชิงโครงสร้างของไทย
ทำไมประเทศไทยยังติดหล่ม red tape ทั้งที่มีความพยายามปฏิรูปมาแล้วหลายรอบ? คำตอบอยู่ที่โครงสร้างและวัฒนธรรมราชการที่ยังไม่ปรับตัวให้เข้ากับโลกใหม่
1. กฎหมายเก่าและซ้ำซ้อน: กฎหมายและระเบียบจำนวนมากถูกใช้ต่อเนื่องมากกว่า 40 ปี โดยไม่ปรับปรุงให้ทันกับบริบททางเศรษฐกิจ เช่น กฎหมายโรงงาน กฎหมายแรงงาน กฎหมายการเงิน หลายฉบับเขียนขึ้นในยุคที่ยังไม่มีเทคโนโลยีดิจิทัล ทำให้การบังคับใช้ขัดกับความเป็นจริง
2. หน่วยงานทับซ้อน: ผู้ประกอบการที่ต้องการทำธุรกิจหนึ่ง อาจต้องวิ่งเซ็นหลายหน่วยงาน ตัวอย่างเช่น การตั้งโรงงานผลิตอาหารแปรรูปอาจต้องขออนุญาตจากกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม อบต. และหน่วยงานสิ่งแวดล้อมแยกกัน ทั้งที่ข้อมูลที่ยื่นคือชุดเดียวกัน
3. Mindset ของราชการ: ระบบราชการไทยยังเน้น “compliance” มากกว่าการ “อำนวยความสะดวก” ข้าราชการมักมองบทบาทของตนเองเป็นผู้ควบคุมและป้องกันความเสี่ยง มากกว่าผู้สนับสนุนการเติบโต
4. ขาด digital backbone: ความพยายามทำ e-Gov ในไทยไม่ประสบความสำเร็จ เพราะข้อมูลของแต่ละหน่วยงานอยู่ใน silo ไม่สามารถเชื่อมโยงกันได้ การที่ผู้ประกอบการต้องกรอกข้อมูลซ้ำหลายครั้ง จึงไม่ใช่เพราะเทคโนโลยีไม่พอ แต่เพราะการบริหารจัดการข้อมูลไม่เชื่อมโยง
5. Corruption by delay: เมื่อขั้นตอนการอนุญาตยาวและไม่ชัดเจน ก็กลายเป็นช่องว่างที่เปิดโอกาสให้เกิด “การต่อรองใต้โต๊ะ” เพื่อเร่งรัดการอนุมัติ สิ่งนี้กลายเป็นต้นทุนแฝงที่สูงและบั่นทอนความน่าเชื่อถือของระบบ
5. กลไกนโยบาย: ทางออกของประเทศไทย
หากประเทศไทยต้องการก้าวข้ามกับดัก red tape และยกระดับ “Ease of Doing Business” ให้เทียบเท่าประเทศพัฒนาแล้ว สิ่งที่ต้องทำไม่ใช่การปรับแก้กฎหมายเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่คือ การปฏิรูปเชิงระบบ (systemic reform) ที่พลิกโครงสร้างการบริหารภาครัฐทั้งระบบ
5.1 Regulatory Guillotine: การตัดกฎหมายตาย
แนวคิด Regulatory Guillotine เป็นเครื่องมือที่หลายประเทศใช้ในการทบทวนและ “ฟัน” กฎหมายที่ล้าสมัยหรือซ้ำซ้อนออกไปพร้อม ๆ กัน มากกว่าการแก้กฎหมายทีละฉบับ ซึ่งมักใช้เวลาหลายปีและติดหล่มการเมือง
• เกาหลีใต้ ใช้ Regulatory Guillotine ช่วงวิกฤตการเงินเอเชียปี 1997 โดยทบทวนกฎหมายกว่า 11,000 ฉบับ และยกเลิกหรือปรับปรุงมากกว่า 50% ภายในเวลาเพียงสองปี ผลคือธุรกิจใหม่เกิดขึ้นเร็ว การลงทุนต่างชาติกลับมา และเกาหลีใต้พลิกตัวเองจากเศรษฐกิจที่ติดหนี้ IMF กลายเป็นประเทศเทคโนโลยีขั้นสูงภายใน 20 ปี
• เม็กซิโก และ จอร์แดน ใช้แนวทางเดียวกันในการลดกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อ SME ทำให้การจดทะเบียนธุรกิจและการเข้าตลาดทุนของผู้ประกอบการรายย่อยเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
สำหรับไทย การใช้ Regulatory Guillotine ต้องมี คณะกรรมการอิสระ ที่รายงานตรงต่อนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่ปล่อยให้หน่วยงานที่ออกกฎหมายเป็นผู้ทบทวนเอง เพราะไม่มีแรงจูงใจจะตัดกฎของตนออก การทบทวนควรครอบคลุมกฎหมาย ระเบียบ และประกาศย่อยกว่า 100,000 ฉบับที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม การเงิน และแรงงาน
5.2 One-Stop Digital Platform: “ประตูเดียว”
หัวใจของ Ease of Doing Business คือการมี One-stop Digital Platform ที่ผู้ประกอบการสามารถทำธุรกรรมกับรัฐทุกอย่างได้ในที่เดียว ไม่ว่าจะเป็นการจดทะเบียนบริษัท ยื่นภาษี ขออนุญาตแรงงาน หรือขอใบอนุญาตต่าง ๆ
• สิงคโปร์มี BizFile+ ที่ครอบคลุมทุกธุรกรรมตั้งแต่การตั้งบริษัทจนถึงการเลิกกิจการ
• เอสโตเนียมี e-Business Register ที่ทำให้ชาวต่างชาติสามารถตั้งบริษัทออนไลน์โดยไม่ต้องเดินทาง
ไทยเคยพยายามสร้างระบบแบบนี้หลายครั้ง เช่น Biz Portal แต่ยังไม่สามารถครอบคลุมบริการได้จริง และยังต้องกลับไปยื่นเอกสารซ้ำที่หน่วยงานต่าง ๆ สิ่งที่ต้องทำคือ
1. เชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมสรรพากร ประกันสังคม กระทรวงแรงงาน และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง
2. ใช้ Single Digital ID สำหรับทั้งบุคคลและนิติบุคคล
3. มี AI workflow ที่ช่วยตรวจสอบเอกสารอัตโนมัติ ลดเวลาที่เจ้าหน้าที่ต้องตรวจทีละใบ
5.3 Licensing Reform: ปรับระบบใบอนุญาต
ปัญหาใหญ่ของไทยคือระบบใบอนุญาต (licensing) ที่ทั้งซ้ำซ้อนและไม่จำเป็นในหลายกรณี หากต้องการดึงดูดนวัตกรรมใหม่ ๆ เช่น FinTech, HealthTech หรือ AgriTech ไทยต้องกล้าปรับระบบดังนี้
• Silence is consent: หากหน่วยงานไม่ตอบภายในระยะเวลาที่กำหนด เช่น 30 วัน ถือว่าอนุมัติอัตโนมัติ หลักการนี้ใช้ในสหภาพยุโรปหลายประเทศและช่วยลดความล่าช้าได้มาก
• Tiered licensing: ลดใบอนุญาตที่ไม่จำเป็นลง และปรับให้เหลือเฉพาะกิจกรรมที่มีความเสี่ยงสูงจริง ๆ
• Innovation sandbox → full license: ให้สตาร์ทอัพสามารถทดลองธุรกิจใหม่ ๆ ใน sandbox โดยมีการกำกับดูแลแบบเบา และหากผ่านเกณฑ์จึงได้ใบอนุญาตเต็มรูปแบบ
5.4 Immigration & Talent Visa: ดึงดูดคนเก่ง
การดึงดูดนักลงทุนและ talent ระดับโลกเป็นปัจจัยสำคัญของเศรษฐกิจนวัตกรรม แต่ระบบวีซ่าและใบอนุญาตทำงานของไทยยังล่าช้าและซับซ้อน
• สิงคโปร์ มีระบบ Employment Pass ที่อนุมัติภายใน 7 วัน
• สหราชอาณาจักร มี Global Talent Visa สำหรับนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี
ไทยควรพัฒนา Global Talent Visa ที่อนุมัติภายใน 7 วัน ผ่านระบบออนไลน์ทั้งหมด โดยเชื่อมกับฐานข้อมูลภาษีและประกันสังคมเพื่อป้องกันการทุจริต และขยาย Smart Visa ที่เคยเริ่มใช้ให้ครอบคลุมกลุ่ม tech startup, researcher, และนักลงทุนในสาขายุทธศาสตร์
5.5 Monitoring & Citizen Feedback: ตรวจสอบจากภายนอก
เพื่อป้องกันไม่ให้การปฏิรูปหยุดชะงัก ไทยต้องมีระบบ monitoring ที่โปร่งใสและเปิดให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม
• จัดทำ Public Dashboard ที่รายงานเวลาขออนุญาตจริง (เช่น เวลาก่อสร้างโรงงาน เฉลี่ยกี่วัน)
• เปิด Citizen Feedback loop ให้ผู้ใช้ประเมินการบริการจริง และข้อมูลต้องถูกใช้ผูกกับ KPI ของหน่วยงาน
• ข้าราชการควรมี Performance-based KPI ที่ผูกกับความเร็วและความพึงพอใจของผู้ใช้บริการ ไม่ใช่แค่จำนวนปีทำงาน
6. เป้าหมายเชิงปริมาณ (10 ปี)
เพื่อให้การปฏิรูปไม่ใช่เพียงแถลงการณ์ รัฐบาลต้องตั้งเป้าหมายเชิงปริมาณที่วัดผลได้ชัดเจนภายใน 10 ปี เช่น:
• เวลาจดทะเบียนธุรกิจ ≤ 1 วัน
• เวลาขออนุญาตก่อสร้างโรงงาน ≤ 30 วัน
• เวลาจดทะเบียนทรัพย์สิน ≤ 7 วัน
• เวลาขอ work permit ≤ 7 วัน
• Red Tape Rent Index หรือต้นทุนธุรกรรมทางธุรกิจ ลดลงอย่างน้อย 50%
• ไทยติด Top 10 ของโลก ในดัชนี Ease of Doing Business (หรือดัชนี successor ที่จะมาแทน)
การตั้งเป้าเช่นนี้ไม่เพียงเป็นมาตรวัดความสำเร็จ แต่ยังสร้างแรงกดดันให้หน่วยงานรัฐต้องขับเคลื่อนอย่างจริงจัง
7. ภาพชีวิตจริง: ความแตกต่างหากทำได้สำเร็จ
การปฏิรูป red tape ไม่ใช่เรื่องเทคนิคเชิงระบบราชการเท่านั้น แต่สะท้อนออกมาเป็น “ชีวิตจริง” ของผู้ประกอบการและประชาชน
• SME startup: เช้าวันนี้ยื่นขอจดทะเบียนบริษัทออนไลน์ ใช้เวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง บ่ายสามารถเปิดบัญชีธนาคาร และสองวันต่อมามี work permit สำหรับ co-founder ชาวต่างชาติ พร้อมเริ่มทำธุรกิจจริง
• เกษตรกรรุ่นใหม่: ต้องการตั้งโรงงานแปรรูปขนาดเล็กในจังหวัดอุดรธานี เข้าระบบออนไลน์ กรอกข้อมูลและแนบเอกสารทั้งหมด ใช้เวลาเพียงสองสัปดาห์ก็ได้รับอนุญาต สามารถผลิตสินค้าเพื่อขายออนไลน์และส่งออกได้อย่างรวดเร็ว
• นักลงทุนญี่ปุ่น: เปรียบเทียบต้นทุนและเวลาในการลงทุนระหว่างไทยกับเวียดนาม สุดท้ายเลือกไทยเพราะระบบ immigration และ work permit ง่ายและรวดเร็วกว่า พร้อมทั้งมี one-stop service ที่ช่วยอำนวยความสะดวกด้านภาษีและแรงงาน
8. ข้อสรุปเชิงนโยบาย
Red Tape คือ “ทรายที่ติดเครื่องจักร” ไม่ว่าประเทศจะมี blueprint ทางเศรษฐกิจดีเพียงใด หากเครื่องจักรติดทราย เครื่องจักรก็ไม่สามารถหมุนได้เต็มที่ การปฏิรูปเพื่อเพิ่ม Ease of Doing Business จึงไม่ใช่เรื่อง cosmetic แต่คือการเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจรัฐ จาก “ผู้คุมกฎ” ที่สร้างภาระ → สู่ “ผู้เอื้ออำนวย” (facilitator) ที่ผลักดันให้ธุรกิจเติบโต
หากประเทศไทยสามารถกำจัด red tape ได้จริงและทำให้ธุรกิจดำเนินได้อย่างรวดเร็ว โปร่งใส และต้นทุนต่ำ ผลที่ตามมาคือทุก KPI ที่เราวางไว้ใน Blueprint Thailand → Developed จะขยับได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Productivity, Innovation, SME Competitiveness, หรือการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ
ในโลกที่การแข่งขันสูงและเวลามีค่ามากกว่าเงิน การสร้างระบบราชการที่ “เร็ว–ง่าย–โปร่งใส” อาจเป็นตัวแปรตัดสินว่า ไทยจะก้าวสู่ประเทศพัฒนาแล้วภายในรุ่นนี้ได้จริงหรือไม่

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา