Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ข้อคิดปริศนาธรรม
•
ติดตาม
29 ส.ค. 2025 เวลา 03:30 • ไลฟ์สไตล์
เก็บมาเล่า: ที่มาประเพณีบุญเดือนสิบ
ความเป็นมาของ "บุญเดือนสิบ" หรือ "ประเพณีสารท" นั้นมีความน่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะเป็นภาพสะท้อนการผสมผสานความเชื่อทางพุทธศาสนา ความเชื่อดั้งเดิมเรื่องบรรพบุรุษ และวิถีชีวิตเกษตรกรรมได้อย่างลงตัวครับ
เรื่องเล่าที่เป็นแกนกลางและเป็นที่รู้จักมากที่สุด มีรากฐานมาจากพุทธประวัติ ซึ่งทำหน้าที่เป็น "ธรรมาธิบาย" (Etiological Myth) ให้กับประเพณีนี้ ดังนี้ครับ
ตำนาน(ชาดก)ในพุทธศาสนา (เรื่องของเปรตญาติพระเจ้าพิมพิสาร)
ปรากฏใน "ติโรกุฑฑเปตวัตถุ" ในพระไตรปิฎก ซึ่งเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสมัยพุทธกาล มีใจความสำคัญโดยย่อ ดังนี้
1. บาปกรรมในอดีตชาติ
ในอดีตชาติอันไกลโพ้น ย้อนไปถึงสมัยของพระกัสสปพุทธเจ้า มีกลุ่มญาติของพระเจ้าพิมพิสาร (ผู้ที่จะมาเป็นกษัตริย์แห่งกรุงราชคฤห์ในสมัยพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน) ได้ทำการยักยอกของสงฆ์ หรือของที่คนนำมาถวายวัดไปเป็นของตนเอง ด้วยผลกรรมอันหนักหน่วงนี้ เมื่อตายไป พวกเขาจึงได้ไปเกิดเป็น "เปรต" (Pereta - อสูรกายผู้หิวโหย) ต้องทนทุกข์ทรมานจากความหิวโหยและเปลือยกายเป็นเวลายาวนานแสนนาน
2. ความหวังที่รอคอย
เปรตเหล่านั้นเฝ้ารอคอยว่า เมื่อใดที่ญาติของตนได้ทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ ก็จะพ้นจากความทุกข์ทรมานได้ แต่กาลเวลาก็ผ่านไปเนิ่นนานจนสิ้นหนึ่งพุทธันดร (ช่วงเวลาของพระพุทธเจ้าหนึ่งพระองค์) พวกเขาก็ยังไม่ได้รับส่วนบุญ
3. การปรากฏตัวในสมัยพระเจ้าพิมพิสาร
เมื่อถึงสมัยของพระโคตมพุทธเจ้า ญาติของเปรตเหล่านั้นได้มาเกิดเป็นพระเจ้าพิมพิสาร กษัตริย์ผู้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง วันหนึ่งพระเจ้าพิมพิสารได้ถวายมหาทานแด่พระพุทธเจ้าและพระภิกษุสงฆ์ แต่พระองค์ทรงลืมอุทิศส่วนกุศลให้แก่หมู่ญาติที่ล่วงลับไปแล้ว
4. เสียงร้องอันน่าสะพรึงกลัว
ในคืนนั้นเอง ขณะที่พระเจ้าพิมพิสารบรรทม ก็ได้ยินเสียงร้องโหยหวนอันน่าสะพรึงกลัวดังขึ้นภายในพระราชวัง ทำให้พระองค์ตกพระทัยตื่นและหวาดกลัวเป็นอย่างยิ่ง รุ่งเช้าจึงรีบเสด็จไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อทูลถามถึงเหตุการณ์ประหลาดนั้น
5. พุทธพยากรณ์และการแก้ไข
พระพุทธเจ้าได้ทรงอธิบายว่า เสียงที่ได้ยินนั้นคือเสียงของเหล่าเปรตที่เป็นญาติของพระองค์ในอดีตชาติ พวกเขามารอรับส่วนบุญ แต่เมื่อไม่ได้รับจึงแสดงตนให้ปรากฏด้วยความผิดหวังและทุกข์ทรมาน พระพุทธองค์จึงทรงแนะนำให้พระเจ้าพิมพิสารทำบุญถวายทานอีกครั้ง และตั้งใจอุทิศส่วนกุศลให้แก่เปรตญาติเหล่านั้นโดยเฉพาะ
6. การหลุดพ้นของเปรต
พระเจ้าพิมพิสารได้ทำตามพุทธดำรัส จัดแจงภัตตาหารอย่างดีไปถวายแด่พระสงฆ์ และเมื่อพระสงฆ์ฉันเสร็จแล้ว พระองค์ได้ทรงหลั่งน้ำทักษิโณทก พร้อมเปล่งวาจาอุทิศส่วนบุญว่า
"อิทัง โน ญาตินัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย"
(แปลว่า) “ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลายของเรา ขอญาติทั้งหลายจงเป็นสุขเถิด”
ในทันใดนั้นเอง เหล่าเปรตก็ได้รับส่วนบุญนั้น ทำให้มีอาหารทิพย์และเครื่องนุ่งห่มทิพย์ปรากฏขึ้น พวกเขาพ้นจากความทุกข์ทรมานและไปเกิดในสุคติภูมิ
จากตำนานนี้เอง จึงกลายเป็นที่มาของประเพณีการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษผู้ล่วงลับ โดยเฉพาะผู้ที่อาจจะตกทุกข์ได้ยากอยู่ในภพภูมิของเปรต
ความเชื่อมโยงกับวิถีเกษตรกรรม(ยุคเก่า)และ "กระยาสารท"
ในขณะที่ตำนานทางพุทธศาสนาให้กรอบคิดเรื่องการทำบุญอุทิศส่วนกุศล วิถีชีวิตเกษตรกรรมดั้งเดิมก็ได้เข้ามาเติมเต็มในส่วนของ "เครื่องเซ่นไหว้" และ "ช่วงเวลา" ของประเพณี
- ช่วงเวลาเดือนสิบ: เป็นช่วงที่ข้าวในนากำลัง "ตั้งท้อง" หรือออกรวงอ่อนๆ (ข้าวเม่า) และพืชพันธุ์ธัญญาหารอื่นๆ เช่น ถั่ว งา มะพร้าว กำลังให้ผลผลิตเต็มที่
- "สารท" (Śārada): คำนี้มีรากมาจากภาษาสันสกฤต แปลว่า "ฤดูใบไม้ร่วง" ซึ่งเป็นช่วงสิ้นสุดฤดูฝนและเริ่มต้นการเก็บเกี่ยวในอินเดีย ดังนั้น ประเพณีสารทจึงมีนัยของการเฉลิมฉลองความอุดมสมบูรณ์และขอบคุณธรรมชาติ
- "กระยาสารท": ขนมที่เป็นหัวใจของประเพณีนี้ จึงเป็นการนำ "ผลผลิตแรก" ของฤดูกาลมาปรุงรวมกัน ได้แก่ ข้าวเม่าคั่ว (จากข้าวใหม่) ถั่วลิสง งาขาว มะพร้าว และเคี่ยวกับน้ำตาลอ้อยหรือน้ำตาลมะพร้าว เป็นการรวบรวมของที่ดีที่สุดจากผืนดินเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา และอุทิศให้แก่บรรพบุรุษ
ดังนั้น กระยาสารท จึงไม่ได้เป็นเพียงขนม แต่เป็นสัญลักษณ์ของความกตัญญูต่อผืนดิน เทวดา และบรรพบุรุษที่ปกปักรักษา เป็นผลิตผลแห่งความอุดมสมบูรณ์ที่มอบให้ทั้งคนเป็นและคนตาย
การวิเคราะห์ในมุมมองคติชนวิทยา
1. การผสานความเชื่อ (Syncretism): ประเพณีเดือนสิบคือตัวอย่างชั้นเลิศของการผสานความเชื่อระหว่าง พุทธศาสนา(เรื่องกรรม, การทำบุญอุทิศส่วนกุศล) กับ ความเชื่อดั้งเดิมเรื่องผีบรรพบุรุษ (Animism) ที่เชื่อว่าวิญญาณยังคงวนเวียนและต้องการการเซ่นสรวงจากลูกหลาน
2. หน้าที่ทางสังคม (Social Function):
1) เสริมสร้างความกตัญญู: ตำนานและพิธีกรรมตอกย้ำคุณค่าเรื่องความกตัญญูรู้คุณต่อบรรพบุรุษ
2) สร้างความสามัคคี: การกวนกระยาสารทและการทำบุญร่วมกัน เป็นกิจกรรมที่สร้างความสัมพันธ์อันดีในครอบครัวและชุมชน
3) เชื่อมโยงคนเป็นกับคนตาย: เป็นช่วงเวลาที่ "โลกของคนเป็น" กับ "โลกของคนตาย" มาบรรจบกัน สร้างความรู้สึกอุ่นใจว่าลูกหลานยังคงระลึกถึง และวิญญาณบรรพบุรุษยังคงคุ้มครองอยู่
3. ความแตกต่างในแต่ละภูมิภาค: แม้จะมีแก่นเรื่องเดียวกัน แต่รายละเอียดของพิธีกรรมจะแตกต่างกันไป เช่น "สารทไทย" ของภาคกลางจะเน้นที่การกวนกระยาสารทไปทำบุญที่วัด แต่ "บุญสารทเดือนสิบ" ของภาคใต้จะมีความเชื่อและพิธีกรรมที่เข้มข้นกว่ามาก เช่น การ "ตั้งหมฺรับ" การ "ชิงเปรต" ซึ่งสะท้อนความเชื่อเรื่องการปลดปล่อยวิญญาณบรรพบุรุษให้กลับมาเยี่ยมบ้านอย่างชัดเจน
กล่าวโดยสรุป เรื่องความเป็นมาของบุญเดือนสิบ คือ การนำเรื่องเล่าทางศาสนามาอธิบายและให้ความศักดิ์สิทธิ์แก่พิธีกรรมที่สัมพันธ์อยู่กับวัฏจักรของฤดูกาลเกษตรกรรม ก่อเกิดเป็นประเพณีที่งดงามและมีความหมายลึกซึ้ง ต่อโครงสร้างทางสังคมและความเชื่อของคนไทย มาจนถึงปัจจุบันครับ.
พุทธศาสนา
วัฒนธรรม
ความเชื่อ
บันทึก
2
2
3
2
2
3
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย