ท่านั่งไม่สำคัญเท่ากับการวางใจให้ถูกส่วน

หลังพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จปรินิพพานได้ 7 วัน พระสุภัททะซึ่งบวชเมื่อมีอายุมากแล้ว ได้กล่าวกับพระภิกษุผู้กำลังเศร้าโศกว่า “พอทีเถิด ผู้มีอายุ ท่านทั้งหลายอย่าเศร้าโศกไปเลย อย่าร่ำไรไปเลยพวกเราพ้นดีแล้วจากพระมหาสมณะผู้นั้น แต่ก่อนพวกเราถูกพระมหาสมณะผู้นั้นบังคับจู้จี้ว่า ‘สิ่งนี้ควรแก่พวกเธอบ้างละ สิ่งนี้ไม่ควรแก่พวกเธอบ้างละ’ มาบัดนี้ พวกเราปรารถนาสิ่งใดก็จักทำสิ่งนั้น ไม่ปรารถนาสิ่งใดก็จักไม่ทำสิ่งนั้น”
ต่อมาในวันประชุมแบ่งพระบรมสารีริกธาตุของพระผู้มีพระภาคเจ้า ท่านพระมหากัสสปะผู้เป็นประธานของพระภิกษุประมาณเจ็ดแสนรูปได้นึกถึงคำพูดของพระสุภัททะและคิดว่า “เมื่อศาสดาล่วงไปแล้ว หากพวกภิกษุชั่วได้สมัครพรรคพวก จะพากันย่ำยีพระสัทธรรมให้อันตรธานไปไม่นานเลย ตราบใด ธรรมวินัยยังดำรงอยู่ ตราบนั้นก็หาชื่อว่าศาสดาล่วงไปแล้วไม่ อย่ากระนั้นเลยจำเราจะช่วยกันสังคายนาธรรมและวินัย โดยวิธีที่พระศาสนานี้จะพึงดำรงอยู่ยั่งยืนยาวนาน.
จากนั้น ท่านพระมหากัสสปะก็กล่าวในที่ประชุมว่า "ผู้มีอายุทั้งหลาย เอาเถิด เรามาช่วยกันสังคายนา
ธรรมและวินัยเถิด"
ภิกษุทั้งหลายกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น ขอพระเถระโปรดเลือกภิกษุทั้งหลายเถิด พระเถระละเว้นภิกษุที่เป็นปุถุชน โสดาบัน สกทาคามี และอนาคามี เลือกเอาเฉพาะภิกษุผู้เป็นพระอรหันต์ผู้ทรงปริยัติคือพระไตรปิฎก บรรลุปฏิสัมภิทา มีอานุภาพยิ่งใหญ่โดยมากซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกย่องเป็นเอตทัคคะ รวมทั้งหมด 499 รูป ขาดอีก 1 รูป เพื่อรอให้พระอานนท์ซึ่งยังเป็นพระโสดาบันอยู่ได้บรรลุพระอรหันต์ก่อนแล้วเข้าร่วมเป็นคณะพระสังคายนาพระธรรมวินัย
ต่อมาท่านพระอานนท์ คิดว่า พรุ่งนี้เป็นวันประชุม การที่เรายังไม่เป็นพระอรหันต์ จะไปสู่ที่ประชุมนั้น ไม่ควร ท่านจึงตั้งใจทำสมาธิและเดินจงกรมทั้งคืน แต่ก็ไม่ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ ในเวลาใกล้รุ่ง ท่านคิดว่า เราคงทำความเพียรเกินไป จิตของเราจึงฟุ้งซ่าน เราจะทำความเพียรแต่พอดี จึงล้างเท้าแล้วก็เข้าวิหาร นั่งบนเตียง คิดจะพักเสียหน่อยหนึ่ง ท่านเอนกายลงบนเตียง เท้าทั้งสองพ้นพื้น และศีรษะยังไม่ทันถึงหมอน ในระหว่างนั้น จิตไม่ยึดมั่น และหลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย ได้เป็นพระอรหันต์แล้วดำดินไปสู่ที่ประชุมสังคายนา
* พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ฉบับมหามกุฎราชวิทยาลัยเล่ม 9 หน้า 509 -512, เล่ม 39 หน้า 119- 129

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา