12 ต.ค. 2025 เวลา 07:06 • นิยาย เรื่องสั้น

ตอนที่ 3 : บ้านไม้หลังเก่า

สายฝนเมื่อคืนคล้ายจะล้างฝุ่นจากกาลเวลาออกไปจากบ้านทั้งหลัง
เมื่อเช้าวันต่อมา แสงแดดอุ่นจัดลอดผ่านม่านไม้ไผ่ตรงรั้ว
ริญาเดินถือร่มผ้าใบเล็ก เดินผ่านแปลงเฟิร์นของบ้านตัวเอง ไปยังบ้านหลังข้าง ๆ — บ้านไม้สองชั้นที่สีเริ่มหม่นลงตามปีเดือน แต่กลับมีกลิ่นอบอุ่นแทรกอยู่ในทุกอณู
ป้ายไม้เล็ก ๆ ที่แขวนอยู่หน้ารั้วเขียนด้วยพู่กันว่า
“บ้านศิลป์แสงฝน”
ตัวอักษรเรียบ ง่าย แต่มีชีวิต เหมือนลายมือของใครบางคนที่เธอจำได้ดี
เธอยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ปลายนิ้วสัมผัสรอยน้ำฝนที่ยังเกาะบนป้ายไม้
ความทรงจำที่หล่นหายไปเมื่อสิบปีก่อน ค่อย ๆ ฟื้นกลับมาเหมือนภาพที่ถูกล้างฟิล์มอย่างช้า ๆ
“บ้านหลังนี้…ยังเหมือนเดิมเลยนะ”
เธอพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ก่อนจะก้าวผ่านประตูไม้เข้าไป
เสียงไม้กระดานใต้เท้าดังเอี๊ยดเบา ๆ เหมือนกำลังทักทายคนกลับบ้าน
กลิ่นสีอะคริลิกจาง ๆ ผสมกลิ่นน้ำมันสนลอยอยู่ในอากาศ เธอจำได้ทันที — กลิ่นนี้คือกลิ่นประจำตัวของ ภาณุ
ตอนสมัยเรียน เขามักมีกลิ่นแบบนี้ติดตัวเสมอ ไม่ว่าเธอจะเจอเขาที่มุมห้องวาดรูป หรือใต้ชายคาหอพัก
ห้องโถงใหญ่เปิดโล่ง ด้านในมีโต๊ะวาดรูปตั้งเรียงอยู่สามสี่ตัว
บนผนังแขวนภาพสีพาสเทลของเด็ก ๆ หลายคน — มีทั้งภาพท้องนา ภูเขา สายฝน และรอยยิ้มของผู้หญิงคนหนึ่งที่ดูคุ้นตา
เธอขยับเข้าไปใกล้ เห็นชื่อมุมล่างของภาพนั้นเขียนด้วยลายมือเด็กว่า
“แม่ของครูภาณุ”
ริญาหยุดมองอยู่นาน แล้วรู้สึกเหมือนอะไรบางอย่างอบอุ่นแผ่วในอก
เขาเปิดบ้านหลังนี้ให้เด็ก ๆ ได้วาด ได้ฝัน ได้ระบาย
ทั้งที่เมื่อก่อน…เขาเคยบอกว่า “ศิลปะไม่ช่วยให้คนอยู่รอด”
แต่วันนี้ เขากลับใช้มันเพื่อทำให้ใครหลายคนอยู่ได้
เธอยิ้มจาง ๆ …เขาเปลี่ยนไปจริง ๆ
ตรงมุมห้องมีตู้ไม้เก่าที่เคยเป็นของแม่ภาณุ
เธอจำได้แม่น เพราะครั้งหนึ่งเขาเคยให้เธอช่วยลงน้ำยาเคลือบไม้จนมือเปื้อนทั้งคู่
ตอนนั้นเขายื่นผ้าให้เช็ด แล้วพูดว่า
“ถ้าไม้ยังหอมแปลว่าเวลาไม่เคยพรากอะไรไปจากเราได้จริง ๆ”
เธอเปิดบานตู้เบา ๆ ข้างในมีกล่องสีกับแผ่นกระดาษวาดเต็มไปหมด
และมีภาพหนึ่งที่ยังวางค้างอยู่บนขาตั้ง — ครึ่งหนึ่งเป็นใบหน้าเธอ ครึ่งหนึ่งเป็นเส้นร่างของสายฝนที่ยังไม่ได้แต้มสี
แต่ริญายังไม่เห็นมันชัดนัก เพราะแสงเช้ายังสาดเข้ามาไม่ถึง
เธอจึงเดินต่อเข้าไปอีกหน่อย — ไม่รู้เลยว่ากำลังจะได้เจอกับสิ่งที่หัวใจไม่เคยลืม
“คุณริญา...”
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง ทำให้เธอสะดุ้ง
เธอหันกลับไป — เห็นเขายืนอยู่ตรงกรอบประตูหลังบ้าน
ภาณุในวัยสามสิบปลาย ๆ ไม่ต่างจากเดิมมากนัก
เขายังใส่เสื้อเชิ้ตเรียบ กางเกงผ้าสีเทา และถือพู่กันอยู่ในมือ
มีเพียงรอยย่นที่หางตาเล็กน้อย กับแววตาที่นิ่งขึ้น ลึกขึ้น
และในแววตานั้น…ยังมีบางสิ่งที่เธอไม่กล้ามองตรง
“ฉัน…เห็นประตูเปิดอยู่ เลยแวะมาดูค่ะ” เธอเอ่ยเสียงแผ่ว
เขายิ้มเพียงนิดหนึ่ง ก่อนตอบเบา ๆ
“บ้านนี้ไม่เคยปิดสำหรับคุณเลยนะ”
เพียงประโยคเดียว ริญาก็ต้องหลบตา
หัวใจเธอเต้นแรงจนได้ยินชัดในความเงียบ
เสียงฝนที่ยังค้างอยู่บนชายคา กลับกลายเป็นเสียงประกอบให้ความเงียบของทั้งคู่
ภาณุวางพู่กันลงบนโต๊ะ หันไปจัดผ้าคลุมเก้าอี้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แต่ในทุกการเคลื่อนไหวของเขา มีความอ่อนโยนที่เธอไม่เคยลืม
“คุณยังเขียนอยู่ไหม” เขาถามพลางหยิบแก้วน้ำให้
ริญายิ้มบาง ๆ “ไม่เลยค่ะ…ตั้งแต่วันนั้น”
เขาพยักหน้า “ผมก็เหมือนกัน…ไม่ได้วาดภาพนั้นต่อเลย”
“ภาพไหนคะ?”
“ภาพที่ขาดครึ่ง”
เขาตอบช้า ๆ ก่อนเดินไปทางมุมห้อง
ริญาตามเขาไปอย่างไม่รู้ตัว
และนั่นเอง — เธอก็ได้เห็นภาพบนขาตั้งที่เมื่อครู่มองไม่ชัด
ครึ่งหนึ่งเป็นใบหน้าของเธอ — ดวงตาเศร้าแต่สงบ
อีกครึ่งหนึ่งเป็นเพียงเส้นร่างของสายฝนที่ยังไม่ได้ระบายสี
ราวกับว่าเขาตั้งใจให้มัน “ยังไม่เสร็จ” มาตลอดสิบปี
เธอยืนนิ่งอยู่นาน จนได้ยินเสียงหัวใจตัวเองชัด
เขาไม่ได้พูดอะไรอีก มีเพียงแสงแดดลอดผ่านหน้าต่างตกกระทบภาพนั้น ทำให้มันดูเหมือนกำลังเปียกฝนอีกครั้ง
“บางภาพ…ไม่ได้ขาดหรอก”
เสียงเขาแผ่ว “แค่รอให้คนในภาพ กลับมานั่งดูมันจนจบ”
ริญาเงยหน้าขึ้น เห็นรอยยิ้มจาง ๆ ของเขา
รอยยิ้มที่เหมือนแสงแรกหลังฝน — อบอุ่นพอจะละลายความเงียบที่กั้นอยู่ระหว่างสองใจ
เธอหลุบตา ก้มมองภาพนั้นอีกครั้ง
“มันยังสวยนะคะ แม้จะไม่สมบูรณ์”
ภาณุหัวเราะเบา ๆ
“เพราะคนในภาพ…ยังอยู่ตรงนี้ไง”
คำพูดเรียบง่ายนั้น ทำให้เธอไม่กล้ามองหน้าเขาอีก
แต่ในแววตาที่สะท้อนภาพเขาอยู่ในนั้น — ริญารู้ว่า บางความรู้สึก…ไม่ได้หายไปกับเวลาเลย
โปรดติดตามตอนที่ 4 : ภาพวาดที่ขาดครึ่ง –
คืนที่เธอนั่งมองภาพนั้นอีกครั้ง และเริ่มรู้ว่า…บางที ภาพที่ขาด อาจไม่ได้ต้องการให้ใครเติมสี
แต่อยากให้ “คนที่ขาดกัน” กลับมานั่งใกล้กันอีกครั้ง 🌧️🖌️
.
.นลินฟ้า พิมพ์สกุล
โฆษณา