Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Mind-Body Story Lab
•
ติดตาม
8 ธ.ค. 2025 เวลา 10:16 • ปรัชญา
EP.3 เมื่อหัวใจของลูกร้องไห้เงียบๆ : โลกในห้องเงียบ ๆ ของอลิส
วันที่อลิสเดินเข้าห้องตรวจ…โดยลำพัง
วันนัดถัดมา ประตูห้องตรวจเปิดออกอย่างแผ่วเบากว่าครั้งก่อน
ไม่มีคุณนพยืนอยู่ตรงหน้า
มีเพียงเด็กผู้หญิงคนหนึ่งในชุดนักเรียน ม.3
สะพายกระเป๋าใบใหญ่เกินตัว และมัดผมหางม้าเรียบร้อย
เธอคือ “อลิส”
เธอยกมือไหว้ ผงกหัวเล็กน้อย
ดวงตากวาดมองในห้องเพียงแว่บเดียว แล้วหลบสายตาลงต่ำ
ขยับเก้าอี้นั่งอย่างระมัดระวังราวกับกลัวว่าตัวเองจะทำเสียงดังเกินไป
“สวัสดีครับอลิส ผมหมอโอมนะ
วันนี้พ่ออยากให้หมอได้ฟังเรื่องจากมุมของหนูบ้าง
หนูค่อย ๆ เล่าได้เลย ไม่ต้องรีบ ไม่ต้องกลัวว่าจะเล่าถูกหรือผิด
แค่เล่าในแบบที่เป็น ‘ตัวหนูจริง ๆ’ ก็พอ”
ผมพูดด้วยน้ำเสียงปกติ
ไม่อ่อนลงจนเหมือนคุยกับเด็กเล็ก
แต่ไม่แข็งจนเหมือนซักถาม
อลิสนั่งตัวตรง มือสองข้างวางบนตัก
นิ้วมือบีบเสื้อกระโปรงเบา ๆ
เธอเงียบไปชั่วครู่ เหมือนกำลังเช็กว่า “ที่นี่ปลอดภัยพอให้พูดอะไรได้แค่ไหน”
ครั้งแรกที่อลิสเข้ามาพบหมอ เธอไม่ได้พูดอะไรมาก แต่ท่าทางเล็ก ๆ ของมือและสายตา บอกเรื่องราวในใจได้มากกว่าคำพูดยาว ๆ เสียอีก
“วันนี้มาคนเดียว รู้สึกยังไงบ้างครับ” ผมเริ่มด้วยคำถามง่ายที่สุด
อลิสยิ้มนิดหนึ่ง แบบที่มองไม่ค่อยออกว่าเป็นรอยยิ้ม หรือเป็นแค่การขยับริมฝีปากเพราะเกร็ง
“ก็…โอเคค่ะ”
คำว่า “โอเค” ถูกพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่ไม่รู้สึกว่าโอเคนัก
“งั้นวันนี้…เราอาจจะเริ่มจากตรงไหนก็ได้ที่หนูอยากเล่า
ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเรื่องล้างมือ หรือเรื่องเรียน หรือเรื่องอะไรที่พ่อเล่ามา
เริ่มจากเรื่องอะไรก็ได้ที่เป็น ‘อลิส’ ก็พอ”
ผมนั่งรอ
ไม่รีบถามจี้ ไม่รีบตัดสินใจว่าอะไรสำคัญก่อน
เพราะครั้งแรกที่หมอจะได้ยินเสียงของเด็กคนหนึ่ง
มันไม่ควรเป็นเสียงที่ถูกบังคับให้พูดในเรื่องที่ผู้ใหญ่สนใจ
แต่น่าจะเป็นเสียงที่เธอเลือกหัวข้อเอง
เธอนิ่งไปอีกนิด
ก่อนถามกลับเบา ๆ
“หมออยากรู้เรื่องอะไร…มากที่สุดคะ”
“หมออยากรู้จักหนู…ในแบบที่หนูมองตัวเองมากที่สุดก่อนครับ”
คำตอบแบบนี้ ทำให้สายตาเธอเงยขึ้นมามองหน้าผมนิดหนึ่ง
เหมือนเธอกำลังเช็กว่า ผมหมายความตามนั้นจริง ๆ หรือไม่
***
### เด็กหญิงที่ซ่อนตัวอยู่ในสมการและโมเลกุล
หลังจากความเงียบอึดใจหนึ่ง
อลิสเริ่มเล่าช้า ๆ
“ถ้าเป็นเรื่องที่เป็น ‘หนู’ จริง ๆ…
มันก็คงเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ค่ะ”
เธอพูดถึงคำนี้ด้วยโทนเสียงที่ต่างออกไปเล็กน้อย
ไม่ใช่เสียงแผ่ว ๆ เหมือนตอนตอบว่า “โอเค”
แต่มีชีวิตขึ้นนิดหนึ่ง ถึงจะยังไม่มากก็ตาม
“หนูชอบวิทยาศาสตร์ตั้งแต่ ป.ปลายแล้วค่ะ
ตอนนั้นคุณครูเอาชุดทดลองง่าย ๆ มาให้ดูในห้อง
แบบสีเปลี่ยน ฟองฟู่ ๆ หนูรู้สึกว่ามันเหมือนเวทมนตร์เลย
แต่เป็นเวทมนตร์ที่ ‘อธิบายได้’
ถ้าเราเข้าใจมันดีพอ”
เธอหยุดนิดหนึ่งเหมือนกำลังนึกภาพวันนั้น
“พอกลับบ้าน หนูก็ไปหาคลิปดูเอง
อ่านเอง ลองเอง (เท่าที่บ้านอนุญาตให้ลองนะคะ)
ตอน ม.ต้น วิชาวิทยาศาสตร์เป็นวิชาที่หนูรู้สึกว่า…
หนูไม่แย่ หนูพอมีค่า หนูตอบคำถามได้”
คำว่า “พอมีค่า” ทำให้ผมตั้งใจฟังมากเป็นพิเศษ
“แล้วตอนนี้ หนูรู้สึกยังไงเวลาอยู่กับหนังสือวิทยาศาสตร์ครับ”
เธอคิดก่อนตอบ
“มันเป็นที่เดียว…ที่หนูรู้สึกว่าหนู ‘ควบคุมอะไรบางอย่างได้’ ค่ะ
เวลาอ่าน ก็รู้ว่า ถ้าอ่านแบบนี้ ทบทวนแบบนี้ ทำโจทย์แบบนี้
คะแนนน่าจะออกมาประมาณนี้
มันมีเหตุผล มีวิธี มีขั้นตอน
ไม่เหมือนเวลาอยู่กับคน…ที่หนูเดาไม่ออกเลยว่า เขาคิดอะไรอยู่”
เธอหัวเราะเบา ๆ แบบขื่น ๆ
“อยู่กับคน หนูกลัวพูดผิด กลัวตอบผิด กลัวทำอะไรแปลก ๆ
อยู่กับวิทยาศาสตร์…แค่คิดให้รอบคอบ ทำตามหลักการ
ผิดก็ลองใหม่ แก้ใหม่ได้
แต่มันไม่รู้สึกเหมือนเวลา ‘ผิดกับคน’ ค่ะ”
นี่คือประโยคที่บอกเราชัดมากว่า
โลกของวิทยาศาสตร์ ไม่ได้เป็นแค่ “ความชอบ”
แต่มันคือ “พื้นที่ปลอดภัย”
ที่อลิสใช้หลบจากโลกที่เดาไม่ได้อย่างโลกของความสัมพันธ์
เธอเล่าต่อ
“ห้องหนูก็เลยเป็นแบบที่พ่อเล่าค่ะ
หนังสือเยอะไปหมด
พ่อชอบบอกว่า ห้องหนูเป็นห้องสมุดย่อม ๆ
หนูก็ชอบนะคะ…เวลาอยู่ในห้องนั้น หนูรู้สึกว่าหนูไม่ต้องไปเจออะไรที่คาดเดาไม่ได้ข้างนอก”
***
### ความฝันเข้าเตรียมอุดมฯ ในมุมของอลิส
ผมถามเธอต่ออย่างเบาเสียง
“อลิสคะ เรื่องเตรียมอุดมฯ สำหรับหนูคืออะไรครับ”
เธอตอบช้า ๆ แต่ชัด
“หนูอยากเข้าเตรียมอุดมฯ จริง ๆ ค่ะ ไม่ใช่เพราะพ่อ
พ่อไม่เคยบังคับเรื่องโรงเรียนเลยด้วยซ้ำ
บางทีเขายังบอกว่า ถ้าไม่ไหวก็ไม่ต้องก็ได้
แต่หนู…หนูรู้สึกว่า ถ้าหนูเข้าเตรียมอุดมฯ ได้
แปลว่าหนู ‘ไม่แย่ขนาดนั้น’”
เธอใช้คำว่า “ไม่แย่ขนาดนั้น”
ไม่ใช่ “เก่งมาก” หรือ “สุดยอด”
นี่เป็นสัญญาณบางอย่างที่น่าสนใจมาก
“ไม่แย่ขนาดนั้น…ในสายตาใครครับ
ในสายตาหนูเอง หรือในสายตาคนอื่น”
อลิสเงียบไปครู่หนึ่ง
แล้วตอบเบา ๆ
“ทั้งของหนูเอง…และของคนอื่นค่ะ
หนูรู้ว่าตอนนี้คนชอบมองว่าเด็กเตรียมอุดมฯ เป็นเด็กเก่ง เด็กหัวกะทิ
ถ้าหนูเข้าได้ หนูคิดว่าอย่างน้อย…คงไม่มีใครมองหนูว่า ‘แปลก’ มากเกินไป
แล้วหนูอาจจะรู้สึกว่า หนูไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับพ่อ
หนูพิสูจน์ได้ว่าหนูทำอะไรดี ๆ ได้บ้าง”
คำว่า “ไม่เป็นปัญหาสำหรับพ่อ” ทำให้ภาพในใจผมชัดขึ้นอีกนิด
“ตอนนี้หนูรู้สึกว่าตัวเองเป็นปัญหาสำหรับพ่อไหมครับ”
เธอไม่ตอบทันที
แต่ตาเริ่มแดง
“บางทีค่ะ…
ตอนที่หนูล้างมือบ่อย ๆ ร้องไห้บ่อย ๆ
เห็นพ่อถอนหายใจ เหนื่อย เครียด
หนูรู้ว่าพ่อพยายามไม่โทษหนู
แต่หนูก็รู้สึกว่าหนูทำให้พ่อลำบาก”
เธอก้มมองมือตัวเอง
มือนั้นไม่ได้ล้างอยู่ตอนนี้
แต่นิ้วมือบีบกันแน่นเหมือนกำลังพยายาม “จับความรู้สึก” บางอย่างไว้
“หนูเลยคิดว่า ถ้าหนูเข้าเตรียมอุดมฯ ได้
หนูจะได้เอาอะไรบางอย่างไป ‘แลก’ กับความลำบากที่พ่อรับเพราะหนู
อย่างน้อยเขาจะได้มีเรื่องภูมิใจ
ไม่ใช่แค่เรื่องที่ต้องเป็นห่วง”
คำว่า “เอาอะไรไปแลก”
บอกเราว่า ในใจของอลิส
การสอบเข้าเตรียมอุดมฯ ไม่ใช่แค่เป้าหมาย
แต่มันกลายเป็น “ค่าไถ่ความรู้สึกผิด” บางอย่างในใจเธอเองด้วย
***
### เรื่องของมือที่ล้างไม่หยุด – ในมุมของอลิส
ผมค่อย ๆ พาลงไปสู่เรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน
“แม่งั้น…ขอหมอถามเรื่องล้างมือบ้างนะครับ
หนูพอจะเล่าให้หมอฟังได้ไหมว่า ตอนนั้นรู้สึกยังไง”
อลิสเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนพยักหน้า
“ตอนโควิด หนูกลัวมากจริง ๆ ค่ะหมอ
เวลาเห็นข่าวคนตาย ตัวเลขผู้ติดเชื้อ หนูจินตนาการไปหมด
ว่าถ้าเชื้อเข้าบ้าน เข้าตัวพ่อ หนูจะทำยังไง
ถ้าพ่อตาย…หนูจะอยู่คนเดียวกับใคร”
คำว่า “พ่อ” ถูกพูดออกมาชัดกว่าคำอื่น
“หนูรู้ว่าหนูอยู่กับพ่อสองคน
แม่…ไม่ได้อยู่ด้วยกันแล้ว
พ่อคือทุกอย่างของหนู
ถ้าเขาเป็นอะไรไป หนูก็ไม่รู้จริง ๆ ว่าหนูจะอยู่ยังไง”
เธอมองมือตัวเอง
เหมือนเห็นภาพวันนั้นฉายกลับมา
“ตอนแรกมันเริ่มจากการล้างแบบที่ทุกคนล้างนั่นแหละค่ะ
แต่พอมันผ่านไปเรื่อย ๆ หนูเริ่มรู้สึกว่า
ถ้าหนูล้าง ‘ไม่พอ’ พ่ออาจจะติดเชื้อจากหนู
หนูก็เลยต้องล้างซ้ำ ๆ ให้มั่นใจว่า ‘สะอาดจริง ๆ’”
“แล้วหนูรู้ได้ยังไงว่าเมื่อไหร่สะอาดจริง ๆ” ผมถาม
“ไม่รู้ค่ะ” เธอตอบทันที
“นั่นแหละคือปัญหา…
หนูไม่มีคำตอบชัด ๆ ว่าแค่ไหนถึงพอ
สมองมันบอกแต่ว่า ‘ยังไม่พอ ยังไม่ปลอดภัย’
แล้วหัวใจก็เต้นแรง เหมือนเกิดอะไรไม่ดีแน่ ๆ ถ้าหนูหยุด”
เธอเล่าอย่างตรงไปตรงมา
“บางที…หนูเองก็รู้สึกว่า ‘มันมากเกินไป’
หนูเห็นมือหนูแตก แดง แสบ
แต่มันมีเสียงข้างในบอกว่า ถ้าหนูไม่ทำ พ่ออาจจะเป็นอะไร
ดังนั้น ถึงหนูเจ็บมือ หนูก็เลือกให้มือเจ็บ ดีกว่าคิดว่าหนูกำลังทำให้พ่อเสี่ยง”
ในมุมของอลิส
การล้างมือไม่หยุด
ไม่ใช่เรื่อง “กลัวเชื้อโรคอย่างเดียว”
แต่มันเกี่ยวกับ “การปกป้องพ่อ” ด้วย
ลึกกว่านั้น
มันคือ “ความเชื่อที่หนักหนามากของเด็กคนหนึ่ง”
ว่าตัวเองต้องแบกรับความปลอดภัยของผู้ใหญ่ที่เธอรักที่สุดไว้คนเดียว
(ประเด็นเรื่องความเชื่อและกลไกสมอง–อารมณ์ เราจะอธิบายเชื่อมกับวิทยาศาสตร์ในบทถัด ๆ ไป)
***
### มุมหนึ่งที่พ่อไม่เคยเห็น – เด็กหญิงที่กลัวทำให้พ่อผิดหวัง
“หนูรู้ไหมครับ ว่าพ่อกลัวอะไรที่สุดเกี่ยวกับอลิสตอนนี้”
อลิสส่ายหน้าเบา ๆ
“เขากลัว…ว่าหนูจะไม่มีความสุขในวัยเด็ก
กลัวว่าหนูจะต้องอยู่กับความเครียด ความกลัว ความกดดัน
ไม่ว่าจะสอบได้หรือไม่ได้
เขาไม่ได้กลัวว่าหนูจะไม่เข้าเตรียมอุดมฯ
เขากลัวว่า ไม่ว่าหนูจะเข้าได้หรือไม่ได้
หัวใจของหนูจะเจ็บจากตรงนั้น”
น้ำตาเริ่มคลอที่ขอบตาอลิส
เธอเม้มปากนิดหนึ่ง พยายามไม่ให้เสียงสั่น
“แล้วหนูล่ะครับ…
หนูกลัวอะไรที่สุดในตอนนี้ เกี่ยวกับตัวเอง กับพ่อ กับเรื่องสอบ?”
เธอเงียบอยู่นานพอสมควร
ก่อนจะหลุดประโยคสั้น ๆ ออกมา
“หนูกลัวทำให้พ่อ ‘เสียของ’ ค่ะ”
คำนี้ฟังดูแปลกในห้องตรวจ
แต่ผมรู้ทันทีว่ามันมาจากไหน
มักเป็นคำที่ผู้ใหญ่ใช้กับตัวเอง
แล้วเด็กเก็บมาใช้ในแบบของเขา
“เสียของยังไงเหรอครับ”
“พ่อเหนื่อยกับหนูเยอะมาก
เลี้ยงคนเดียว หาเงินเอง ดูแลทุกอย่าง
ถ้าหนูยังเป็นปัญหา ทั้งเรื่องล้างมือ ทั้งเรื่องสอบ
หนูก็เหมือนทำให้สิ่งที่พ่อทุ่มให้หนู…มันเสียของ”
นี่คือประโยคที่ผมอยากให้พ่อแม่หลายคนได้ยิน
เด็กหลายคนไม่ได้อยาก “เก่งที่สุด”
เขาแค่ไม่อยากรู้สึกว่า “ตัวเองคือความผิดพลาด” ที่พ่อแม่ลงทุนผิดคน
***
### ปิดท้ายเซสชันแรก(Session : การพูดคุยในห้องตรวจ) – เสียงที่เริ่มดังขึ้นจากหัวใจของอลิส
เราใช้เวลาที่เหลือในเซสชันแรก
พูดถึง:
ชีวิตประจำวันของอลิส
บรรยากาศในห้องเรียน
ความเงียบในห้องนอนที่เต็มไปด้วยหนังสือ
ความฝัน…และความกลัวที่แอบอยู่หลังคำว่า “อยากเข้าเตรียมอุดมฯ”
ผมไม่ได้รีบให้คำแนะนำ
ไม่ได้รีบแก้เรื่องล้างมือ
ไม่ได้บอกว่า “ไม่ต้องเครียดหรอก”
เพราะทั้งหมดนั้นจะกลายเป็นการ “ปิดเสียงร้องไห้เงียบ ๆ” ของเธอ
สิ่งสำคัญที่สุดของการคุยครั้งแรก
คือให้เธอรู้ว่า
1. เธอมีพื้นที่ที่เธอไม่ต้องพิสูจน์อะไร
2. เธอไม่ใช่ “ปัญหา” แต่คือ “คนที่กำลังลำบากอยู่”
3. ความฝันของเธอจะถูกฟังอย่างจริงจัง
ทั้งในมิติของความรู้สึก และความเป็นไปได้ในโลกจริง
สำหรับพ่อ ห้องนี้คือสัญลักษณ์ของความเก็บตัวและความหมกมุ่น สำหรับอลิส ห้องนี้คือที่หลบภัยจากโลกที่เธอคาดเดาไม่ได้ และเป็นเวทีเล็ก ๆ ที่เธอหวังจะก้าวไปสู่ความฝัน
ก่อนจบการสนทนาในวันนี้
ผมบอกอลิสว่า
“วันนี้ หมอยังไม่ขอให้หนูเปลี่ยนอะไร
ไม่ต้องเปลี่ยนการอ่านหนังสือ ไม่ต้องเปลี่ยนการล้างมือทันที
หมอแค่อยากให้หนูลองสังเกตตัวเอง
ว่าวันไหนที่หนูเครียดมาก
มันมีอะไรเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นบ้าง”
ผมให้สมุดเล่มเล็ก ๆ กับปากกา
บอกเธอว่า ถ้าอยากลองจด ก็จด
ถ้าไม่อยากจด ก็ไม่เป็นไร
เพราะการ “เริ่มมองเห็นตัวเอง”
คือการเริ่มเปลี่ยนแปลงที่อ่อนโยนที่สุดแบบหนึ่ง
โดยไม่ต้องใช้คำว่า “แก้ไข” นำหน้า
ผมเดินออกไปบอกคุณนพสั้น ๆ ว่า
วันนี้อลิสมาพบหมอเรียบร้อยแล้ว
เราคุยกันเรื่องวิทยาศาสตร์ เรื่องเตรียมอุดมฯ
และเรื่องล้างมือเล็กน้อย
ยังไม่ใช่วันที่ผมจะเอารายละเอียดทุกอย่างไปเล่าให้พ่อฟัง
เพราะวันนี้ เป็นวันที่ “เสียงของอลิส” เพิ่งเริ่มดังขึ้น
ไม่ใช่วันที่เราจะนำเสียงนั้นไปตีความแทนเธอ
***
### จากนี้ไป – เราจะไม่มองอลิสแค่จาก “อาการ”
สองบทแรกของ PART นี้
เราพบทั้งพ่อนพ และอลิส
ในมุมที่ต่างคนต่างมองตัวเอง และมองอีกฝ่าย
จากนี้ไป
เราจะค่อย ๆ เปลี่ยนจากการมอง “อาการล้างมือ”
“ความหมกมุ่นกับวิทยาศาสตร์”
“ความฝันเข้าเตรียมอุดมฯ”
ให้กลายเป็นการมอง “หัวใจ” และ “ระบบทั้งตัว” ของเด็กหญิงคนหนึ่ง
ที่กำลังพยายามเอาตัวเองรอด จากโลกที่ใหญ่เกินไปสำหรับเธอ
ก่อนที่เราจะคุยกันเรื่องวิทยาศาสตร์ของสมอง
เรื่องย้ำคิดย้ำทำ
เรื่อง Functional Medicine
และเรื่องเทคนิคการสื่อสารของพ่อแม่
ผู้อ่านก็คงเริ่มรู้จักอลิส…มากกว่าคำว่า “เด็กย้ำคิดย้ำทำ” แล้วเช่นกัน
และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ดีพอ
สำหรับการจะเยียวยาหัวใจดวงเล็ก ๆ ดวงหนึ่ง
***
สุขภาพจิต
สุขภาพ
นิยายสั้น
บันทึก
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
เมื่อหัวใจของลูกร้องไห้เงียบ ๆ : คู่มือเยียวยาบาดแผลในใจ ที่คนเป็นพ่อแม่ไม่ควรมองข้าม
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย