13 ม.ค. เวลา 03:00 • หนังสือ

บัญญัติแห่งความล้มเหลว : คู่มือเอาตัวรอดของนักลงทุน

หลักคิดที่ Charlie Munger นิยมใช้ ไม่ใช่การคิดว่าทำอย่างไรแล้วจึงจะประสบความสำเร็จ หากแต่เป็นการคิดแบบย้อนกลับว่า
อะไรคือสิ่งที่จะทำให้เราพังแน่ๆ
และจะหลีกเลี่ยงสิ่งนั้นได้อย่างไร
หนังสือ The 10 Commandments of Business Failure ของ Don Keough จึงเป็นคู่มือที่ตอบโจทย์แนวคิดนี้ได้อย่างตรงจุด Keough ไม่ได้สอนวิธีการสู่สำเร็จ ซึ่งมีปัจจัยผันผวนไม่แน่นอนรวมอยู่ แต่เลือกสอนในหลักการที่แน่นอนว่า ธุรกิจล้มเหลวได้อย่างไร และสำหรับนักลงทุน นี่คือความรู้ที่มีค่ามากกว่าสูตรความสำเร็จใด ๆ เพราะผลตอบแทนระยะยาวไม่ได้เกิดจากการทำสิ่งถูกต้องตลอดเวลา แต่เกิดจากการไม่ทำผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า
1) หยุดเสี่ยง — ลงทุนในธุรกิจที่หยุดพัฒนา
บริษัทที่เคยประสบความสำเร็จมักติดกับดักความมั่นคง และเริ่มกลัวการเปลี่ยนแปลง นักลงทุนควรระวังธุรกิจที่ลดการลงทุนในนวัตกรรม เอาแต่รีดประสิทธิภาพจากสินค้าหรือโมเดลเดิมๆ เพราะความเสี่ยงที่แท้จริงไม่ใช่ราคาหุ้นที่ผันผวน แต่คือการถือหุ้นในกิจการที่หยุดสร้างอนาคตของตัวเอง
2) ไม่ยืดหยุ่น — ยึดติดกับวิธีการเดิมๆ
ผู้นำที่ยึดติดกับความเชื่อเดิม มักมองไม่เห็นความจริงที่เปลี่ยนไป ธุรกิจที่ดีสำหรับนักลงทุนต้องมีแก่นที่มั่นคง แต่ต้องพร้อมปรับเปลี่ยนวิธีคิด วิธีทำงาน และโครงสร้างเมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป ความไม่ยืดหยุ่นคือสัญญาณเตือนว่าบริษัทอาจตามโลกไม่ทัน ธุรกิจที่ดีต้องพร้อมปรับตัวเสมอ เช่นเดียวกับนักลงทุนที่ต้องพร้อมปรับมุมมองเมื่อข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไป
3) แยกตัวจากโลก — ไม่ฟังสัญญาณตลาด
บริษัทที่ไม่ฟังเสียงลูกค้า คู่ค้า หรือสัญญาณจากตลาด มักสูญเสียความสามารถในการเรียนรู้ นักลงทุนควรให้ความสำคัญกับธุรกิจที่สื่อสาร เปิดรับฟังคำวิจารณ์ และยอมรับความจริง แม้อาจจะดูไม่สวยงาม แต่ข้อมูลจากภายนอกคือวิธีที่ดีที่สุดในการปรับปรุงพัฒนาตนเอง
4) คิดว่าตัวเองถูกเสมอ — ไม่ยอมรับความผิดพลาด
อีโก้ของผู้บริหารคือความเสี่ยงที่ประเมินมูลค่าได้ยากที่สุด บริษัทที่ไม่ยอมรับความผิดพลาดมักแก้ปัญหาได้ล่าช้า และทำลายความเชื่อมั่นลงอย่างรวดเร็ว นักลงทุนควรมองหาผู้นำที่ยอมรับข้อผิดพลาดอย่างตรงไปตรงมา และใช้มันเป็นบทเรียน ไม่ใช่เอาแต่หาข้ออ้าง
5) เล่นใกล้เส้นฟาวล์ — มองข้ามจริยธรรม
ธุรกิจที่ยอมลดมาตรฐานจริยธรรมลงเล็กน้อยเพื่อผลกำไรระยะสั้น อาจดูดีในแง่งบการเงิน แต่จะส่งผลต่อความเปราะบางในระยะยาว ความเชื่อใจของลูกค้าและสังคมคือสินทรัพย์ที่มองไม่เห็น แต่มีค่ามากกว่าส่วนต่างกำไรใด ๆ นักลงทุนที่มองข้ามจุดนี้ มักเจ็บหนักเมื่อวิกฤตเกิดขึ้นจริง
6) ไม่ยอมเสียเวลาคิด — ซื้อขายตามอารมณ์ตลาด
ทั้งนักลงทุนและผู้บริหารมักถูกแรงกดดันให้ “ต้องทำอะไรสักอย่าง” ตลอดเวลา แต่การเติบโตอย่างยั่งยืนต้องการการคิดเชิงลึกและการตัดสินใจอย่างมีสติ
การซื้อเพราะกลัวตกรถ และขายเพราะกลัวขาดทุน คือเส้นทางสู่ผลตอบแทนต่ำ การลงทุนที่ดีต้องอาศัยความอดทนและการคิดเชิงระบบ ไม่ใช่การตอบสนองรายวัน
7) เชื่อผู้เชี่ยวชาญมากเกินไป — ไม่สร้างความเข้าใจของตัวเอง
บทวิเคราะห์ ตัวเลข และแบบจำลองเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ แต่ไม่ควรใช้แทนความเข้าใจของตนเอง นักลงทุนที่ไม่ศึกษาธุรกิจด้วยตัวเอง มักเข้าใจแค่กลไกทางการเงิน แต่พลาดหัวใจของกิจการ เช่น วัฒนธรรมองค์กร ความผูกพันของลูกค้า และคุณภาพของผู้บริหาร
8) เคร่งครัดในกฎระเบียบ — เชื่อว่าขนาดใหญ่ปลอดภัยเสมอ
องค์กรขนาดใหญ่ ที่มีกฏระเบียบขั้นตอนเยอะแยะ แม้จะดูมั่นคง แต่องค์กรเหล่านี้มักให้ความสำคัญกับขั้นตอนมากกว่าผลลัพธ์ จึงมักจะเชื่องช้าและปรับตัวได้ลำบาก นักลงทุนควรระวังบริษัทที่ใหญ่โต แต่ขาดความคล่องตัว เพราะในโลกที่เปลี่ยนเร็ว ความอืดอาดคือศัตรูของความสามารถในการแข่งขัน
9) ส่งสัญญาณสับสน — กลยุทธ์บริษัทไม่ชัดเจน
กลยุทธ์ที่เปลี่ยนไปมา นโยบายที่ไม่สอดคล้อง และการสื่อสารที่คลุมเครือ ทำให้พนักงานและนักลงทุนขาดความเชื่อมั่น ธุรกิจที่ดีต้องมีทิศทางชัดเจนและสื่อสารอย่างสม่ำเสมอ เพราะความไม่แน่นอนทางกลยุทธ์มักสะท้อนเป็นส่วนลดในมูลค่าหุ้น
10) กลัวอนาคต — ลงทุนแบบป้องกันตลอดเวลา
ธุรกิจที่กลัวการเปลี่ยนแปลงมักหยุดลงทุนและค่อย ๆ เสื่อมถอย นักลงทุนระยะยาวควรมองหาบริษัทที่เชื่อในความก้าวหน้าของมนุษย์ กล้าลงทุนเพื่อวันข้างหน้า และมองวิกฤตเป็นโอกาสในการปรับตัว ไม่ใช่ข้ออ้างในการหยุดนิ่ง
บทเรียนของ Don Keough สำหรับนักลงทุนจึงชัดเจนมาก การลงทุนไม่ใช่การตามหาบริษัทที่สมบูรณ์แบบ แต่คือการหลีกเลี่ยงบริษัทที่มีนิสัยพาตัวเองพัง ความมั่งคั่งระยะยาวไม่ได้เกิดจากอัจฉริยะ แต่เกิดจากวินัยในการไม่ตกหลุมเดิม ๆ ที่คนล้มเหลวเพราะมันมาแล้วทั้งชีวิต
โฆษณา