นายจุนทสูกริก ชายผู้ฆ่าสุกรมา 55 ปี

ในสมัยพุทธกาล มีชายคนหนึ่งชื่อนายจุนทสูกริก มีอาชีพเลี้ยงสุกร เขาฆ่าสุกรเพื่อกินบ้าง เพื่อขายบ้าง ในเวลาข้าวแพงเขาเอาเกวียนบรรทุกข้าวเปลือกไปชนบท เพื่อแลกลูกสุกรบ้านด้วยข้าวเปลือกประมาณ 1 ทะนานหรือ 2 ทะนาน บรรทุกเต็มเกวียนแล้วนำกลับมาเลี้ยง หลังคอกสุกรก็ปลูกผักไว้เพื่อเป็นอาหารสุกร
ในเวลาที่สุกรโตแล้วถ้าเขาต้องการจะฆ่าสุกรตัวใด ๆ ก็มัดตัวนั้น ๆ ให้แน่น ทุบด้วยค้อน 4 เหลี่ยม เพื่อให้เนื้อพองหนาขึ้น เมื่อรู้ว่าเนื้อพองขึ้นแล้ว ก็ง้างปากสอดไม้เข้าไปในระหว่างฟัน กรอกน้ำร้อนที่เดือดพล่านเข้าไปในปาก น้ำร้อนนั้นจะเข้าไปพล่านในท้องขับอุจจาระออกมา ถ้าท้องสะอาดแล้วก็จะมีน้ำใสไม่ขุ่นไหลออกมา จากนั้นเขาจะราดน้ำร้อนบนหลังมัน น้ำนั้นจะลอกเอาหนังดำออกไป แล้วจะลนขนด้วยคบไฟ ตัดศีรษะด้วยดาบ รองโลหิตที่ไหลออกด้วยภาชนะ เคล้าเนื้อด้วยโลหิตแล้วปิ้งรับประทานในครอบครัว ส่วนเนื้อที่เหลือก็จะขาย
เขาทำงานเลี้ยงชีวิตอยู่อย่างนี้เป็นเวลา 55 ปี แม้บ้านจะอยู่ใกล้วัด อยู่ใกล้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระภิกษุสงฆ์ แต่เขาไม่เคยทำบุญใดๆเลย การบูชาพระรัตนตรัยด้วยดอกไม้เพียงกำหนึ่งก็ดี การถวายภัตตาหารเพียงทัพพีหนึ่งก็ดี และบุญอื่นๆก็ดี มิได้มีเลย
ต่อมาเขาเจ็บป่วยโรคอย่างหนึ่ง มีกายเร่าร้อนประดุจร้อนด้วยไฟในอเวจีมหานรก เขาร้องเสียงเหมือนหมู คลานไปมาอยู่ในเรือน เสียงร้องทำให้ชาวบ้าน 7 หลังคาเรือนโดยรอบไม่ได้หลับนอน เขาจึงถูกจับมัดให้มั่นแล้วปิดปากและขังไว้ในบ้านอยู่ 7 วัน ในวันที่ 8 ก็เสียชีวิตไปเกิดในอเวจีมหานรก
ก่อนเขาตายพระภิกษุที่เดินไปทางเรือนของเขาได้ยินเสียงนั้นแล้วคิดว่า "เสียงสุกร" แล้วกราบทูลพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นายจุนทสูกริก ปิดประตูเรือนฆ่าสุกร วันนี้เป็นวันที่ 7 งานมงคลไร ๆ ชะรอยจะมีในเรือนของเขา ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมตตาจิตหรือความกรุณาของเขาย่อมไม่มี ผู้ร้ายกาจหยาบช้าเช่นนี้ข้าพระองค์ทั้งหลายไม่เคยเห็นเลย"
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย 7 วันที่ผ่านมานายจุนทสูกริกไม่ได้ฆ่าสุกร แต่เพราะกรรมส่งผลทำให้ความร้อนจากอเวจีมหานรกเกิดขึ้นกับเขาทั้งเป็น เขาจึงร้องเหมือนหมูด้วยความทุกข์ทรมานอยู่ 7 วัน และวันนี้ตายแล้วไปเกิดในอเวจี" แล้วตรัสว่า อิธะ โสจะติ เปจจะ โสจะติ ปาปะการี อุภะยัตถะ โสจะติ โส โสจะติ โส วิหัญญะติ ทิสวา กัมมะกิลิฏฐะมัตตะโน. แปลว่า ผู้ทำบาปเป็นปกติ ย่อมเศร้าโศกในโลกนี้ ละไปแล้วย่อมเศร้าโศก ย่อมเศร้าโศกในโลกทั้งสอง เขาเห็นกรรมเศร้าหมองของตนแล้ว ย่อมเศร้าโศกย่อมเดือดร้อน."
ข้อคิด และอ้างอิง
1. นายจุนทสูกริกและคนอีกจำนวนไม่น้อย ที่ได้เกิดร่วมสมัยกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อยู่ใกล้วัดที่พระพุทธองค์ประทับอยู่ แต่ไม่มีศรัทธา ไม่ทำบุญ ทั้งนี้เกิดจากหลายสาเหตุ เช่น ไม่มีสายบุญร่วมกัน ไม่เคยทำบุญร่วมกันมา หรือในอดีตเวลาทำบุญแล้วไม่ได้อธิษฐานกำกับว่า เมื่อได้เกิดในยุคที่พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองก็ให้มีศรัทธาและสั่งสมบุญอย่างเต็มที่ ไม่ทำบาปทั้งปวง การที่นายจุนทสูกริกได้เกิดเป็นมนุษย์นั้นเป็นเพราะเคยทำบุญไว้ เช่น บุญรักษาศีล เป็นต้น ดังนั้น การอธิษฐานกำกับทิศทางการส่งผลของบุญนั้นสำคัญมากๆ
2. ธรรมสังเวช หมายถึง เมื่อฟังธรรมที่เป็นกรณีศึกษาต่างๆ เช่น ผลการทำบาปแล้วรู้สึกสลดใจและได้ข้อคิดที่จะดำรงชีวิตด้วยความไม่ประมาท กรณีนี้เมื่อพระภิกษุทั้งหลายได้ฟังผลกรรมของนายจุนทสูกริกแล้ว ก็รู้สึกสลดใจแล้วปล่อยใจไปตามกระแสพระธรรมเทศนาจนใจหยุดนิ่งไปตามลำดับและได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบันกันจำนวนมาก
3. พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่ม 40 หน้า 170 - 174

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา