24 ธ.ค. 2025 เวลา 15:01 • ประวัติศาสตร์

ชัยชนะอันโดดเดี่ยวของ Hattie McDaniel นักแสดงผิวดำคนแรกที่คว้าออสการ์

“ฉันยอมรับเงิน 700 เหรียญต่อสัปดาห์เพื่อเล่นเป็น ‘สาวใช้ ดีกว่าต้องไปทำงานเป็นสาวใช้จริง ๆ เพื่อแลกกับค่าจ้างแค่ 7 เหรียญ”
นี่คือคำพูดของ Hattie McDaniel ผู้เปลี่ยนแปลงโฉมหน้าประวัติศาสตร์ของวงการฮอลลีวูดไปตลอดกาล ด้วยการเป็นนักแสดงผิวดำคนแรกที่ชนะรางวัล ‘ออสการ์’ ซึ่งมันควรจะเป็นจุดเปลี่ยนแปลงที่สูงที่สุดในชีวิตการเป็นนักแสดงของเธอใช่ไหมล่ะครับ และมันก็ควรจะเป็นโมเมนต์ที่เต็มไปด้วยความสุข ความซาบซึ้ง และความภาคภูมิใจด้วย แต่ความจริงแล้วไม่ใช่เลย
เพราะแม้ขณะที่เธอต้องรับรางวัลในคืนที่ว่าเป็นคืนอันทรงเกียรตินั้น กลับมีเรื่องราวที่น่าคับข้องใจเกี่ยวกับการเหยียดเชื้อชาติเกิดขึ้นด้วย มันคือโมเมนต์ทั้งสุขและทุกข์ กลืนไม่เข้าคายไม่ออกที่แฮตตี้ต้องเผชิญอย่างไม่จบสิ้น แม้แต่ในเส้นทางอาชีพสายบันเทิงอันยาวไกลของเธอหลังจากนั้น แฮตตี้ก็ยังคงต้องฟันฝ่ากับอุปสรรคเรื่องอคติทางชาติพันธุ์จนถึงวาระสุดท้ายของเธอเลย
เท่านั้นยังไม่พอ เธอยังต้องต่อสู้กับแรงกดดันจากคนผิวดำด้วยกันอีก เมื่อมีข้อกล่าวหาว่าเธอเป็นคนผลิตซ้ำ “ภาพจำ” ที่ด้อยค่าคนผิวดำ จากการแสดงเป็นสาวใช้ที่เป็นบทบาทส่วนใหญ่ที่เธอได้รับในตลอดชีวิตนักแสดง นั่นเป็นเหมือนกับการตัดสินว่าเธอเป็น “คนทรยศ” อย่างฟันธงไปแล้ว
นี่คือเรื่องราวชีวิต ความฝัน และการต่อสู้ในแบบของแฮตตี้ที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน
— — — — — — — — — — — — — — — —
• เส้นทางความฝันของแฮตตี้
Hattie McDaniel ไม่ได้เกิดมาบนกองเงินกองทอง และได้ทำในสิ่งที่เธอรักตั้งแต่แรกเริ่มเลย แต่ในทางกลับกันเธอเกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะยากจน และถือได้ว่าเป็นชนชั้นล่างของสังคมอเมริกันสมัยนั้น บรรพบุรุษของเธอก็เป็นทาสเช่นเดียวกับคนผิวดำอีกหลายล้านคน แม้แต่แม่และพี่สาวของเธอเองก็ทำงานเป็นสาวใช้ ซึ่งเป็นเพียงไม่กี่อาชีพที่ผู้หญิงผิวดำในยุคนั้นสามารถทำได้
แฮตตี้เกิดในปี 1893 ที่รัฐแคนซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา เธอคือลูกคนสุดท้องจากทั้งหมด 13 คนของพ่อแม่ เธอมีความหลงใหลในการแสดงตั้งแต่ยังเด็ก ทำให้เธอเริ่มแต่งเพลงและแสดงเป็นตั้งแต่อายุยังน้อย ซึ่งเธอเคยปรากฏตัวในโชว์ร่วมกับวงดนตรีคนผิวดำที่ออกทัวร์ไปทั่วประเทศชื่อวง Melody Hounds ด้วย ซึ่งแฮตตี้มีความตั้งใจแน่วแน่ว่า เธอไม่อยากทำงานเป็นแค่สาวใช้เหมือนกับคนในครอบครัวและผู้หญิงผิวดำอีกมากมาย
หลังจากนั้นในช่วงต้นทศวรรษที่ 1920 แฮตตี้ก็ต้องทำงานหลายอย่างเพื่อหารายได้ รวมถึงเป็นพนักงานทำความสะอาดห้องน้ำด้วย ก่อนที่เธอจะย้ายไปที่ LA ในปี 1931 เพื่อเดินตามเส้นทางความฝันอย่างจริงจัง ซึ่งเธอได้เริ่มเป็นนักแสดงภาพยนตร์ที่นั่น และมีบทบาทสำคัญที่เป็นที่รู้จักในภาพยนตร์เรื่อง I’m No Angel ในปี 1933
หลังจากนั้นเธอก็เข้าร่วมสมาคมนักแสดงภาพยนตร์ (Screen Actors Guild) และเธอก็โลดแล่นอยู่ในวงการฮอลลีวูดมาตลอดหลังจากนั้น เธอได้รับบทในภาพยนตร์หลายเรื่อง ได้เป็นเพื่อนกับนักแสดงและร่วมงานกับนักแสดงดัง ๆ มากมาย และได้แสดงความสามารถอย่างเต็มที่ ทั้งการแสดงตลก ดราม่า รวมถึงความสามารถด้านการร้องเพลง ทำให้ในเวลาต่อมาเธอกลายเป็นหนึ่งในนักแสดงหญิงผิวดำที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในช่วงต้นทศวรรษที่ 1930 เลย
แต่น่าเสียดายที่แม้แต่ในวงการฮอลลีวูดก็ยังจำกัดบทบาทของแฮตตี้ที่เป็นผู้หญิงผิวดำจากภาพจำเดิม ๆ บทที่เธอได้รับส่วนมากเลยเป็นบทสาวใช้ผู้สยบยอมต่อเจ้านาย ซึ่งแฮตตี้ก็ยืนยันทำตามบทบาทเหล่านั้นอย่างเต็มที่ ไม่ใช่ว่าเธอไม่อยากแสดงในบทบาทอื่น ๆ หรือไม่อยากเพิ่มความท้าทายในบทบาทใหม่ ๆ แต่เธอไม่ได้มีทางเลือกมากนัก และเธอก็อยากให้เส้นทางการเป็นนักแสดงซึ่งเป็นอาชีพของเธอมั่นคงด้วย เลยเป็นที่มาของประโยคที่เธอพูดในพารากราฟแรกนั่นเอง
ในโลกแห่งความจริงตอนนั้น ผู้หญิงผิวดำก็ถูกจำกัดบทบาทให้ทำงานได้อยู่ไม่กี่อย่างอยู่แล้ว แต่เมื่อมีผู้บุกเบิก หรือมีคนอย่างแฮตตี้ที่ดั้นด้นพาตัวเองเข้าไปสร้างชื่อเสียงและโลดแล่นอยู่ในวงการภาพยนตร์ พวกเขาก็มิวายถูกจำกัดบทบาททางการแสดงอีกเหมือนกัน ในตอนนั้นฮอลลีวูดรักแฮตตี้แค่ในบทบาทที่พวกเขาอยากให้เธอเป็นเพียงเท่านั้น
นี่คือข้อเท็จจริงที่น่ากระอักกระอ่วนซึ่งคนผิวดำในยุคนั้นต้องพบเจอ และมันเป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของการกีดกันและเลือกปฏิบัติที่เกี่ยวกับเชื้อชาติ ซึ่งแต่ละคนก็มีวิธีต่อสู้หรือรับมือกับมันแตกต่างกัน
— — — — — — — — — — — — — — — —
• บทบาทในตำนาน
ในปี 1939 ในที่สุดแฮตตี้ก็ได้เดินทางมาถึงจุดที่หลายคนอาจคิดว่ามันคือความสำเร็จสูงสุดในชีวิตของเธอ เมื่อเธอได้รับโอกาสในการแสดงภาพยนตร์เรื่อง “Gone with The Wind” ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดตลอดกาล ในบทของสาวใช้ที่ชื่อ “Mammy” แม้ว่าเธอเองก็ไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะได้เล่นหนังเรื่องนี้ เพราะก่อนหน้านั้นเธอเป็นที่รู้จักมากที่สุดในฐานะของนักแสดงตลกตลอดช่วงทศวรรษ 1930
บทบาทใหม่ในครั้งนี้ทำให้แฮตตี้โดดเด่นและได้รับคำวิจารณ์ในแง่ดี พร้อมเสียงชื่นชมมากมาย เพราะเธอได้แสดงให้ทุกคนเห็นถึงความสามารถในการแสดงที่มีมิติ แฮตตี้ทำให้ตัวละครของเธอมีชีวิตและกลายเป็นที่จดจำ และหลายครั้งตัวละครของเธอก็มักจะดึงดูดความสนใจจากผู้ชมจนแทบจะกลบรัศมีของนักแสดงคนอื่นเมื่ออยู่ในฉากเดียวกันเลย
แฮตตี้ฟีเวอร์ได้สร้างความฮือฮาในหมู่สื่อมวลชนและนักวิจารณ์ที่พูดชื่นชมแฮตตี้เป็นเสียงเดียวกัน ไม่ต่างจากกระแสชื่นชมตัวหนังเลย นอกจากนี้เธอยังได้รับคำชมและแรงสนับสนุนจากสมาคมสตรีผิวดำที่เขียนยกย่องเธอผ่านสื่อว่า
“เราเชื่อมั่นว่าการเลือกปฏิบัติและอคติจะถูกขจัดไปในการคัดเลือกผู้ชนะรางวัลในครั้งนี้ เพราะถ้าไม่มีแฮตตี้ก็คงไม่มีภาพยนตร์เรื่อง Gone with the Wind”
แม้กระทั่งหนังสือพิมพ์ The Los Angeles Times ก็ยกย่องเธอว่า “คู่ควรกับรางวัลออสการ์สาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม” เช่นกัน
บ่ายวันหนึ่งในเดือนกุมภาพันธ์ 1940 แฮตตี้เลยนำบทวิจารณ์หนังที่เธอแสดงกองหนึ่งไปให้ David O. Selznick โปรดิวเซอร์ระดับตำนานของ Gone with the Wind ดูถึงในห้องทำงาน เพื่อให้เขาเห็นว่าเธอสมควรได้รับการสนับสนุนให้มีชื่อเข้าชิงรางวัลขนาดไหน และนั่นก็เป็นที่มาที่ทำให้แฮตตี้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมของงานประกาศรางวัลออสการ์ครั้งที่ 12 ในที่สุดนั่นเอง
— — — — — — — — — — — — — — — —
• ชัยชนะอันโดดเดี่ยว
ในคืนวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 1940 ที่ไนต์คลับของโรงแรม Ambassador ใน LA พิธีประกาศรางวัลก็ได้เริ่มต้นขึ้น ท่ามกลางบรรยากาศหรูหราที่เต็มไปด้วยนักแสดงผิวขาว โปรดิวเซอร์ ผู้กำกับ และทีมงานของภาพยนตร์แต่ละเรื่องอีกมากมาย
แฮตตี้เป็นนักแสดงผู้หญิงผิวดำเพียงคนเดียวและคนแรกที่เข้าร่วมพิธีประกาศรางวัลในคืนนั้น ซึ่งเธอได้รับการปรบมือต้อนรับจากคนทั้งงานด้วยความชื่นชม ก่อนที่จะประกาศรางวัลนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม เหมือนกับว่าทุกคนจะเดาได้อยู่แล้วว่าคืนนั้นใครจะเป็นผู้ชนะ และมันจะกลายเป็นหน้าประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของฮอลลีวูดและอเมริกา เพราะก่อนหน้านั้นมีข่าวรั่วออกมาจนคนพูดถึงกันอย่างหนาหู บวกกับกระแสของแฮตตี้ที่มาแรงแซงทางโค้งด้วย
เมื่อนาทีสำคัญมาถึง Fay Bainter นักแสดงเจ้าของรางวัลออสการ์สาขาสมทบหญิงจากปีก่อนหน้า (จากภาพยนตร์เรื่อง Jezebel) ต้องเป็นคนประกาศชื่อผู้ชนะตามธรรมเนียม ซึ่งเธอได้กล่าวสปีชสั้น ๆ ที่เต็มไปด้วยนัยสำคัญเรื่องความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะมาถึงว่า
"รางวัลชิ้นนี้ดูเหมือนจะเป็นอะไรที่มากกว่าแค่แผ่นจารึกสีทองธรรมดา ๆ... เพราะมันได้ช่วยเปิดประตูของห้องนี้ให้กว้างขึ้น ช่วยขยับกำแพงให้ถอยห่างออกไป และทำให้เราสามารถโอบกอดชาวอเมริกาทั้งประเทศเอาไว้ได้
อเมริกาที่เรารัก... อเมริกาที่แทบจะเป็นประเทศเดียวในโลกทุกวันนี้ ที่ยอมรับและหยิบยื่นเกียรติยศให้แก่ผู้ที่ทุ่มเทอย่างสุดความสามารถ โดยไม่แบ่งแยกเรื่องความเชื่อ เชื้อชาติ หรือสีผิว”
ถือได้ว่าเฟย์น่าจะเป็นคนแรก ๆ ที่กล้าพูดถึงความหมายของการทำลายกำแพงทางเชื้อชาติบนเวทีออสการ์อย่างเป็นทางการเลยทีเดียว ก่อนที่ชื่อของแฮตตี้จะถูกประกาศตามคาด ตามมาด้วยเสียงปรบมือแสดงความยินดีอย่างล้นหลาม
ถึงแม้ว่าสปีชของเฟย์จะฟังดูดี เป็นกาวใจช่วยหลอมรวมจิตใจของผู้คนให้เป็นหนึ่งเดียวขนาดไหน ในขณะเดียวกันมันกลับเป็นสิ่งที่ “ตบหน้า” ทุกคนรวมถึงแฮตตี้เองมากเท่านั้น กับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นสด ๆ ในงาน
เพราะสิ่งที่แฮตตี้กำลังเผชิญหน้าอยู่ในตอนนั้นมันคือความจริงที่ตรงกันข้ามกับสปีชอันสวยหรู เธอยังคงต้องนั่งอยู่ที่โต๊ะตัวเล็ก ๆ ที่มุมด้านหลัง เพราะเธอถูกแยกออกจากโปรดิวเซอร์ ผู้กำกับ นักแสดงผิวขาว และทีมงานส่วนใหญ่คนอื่นจากภาพยนตร์เรื่องเดียวกันเพียงเพราะ “สีผิว” ของเธอ
กลายเป็นว่า จริง ๆ แล้วทางโรงแรมที่จัดงานดันมีนโยบายห้ามคนผิวสีเข้าใช้บริการอย่างเด็ดขาด และที่แฮตตี้สามารถเข้าไปร่วมงานคืนนั้นได้ เป็นเพราะเดวิดผู้เป็นโปรดิวเซอร์ที่ช่วยผลักดันให้เธอมีชื่อเข้าชิงนั่นแหละ เขาเป็นคนร้องขอต่อรองกับทางโรงแรมเป็น ‘กรณีพิเศษ’ เพื่อให้แฮตตี้สามารถเข้าไปในร่วมงานได้ เลยมีการจัดโต๊ะตัวเล็ก ๆ เอาไว้ที่ด้านหลังในห้องที่จัดงาน เพื่อให้แฮตตี้และผู้ติดตามของเธอนั่งโดยเฉพาะ ซึ่งแฮตตี้เองก็ยอม
มันคือราคาของความสำเร็จที่เธอต้องจ่ายด้วยความ ‘นอบน้อม’ เพื่อแลกกับโมเมนต์ประวัติศาสตร์
แม้ว่าเดวิดจะเป็นคนผลักดันให้แฮตตี้ไปถึงจุดสูงสุด แต่เขาก็คือคนที่ยอมปล่อยให้แฮตตี้นั่งอยู่ที่โต๊ะหลังห้องตัวนั้น เพื่อรักษาผลประโยชน์ทางธุรกิจหเอานังเอาไว้ เพราะเขาไม่ต้องการให้หนังของเขาถูกแบนในรัฐทางใต้ที่มีการเหยียดผิวอย่างรุนแรง จะเรียกว่ามันคือการประนีประนอมกับกฎการแบ่งแยกกีดกันคนก็ได้
และแฮตตี้เลยต้องกลายเป็นผู้ชนะที่แสนโดดเดี่ยวไปโดยปริยาย นี่คือตลกร้ายของจุดสูงสุดในอาชีพของเธอ
— — — — — — — — — — — — — — — —
• เส้นทางแห่งความขัดแย้ง
หลังจากได้รับรางวัล อาชีพนักแสดงของแฮตตี้ก็ไม่ได้กราฟพุ่งขึ้นสูงปรี๊ดขนาดนั้น กลับกันในช่วงแรก ๆ เธอถึงกับเคยตัดพ้อด้วยซ้ำว่า ‘ราวกับว่าฉันทำอะไรผิดไป’ จนกระทั่งเธอได้มาโลดแล่นในวงการวิทยุ เป็นนักแสดงผิวดำคนแรกที่ได้แสดงละครวิทยุจนได้รับความนิยมช่วงบั้นปลายแล้ว
แต่กว่าจะถึงตอนนั้น แฮตตี้ก็ยังคงถูกจำกัดบทบาทเหมือนเดิมยาวเรื่อยมาจนถึงช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ภาพจำของแฮตตี้ในฮอลลีวูดเลยเป็นภาพของแม่บ้านจอมซ่าผู้ภักดีต่อเจ้านาย หรือแม่บ้านติดตลกในหนังเหยียดผิว ซึ่งนั่นทำให้เธอถูกโจมตีว่าเป็นผู้ผลิตซ้ำภาพจำด้านลบของคนผิวดำ โดยเฉพาะจากสมาคม NAACP (National Association for the Advancement of Colored People) หรือสมาคมแห่งชาติเพื่อความก้าวหน้าของคนผิวสี องค์กรสิทธิพลเมืองที่ต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมทางเชื้อชาติ กำจัดอคติ และยุติการแบ่งแยกสีผิว
สำหรับประเด็นของแฮตตี้ พวกเขามองว่า การที่เธอได้รับบท Mammy มันคือการตอกย้ำภาพจำที่เลวร้ายว่าคนผิวดำมีความสุขดีที่เป็นทาส พวกเขาถึงขั้นเรียกบทของเธอว่าเป็น ‘ความพ่ายแพ้ของเชื้อชาติ’ เลยทีเดียว
แต่ในมุมของแฮตตี้เอง เธอก็ยืนยันว่ามันคืออาชีพของเธอ ถ้าเธอไม่เล่น เธอก็ไม่มีกิน และในอีกมุมหนึ่งมันก็คือการปูทางให้คนผิวดำรุ่นหลัง ๆ มีตัวตนในอุตสาหกรรมบันเทิงเหมือนกัน มันคือการต่อสู้ในวิถีทางคนละแบบ ชั้นเชิงคนละอย่างเพียงเท่านั้น
มันคือความจริงที่ขมขื่น เมื่อนักแสดงผิวดำอย่างเธอไม่มีสิทธิ์เลือกบทที่ต้องการได้มากนักในยุคที่โลกยังมืดบอด เธอเลยต้องสู้ทั้งกับระบบที่กดขี่ และต้องสู้กับเสียงตำหนิจากคนเชื้อชาติเดียวกันที่มองว่าเธอคือส่วนหนึ่งของปัญหาด้วย
ความจริงแล้วเส้นทางอาชีพของแฮตตี้นั้นก็เต็มไปด้วยความขัดแย้งกันมาตลอดอยู่แล้ว ด้วยบริบททางสังคมที่เธอดำรงอยู่ เพราะตั้งแต่แรกเริ่มในเส้นทางนี้ เธอก็เคยแสดงเป็นคนผิวขาวโดยการแต่งหน้ามาแล้ว จนกระทั่งเมื่อเธอได้แสดงในบทบาทที่ถูกจดจำมากที่สุดจนได้รับรางวัล มีเรื่องเล่าว่าเธอได้ปฏิเสธที่จะพูดคำหยาบคายเกี่ยวกับคนผิวดำจนทำให้คำนั้นไม่ปรากฏในหนัง
ตลอดชีวิตการเป็นนักแสดงฮอลลีวูด ดูเหมือนกับว่าแฮตตี้จะคอยแบ่งรับแบ่งสู้กับการเหยียดเชื้อชาติเสมอ เพราะเธอจำเป็นต้องเลือกความมั่นคงในการงานด้วย แน่นอนว่าไม่ใช่เพราะเธอเห็นด้วยกับการเหยียดเชื้อชาติแต่อย่างใด สำหรับบางคนมันอาจเป็นการประนีประนอม แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เหมือนกันว่าหนทางนี้ก็นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงได้อย่างที่เธอทำให้เห็น
บางทีมันอาจไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่าง ‘ปากท้อง’ กับ ‘อุดมการณ์’ เลยก็ได้ เพราะมันอาจจะสามารถเดินไปด้วยกันได้หากเราเข้าใจสมดุลของมันมากพอ
ความขัดแย้งในเส้นทางสายนี้ยังไม่จบสิ้นจนวาระสุดท้ายของแฮตตี้ ความใจร้ายของฮอลลีวูดไม่ได้จบลงแค่ตอนที่เธอมีชีวิตอยู่เท่านั้น เพราะในปี 1952 ก่อนที่แฮตตี้จะเสียชีวิต เธอได้สั่งเสียเอาไว้ว่าอยากได้ที่พักพิงสุดท้ายคือที่ Hollywood Forever Cemetery สุสานรวมดาราดังที่เธอเคยร่วมงานด้วย
แต่คำขอสุดท้ายของเธอก็ถูกปฏิเสธ เพราะสุสานแห่งนั้นยังมีกฎระบุว่า “ฝังได้เฉพาะคนขาวเท่านั้น” ร่างของนักแสดงหญิงคนแรกที่คว้าออสการ์ให้คนผิวสี จึงต้องไปอยู่ที่สุสานอื่นแทนเพียงเพราะสีผิวของเธอ และกว่าจะมีอนุสรณ์สถานให้เธอในสุสานที่เธอปรารถนาได้ ก็ต้องรอจนถึงปี 1999 หลังจากเธอจากไปแล้วเกือบครึ่งศตวรรษ
นอกจากนี้รางวัลที่เธอได้รับซึ่งในเวลาต่อมาเธอได้มอบให้กับมหาวิทยาลัยฮาวเวิร์ด (Howard University) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยประวัติศาสตร์ของคนผิวดำ เพื่อเป็นสิ่งที่สร้างเเรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นต่อ ๆ ไป ปรากฏว่ารางวัลดังกล่าวดันหายไปจากมหาวิทยาลัยในช่วงต้นทศวรรษ 1970 และไม่ถูกพบเห็นอีกเลย จนมีการสร้างรางวัลชิ้นใหม่ให้เธอแทนในปี 2023 ที่ผ่านมานี้เอง
— — — — — — — — — — — — — — — —
ในค่ำคืนอันทรงเกียรติครั้งนั้น แฮตตี้ได้ปรากฏตัวในชุดราตรีสีเทอร์ควอยซ์ สวมเครื่องประดับพร้อมดอกการ์เดเนียสีขาวประดับผม เป็นลุคสุดไอคอนิกในท่าทีที่ดูอ่อนน้อมถ่อมตัว ไม่ใช่เพราะเธอสยบยอมต่อการกดขี่ แต่เพราะมันคือตัวตนของเธอ และเธอพยายามต่อสู้ในวิถีทางของเธอมาโดยตลอด
ในคืนนั้นเธอกล่าวสปีชอันน่าจดจำ มีใจความส่วนหนึ่งว่า
“ฉันจะยึดถือรางวัลนี้ไว้เป็นดั่ง 'แสงประทีป' นำทางสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่ฉันจะสามารถทำได้ในภายภาคหน้า ฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ตัวฉันจะเป็นเกียรติแก่เชื้อชาติของฉัน และแก่วงการภาพยนตร์ตลอดไป”
คืนนั้นแฮตตี้ต้องรับมือกับหลายความรู้สึกที่ท่วมท้น แม้ว่าเธอจะได้รับชัยชนะแต่มันก็มีแรงกดดันมหาศาลล้อมรอบตัวของเธออยู่ แฮตตี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่นักแสดง แต่เธอคือนักสู้ที่ต้องยอมสวมหน้ากากเป็น ‘ทาส’ เพื่อที่ในชีวิตจริงเธอจะได้ไม่ต้องมีชีวิตเยี่ยงทาส เธอคือผู้หญิงที่ยิ้มกว้างขณะพูดสปีชบนเวทีออสการ์ ทั้งที่เพิ่งเดินมาจากโต๊ะตัวเล็ก ๆ หลังห้องที่โรงแรมไม่อนุญาตให้คนผิวสีนั่ง
เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเธอคือส่วนหนึ่งของความเปลี่ยนแปลง และเราก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า เธอเองก็สู้ไม่น้อยไปกว่าใคร แค่ทำในแบบของเธอเองเพียงเท่านั้น
-Josman-
โฆษณา