“เราเชื่อมั่นว่าการเลือกปฏิบัติและอคติจะถูกขจัดไปในการคัดเลือกผู้ชนะรางวัลในครั้งนี้ เพราะถ้าไม่มีแฮตตี้ก็คงไม่มีภาพยนตร์เรื่อง Gone with the Wind”
แม้กระทั่งหนังสือพิมพ์ The Los Angeles Times ก็ยกย่องเธอว่า “คู่ควรกับรางวัลออสการ์สาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม” เช่นกัน
บ่ายวันหนึ่งในเดือนกุมภาพันธ์ 1940 แฮตตี้เลยนำบทวิจารณ์หนังที่เธอแสดงกองหนึ่งไปให้ David O. Selznick โปรดิวเซอร์ระดับตำนานของ Gone with the Wind ดูถึงในห้องทำงาน เพื่อให้เขาเห็นว่าเธอสมควรได้รับการสนับสนุนให้มีชื่อเข้าชิงรางวัลขนาดไหน และนั่นก็เป็นที่มาที่ทำให้แฮตตี้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมของงานประกาศรางวัลออสการ์ครั้งที่ 12 ในที่สุดนั่นเอง
แต่กว่าจะถึงตอนนั้น แฮตตี้ก็ยังคงถูกจำกัดบทบาทเหมือนเดิมยาวเรื่อยมาจนถึงช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ภาพจำของแฮตตี้ในฮอลลีวูดเลยเป็นภาพของแม่บ้านจอมซ่าผู้ภักดีต่อเจ้านาย หรือแม่บ้านติดตลกในหนังเหยียดผิว ซึ่งนั่นทำให้เธอถูกโจมตีว่าเป็นผู้ผลิตซ้ำภาพจำด้านลบของคนผิวดำ โดยเฉพาะจากสมาคม NAACP (National Association for the Advancement of Colored People) หรือสมาคมแห่งชาติเพื่อความก้าวหน้าของคนผิวสี องค์กรสิทธิพลเมืองที่ต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมทางเชื้อชาติ กำจัดอคติ และยุติการแบ่งแยกสีผิว