27 ธ.ค. 2025 เวลา 12:00 • ธุรกิจ

สัมฤทธิ์ จิราธิวัฒน์ ประสบการณ์จากร้านชำของพ่อสู่อาณาจักรห้างสรรพสินค้าของไทย

ในประเทศไทยเรานี้มีกิจการอยู่หลายกิจการเหลือเกินที่เป็นมรดกของชาวจีนโพ้นทะเลได้สร้างเอาไว้ กิจการหลาย ๆ กิจการก็นับว่าเป็นกิจการที่มีการสืบทอดสืบต่อกันมาในครอบครัว บางบ้านอาจจะเป็นร้านขายของชำ บางบ้านอาจจะทำธุรกิจรับเหมา บางบ้านก็อาจจะทำบ้านเช่า ซึ่งความอุตสาหะของชาวจีนโพ้นทะเลที่ย้ายมาเป็นรุ่นแรกก็ได้สร้างรากฐานของความมั่งคั่งให้กับคนรุ่นหลังมากมาย
ในหมู่เรื่องราวกิจการจากรุ่นสู่รุ่นของชาวจีนโพ้นทะเลในไทยก็มีมากมายหลายเรื่อง ยกตัวอย่างเช่นเรื่องราวของห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งที่เกิดขึ้นมาจากร้านขายของชำเล็ก ๆ ของพ่อ ที่เป็นทั้งร้านอาหาร ร้านกาแฟ และร้านขายของชำในที่เดียวกัน
ลูกชายผู้ที่เติบโตมาท่ามกลางการก่อร่างสร้างตัวของพ่อ ก็ได้เล็งเห็นถึงศักยภาพและมองการณ์ไกลไปถึงอาณาจักรห้างสรรพสินค้าอันแสนยิ่งใหญ่ ที่ซึ่งเขากับพ่อก็ได้ร่วมเนรมิตภาพนั้นให้กลายเป็นจริงขึ้นมาได้ในเวลาต่อมา “ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล” คือชื่อของห้างสรรพสินค้านั้น และชื่อของลูกชายผู้มองการณ์ไกลคนนั้นก็คือ “สัมฤทธิ์ จิราธิวัฒน์”
⭐ ฮกเส่ง แซ่เจ็ง
นายสัมฤทธิ์ จิราธิวัฒน์ เกิดเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม ปี พ.ศ. 2468 ในมณฑลไหหลำ ประเทศจีน โดยเป็นบุตรชายคนแรกของเตียง แซ่เจ็ง กับนางหวาน โดยมีชื่อแรกเกิดว่า ฮกเส่ง ซึ่งมีความหมายอันดีงาม “ฮก” แปลว่าลาภ ส่วน “เส่ง” แปลว่าสำเร็จ ซึ่งชื่อเส่งนี่เองที่กลายมาเป็นชื่อไทยว่า “สัมฤทธิ์” ที่มีความหมายตรงกัน
เด็กชายฮกเส่งเกิดมาได้เพียงแค่ 2 ปี ก็ต้องเดินทางตามครอบครัวมายังประเทศไทย ก่อนหน้านี้นายเตียง พ่อของนายสัมฤทธิ์ เคยอพยพมาพำนักอยู่ที่ไทยมาแล้วครั้งหนึ่งเป็นช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ซึ่งการย้ายมาประเทศไทยเป็นการถาวรในครั้งนี้ก็เป็นการอพยพตามกันมาเหมือนกันกับชาวจีนโพ้นทะเลส่วนใหญ่ด้วยเห็นว่าเมืองไทยนี้อุดมสมบูรณ์และมีชุมชนชาวจีนอยู่มาก
ชีวิตของเด็กชายฮกเส่งเติบโตมาท่ามกลางช่วงเวลาแห่งการสร้างเนื้อสร้างตัวของนายเตียงผู้เป็นพ่อ โดยเมื่อครอบครัวของนายเตียงได้เดินทางมาถึงประเทศไทยใหม่ ๆ ก็ได้ไปทำงานกับพ่อตาของนายเตียงที่อพยพมาก่อนและทำกิจการค้าข้าวสารอยู่ที่ท่าช้างวังหน้า ก่อนที่จะยืมเงินพ่อตา 300 บาทมาเปิดร้านกาแฟและค้าของชำที่ย่านบางมด และย้ายมาอยู่ในย่านตำบลจอมทอง อำเภอบางขุนเทียน หรือก็คือเขตจอมทองในปัจจุบัน
ด้วยความที่เป็นลูกชายคนโต ทำให้การช่วยเหลือกิจการที่บ้านกลายมาเป็นอีกหนึ่งงานของเด็กชายฮกเส่ง หลังจากเลิกเรียนก็ต้องมาช่วยที่บ้านทำงาน เรียกได้ว่าเป็นงานหนักหนาที่ต้องทั้งเรียนหนังสือ ช่วยกิจการที่ร้าน และเลี้ยงดูน้อง ๆ ไปในเวลาเดียวกัน
พอเด็กชายฮกเส่งเติบโตเป็นนายสัมฤทธิ์ก็ได้สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนอำนวยศิลป์ธนบุรี และมีความฝันอยากที่จะเข้าเรียนแพทย์ แต่ทั้งนี้นายเตียงอยากให้บุตรชายมีความรู้ด้านการค้าขายและภาษาอังกฤษเพื่อสืบทอดกิจการจึงส่งให้ไปเรียนชั้น ม.6 ซ้ำอีกปีหนึ่งที่โรงเรียนอัสสัมชัญ จากนั้นจึงเข้าเรียนต่อเอาวุฒิด้านการค้าที่โรงเรียนอัสสัมชัญพาณิชยการ (มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญในปัจจุบัน) ทว่ากลับเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 เสียก่อนที่จะเรียนจบดี
⭐ “เข่งเซ่งหลี” ร้านชำของพ่อและชีวิตการค้าแรกเริ่มของนายสัมฤทธิ์
ร้านของชำของนายเตียง หรือร้าน “เข่งเซ่งหลี” อันที่จริงแล้วถึงแม้ขนาดของร้านจะเล็ก แต่สิ่งที่อยู่ภายในนั้นไม่เล็กเลย หากแต่เป็นร้านที่มีความหลากหลายอยู่ไม่น้อย ตัวร้านมีลักษณะเป็นเหมือนกับอาคารสามเหลี่ยมตามมุมตึก ร้านนี้มีสินค้าที่หลากหลาย ซึ่งนายเตียงกับนายสัมฤทธิ์ได้เดินทางไปซื้อจากสำเพ็งเพื่อนำมาขายในย่านคลองบางขุนเทียน
ชั้นล่างของร้านเข่งเซ่งหลีเปิดเป็นทั้งพื้นที่ขายของใช้เบ็ดเตล็ดไปจนถึงเสื้อผ้าอาภรณ์ ตลอดจนมีการเปิดเป็นสภากาแฟและร้านขายอาหารตามสั่งไปพร้อม ๆ กัน ไม่เพียงเท่านั้นที่ชั้นสองของร้าน นอกจากจะเป็นที่พักของคนในบ้านในระยะแรกแล้วยังเปิดเป็นร้านทำผมด้วยซ้ำไป ซึ่งความหลากหลายนี้เองจะบอกว่าร้านเข่งเซ่งหลีเป็นห้างสรรพสินค้าในระดับชุมชนก็ว่าได้ และเป็นต้นแบบในการทำห้างเซ็นทรัลขึ้นมาแบบรับจบทุกสินค้าและบริการในที่เดียว
กิจการของร้านนี้ก็ยังคงดำเนินไปเรื่อย ๆ ซึ่งในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 อุบัติขึ้นนั้น นายสัมฤทธิ์ ซึ่งทางวิทยาลัยได้บังคับให้สำเร็จการศึกษาก่อนกำหนด ก็หาหนทางที่จะนำเอาความรู้มาใช้ในการทำงานเจือจุนครอบครัว เขาได้เดินทางลงใต้กับเพื่อน ๆ เพื่อนำของจากกรุงเทพลงไปขาย และนำของจากภาคใต้ขึ้นมาขายที่กรุงเทพ
กระทั่งเมื่อสงครามยุติลง ก็ได้หันไปทำงานอื่น ๆ บ้าง ทั้งงานเจ้าหน้าที่ศุลกากรติดต่อนำภาพยนตร์จากต่างประเทศเข้ามาบ้าง ไปเป็นครูสอนหนังสือบ้าง กระทั่งได้เห็นลู่ทางการค้าใหม่จากเพื่อนคนหนึ่งที่มาชักชวนให้ไปขายสินค้าอย่าง “หนังสือภาษาต่างประเทศ”
⭐ จากกิจการค้าหนังสือ สู่ตำนานห้างสรรพสินค้าที่ยังคงมีลมหายใจ
แน่นอนว่าในช่วงสงคราม การที่จะส่งออกสินค้าก็นับว่าเป็นเรื่องยากอยู่เหมือนกัน สหรัฐอเมริกาเองที่มีนิตยสารชื่อดังหลาย ๆ เจ้าก็ไม่สามารถที่จะส่งออกไปขายในประเทศอื่นได้ ทำให้นิตยสารเหล่านั้นกลายเป็นสินค้าค้างเก็บ แต่ยังคงมีสภาพดี
กิจการค้าหนังสือของเพื่อนดำเนินไปได้ไม่นานก็เลิกกิจการไป ทว่านายสัมฤทธิ์ยังคงมองเห็นศักยภาพของธุรกิจนี้อยู่จึงปรึกษากับนายเตียงผู้เป็นพ่อเพื่อขอเงินลงทุน ซึ่งตอนแรกนายเตียงก็ไม่ได้เห็นด้วย และมองว่ามันมีความเสี่ยงมาก
แต่นายสัมฤทธิ์ยังคงยืนกรานที่จะทำจึงได้ยืมเงินนายเตียงมาเป็นจำนวน 2,000 บาท พร้อมกับนำเงินออมส่วนตัวและของขวัญงานแต่งมาใช้เป็นทุนในการเริ่มกิจการ ซึ่งกิจการดำเนินไปได้ด้วยดี ได้กำไรมากเนื่องจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ค่อนข้างดี อีกทั้งหนังสือจากต่างประเทศเป็นของปลอดภาษีจึงไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าด้วย
ผลตอบแทนที่ดีงามนับว่าเป็นผลงานที่นายสัมฤทธิ์ได้ทำให้นายเตียงเห็นเป็นประจักษ์ สองพ่อลูกจึงตัดสินใจร่วมมือกันเป็นหุ้นส่วน และเซ้งห้องแถวย่านสี่พระยาเพื่อเปิดเป็นร้านหนังสือนามว่า “เซ็นทรัลเทรดดิ้ง” โดยมีที่มาจากชื่อภาษาจีนว่าจงยางที่แปลว่าศูนย์กลาง
ด้วยความมาดหมายจะให้เป็นศูนย์กลางการค้า โดยค้าขายหนังสือและสินค้าจากสำเพ็งเป็นหลักก่อนที่ต่อมาจะเริ่มนำสินค้าอื่น ๆ มาขายโดยถือว่าห้างของตนนั้นเป็นตัวแทนจำหน่ายของแบรนด์ดังใหญ่ ๆ หลายแบรนด์
ด้วยประสบการณ์ที่มากมายของนายเตียงผู้เป็นพ่อ และความคิดอ่านทันสมัยของนายสัมฤทธิ์ผู้เป็นลูก ทั้งคู่ได้ร่วมด้วยช่วยกันก่อสร้างอาณาจักรห้างสรรพสินค้าแห่งนี้ขึ้นมา ร้านได้ขยายใหญ่ขึ้นและย้ายไปยังสถานที่ต่าง ๆ ทั้งที่สุรวงศ์ จนกระทั่งมาเป็นห้างขนาดใหญ่สาขาแรกที่วังบูรพาภายใต้ชื่อ “ห้างเซ็นทรัล” ในปี 2499 ซึ่งเป็นห้างแรกที่มีการแปะป้ายสินค้าและไม่มีการต่อรองราคา ภายใต้หลักแนวคิด “สินค้าคุณภาพ ราคายุติธรรม”
แน่นอนว่าจุดเริ่มต้นของห้างเซ็นทรัล ก็เป็นเหมือนกันกับธุรกิจอื่น ไม่ได้สวยหรู และยังล้มลุกคลุกคลานอีกหลายครั้ง กระทั่งมีการดำเนินการทำการตลาดอย่างเข้มข้นจนกระทั่งสามารถประสบความสำเร็จและกลายเป็นอีกหนึ่งห้างที่อยู่ในใจคนได้
หลังการเสียชีวิตของนายเตียง นายสัมฤทธิ์ก็ได้ให้น้อง ๆ คนในครอบครัวมาช่วยเหลือกิจการของห้างเซ็นทรัล ความสมัครสมานกลมเกลียวกันในหมู่พี่น้องนี่เองที่เป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญในการดำเนินธุรกิจของห้างเซ็นทรัล ซึ่งก็สามารถเติบโตและขยายสาขาออกไปมากมายหลายสาขาตลอดระยะเวลาที่นายสัมฤทธิ์ดำเนินงานบริหารห้างเซ็นทรัลตั้งแต่จุดเริ่มต้นตราบจนช่วงสุดท้ายของชีวิต
⭐ พ่อปลูก ลูกรดน้ำ: มรดกความเอื้อเฟื้อของจิราธิวัฒน์
“พ่อ” นับว่าเป็นปูชนียบุคคลสำคัญของนายสัมฤทธิ์ที่มีส่วนช่วยทั้งการร่วมก่อตั้งเซ็นทรัล ตลอดจนการปลูกฝังทั้งความรู้และประสบการณ์ให้นายสัมฤทธิ์มาตั้งแต่เด็ก นายสัมฤทธิ์นำเอาสิ่งที่พ่อสอนมาปรับใช้ได้อย่างดีเยี่ยม เป็นกิจการที่เกิดขึ้นมาจากธุรกิจที่พ่อเป็นผู้เพาะกล้าเอาไว้ และมีลูกเป็นผู้คอยดูแลให้เติบโตและแผ่กิ่งก้านสาขาออกไป
นายสัมฤทธิ์ถึงแก่กรรมด้วยโรคมะเร็งปอดเมื่อปี 2535 ในวัย 66 ปี ตลอดชีวิตของนายสัมฤทธิ์ได้สร้างคุณประโยชน์ให้แก่ธุรกิจ สังคม และครอบครัวจิราธิวัฒน์เอาไว้อย่างมากมาย ในหนังสืออนุสรณ์งานศพ “จิราธิวัฒน์สัมฤทธิ์” ได้กล่าวถึงปรัชญาการทำงานข้อหนึ่งของนายสัมฤทธิ์เอาไว้ว่า
“เรื่องธุรกิจการประหยัดจำเป็นมาก แต่มีบางอย่างที่เราจะประหยัดไม่ได้เด็ดขาด อะไรที่ควรใช้ก็ต้องใช้ อะไรที่ไม่ควรใช้ แม้แต่สตางค์เดียวก็อย่าได้ใช้ และการประหยัดนั้นจะต้องประหยัดเฉพาะการใช้จ่ายส่วนตัว แต่ถ้าเพื่อลูกค้า ลูกน้อง เพื่อนฝูง ก็ต้องใจกว้าง”
ในสายตาของนายสัมฤทธิ์จึงมองว่าในบางสิ่งบางอย่างนั้น ถ้าหากเป็นการใช้จ่ายเพื่อผู้อื่นก็ควรที่จะใช้จ่ายเพื่อพวกเขาเหล่านั้น กลับกันถ้าเป็นประโยชน์ในส่วนตัวแล้วนั้น ถ้าหากประหยัดได้ก็จำต้องประหยัด เพื่อที่จะนำเงินที่ได้จากการประหยัดอดออมนั้นมาใช้เพื่อผู้อื่น นายสัมฤทธิ์จึงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของนักธุรกิจที่มองในแง่ของประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าแค่ประโยชน์ส่วนตนเพียงอย่างเดียว เพราะถือว่าทุกคนล้วนแต่มีส่วนร่วมสำคัญในการดำเนินธุรกิจของเขาเรื่อยมา…
#สุดโปรด #ห้างเซ็นทรัล #เซ็นทรัล #ธุรกิจ #ประวัติศาสตร์ #ชีวประวัติ #บุคคล #BBL #BangkokBank #ธนาคารกรุงเทพ

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา