3 ม.ค. เวลา 06:41 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

🧠 **อาการปวดหลังเรื้อรัง ไม่ได้เป็นเพียงแค่โครงสร้าง

🔍 *มุมมองใหม่ของการกายภาพบำบัดผ่านโมเดลชีวจิตสังคม (Biopsychosocial Model)*
อาการปวดหลังส่วนล่างเรื้อรัง (Chronic Low Back Pain: CLBP) เป็นหนึ่งในภาวะที่สร้างภาระทางสุขภาพมากที่สุดในโลก 🌍
ไม่เพียงในแง่ค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ 💸 แต่รวมถึงคุณภาพชีวิต 🧍‍♂️ ความสามารถในการทำงาน 💼 และสุขภาพจิต 🧠 ของผู้ป่วย
แม้ความก้าวหน้าทางการแพทย์จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 📈
แต่ผลลัพธ์ของการรักษา CLBP ด้วยแนวคิดเชิงโครงสร้างเพียงอย่างเดียว (structure-based approach)
ยังคงมีข้อจำกัด ⚠️
เพราะเหตุผลสำคัญคือ
👉 **CLBP ไม่ใช่ปัญหาทางกายภาพล้วน ๆ**
1️⃣ ทำไมการมอง CLBP แค่ “กระดูก–กล้ามเนื้อ” จึงไม่เพียงพอ
ในอดีต การรักษา CLBP มักตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า
❗ **ความปวด = ความเสียหายของโครงสร้าง**
เช่น
🦴 หมอนรองกระดูกเสื่อม
💪 กล้ามเนื้ออ่อนแรง
🦵 ข้อต่อเสื่อมตามวัย
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยจำนวนมากพบว่า 📚
✔️ ผู้ที่ **ไม่มีอาการปวด** ก็สามารถมี MRI ที่แสดง disc bulge หรือ degeneration ได้
❌ ในขณะเดียวกัน ผู้ที่ **ปวดมาก** บางรายกลับไม่พบความผิดปกติทางโครงสร้างที่ชัดเจน
> 🧪 “การศึกษาด้าน imaging พบว่า disc degeneration
> พบได้ในประชากรทั่วไปแม้ไม่มีอาการปวด
> และระดับความรุนแรงของพยาธิสภาพ
> ไม่ได้สัมพันธ์โดยตรงกับระดับความเจ็บปวด (pain intensity)”
สิ่งนี้นำไปสู่คำถามสำคัญว่า ❓
👉 **อะไรคือปัจจัยที่ทำให้อาการปวด ‘เรื้อรัง’?**
🧩 **โมเดลชีวจิตสังคม (Biopsychosocial Model): กรอบความเข้าใจที่สมจริงกว่า**
โมเดลชีวจิตสังคมเสนอว่า
ประสบการณ์ความเจ็บปวด เกิดจากปฏิสัมพันธ์ของ **3 มิติหลัก**
🧬 Biological factors
* ความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อ
* การควบคุมการเคลื่อนไหว (motor control)
* ความไวของระบบประสาท (nociceptive & central sensitization)
🧠 Psychological factors
* ความกลัวการเคลื่อนไหว (fear-avoidance beliefs)
* ภาวะซึมเศร้า 😞 วิตกกังวล 😟
* Pain catastrophizing (การตีความความปวดรุนแรงเกินจริง)
📌 **ตัวอย่างทางคลินิก**
ผู้ป่วยที่เชื่อว่า > “ขยับแล้วหลังจะพังมากขึ้น” 😨
มักหลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหว → กล้ามเนื้ออ่อนแรง →
ความสามารถลดลง → 📉 ปวดมากขึ้น
👥 Social factors
* ลักษณะงาน (นั่งนาน 🪑 งานหนัก 🏗️)
* การสนับสนุนจากครอบครัว 🤝
* ความคาดหวัง ความเครียดจากที่ทำงานหรือสังคม
👉 ปัจจัยเหล่านี้ **ไม่ได้แยกจากกัน**
แต่เสริมแรงซึ่งกันและกัน 🔄
🔄 มุมมองใหม่ในการรักษา
จาก *Exercise Therapy* สู่การฟื้นฟูแบบผสมผสาน
🏃‍♀️ Exercise Therapy (ET): ฐานรากที่ขาดไม่ได้
แนวทางปฏิบัติทางคลินิก (Clinical Practice Guidelines)
แนะนำ **การออกกำลังกาย** เป็นการรักษาอันดับแรกสำหรับ CLBP 🥇 เนื่องจากช่วย
✔️ ลด pain intensity
✔️ เพิ่ม physical function
✔️ ปรับปรุงความมั่นใจในการเคลื่อนไหว
อย่างไรก็ตาม ⚠️
👉 การออกกำลังกาย **เพียงอย่างเดียว** อาจไม่เพียงพอในผู้ป่วยบางกลุ่ม
โดยเฉพาะผู้ที่มี
* ความกลัวการเคลื่อนไหวสูง 😰
* ปัญหาด้านสุขภาพจิต 🧠
* ความเครียดจากบริบทชีวิต 🌪️
🤝 Multidisciplinary Biopsychosocial Rehabilitation (MBR)
MBR คือการบูรณาการ
* 🏃 การออกกำลังกาย
* 📖 การให้ความรู้ (pain education)
* 🔁 การปรับพฤติกรรม
* 🧠 การดูแลด้านจิตสังคม
ซึ่งนำไปสู่ข้อสรุปทางคลินิกที่สำคัญมาก 📌
4️⃣ บทเรียนสำคัญ
🗝️ **“ไม่ใช่รูปแบบ แต่คือหลักการ”**
👉 แนวทางที่เหมาะสมที่สุดในทางปฏิบัติคือ
**Combined Therapeutic Approach**
* 🏃 Exercise → ดูแลด้านร่างกาย
* 🧠 Education → ลด fear และ pain misbeliefs
* 🔁 Behavior change → เปลี่ยนรูปการใช้ชีวิต ที่ลดปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพ
🧾 สรุป
การจัดการ CLBP อย่างมีประสิทธิภาพ
ต้องก้าวข้ามแนวคิด ❌ **“โครงสร้างเป็นศูนย์กลาง”**
สู่แนวคิด ✅ **“ผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง”**
โมเดลชีวจิตสังคม
ไม่ใช่ทางเลือก
แต่คือ **วิวัฒนาการของแนวทางกายภาพบำบัด** 🚀
เพราะอาการปวดเรื้อรัง
ไม่ใช่แค่เรื่องของหลัง
แต่คือเรื่องของ ❤️ **“มนุษย์ทั้งคน”**
โฆษณา