5 ม.ค. เวลา 10:18 • การเมือง

ในที่สุดฮุนเซนก็ลอยนวล

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน ไปทำเรื่องนอกประเทศมาแล้ว ทีนี้ขอวกกลับมาที่ไทย-กัมพูชากันต่อ มีหลายท่านอยากเห็นฮุนเซนและภรรยาถูกจับขึ้นเครื่องบินมาไทยแบบจุดจบของนิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลาถูกควบคุมตัวขึ้นเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ USS Iwo Jima ตามที่ทุกท่านเห็นไปเมื่อไม่นานมานี้ แต่... ยังมีคำว่าแต่หลายคงทราบดีว่ากองทัพไทยจะโดนอะไร บางท่านอาจทราบแล้ว วันนี้ผู้เขียนจึงขอนำเสนอเรื่องราวในบทความนี้ให้ทุกท่านได้เข้าใจตรงกันครับ
เป็นที่ทราบกันดีว่าสาเหตุที่ F-16 บุกไปไม่ถึงพนญเปญ ไม่ใช่ทหารอากาศไทยป๊อดหรือมีความเกรงใจฮุน เซน พ่อของฮุน มาเน็ตแต่เป็นเพราะกัมพูชาได้ยกระดับกองทัพของตนด้วยยุทโธปกรณ์ทันสมัยจากจีน
ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ (Game Changer) ที่ทำให้พวกเขากล้ายั่วยุและท้าทายไทยมากขึ้นจนอาจถึงขั้นทำให้ F-16 และ Gripen ร่วงได้ ซึ่งอาวุธที่เป็น "ไพ่ตาย" สำคัญมี 2 ชนิดหลัก คือ ระบบป้องกันภัยทางอากาศ KS-1C ขีปนาวุธพื้นสู่อากาศระยะปานกลางที่มีระยะยิงไกล 50-70 กม. และความเร็วระดับมัค 4 อาวุธชิ้นนี้ถูกนำมาเพื่อปิดจุดอ่อนด้านกองทัพอากาศที่กัมพูชาแทบไม่มีเลย
เพื่อใช้สกัดกั้นเครื่องบินขับไล่ F-16 และ Gripen ของไทย ส่วนอาวุธอีกแบบเป็นขีปนาวุธหลายลำกล้อง PHL-03 ซึ่งเป็นอาวุธที่มีอำนาจทำลายล้างสูงที่สุดในคลังแสงเขมร มีระยะยิงไกลถึง 150 กม. และมีระบบนำวิถีด้วยดาวเทียมเป่ยตู่ (Beidou) ทำให้สามารถยิงถล่มเป้าหมายในดินแดนไทยได้อย่างแม่นยำและรุนแรงกว่าระบบเดิมถึง 3 เท่า
ซึ่งอาจส่งผลต่อค่ายทหาร ชุมชน สถานที่ราชการ หรือสนามบินในภาคอีสาน แม้แต่กองบิน 1 โคราชซึ่งประจำการด้วยเครื่องบินขับไล่ F-16 อาจไม่เหลือชิ้นดีขณะจอดบนลานบิน ก่อนที่จะบินขึ้นไปจัดการทหารเขมรได้เช่นกัน
แม้จะมีอาวุธร้ายแรง แต่ในยามปะทะจริง กัมพูชากลับไม่เคยเปิดใช้งานระบบเหล่านี้ ซึ่งมีทฤษฎีวิเคราะห์ไว้หลายประการ ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่มีรายงานว่าจีนขายอาวุธให้แต่เก็บกระสุนหรือกุญแจไว้เอง โดยระบบป้องกันภัยทางอากาศ KS-1C จำเป็นต้องใช้รหัสปลดล็อคจากจีนในการทำสงครามจริง ซึ่งจีนอาจไม่มอบให้เพื่อป้องกันไม่ให้กัมพูชานำไปใช้จนสถานการณ์บานปลายเกินควบคุม
อีกทั้งยังรวมไปถึงความรู้เท่าทันเกมของกองทัพไทย เพราะกองทัพไทยเองก็มีระบบป้องกันภัยทางอากาศ KS-1 ประจำการอยู่เช่นกัน ทำให้เรารู้จุดบอดและคลื่นความถี่ของเรดาร์อย่างทะลุปรุโปร่ง ดังนั้นนักบิน F-16 และ Gripen ไทยจึงรู้วิธีหลอกและตอบโต้ระบบนี้ได้
ยิ่งไปกว่านั้นกองทัพไทยยังมียุทธศาสตร์ "ยิงแล้วหนี" ที่มีความเสี่ยงมากต่อ PHL-03 ที่กองทัพกัมพูชามีเพียง 6 ระบบ หากยิงออกมาเรดาร์ตรวจจับวิถีปืนใหญ่ของไทยจะตรวจพบพิกัดทันทีและสวนกลับด้วยเครื่องบิน F-16 และ Gripen หรือปืนใหญ่ในเวลาไม่กี่นาที ซึ่งกัมพูชาอาจไม่คุ้มเสี่ยงที่จะสูญเสียไพ่ใบสุดท้ายไป
แม้จะมีกระแสเรียกร้องให้ไทยใช้ปฏิบัติการสายฟ้าแลบแบบที่สหรัฐฯ บุกจับผู้นำเวเนซุเอลา แต่ในความเป็นจริงมีอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ "ฮุนเซนยังคงปลอดภัย" ดังนี้:
1. ขีดความสามารถทางเทคโนโลยีที่ต่างกัน: ไทยไม่มีเครื่องบินขับไล่สเตลธ์อย่าง F-22 หรือ F-35 และเครื่องบินสงครามอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงเพื่อทำลายโครงข่ายป้องกันภัยทางอากาศของกัมพูชาได้อย่างเบ็ดเสร็จ
2. งานข่าวกรอง: ปฏิบัติการระดับนี้ต้องรู้พิกัดเป้าหมายแบบนาทีต่อนาที และต้องรักษาความลับได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งไทยยังมีปัญหาเรื่องการรั่วไหลของข้อมูลภายในการทหาร
3. ข้อจำกัดด้านกฎหมายและอำนาจมหาอำนาจ: ไทยไม่ใช่ชาติมหาอำนาจที่มีสิทธิวีโต้ใน UN หากเราบุกรุกอธิปไตยของประเทศอื่นเพื่อจับผู้นำ จะต้องถูกประณามและคว่ำบาตรจากนานาชาติทันที
4. ความคุ้มค่าและงบประมาณ: ปฏิบัติการที่ใช้เทคโนโลยีสูงขนาดนี้ต้องลงทุนมหาศาล ซึ่งเกินกว่าทรัพยากรที่กองทัพไทยมี
เมื่อเทียบศักยภาพกองทัพอากาศไทยและกองทัพอากาศสหรัฐฯแล้ว พบว่าสหรัฐฯมีเครื่องบินขับไล่ F-35 ถือเป็นเครื่องบินรบที่เหมาะสมที่สุดสำหรับภารกิจกดดันและทำลายระบบป้องกันภัยทางอากาศฝ่ายตรงข้าม (SUSPRESSION ENEMY AIR DEFENSE : SEAD) เพราะมันถูกออกแบบให้ล่องหน จอเรดาร์ฝ่ายตรงข้ามมองไม่เห็น อีกทั้งยังมีระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ที่มีประสิทธิภาพสูง และระบบเซ็นเซอร์แบบพาสซีฟที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวในการรวบรวมข้อมูลข่าวกรองเกี่ยวกับการปล่อยคลื่นเรดาร์ของศัตรู
โดยได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับภารกิจดังกล่าว น่านฟ้าของเวเนซุเอลาได้รับการป้องกันอย่างดีที่สุดในละตินอเมริกา ในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามมีระบบป้องกันภัยทางอากาศพิสัยไกล S-300VM และเครื่องบินขับไล่ Su-30MK2 ถึงแม้ว่าเครื่องบินรบแบบนี้จะเป็นเทคโนโลยีขั้นสูงที่สั่งซื้อในช่วงทศวรรษ 2000 แต่ปัจจุบัน Su-30MK2 ถือว่าล้าสมัยมากขึ้นเรื่อยๆ และถูกใช้งานในจำนวนจำกัด
จึงจำกัดอิสระในการขึ้นบินต่อสู้กับกองทัพอากาศสหรัฐฯ ที่มีเครื่องบินขับไล่ที่ทันสมัยกว่ามากเช่น F-22 หรือ F-35 จนเป็นเหตุให้ฝูงบินเฮลิคอปเตอร์ของทัพสหรัฐฯเข้าถึงการากัสและจับกุมมาดูโรได้ด้วย Delta Force
ในขณะที่ F-16MLU ซึ่งเป็นรุ่นที่ดีที่สุดของกองทัพอากาศไทยนั้น มีความสามารถในการใช้เรดาร์ควบคุมการยิงรุ่นใหม่ AN/APG-68 ซึ่งมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอย่างมาก และสามารถตรวจจับเป้าหมายได้ไกลขึ้นถึง 2 เท่า อีกทั้ง F-16MLU ติดตั้งได้คือระเบิดร่อนนำวิถี KGGB (Korean GPS Guided Bomb) โดยกองทัพอากาศไทยได้รับมอบชุดระเบิดร่อนนำวิถีแบบ KGGB ซึ่งเป็นชุดนำวิถีที่พัฒนาโดยเกาหลีใต้ เมื่อปีค.ศ.2023 หลักการทำงานของ KGGB
อาวุธชนิดนี้คือชุดนำวิถีที่มีระบบ GPS และ INS (Inertial Navigation System) ซึ่งนำไปติดตั้งกับระเบิดทั่วไปขนาด 500 ปอนด์ เช่น Mk.82 เพื่อเปลี่ยนให้เป็นระเบิดนำวิถีความแม่นยำสูง
ระบบ INS ยังช่วยนำทางได้แม้ในสภาพที่สัญญาณ GPS ถูกรบกวน มีระยะโจมตีไกลสูงสุดกว่า 100 กิโลเมตร และมีระยะคลาดเคลื่อนจากเป้าหมายต่ำกว่า 3 เมตร อาวุธนี้ช่วยให้ F-16 สามารถโจมตีเป้าหมายภาคพื้นดินได้จากระยะไกล โดยไม่ต้องบินเข้าใกล้รัศมีการยิงของขีปนาวุธ KS-1C
จากนั้นก็ส่งเฮลิคอปเตอร์แบลคฮอคว์นำหน่วยรบพิเศษไปควบคุมตัวฮุนเซน แต่จะผิดตามข้อ 3 ที่ว่าหากเราบุกรุกอธิปไตยของประเทศอื่นเพื่อจับผู้นำ จะต้องถูกประณามและคว่ำบาตรจากนานาชาติทันที เพราะเราไม่ใช่ชาติมหาอำนาจแบบสหรัฐเมริกา
แม้กัมพูชาจะพยายามใช้ประเด็นชายแดนเพื่อสร้างความนิยมทางการเมืองและทดสอบรัฐบาลไทย แต่ด้วยข้อจำกัดทางเทคนิคของอาวุธที่จีนล่ามโซ่ไว้ ประกอบกับข้อจำกัดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ไทยต้องยึดถือหลักกฎหมายระหว่างประเทศและการป้องกันตนเองเป็นหลัก ทำให้ปฏิบัติการรุกรานเพื่อจับกุมผู้นำนั้นเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ ฮุนเซนจึงยังคงอยู่ในสถานะที่ลอยนวลจากมาตรการทางทหารระดับรุนแรงต่อไป สำหรับวันนี้ขอตัวลาไปก่อน สวัสดีครับ
Credit บทความและภาพประกอบ
THAIDEFENSE-NEWS
MILITARY WATCH MAGAZINE
History World
Thaiarmedforce
เรียบเรียงโดย : THUNDERBIRD
โฆษณา