Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
“วันละเรื่องสองเรื่อง”
•
ติดตาม
6 ม.ค. เวลา 01:47 • ธุรกิจ
🤝 เปลี่ยน “แรงปะทะ” ให้เป็น “พลังขับเคลื่อน”
เมื่อความเกรงใจอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้าย…แต่คือ “ความจริงใจในเนื้องาน” ต่างหากที่องค์กรยุคใหม่ต้องการ
* ในวัฒนธรรมการทำงานแบบไทย เราเติบโตมากับแนวคิด “ถ้อยทีถ้อยอาศัย” และ “รักษาน้ำใจ” เพื่อให้บรรยากาศการทำงานดูราบรื่น ลดความขัดแย้ง และทำให้ทีมดูสามัคคี แต่ในโลกการทำงานยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยความเร็ว การแข่งขันระดับสูง และการตัดสินใจที่ต้องแม่นยำในเวลาอันจำกัด “ความเงียบ” ที่เกิดจากการไม่กล้าพูดความจริง อาจกำลังกลายเป็นต้นทุนที่มองไม่เห็น และส่งผลกระทบต่อคุณภาพของงาน องค์กร และอนาคตของทีมโดยตรง
* ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา งานวิจัยด้านภาวะผู้นำและวัฒนธรรมองค์กร ตั้งแต่แนวคิด Psychological Safety ของ ศ. Amy Edmondson (Harvard Business School) ไปจนถึงผลการศึกษาของ Google Project Aristotle ต่างสรุปไปในทิศทางเดียวกันว่า ทีมที่กล้าแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างเปิดเผย ถกเถียงเชิงเหตุผล และสามารถ “เห็นต่างได้อย่างปลอดภัย” มักสร้างผลงานที่มีคุณภาพสูงกว่า และเรียนรู้ได้รวดเร็วกว่า ขณะที่ทีมที่ภายนอกดูสงบ แต่ภายในเต็มไปด้วยความเกรงใจแบบไม่กล้าพูดความจริง กลับเผชิญความเสี่ยงเชิงคุณภาพของงานในระยะยาว
บทความนี้จึงชวนมอง “ความขัดแย้งเชิงสร้างสรรค์” ไม่ใช่ในฐานะปัญหา แต่ในฐานะ เครื่องมือยกระดับคุณภาพความคิด คุณภาพการตัดสินใจ และคุณภาพผลงาน ขององค์กรยุคใหม่ ที่ต้องการความจริงใจมากกว่าความเงียบงามเพียงเปลือกนอก
====
🌊 1. จาก “ความสงบที่เปราะบาง” สู่ “คลื่นใต้น้ำ” ที่องค์กรต้องมองให้เห็น
เมื่อองค์กรย้ำแต่คำว่า “อย่าขัดแย้งกัน” หรือ “คุยกันดีๆ” โดยไม่มีพื้นที่ให้ตั้งคำถามหรือทักท้วง สิ่งที่เกิดขึ้นมักไม่ใช่ความร่วมมือที่แท้จริง แต่คือสิ่งที่นักวิชาการด้านองค์กรเรียกว่า Avoidance Culture หรือ วัฒนธรรมที่ผู้คนเลือกเงียบแทนการพูดความจริง เพราะกลัวทำให้ใครไม่พอใจ กลัวเสียภาพลักษณ์ หรือกลัวถูกตีตราว่า “เป็นคนขัดแย้ง”
ผลลัพธ์ที่ตามมา คือ
* ปัญหาสะสม (Hidden Issues) — เรื่องเล็กที่ควรถูกตั้งคำถามหรือแก้ให้จบในห้องประชุม กลับถูกปล่อยผ่านจนกลายเป็นปัญหาใหญ่ในภายหลัง เช่น ระบบที่ออกแบบผิดทิศ กลยุทธ์ที่ไม่สอดคล้องกับความจริง หรือการตัดสินใจที่ขาดข้อมูลรอบด้าน
* การสื่อสารทางอ้อม (Indirect Communication) — ความเห็นต่างที่ไม่ถูกพูดตรงๆ มักกลายเป็นการนิ่งเฉย การทำงานล่าช้า หรือการพูดคุยลับหลัง ซึ่งบั่นทอนความไว้วางใจและพลังงานทีมมากกว่าการถกเถียงอย่างตรงไปตรงมาเสียอีก
* พลังงานทีมรั่วไหล (Team Energy Drain) — สมาชิกทีมต้องใช้เวลาไปกับการตีความอารมณ์ และรักษาความสัมพันธ์เพียงผิวเผิน มากกว่าการโฟกัสที่สาระและคุณภาพของงานจริงๆ
ภาพที่เห็นภายนอกอาจดูสงบ เรียบร้อย และไม่มีความขัดแย้ง แต่ภายในกลับเต็มไปด้วย “คลื่นใต้น้ำ” ที่ค่อยๆ กัดกร่อนศักยภาพของทีมและองค์กรอย่างเงียบงัน โดยที่ไม่มีใครกล้าพูดถึงมันอย่างจริงจัง
====
💡 2. แยก “เรื่องงาน” ออกจาก “เรื่องคน” = จากความขัดแย้งเชิงอารมณ์ สู่ความขัดแย้งเชิงคุณภาพ
หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนความตึงเครียดให้กลายเป็นพลังการทำงาน คือการแยกความขัดแย้งออกเป็นสองประเภท ซึ่งพบชัดเจนในงานวิจัยด้านพฤติกรรมองค์กรและการบริหารทีม
1. Task Conflict (ความขัดแย้งที่ตัวงาน)
คือการถกเถียงเรื่องกลยุทธ์ วิธีแก้ปัญหา สมมติฐานทางธุรกิจ หรือแนวทางในการตัดสินใจ เพื่อค้นหาจุดบอดและยกระดับคุณภาพของแนวคิดความขัดแย้งลักษณะนี้ถือเป็น “ปุ๋ยบำรุงความคิด” และเป็นกระบวนการเจียระไนไอเดียให้แข็งแรงขึ้น
2. Relationship Conflict (ความขัดแย้งเชิงบุคคล)
คือความขัดแย้งที่เต็มไปด้วยอารมณ์ ความรู้สึกส่วนตัว การไม่ให้เกียรติ หรือการโจมตีตัวบุคคล ซึ่งบ่อนทำลายความไว้วางใจ และไม่ก่อประโยชน์ต่อคุณภาพของงาน
ผู้นำที่เก่ง จึงไม่ใช่คนที่ “ห้ามทุกคนเถียงกัน” แต่คือคนที่สามารถออกแบบพื้นที่ปลอดภัยทางจิตใจ หรือ Psychological Safety คือ ให้ทีม “กล้าปะทะกันทางปัญญา” บนฐานของความเคารพร่วมกัน ทุกคนเข้าใจตรงกันว่า
“เราเถียงกันเพื่อให้งานดีขึ้น ไม่ใช่เพื่อเอาชนะกัน”
เมื่อความเห็นต่างถูกนำมาใช้เพื่อยกระดับคุณภาพงาน ไม่ใช่ทำลายความสัมพันธ์ ทีมจะสามารถก้าวไปสู่มาตรฐานผลงานที่สูงขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
====
🚀 3. ความเร็วของธุรกิจต้องการความชัดเจน (Clarity is Speed)
ในยุคที่องค์กรทำงานแบบ Agile ผสานข้อมูล เทคโนโลยี และ AI เข้ามาสนับสนุนการตัดสินใจ ดังนั้น ความเร็วไม่ได้เกิดจากการทำงานหนักขึ้นหรือประชุมถี่ขึ้น แต่เกิดจาก ความชัดเจนของข้อมูล เหตุผล และความกล้าที่จะพูดความจริงตั้งแต่ต้น
"หากทีมต้องเสียเวลาอ้อมค้อม เกรงใจจนไม่กล้าบอกปัญหา หรือพูดเพียงบางส่วนเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง การตัดสินใจย่อมล่าช้า และความเสี่ยงเชิงคุณภาพย่อมสูงกว่าการกล้าพูดให้ตรงจุดอย่างมืออาชีพ"
แนวคิด Radical Candor ของ Kim Scott จึงได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายในองค์กรชั้นนำทั่วโลก คือ การให้ Feedback ที่ตรงไปตรงมา จริงใจ และตั้งอยู่บนความปรารถนาดีต่อกัน คือ “ของขวัญทางวิชาชีพ” ที่ช่วยให้องค์กรเรียนรู้และปรับปรุงได้รวดเร็วกว่า วัฒนธรรมที่เต็มไปด้วยคำชมเชิงมารยาท แต่ไร้ความจริงใจ
"ความตรงไปตรงมาอย่างสร้างสรรค์ ไม่ได้ทำลายความสัมพันธ์ หากใช้ด้วยเจตนาดี มันคือสะพานที่เชื่อมความเข้าใจและความไว้วางใจให้แข็งแรงขึ้น"
====
🎯 4. ให้กลัว “ไม่สำเร็จ” มากกว่า “ไม่ถูกใจ”
หลายองค์กรที่สามารถผ่านช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญมาได้ ต่างสะท้อนบทเรียนร่วมกันว่า ความกล้าที่จะตั้งคำถาม ทักท้วง และถกเถียงกันอย่างมืออาชีพ มักเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้งานเดินหน้าได้จริง มากกว่าการพยายามทำให้ทุกคนรู้สึกสบายใจตลอดเวลา
“เสียงที่ซื่อสัตย์ อาจทำให้ไม่สบายใจในระหว่างทาง แต่ช่วยให้งานสำเร็จและสร้างความไว้ใจในระยะยาว”
ความสัมพันธ์ในทีมที่แข็งแกร่ง ไม่ได้เกิดจากการเห็นพ้องต้องกันทุกเรื่อง แต่เกิดจากการ ร่วมฝ่าฟันความไม่เข้าใจ ถกเถียงเชิงเหตุผล และช่วยกันแก้ปัญหา จนสามารถพางานไปสู่ความสำเร็จร่วมกันได้
เมื่อวันแห่งความสำเร็จมาถึง ความคลาดเคลื่อนทางความคิดที่เกิดขึ้นระหว่างทาง มักถูกแทนที่ด้วยความไว้วางใจที่เติบโตขึ้นจากการร่วมสร้างผลงานจริง และนั่นคือสายสัมพันธ์ที่แข็งแรงกว่า “ความเงียบที่ปราศจากความจริงใจ” อย่างเทียบกันไม่ติด
====
🧭 จาก “ความเกรงใจ” สู่ “ความจริงใจในเนื้องาน”
องค์กรยุคใหม่ไม่ได้ต้องการบรรยากาศที่เงียบสงบเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการ พื้นที่ที่ความจริงถูกพูดออกมาอย่างรับผิดชอบ บนฐานของความเคารพและเป้าหมายร่วมกัน
การสร้าง “วัฒนธรรมความขัดแย้งเชิงสร้างสรรค์” (Constructive Conflict Culture) จึงไม่ใช่การทำให้การประชุมเสียงดังขึ้น แต่คือการทำให้ คุณภาพของการคิดดีขึ้น การตัดสินใจเฉียบคมขึ้น และคุณค่าของผลงานสูงขึ้น
"อย่ากลัวเสียงของการถกเถียงที่เกิดจากความตั้งใจให้งานดีขึ้น...แต่จงระวัง “ความเงียบ” ที่ซ่อนปัญหา…และอาจนำองค์กรไปสู่ทางตันอย่างไม่รู้ตัว"
#วันละเรื่องสองเรื่อง #ConstructiveConflict #TeamDynamics #RadicalCandor #PsychologicalSafety #HighPerformanceCulture #LeadershipMindset
วัฒนธรรมองค์กร
ผู้นำ
hr
บันทึก
2
2
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2025 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย