9 ม.ค. เวลา 14:00 • ประวัติศาสตร์
ไทย

สาธารณรัฐกอทูเล รัฐเอกราชใหม่

จากสถานการณ์ความตึงเครียดในเมียนมาจากการที่ กองทัพกอทูเล (KTLA) ภายใต้การนำของ พลเอกเนอดา เมียะ
ได้ประกาศสถาปนา สาธารณรัฐกอทูเล เป็นรัฐเอกราชใหม่
ซึ่งสร้างความกังวลต่อผลกระทบในพื้นที่แนวชายแดนไทยที่อาจเกิดขึ้นจากความขัดแย้งนี้
1
อย่างไรก็ตาม สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) ซึ่งเป็นองค์กรหลักกลับออกมาปฏิเสธและวิจารณ์ว่า
การกระทำดังกล่าวเป็นการบ่อนทำลายเอกภาพของชาวกะเหรี่ยง
และนักวิเคราะห์ต่างมองว่าการประกาศครั้งนี้เป็นเพียง ความฝันที่เป็นไปได้ยาก
1
เนื่องจากกองกำลังดังกล่าวขาดทั้งอำนาจต่อรองทางการเมือง
และที่สำคัญ คือ.....การยอมรับจากนานาชาติ
เนื่องจากปัญหาภายในกลุ่มชาติพันธุ์ที่แตกแยกกันเองและการพัวพันกับธุรกิจสีเทา
เอาล่ะๆๆๆ ถึงเป็นไปได้ยาก แต่ก็เป็นก้าวหนึ่งในความพยายามเข่นกันนะครับ ผมจึงขอพามารู้จักกับ Kawthoolei กันดีกว่า
ชื่อของ กอทูเล ก็หมายถึงดินแดนแห่งแสงสว่าง
จึงยังคงเป็นเพียงสัญลักษณ์ทางอุดมการณ์ที่ห่างไกลจากสถานะประเทศที่มีอำนาจอธิปไตยจริงในเวทีโลก (อันนี้ผมบ่นให้อ่านเฉยๆ ...แฮร์)
1
มาเริ่มกันที่ "กอทูเล" (Kawthoolei) มันมีความหมายที่ลึกซึ้งทั้งในเชิงภาษาศาสตร์และสัญลักษณ์ตามตำนานของชาวกะเหรี่ยงน่ะครับ
โดยสามารถแยกแยะความหมายได้ดังนี้
1. ตามความหมายตามหลักภาษา ตามการวิเคราะห์ทางภาษาศาสตร์ของชาวกะเหรี่ยง
คำว่า "กอทูเล" เกิดจากการประสมคำ 3 คำที่มีความหมายเฉพาะตัว คือ
• กอ (Kaw)หมายถึง ประเทศ หรือ รัฐ
• ทู (Thoo)หมายถึง ความชั่วร้าย ความรุนแรง หรือการกดขี่
• เล (Lei)หมายถึง ไม่ หรือ ศักดิ์สิทธิ์
เมื่อนำมารวมกัน "กอทูเล" จึงมีความหมายโดยรวมว่า "ดินแดนที่ปราศจากความมืดมิด" หรือประเทศที่ปราศจากความชั่วร้ายและการกดขี่นั่นเอง...เป็นไงล่าาาาาาา...
1
2. ความหมายตามตำนานและสัญลักษณ์
ตามที่ผมเกริ่นมา สัญลักษณ์ตามตำนานของชาวกะเหรี่ยง
ในตำนานและการรับรู้ของชาวกะเหรี่ยง ชื่อนี้ไม่ได้เป็นเพียงชื่อเรียกดินแดนนะครับ แต่เป็นสัญลักษณ์ที่มีนัยกล่าว คือ
• เป็นแผ่นดินแห่งดอกไม้ นอกจากความหมายเรื่องความสว่างไสวแล้ว ในตำนานกะเหรี่ยงยังเปรียบเปรยชื่อนี้ว่าเป็น "แผ่นดินแห่งดอกไม้" ได้อีกด้วย
• สัญลักษณ์แห่งการต่อสู้ ชื่อกอทูเลถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ในการต่อสู้เพื่อกอบกู้เอกราช และสิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเองของชาวกะเหรี่ยงมานานหลายทศวรรษ
1
• ตัวแทนของอุดมคติ ซึ่งชื่อจะนี้สื่อถึง สันติภาพ ความสามัคคี และเสรีภาพ สำหรับพลเมืองทุกคนที่อาศัยอยู่ในดินแดนนี้
ไม่จำกัดเพียงแค่ชาวกะเหรี่ยงเท่านั้น แต่รวมถึงกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ ด้วยโดยยึดถือหลักการแสวงหาความเป็นอยู่ที่ดีและต่อต้านความอยุติธรรม
3. ตามบริบททางประวัติศาสตร์ของชื่อ
ชื่อโดยคำๆนี้ไม่ใช่พึ่งเกิดขึ้นนะครับ "กอทูเล"นี้ ถูกนำมาใช้อย่างเป็นทางการในทางการเมืองมาแล้ว
2
ตั้งแต่ในช่วงปี 2492-2493 โดยกลุ่มสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU)
และในปี 2507 หลังจากมีการรัฐประหารในเมียนมา
พื้นที่ที่รัฐกะเหรี่ยงอาศัยอยู่เคยได้รับการเปลี่ยนชื่อเป็น "รัฐกอทูเล" อย่างเป็นทางการมาก่อนแล้ว
1
ก่อนจะถูกเปลี่ยนกลับมาเป็นรัฐกะเหรี่ยงอีกครั้งในปี 2517 ตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในขณะนั้น
ดังนั้น กอทูเล ก็คือชื่อเรียกดินแดนในอุดมคติของชาวกะเหรี่ยงที่มุ่งหวังให้เป็นรัฐที่สงบสุข ปราศจากการถูกกดขี่ข่มเหง
เปรียบเสมือนดินแดนที่แสงสว่างส่องถึงอยู่เสมอนั่นเองครับ
แม้ว่าการสถาปนา "สาธารณรัฐกอทูเล" โดยกองทัพกอทูเล (KTLA) เมื่อต้นปี 2569
มันจะถูกมองว่าเป็นเพียง "ความฝัน" หรือการประกาศที่ยังขาดองค์ประกอบของรัฐอธิปไตยที่สมบูรณ์
1
แต่การเคลื่อนไหวดังกล่าวก็สามารถส่งผลกระทบอย่างนัยสำคัญต่อความมั่นคงและผลประโยชน์บริเวณชายแดนไทย ได้นะครับ
1
กล่าวคือ ผลกระทบด้านความมั่นคงตามแนวชายแดน ในแง่ความเสี่ยงจากภาวะสงครามและผู้อพยพ
นั่นเป็นพื้นที่ที่กลุ่ม KTLA อ้างสิทธิ์ครอบคลุมรัฐกะเหรี่ยงและพื้นที่ใกล้เคียง
ซึ่งมีพรมแดนติดกับหลายจังหวัดของไทย
ได้แก่ แม่ฮ่องสอน ตาก กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และระนอง
หากเกิดการปะทะกันรุนแรงระหว่างสาธารณรัฐกอทูเลกับกองทัพเมียนมา หรือกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ
จะส่งผลให้เกิดการอพยพของประชาชนเข้าสู่ฝั่งไทยในจำนวนมหาศาล เช่นในอดีตที่เคยมีการปะทะกันทำให้คนกว่า 10,000 คนต้องหนีมายังประเทศไทย,
1
และในแง่ ความแตกแยกภายในกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ การประกาศนี้สะท้อนถึงความไม่เป็นเอกภาพอย่างรุนแรง
ระหว่างชาวกะเหรี่ยงด้วยกันเอง โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่าง KTLA และสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) ซึ่งเป็นองค์กรหลัก
ความแตกแยกนี้อาจนำไปสู่การสู้รบกันเองของกลุ่มติดอาวุธตามแนวชายแดน
ซึ่งจะทำให้สถานการณ์ความมั่นคงบริเวณชายแดนไทยมีความซับซ้อนและควบคุมได้ยากยิ่งขึ้น
ต่อมาเราก็ต้องมาดูกันที่ ผลกระทบต่อผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจกันต่อนะครับ
ในเรื่องเกี่ยวกับการสั่นคลอนของ "รัฐกันชน" (Buffer State) ทางพฤตินัย พื้นที่แถบนี้เคยถูกใช้เป็นรัฐกันชน
ระหว่างไทยกับเมียนมามานานหลายทศวรรษ การเปลี่ยนผ่านอำนาจหรือความไร้เสถียรภาพ
1
จากการสถาปนารัฐใหม่ที่ไม่มีอำนาจต่อรองทางการเมืองหรือการทูตที่แท้จริง อาจทำให้ไทยสูญเสียพื้นที่อิทธิพลหรือความมั่นคงในรูปแบบเดิมไป
1
ในส่วนของ ผลประโยชน์ของกลุ่มอิทธิพล แหล่งข่าวหลายสายระบุว่า
มีกลุ่มผู้มีบารมีและกลุ่มอำนาจในไทยที่เข้าไปเก็บเกี่ยวผลประโยชน์มหาศาลในพื้นที่นี้
3
การสถาปนาสาธารณรัฐกอทูเลที่ขาดการยอมรับจึงอาจกระทบต่อโครงสร้างผลประโยชน์เดิมที่มีอยู่
ที่สำคัญคือ ปัญหาธุรกิจผิดกฎหมายและแก๊งสแกมเมอร์
พื้นที่ชายแดนในกอทูเลเป็นที่ตั้งของฐานธุรกิจสแกมเมอร์และแก๊งหลอกลวงออนไลน์ เช่น ในจังหวัดเมียวดี
การประกาศเอกราชท่ามกลางความขัดแย้งของกลุ่มต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเหล่านี้ (เช่น BGF หรือ DKBA)
อาจทำให้การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติทำได้ยากขึ้น หรือเกิดการแย่งชิงผลประโยชน์ระหว่างกลุ่มติดอาวุธที่ส่งผลกระทบต่อความสงบสุขตามชายแดนไทย
1
งานนี้ทำให้ เราต้องกลับมาดู ผลกระทบด้านการต่างประเทศและการรับรู้กันต่อ
ใน ความเข้าใจผิดของสาธารณชน การประโคมข่าวเรื่อง "ประเทศใหม่" โดยขาดพื้นฐานความรู้เกี่ยวกับสงครามกลางเมืองเมียนมา
อาจสร้างความเข้าใจผิดแก่คนไทยและกระทบต่อการดำเนินนโยบายต่างประเทศของไทยได้
เนื่องจากในความเป็นจริง KTLA มีกำลังพลเพียงไม่กี่ร้อยคน และยังไม่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติหรือแม้แต่กลุ่มกะเหรี่ยงด้วยกันเอง,
โดยสรุป การสถาปนาสาธารณรัฐกอทูเลเปรียบเสมือน การพยายามกั้นรั้วใหม่ในพื้นที่หลังบ้านที่ยังคงมีไฟสงครามลุกไหม้ก็แค่นั้น
ดังนั้นรั้วใหม่นี้ ยังไม่แข็งแรงเพียงพอที่จะเป็นบ้านที่สมบูรณ์ได้ แต่มันกลับไปกระทบกระเทือนโครงสร้างเดิมที่เคยทรงตัวอยู่
ทำให้เพื่อนบ้านอย่างไทยต้องเผชิญกับทั้ง "ควันไฟ" จากการสู้รบและ "ความโกลาหล" ของผู้คนที่พยายามหนีร้อนมาพึ่งเย็น(อีกครั้ง)
2
รวมถึงความยุ่งยากในการจัดการผลประโยชน์ที่พัวพันกันอยู่ตามแนวรั้วชายแดนนั้นเองครับ
ส่วนเหตุผลสำคัญที่สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) ปฏิเสธการประกาศเอกราชของกองทัพกอทูเล (KTLA)
และถูกมองว่าการกระทำดังกล่าว "ไร้สาระ" มันมีเหตุผลที่สามารถสรุปคร่าวๆได้เป็นข้อๆดังนี้
1. ความแตกต่างทางอุดมการณ์ทางการเมือง
KNU ยืนยันจุดยืนเดิมที่ต้องการให้ชาวกะเหรี่ยงมี "สิทธิในการปกครองตนเองภายใต้สหพันธรัฐเมียนมา" ในอนาคต
ไม่ใช่การแยกตัวออกมาเป็นรัฐเอกราช (Independence) โดยลำพังอย่างที่ KTLA ประกาศ
2. การบ่อนทำลายเอกภาพ
KNU มองว่า KTLA เป็นเพียง "กลุ่มแตกแยก" ที่แยกตัวออกมาจากองค์กรเดิม (โดยพลเอก เนอดา เมียะ แยกตัวออกมาจาก KNDO ซึ่งเป็นปีกทหารของ KNU)
การประกาศเอกราชโดยพละการเช่นนี้จึงเป็นการซ้ำเติมความซับซ้อนของการเมืองภายในกลุ่มกะเหรี่ยง
และบ่อนทำลายความเป็นเอกภาพของขบวนการต่อสู้ของชนกลุ่มน้อยในภาพรวม
1
3. การขาดองค์ประกอบของรัฐอธิปไตย
ในมุมมองของ KNU และนักวิเคราะห์ การตั้งประเทศๆนึงไม่ใช่เพียงการประกาศเพียงฝ่ายเดียวนะครับ
แต่ต้องมีศักยภาพในการขับไล่ศัตรู
มีอำนาจต่อรองทางการเมือง
และอำนาจทางการทูต
ซึ่งกลุ่ม KTLA เป็นกองกำลังขนาดเล็กที่เพิ่งก่อตั้งในปี 2565
และมีกำลังทหารเพียงประมาณ 200 กว่าคนเท่านั้น ทำให้ขาดคุณสมบัติที่จะเป็นรัฐอธิปไตยที่แท้จริงในสายตาชาวโลก
1
4. ความขัดแย้งภายในและการรบ(กันเอง)
การเคลื่อนไหวของ KTLA นำไปสู่ความขัดแย้งกับกลุ่มกะเหรี่ยงอื่น ๆ เช่น การเข้าโจมตีกองกำลังพิทักษ์ชายแดน (BGF) และการปะทะกับ DKBA
ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนตามแนวชายแดน สถานการณ์ที่กลุ่มชาติพันธุ์เดียวกันยังรบกันเองเช่นนี้
ทำให้สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง( KNU )มองว่าการแสวงหาเอกราชเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ
1
โดยสรุป สำหรับ KNU แล้ว การประกาศของ KTLA ไม่ได้เป็นเพียงการเดินคนละเส้นทางนะครับ
แต่เป็นการสร้างความแตกแยกและ(ยิ่ง)บั่นทอนกำลังใจในหมู่ชาวกะเหรี่ยงที่ต้องการสู้เพื่อระบบสหพันธรัฐร่วมกับกลุ่มอื่น ๆ ในเมียนมาเสียมากกว่า
โฆษณา