12 ม.ค. เวลา 07:40 • หนังสือ

#12 RomHW — บทที่ 3️⃣ สภาวะแห่งการตระหนักรู้ (จิตสำนึก) ของเรา :

การขยายความเกี่ยวกับสนามแห่งความเป็นไปได้อันไม่มีที่สิ้นสุดและไร้ขีดจำกัด
▪️ผู้แปล : คุณ♾️อุดม
🔆#การขยายความเกี่ยวกับสนามแห่งความเป็นไปได้อันไม่มีที่สิ้นสุดและไร้ขีดจำกัด🔆
Allow us to expand on the ramifications of introducing and creating an understanding and relationship to the “Field of Infinite Possibilities.”
ขอให้เราขยายความถึงผลกระทบของการแนะนำและการสร้างความเข้าใจและความสัมพันธ์กับ “สนามแห่งความเป็นไปได้อันไร้ขีดจำกัด”
We have often discussed with members of your society what you call past and future lives, and what we have referred to as “parallel realities.” We will now refine this understanding and begin to use more accurate and empowering terminology to discuss these aspects moving forward.
เราได้มีการพูดคุยกับสมาชิกในสังคมของคุณบ่อยครั้งเกี่ยวกับสิ่งที่พวกคุณเรียกว่า อดีตและอนาคตชาติ (past and future lives) และสิ่งที่เราเคยอ้างถึงว่าเป็น “ความเป็นจริงคู่ขนาน” (parallel realities) บัดนี้ เราจะปรับปรุงความเข้าใจนี้และเริ่มใช้คำศัพท์ที่ถูกต้องและเพิ่มพลัง* (*ความถี่) มากขึ้นเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับแง่มุมเหล่านี้ต่อไป
From this point forward, we will only refer to past and future lives by their more accurate designation, one that we have shared before, that being “multiple simultaneous incarnations.”
We are instituting this change because the past and present are truly always occurring simultaneously in the “now moment.” This new designation empowers you to always remember and understand this nuance and gives you access to ALL possible pasts and futures because the past and future are in no way fixed.
Accessing more and more of your infinite nature takes the form of beginning to incorporate more and more options from the “Field of Infinite Possibilities.” This opens you up to more options, more manifestable outcomes … in each and every moment.
นับจากนี้ เราจะพูดถึง “อดีตชาติ” และ “อนาคตชาติ” ด้วยการกำหนดรูปแบบใหม่ที่แม่นยำกว่าเดิม ด้วยคำที่เราเคยแบ่งปันไปแล้ว นั่นคือ “การจุติหลายภพพร้อมกันในขณะเดียวกัน” (multiple simultaneous incarnations)
เราใช้คำนี้เพราะ “อดีต” และ “อนาคต” ของคุณนั้น เกิดขึ้นพร้อมกันอยู่แล้วใน ขณะปัจจุบันเดียวกัน ซึ่งการใช้คำกำหนดใหม่นี้ จะช่วยให้คุณจดจำประเด็นสำคัญนี้ได้ตลอดเวลา—และทำให้คุณเข้าถึง อดีตและอนาคตทั้งหมดที่เป็นไปได้ ได้ง่ายขึ้น เพราะในความจริงแล้ว ไม่มีอดีตหรืออนาคตใดถูกกำหนดไว้ตายตัวเลย
เมื่อคุณเข้าถึงธรรมชาติที่ไร้ขีดจำกัดของตนเองได้มากขึ้น คุณจะเริ่มนำ “ตัวเลือกใหม่ๆ” จาก สนามแห่งความเป็นไปได้อันไร้ขีดจำกัด มาใช้ และนั่นจะเปิดทางให้มี “ผลลัพธ์ที่สามารถประจักษ์ได้มากขึ้น”★ (more manifestable outcomes) ในทุกห้วงขณะของชีวิตคุณ
★ผลลัพธ์ที่เมนิเฟสได้มากขึ้น ก็เพราะคุณเข้าใจชัดขึ้นแล้วว่า ธรรมชาติแท้จริงของตัวเองนั้นไร้ขีดจำกัด และสามารถสร้างสรรค์อะไรก็ได้
เพื่อให้เห็นภาพง่ายๆ อนาคตที่คุณยังมองไม่เห็น—ยังไม่เข้ามาในการรับรู้—หรือยังไม่เกิดขึ้นในชีวิตของคุณนั้น คุณสามารถเลือกได้ทั้งหมด เพราะมัน “มีอยู่แล้ว” ในสนามแห่งความเป็นไปได้ไร้ขีดจำกัด
ดังนั้น เราจำเป็นต้องเลิกยึดติดกับความเชื่อเก่าๆ เช่น “โลกนี้จำกัด” “มีไม่พอ” “เป็นไปไม่ได้หรอก”
ความเชื่อแบบนี้ต้องเปลี่ยนให้ได้
และอย่างที่พูดไปในบทก่อน—แนวคิดแบบการแข่งขัน ที่คิดว่าความสำเร็จมีจำกัดจนต้องแย่งชิงกัน—มันคือความเชื่อเดิมที่ต้องถอดออก เพื่อให้เราเข้าถึงความเข้าใจใหม่จากข้อมูลใหม่
เพราะเมื่อความเชื่อเปลี่ยน เราก็เริ่ม เลือกประสบกับอนาคตแบบใดก็ได้ที่เราปรารถนา
และอย่าคิดว่ามันเกี่ยวกับเงิน ชื่อเสียง หรือความสำเร็จทางโลกเท่านั้น เพราะไม่ใช่ทุกคน (โดยเฉพาะคนที่เริ่มเข้าใจอะไรแล้ว) ที่จะให้ค่าสิ่งเหล่านั้นมากขนาดนั้น
ในความหนาแน่นที่ 5 (ที่เคยเล่าไว้ใน YouTube EP1) สิ่งที่มีคุณค่าที่สุดคือ แสงสว่างหรือปัญญา เพราะความจริงทางกายภาพทั้งหมด เกิดจาก “ความคิด” ก่อนเสมอ ตามหลักการสร้างสรรค์ 3 ระดับที่เคยพูดไปแล้ว
.
เรื่องของอดีต : ความเชื่อว่าอดีตของคุณ “ตายตัว” เพราะมันเคยเกิดขึ้นมาแล้ว—ความเจ็บปวด การถูกทำร้าย ความทุกข์ต่างๆ—ทั้งหมดนั้น เยียวยาได้ทันที เมื่อคุณเข้าใจว่า…
อดีตที่คุณจำได้ ไม่ใช่ “อดีตของคุณในตอนนี้”
มันเป็นอดีตของ “ตัวตนเก่า”
ซึ่งไม่ใช่ตัวคุณคนปัจจุบันอีกต่อไปแล้ว
เพราะตอนนี้ คุณเป็นตัวตนใหม่แล้ว
คุณคิด พูด ทำ ไม่เหมือนเดิมเลย
จากหลังมือเป็นหน้ามือ
ดังนั้น “อดีต” ที่คุณเคยแบกไว้
จึงไม่ใช่ของคุณอีกแล้ว
แต่จะว่าอดีตเปลี่ยนไปก็ไม่เชิง…
เพราะแท้จริงแล้ว อดีตไม่เคยมีอยู่เลย
มันเป็นเพียง “ความทรงจำ” ที่คุณใส่ความหมายให้มันเท่านั้น
การเยียวยาจึงเกิดขึ้นทันทีที่คุณเข้าใจสิ่งนี้
ทั้งการติดเหล้า ติดบุหรี่ ติดยา ติดเซ็กส์
ทั้งโรคทางกาย ทั้งความเจ็บปวด ความทรมาน ทรอม่าต่างๆ
ทั้งหมดหายได้ทันที เมื่อคุณเริ่ม
•คิดตามความเข้าใจใหม่
•พูดตามความเข้าใจใหม่
•ทำตามความเข้าใจใหม่
เพราะความเจ็บปวดที่คุณรู้สึกเวลานึกถึงอดีต
มันเกิดจาก “ใจคุณเข้าไปอยู่ในความคิดนั้นเอง”
ทั้งๆ ที่ตอนนี้ คุณกำลังนั่งอยู่ตรงนี้
ไม่มีอะไรในปัจจุบันที่ทำร้ายคุณเลย
.
เรื่องความเจ็บป่วยทางกาย : โรคทางกายหายได้ เพราะคุณ “Shift” หรือย้ายตัวเองไปอยู่ในความเป็นจริงใหม่—โลกความเป็นจริง(มิติ)เชื่อมขนานที่ตัวคุณในความเป็นจริงนั้น ไม่เคยมีโรคนี้เลย
แล้วจะย้ายได้อย่างไร?
ด้วย “ความถี่”
เพราะทุกการคิด พูด ทำ คือความถี่เฉพาะตัว
เมื่อความถี่คุณเปลี่ยน ความถี่ใหม่ก็แผ่ออกไป
กระทบ “ตัวตนอื่นๆ” ของคุณในพิกัดอื่นๆ ของกาล-อวกาศ
พวกเขาจึงเริ่มเปลี่ยน และคุณเองก็เริ่มเปลี่ยนจากสิ่งที่สะท้อนกลับมาเช่นกัน
นั่นคือสิ่งที่คุณเรียกว่า “เดจาวู”
มันคือการสะท้อน-เตือนจากอีกตัวคุณหนึ่งว่า
“อย่าไปทางนั้น”
“ไปทางนี้ดีกว่า”
ในแบบเดียวกัน—เอลันเองก็เป็นตัวคุณในอีกพิกัดหนึ่งของกาล-อวกาศ ที่กำลังส่งแรงเปลี่ยนแปลงมายังคุณ ผ่านผมอีกทีหนึ่ง ซึ่งก็อยู่ในอีกพิกัดหนึ่งเหมือนกัน
ตอนนี้คุณน่าจะเห็นแล้วว่าทำไม “อดีต” และ “อนาคต” จึงไม่ตายตัว และทำไมมันถึงเปลี่ยนได้ตลอดเวลา
เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับความถี่ของคุณในปัจจุบันนี้ นั่นคือ—ทุกความคิด ทุกคำพูด ทุกการกระทำ
ที่เกิดขึ้น ณ ขณะปัจจุบันเดียวนี้ของคุณ
{ผู้แปล}
To understand the concept of past and future in this new and expanded way, as all occurring right here and now, in every iteration, all things become possible moving forward. This understanding carries the potential to “break you free” from many of the assumptions that you use to “hold yourselves back,” “to justify maintaining disempowered choices,” and to effectively “hold yourselves back” and “slow yourselves down.”
การทำความเข้าใจแนวคิดของอดีตและอนาคตในรูปแบบใหม่และขยายออกนี้ ว่าทุกอย่างกำลังเกิดขึ้น ที่นี่และเดี๋ยวนี้ ในทุกการทำซ้ำ (iteration)(หรือทำบ่อยๆ) ทุกสิ่งจึงกลายเป็นไปได้ในการก้าวไปข้างหน้า* (*ข้ามผ่านหรือยกระดับ) ความเข้าใจนี้มีศักยภาพที่จะ “ปลดปล่อยคุณให้เป็นอิสระ” จากสมมติฐานหลายอย่าง* (*การคิดเองเออเอง) ที่คุณใช้เพื่อ “ยับยั้งตัวเอง/จำกัดตัวเอง”, “ให้เหตุผลในการรักษาทางเลือกที่ขาดพลัง* (*แห่งการสร้างสรรค์)” และเพื่อ “เหนี่ยวรั้งตัวเองไว้” และเพื่อ “ทำให้ตัวเองช้าลง” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
We will also use the more accurate designation for what we have called “parallel realities.” The more accurate label for these will now be “multiple simultaneous realities.” Using the term “parallel realities” still implies that these realities are separated, partitioned off, running parallel to instead of being directly connected to your immediate access, and that you need to do something in order to access them, which you do not.
เราจะใช้การกำหนด(หรือให้นิยาม)ที่แม่นยำยิ่งขึ้นสำหรับสิ่งที่เราเคยเรียกว่า “ความเป็นจริงคู่ขนาน (parallel realities)” ด้วยเช่นกัน ป้ายกำกับที่แม่นยำยิ่งขึ้นสำหรับสิ่งเหล่านี้คือ “ความเป็นจริงหลายชุดที่เกิดขึ้นพร้อมกันในขณะเดียวกัน” (multiple simultaneous realities)
การใช้คำว่า “ความเป็นจริงคู่ขนาน” ยังคงสื่อเป็นนัยว่าความเป็นจริงเหล่านี้ถูกแยกออกจากกัน, ถูกแบ่งส่วน/แบ่งภาค, ดำเนินไปคู่ขนานกันแทนที่จะเชื่อมต่อกันโดยตรงกับการเข้าถึงได้ในทันทีของคุณ และว่าคุณจำเป็นต้องทำบางสิ่งเพื่อเข้าถึงมัน ซึ่งแท้จริงแล้วคุณไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้นเลย★
★จริงๆ แล้ว ทุกเรื่องมันกลับมาวนอยู่ที่ประเด็นเดียว—การที่เราจำกัดตัวเองด้วยความเชื่อเก่าๆของเราเอง ความเชื่อที่เราเฝ้ายึดไว้แน่นราวกับเป็นชีวิต ทั้งที่ในความเป็นจริง…มันก็เป็นแค่กำแพงที่เราสร้างขึ้นมาขังตัวเองเอาไว้
โดยเฉพาะความเชื่อที่ทำให้หัวใจเราปิด ไม่กล้ารับ ไม่กล้าฟัง ไม่กล้าตั้งคำถาม พอได้ยินแนวคิดที่ต่างออกไปนิดเดียว เราก็รีบปัดทิ้งทันที ราวกับว่าความเชื่อนั้นคือเกราะสุดท้ายที่ถ้าเรายอมวางเมื่อไหร่ เราจะหายไปจากโลกใบนี้
และผมต้องพูดตรงๆจากประสบการณ์ของผมเองเลยว่า แนวคิดพุทธในบ้านเรา—โดยเฉพาะในยุคนี้—มัน ยิ่งชัด ว่ามันฝึกให้เราใจแคบลงเรื่อยๆ
แทนที่จะเปิดกว้างขึ้น
มันฝึกให้เรากลัว…กลัวผิด กลัวบาป กลัวคิดต่าง
กลัวแม้กระทั่งการถามคำถามง่ายๆ ว่า “นี่มันจริงเหรอ?”
เราถูกสอนให้ไม่กล้าเป็นตัวเอง…ไม่กล้าพูด ไม่กล้าคิด ไม่กล้าขยับ เพราะกลัวจะตกนรก ตกภพภูมิ กลัวบุญจะหมด กลัวทุกอย่างที่ไม่ได้มีอยู่จริงด้วยซ้ำ
แต่เรื่องที่ผมอยากพูดในวันนี้คือ—
พวกคุณที่กำลังฟังผมอยู่ตรงนี้
พวกคุณที่กล้าสงสัยแม้เพียงน้อยนิด
พวกคุณที่กล้าเปิดใจแม้เพียงแค่แง้มมันออก
พวกคุณได้เริ่มทลายกรอบเดิมๆของตัวเองแล้วครับ
ผมเพียงแค่เปิดช่องเอาไว้ให้ เจาะกำแพงให้เป็นรู
ส่วนเรื่องการเดินออกมานั้น…เป็นก้าวของพวกคุณเองทั้งหมด
คุณแค่เอาเชือกที่ผูกตัวเองไว้ออก
แล้วก้าวออกมา เท่านั้นเอง
และใช่ครับ…มันง่ายกว่าที่คุณคิดเสมอ.
{ผู้แปล}
There is truly no line between you and all of your multiple simultaneous realities, other than the artificial lines that you have drawn through the choice to look at them in such a separated and fragmented way. Now considering these as multiple, simultaneous, and as the very fabric of reality itself, dissolves these artificial barriers that you have assumed are standing between you and your desired exploration and desired outcomes.
แท้จริงแล้ว มันไม่มีเส้นแบ่ง ระหว่างคุณกับความเป็นจริงหลายชุดที่เกิดขึ้นพร้อมกันในขณะเดียวกันทั้งหมดของคุณ นอกเหนือไปจาก เส้นแบ่งเทียม ที่คุณได้สร้างขึ้นจากการเลือกที่จะมองสิ่งเหล่านั้นในลักษณะที่แยกส่วนและแตกกระจายดังกล่าว* (*ชีวิตหรือชาติภพของเราทั้งหมด ถูกเรามองว่า เข้าใจว่า แยกออกเป็นทีละชาติ ทีละชาติ ต่อกันไป เรียงกันไปตามลำดับ ไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันทั้งหมดในขณะเดียวกัน เป็น ปัจจุบัน)
การพิจารณาสิ่งเหล่านี้ว่าเป็นสิ่งที่มีหลายชุด* (*หลายชีวิตไม่ใช่ชีวิตเดียว), เกิดขึ้นอยู่พร้อมกันในขณะเดียวกัน, และเป็น แผ่นผืนเดียวกันของตัวความเป็นจริงนั้นเอง* (*ที่ไม่ได้แยกขาดจากกัน) จะช่วยสลายกำแพงเทียมเหล่านี้ที่คุณได้สมมติขึ้นว่าขวางกั้นระหว่างคุณกับการสำรวจที่คุณปรารถนาและผลลัพธ์ที่คุณต้องการ
As we continue to use these new terms, it will become more and more obvious why these refinements help you to empower yourself even more completely and quickly. These refinements are only possible because you have shifted your consciousness sufficiently to understand and appreciate the depth, breadth, deeper nuances, and advantage of the revised terminology that I am now introducing and sharing with you.
ในขณะที่เราใช้คำศัพท์ใหม่เหล่านี้อย่างต่อเนื่อง มันจะยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ว่าการปรับปรุงแก้ไขเหล่านี้ช่วยให้คุณเพิ่มพลังให้ตนเองได้อย่างสมบูรณ์และรวดเร็วยิ่งขึ้นได้อย่างไร การปรับปรุงแก้ไขเหล่านี้จะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อคุณ ได้เปลี่ยนจิตสำนึกของคุณมากพอ ที่จะทำความเข้าใจและซาบซึ้งในความลึก, ความกว้าง, ความแตกต่างที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น, และข้อได้เปรียบของคำศัพท์ที่แก้ไขแล้วซึ่งผมกำลังนำมาแนะนำและแบ่งปันกับคุณในขณะนี้★
★ ผมเชื่อว่าพวกเราที่เป็นคนไทย—ที่เติบโตมากับภาษาหนึ่ง ชุดความคิดหนึ่ง และโลกทัศน์แบบหนึ่งที่ฝังรากมาจากรุ่นสู่รุ่น—เราทุกคนที่ได้ยินสิ่งนี้มีบทบาทบางอย่างที่พิเศษมาก นั่นคือการแปลความจริงให้กันและกันฟัง ในภาษาแบบของพวกเราที่เข้าใจกันได้
และอย่างน้อย…ก็มีผมคนหนึ่งที่กำลังพยายามทำสิ่งนั้น ผมพยายามอธิบายเรื่องลึกๆเหล่านี้ให้พวกคุณฟัง ด้วยคำง่ายๆที่พวกเราคุ้นเคย เพื่อให้พวกคุณเข้าใจได้มากขึ้น เพื่อให้จิตสำนึกของเราทั้งหมด ขยายออกไปพร้อมกัน
เพราะผมรู้ดีว่า— เมื่อผมให้ ผมก็ได้
มันเป็นกฎง่ายๆที่ลึกซึ้งที่สุด
อย่างที่ สนทนากับพระเจ้า เล่ม 4 บอกไว้
“ยิ่งคุณให้สิ่งใด คุณก็ยิ่งได้รับสิ่งนั้นกลับมา”
ผมมอบปัญญาให้คุณ ปัญญาก็เกิดขึ้นในผม
เพราะอะไร? เพราะคุณก็คือผม และผมก็คือคุณ
เรียบง่ายตรงไปตรงมาแบบนั้นเลย
ถ้าผมให้ปัญญาแค่ตัวเอง—มันก็เติบโตเท่าที่ตัวผมคนเดียวจะรับได้ แต่ถ้าผมมอบปัญญาให้ 100 คน ซึ่งก็คือตัวผมอีก 100 แบบ คุณคิดดูสิว่าปัญญาของผมจะขยายเร็วแค่ไหน? ขยายแบบระเบิดออกจากภายใน คมขึ้น รู้ทันขึ้น และลึกขึ้นในทุกลมหายใจ
นี่แหละครับ “กฎแห่งกรรม” ไม่ใช่แบบที่เราถูกสอนให้กลัว แต่เป็นกฎง่ายๆของจักรวาลแห่งการให้ และ การรับ
และเรื่องอื่นๆ ก็เช่นกัน—ความมั่งคั่ง, ความสุข, ความเบิกบาน, ความจริง, ความรัก หรือสิ่งงดงามทั้งหมดที่วิญญาณมนุษย์แสวงหา
มันทำงานด้วยหลักเดียวกัน
ยิ่งคุณให้สิ่งใดออกไปจาก “ความเต็ม”
คุณก็ยิ่งได้รับสิ่งนั้นกลับคืน แบบทวีคูณ
แบบเป็นคลื่นสะท้อนที่ย้อนกลับมาเติมคุณให้ล้นขึ้นอีกครั้ง
และพอคุณ “ล้น” มันก็ไหลออกไปเอง
เป็นการให้โดยธรรมชาติ โดยที่คุณไม่ต้องพยายาม ไม่ต้องตั้งใจจะเป็นคนดี ไม่ต้องฝืนทำอะไรสักอย่าง มันเป็นเพียงการที่พลัง หรือความเป็นคุณ มีมากเกินกว่าจะเก็บเอาไว้ได้อีกต่อไป
ความล้นนี่แหละครับคือความรักในรูปแบบที่บริสุทธิ์ที่สุด ไม่ใช่รักที่คิด ไม่ใช่รักที่พยายาม แต่เป็นรักที่ “ไหลออกมา” เพราะหัวใจมันเกินขนาดของภาชนะเดิมๆที่จะเก็บเอาไว้ได้
และเมื่อมันล้น—มันไม่ล้นเฉพาะในความรู้สึก
แต่มันล้นในสายตา คำพูด และการกระทำ
ในวิธีที่คุณมองโลก ในวิธีที่คุณเข้าใจผู้คน
ในวิธีที่คุณไม่รีบตัดสินใครอีก
เพราะคุณเห็นว่าอีกฝ่ายก็เป็นตัวคุณ
ในรูปแบบที่คุณยังไม่เคยเป็น
ความล้นคือสภาวะที่คุณไม่ได้ “ให้” แต่คุณ “เป็น”
คือการให้แบบที่ไร้ความพยายาม
เหมือนแสงอาทิตย์ที่ส่อง เหมือนลมที่พัด เหมือนดอกไม้ที่บาน
โดยไม่ต้องคิดว่า “ฉันกำลังให้แสงนะ”
หรือ “ฉันกำลังมอบความหอมให้โลกอยู่”
มันเป็นธรรมชาติของคุณ
เมื่อคุณเต็ม คุณก็ล้น
และเมื่อคุณล้น คุณก็กลายเป็นของขวัญของโลก
โดยไม่ต้องพยายามแม้แต่นิดเดียว
และที่งดงามที่สุดคือ—
ความล้นนั้น ไม่เคยทำให้คุณพร่องลงเลย
เพราะทุกครั้งที่ความเป็นคุณไหลออกไป
จักรวาลก็ไหลกลับมาเติมคุณ
ลึกกว่าเดิม กว้างกว่าเดิม และเต็มกว่าเดิมเสมอ.
นี่คือความจริงอันเรียบง่าย ที่เรามักลืมไป
แต่หัวใจเราไม่เคยลืมครับ.
{ผู้แปล}
As you as humans begin to express themselves in ways that are more empowered and more expanded, and therefore similar to our own, you build a new vocabulary of both personal experiences and language that allows you to expand into more of yourself. Along this path, thresholds are reached and the reaching of such a threshold instills a deeper understanding and commonality of experience to allow us to reveal more and more of ourselves, in a more accurate and more precise language and presentation.
เมื่อคุณในฐานะมนุษย์เริ่มแสดงออกในรูปแบบที่ เพิ่มพลังและขยายตัวมากขึ้น และด้วยเหตุนี้จึงคล้ายคลึงกับของเรา คุณก็จะสร้างคำศัพท์ใหม่ของทั้งประสบการณ์ส่วนตัวและภาษาที่ช่วยให้คุณ ขยายไปสู่ความเป็นตัวคุณที่มากขึ้น ตามเส้นทางนี้ คุณจะบรรลุถึง ขีดจำกัด (thresholds) และการบรรลุขีดจำกัดดังกล่าวจะช่วยให้เกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นและความเป็นหนึ่งเดียวกันของประสบการณ์ เพื่อให้เราสามารถเปิดเผยตัวตนของเราได้มากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยภาษาและการนำเสนอที่แม่นยำและเที่ยงตรงยิ่งขึ้น
🔆#ความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเกี่ยวกับเรา🔆
In our initial interactions with you, we were confined to ideas, understandings, translations, and explanations that were comprehensible to you on your own terms. Because of this, you initially believe that we are far more similar to you than we actually are. This slight misrepresentation is a function of the calibration to one another.
We always begin our communications through the path of least resistance, using the most common existing human mindset, the existing vocabulary, the existing contextual framework, and the existing level of understanding about the nature of reality and literal vocabulary to build the initial bridge between us.
ในการมีปฏิสัมพันธ์เบื้องต้นกับพวกคุณ เราถูกจำกัดด้วยแนวคิด, ความเข้าใจ, การแปล, และคำอธิบายที่พวกคุณสามารถเข้าใจได้ด้วยเงื่อนไขของพวกคุณเอง ด้วยเหตุนี้ ในตอนแรกพวกคุณจึงเชื่อว่าเรามีความคล้ายคลึงกับพวกคุณมากกว่าความเป็นจริงเล็กน้อย การนำเสนอที่ผิดเพี้ยนไปเล็กน้อยนี้เป็นผลมาจากการ ปรับเทียบ (calibration) เข้าหากัน
เราเริ่มต้นการสื่อสารของเราผ่านเส้นทางที่มีแรงต้านทานน้อยที่สุดเสมอ โดยใช้กรอบความคิด, คำศัพท์, บริบท, และระดับความเข้าใจที่มีอยู่เกี่ยวกับธรรมชาติของความเป็นจริง รวมถึงคำศัพท์ตามตัวอักษรของมนุษย์ที่พบได้ทั่วไปที่สุด ก็เพื่อ สร้างสะพานแรกเริ่ม ระหว่างเรา
As the bridge is forged, reinforced, and fortified, and our frequencies begin to come more into a harmonically resonant alignment, we become able to refine our communications to add more accurate language, terminology, nuances, and phrases to better represent our actual experience in a much closer way to the reality of how we truly exist.
เมื่อสะพานนี้ถูกสร้าง, เสริมแรง, และเสริมความแข็งแกร่ง และคลื่นความถี่ของเราเริ่มเข้ามาอยู่ใน แนวการสั่นพ้องที่กลมกลืน (harmonically resonant alignment) มากขึ้นเรื่อยๆ เราก็สามารถปรับปรุงการสื่อสารของเราให้แม่นยำขึ้น โดยเพิ่มภาษา, คำศัพท์, ความแตกต่างเล็กน้อย, และวลีที่แม่นยำยิ่งขึ้น เพื่อแสดงถึงประสบการณ์ที่แท้จริงของเราในรูปแบบที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงที่เราดำรงอยู่ได้มากขึ้น
Do realize in the beginning stages of our interactions, we are basically forced to grandly simplify who we are as to be recognizable and comprehensible to you. Once you are comfortable with us and embracing the validity of the ideas that we initially share, our communications begin to refine themselves, organically and in perfect timing.
โปรดตระหนักว่าในช่วงเริ่มต้นของการมีปฏิสัมพันธ์ของเรา เราจำเป็นต้อง ลดความซับซ้อนลงอย่างมาก เกี่ยวกับว่าเราคือใคร เพื่อให้คุณสามารถรับรู้และเข้าใจได้ เมื่อคุณรู้สึกสบายใจกับเราและยอมรับความถูกต้องของแนวคิดที่เราแบ่งปันในเบื้องต้น การสื่อสารของเราก็จะเริ่ม ปรับปรุงตัวเอง โดยเป็นไปตามธรรมชาติและในเวลาที่เหมาะสมที่สุด
None of this is meant to suggest a qualitative difference in the quality between one another, this simply represents different phases of conscious awareness that first form this bridge between us, slowly calibrating our styles of consciousness expression, and that calibration brings with it new opportunities for the expansion of the accuracy of the communications. Perhaps, this bears some similarity to what you call, “on the job training.”
ทั้งหมดนี้ไม่ได้มีเจตนาที่จะบ่งบอกถึงความแตกต่างเชิงคุณภาพระหว่างกัน แต่มันเป็นเพียงการแสดงถึง ระยะที่แตกต่างกันของการตระหนักรู้ในจิตสำนึก ที่สร้างสะพานนี้ระหว่างเราก่อน ซึ่งค่อย ๆ ปรับเทียบรูปแบบการแสดงออกของจิตสำนึกของเรา และการปรับเทียบนั้นนำมาซึ่งโอกาสใหม่ ๆ ในการขยายความถูกต้องของการสื่อสาร บางทีสิ่งนี้อาจมีความคล้ายคลึงกับสิ่งที่พวกคุณเรียกว่า “การฝึกอบรมในระหว่างปฏิบัติงาน” (on the job training)
As we come closer literally in harmonic resonance, we are more and more able to expand your understanding about us and become enabled to get a more accurate impression of who we really are. We are now able to share more with you than ever before. Your presence, reading this book, is the direct result of that refinement in the frequency harmonization between us.
ในขณะที่เราเข้าใกล้กันมากขึ้นในด้าน การสั่นพ้องที่กลมกลืน เราก็สามารถขยายความเข้าใจของคุณเกี่ยวกับเราได้มากขึ้นเรื่อยๆ และสามารถทำให้คุณได้รับความประทับใจที่แม่นยำยิ่งขึ้นว่าเราเป็นใครอย่างแท้จริง ขณะนี้เราสามารถแบ่งปันสิ่งต่าง ๆ กับคุณได้มากกว่าที่เคยเป็นมา การปรากฏตัวของคุณในการอ่านหนังสือเล่มนี้ เป็นผลโดยตรง ของการปรับปรุงแก้ไขในการประสานคลื่นความถี่ระหว่างเรา
...
...
...

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา