20 ม.ค. เวลา 07:25 • หนังสือ

#13 RomHW — บทที่ 3️⃣ สภาวะแห่งการตระหนักรู้ (จิตสำนึก) ของเรา : การเชื่อมโยงกับธรรมชาติ

▪️ผู้แปล : คุณ♾️อุดม
🔆#การเชื่อมโยงกับธรรมชาติ🔆
In our reality, our connection to nature is a basic foundation for our daily existence. We live in a constant state of connection, awe, gratitude, innate appreciation, and reveling in the totality of it all. As I mentioned, this is our baseline steady state, and so our daily experiences and interactions are all predicated upon the foundation of this mindset.
ในความเป็นจริงของเรา ความเชื่อมโยงกับธรรมชาติ เป็นรากฐานพื้นฐานสำหรับการดำรงอยู่ในแต่ละวันของเรา เราอยู่ในสภาวะของการเชื่อมโยง, ความอัศจรรย์, ความกตัญญู/สำนึกรู้คุณ, ความซาบซึ้งโดยเนื้อแท้* (*รู้สึกซาบซึ้งในทุกสิ่งออกมาจากแก่นแท้), และความปีติยินดีอันยิ่งในความเป็นทั้งหมดของมัน อย่างต่อเนื่อง ดังที่ผมได้กล่าวไปแล้ว นี่คือสภาวะขั้นพื้นฐาน(ที่เราเป็น)ที่มั่นคงของเรา ดังนั้น ประสบการณ์และการมีปฏิสัมพันธ์ในชีวิตประจำวันของเราจึงมีพื้นฐานมาจากกรอบความคิดนี้ทั้งหมด
Because this is the case, the quality of our experience is of a very high and energetically refined nature. Our oneness with nature, for instance, is a singular event and not something we “connect” to from a state of ever being disconnected. The interconnectedness of all things is something which is simply implicit and constant, is simply a given, and we no longer explore the idea of being separated from the whole.
ด้วยเหตุนี้ คุณภาพของประสบการณ์ของเราจึงอยู่ในระดับที่ สูงมากและมีความละเอียดอ่อนทางพลังงานมาก* (*หากเทียบกับมนุษย์) การเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติของเรา เป็นเหตุการณ์ที่เป็นครั้งเดียว (คือเกิดขึ้นครั้งเดียว) และไม่ใช่สิ่งที่เรา “เชื่อมต่อ” มาจากสภาวะที่ไม่เคยขาดการเชื่อมต่อเลยนั้น* (*คือจุติมาปุ๊บก็รู้สึกถึงการเชื่อมต่อกับทุกสิ่งได้ปั๊บ และไม่เคยรู้สึกว่าตนขาดการเชื่อมต่อกับทุกสิ่งอีกเลย)
การเชื่อมต่อกันของทุกสิ่งเป็นสิ่งที่ เราเป็นไปโดยปริยายและคงที่เสมอ (ไม่เคยตกอยู่ในสภาวะที่ขาดการเชื่อมต่อกับทุกสิ่งเลย) เป็นสิ่งที่ได้รับมาตามธรรมชาติ* (*แห่งความเป็นเรา) และเราไม่สำรวจแนวคิดของการถูกแยกออกจากความเป็นทั้งหมดนั้นอีกต่อไป★
★พวกคุณคิดว่าสภาวะที่พวกเขาเป็นอยู่—สภาวะที่เชื่อมประสานกับทุกสรรพสิ่งตลอดเวลา เต็มไปด้วยปีติอย่างท่วมท้นไม่รู้จบ—เราควรเรียกสภาวะแบบนี้ว่าอะไรดี❓
งั้นผมถามให้ชัดขึ้นอีกนิด
ชาวพุทธเราเข้าใจ “นิพพาน” ว่าอย่างไร❓
Bliss – ปีติสุขอันยิ่ง ความเบิกบานอันยิ่ง อิสระอย่างถึงที่สุด ว่างจากความเป็นบุคคล ว่างจากตัวกู-ของกู ว่างจากความรู้สึกแบ่งแยกทั้งปวง
จนสุดท้าย…เรารู้—ไม่ใช่แค่เข้าใจด้วยหัว แต่ “รู้ด้วยการเป็น” ว่าเรากับทุกอย่างคือสิ่งเดียวกัน หนึ่งคือทั้งหมด ทั้งหมดคือหนึ่ง
และด้วยการตระหนักรู้เช่นนั้นเอง จึงเกิดเมตตาอันไร้ประมาณ—ที่คือการรักแบบไร้เงื่อนไข เพราะเมื่อทุกสิ่งคือเรา ไม่มีการแบ่งแยกแตกต่าง เราเป็นคนสร้างทุกอย่างขึ้นมาจากตัวเราเอง การรักผู้อื่นก็คือการรักตนเองโดยเนื้อแท้
งั้นสภาวะทั้งหมดที่ว่ามานี่…เรียกว่า ❝นิพพาน❞ ได้ไหม❓
ถ้าไม่ใช่—งั้นคุณคิดว่า ❝นิพพาน❞ คืออะไรกันแน่❓
.
กลับไปมองแนวคิดเรื่องความหนาแน่นที่ 4 ที่เป็นความหนาแน่นของความรัก Everything is love. ทุกอย่างคือรัก ทุกชีวิตถือกำเนิดจากรัก เพราะแก่นแท้ของทุกคนคือความรักเดียวกันทั้งหมด แม้จะมีร่าง รูปแบบ หรือความเป็นปัจเจกที่แตกต่างกันก็ตาม
ดังนั้นการคิด-พูด-ทำทุกอย่าง (ซึ่งชาวพุทธเรียกว่า “กรรม”) จึงเป็นการกระทำจากความรักทั้งสิ้น
เพราะเป็นรัก จึงรับใช้ (ให้บริการ)
เพราะเป็นรัก จึงแบ่งปัน
เพราะเป็นรัก จึงเคลื่อนไหว
เพราะรักตัวเองและผู้อื่นทั้งหมดในคราวเดียวกัน—
เพราะมันคือสิ่งเดียวกันอยู่แล้ว
เพราะฉะนั้น เราอาจเรียกสภาวะทั้งหมดนี้ว่าอะไรดี❓ นี่คือ “นิพพาน” ไหม❓ หรือคุณยังยึดนิยามเดิมๆว่า “นิพพานคือความว่าง” ในความหมายแบบ “ไม่ทำอะไรเลย นิ่งเฉย ไร้การคิด ไร้การกระทำ”❓
ถ้าใช่ — งั้นที่พวกเรากำลังมีประสบการณ์ทั้งหมดนี่มันคืออะไร❓งั้นจักรวาลที่กำลังขยับเต้นอยู่ตรงหน้าเราคืออะไร❓เรามาที่นี่ทำไมตั้งแต่แรก❓
พุทธแบบเดิมก็จะบอกว่า “เพราะกรรมเก่า”
แต่คำถามคือ—ครั้งแรกสุดเลยล่ะ❓
เราถือกำเนิดขึ้นได้ยังไง❓
จักรวาลถูกจุดขึ้นมาได้ยังไง❓
ใครคิดมันขึ้นมา❓
ใครสร้างมันขึ้นมา❓
และสภาวะแรกเริ่มก่อนจักรวาลเกิด…
คุณจะเรียกมันว่าอะไร❓
หรือคุณคิดว่านิพพานเกิดทีหลัง❓
ถ้าอย่างนั้น นิพพานก็ต้องอิงอาศัย “สิ่งก่อนหน้า”
งั้นมันก็ไม่ใช่ที่สุด หรือ หนึ่งเดียวสิ
เพราะ มีก่อน มีหลัง เข้ามาเกี่ยวข้อง
แล้วทำไมเราต้องคิดว่านิพพาน
เป็นก่อน หรือ เป็นหลัง
หรือเป็นอะไรแค่อย่างใดอย่างหนึ่ง ได้เท่านั้น
ทำไมมันถึงเป็นทั้งคู่ หรือ ทั้งหมด ไม่ได้❓
.
นี่คือสิ่งที่ผมพยายามรื้อ ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ “นิพพานว่างๆ” ที่เราเข้าใจคลาดเคลื่อนไปเองว่า “ว่าง” คือ “ไม่ทำอะไร”
ทั้งที่จริง ความว่างหมายถึง ว่างจากการยึดติด มันไม่เกี่ยวเลยว่าคุณจะคิด จะพูด จะทำอะไร มันไม่ใช่สภาวะของความตาย ที่อยู่นิ่งๆเฉยๆอยู่กับที่ แต่มันเป็นสภาวะของจิต ที่เป็นอิสระจากความจับยึดทั้งปวง
จิตที่เป็นอิสระ ในแง่หนึ่งก็คือจิตที่เคลื่อนที่
ไม่ใช่การไม่คิด แต่มันคือการไม่ถูกครอบงำโดยความคิด
และถ้าการคิดเอง เป็นหนึ่งในรูปแบบของการสร้างสรรค์…
ถ้าจักรวาลเกิดจาก “ความคิด” ของสิ่งอันเป็นทั้งหมดนั้น
ความคิดก็คือการกระทำใช่มั้ย❓
เป็นการปรุงแต่งแบบหนึ่งใช่หรือไม่❓
เพราะหากสภาวะก่อนที่ทุกสิ่งจะถือกำเนิด ที่เป็นสภาวะแรกเริ่มเดิมที หรือสภาวะแรกของสิ่งอันเป็นทั้งหมดนั้น (All-That-Is) คือ นิพพาน ที่คือความว่างจากความคิดปรุงแต่งทั้งปวง เพราะไม่มีอะไรอื่นอีก นอกจาก สิ่งนั้น
และหากนิพพานเป็นเพียง “ความว่างจากความยึดติด” แต่ไม่ใช่ความว่างจากการมีอยู่ และไม่ใช่ความว่างจากการเป็นสาเหตุแห่งการสร้างสรรค์
งั้น “นิพพาน” ก็เป็นสภาวะที่ทั้งว่างจากความคิดปรุงแต่ง (ก่อนจักรวาลถือกำเนิด) และเป็นสภาวะที่ก่อให้เกิดความคิดปรุงแต่งนั้นเองด้วย (กำเนิดจักรวาล) ❝ในเวลาเดียวกัน❞
แบบเดียวกับสภาวะ superposition ในควอนตัม
ที่เป็นได้หลายสภาวะในเวลาเดียวกัน
เป็นทั้งศูนย์ และ ทั้งหมด
เป็นทั้งความว่าง และ การสร้าง
เป็นทั้งความนิ่ง และ การเต้นแรงของจักรวาล
โดยนัยนี้ นิพพานก็คือสภาวะแห่งการรวมทั้งหมดเป็นหนึ่งเดียว —𝗢𝗻𝗲 𝗦𝘁𝗮𝘁𝗲 𝗼𝗳 𝗔𝗹𝗹 𝗦𝘁𝗮𝘁𝗲𝘀
.
ถ้าอย่างนั้น…เผ่าพันธุ์ของเอลัน ที่อยู่ในสภาวะเชื่อมต่อกับสรรพสิ่งตลอดเวลา เต็มไปด้วยความรักอันไร้เงื่อนไข หรือเมตตาอันไร้ประมาณอยู่ตลอดเวลา ก็คือกำลังดำรงอยู่ใน ❝พุทธะภาวะ❞ อยู่ตลอดเวลาใช่ไหม❓
และเพราะพระพุทธเจ้าไม่ใช่ “บุคคล”
แต่เป็น “สภาวะ” ของการรู้ ตื่น และเบิกบาน
ใครเข้าถึงสภาวะเช่นนั้นได้คือพระพุทธเจ้าทั้งหมด
ไม่ว่าจะเกิดบนโลกหรือดาวไหนก็ช่าง
งั้นถ้าสมาชิกของทั้งอารยธรรมของพวกเขา—270 ล้านชีวิต— ที่ดำรงอยู่ในสภาวะแบบนี้กันหมด มันคืออะไร❓ มันควรเรียกว่าอะไร❓ มากกว่ายุคศิวิไลซ์อีกหรือไม่❓ผมว่ามันเป็นคนละระดับกันด้วยซ้ำ ระดับที่อยู่เหนือจินตนาการ
ทีนี้เรื่องพระพุทธเจ้า…ผมก็ไม่อยากจะก้าวล่วงนะ (แต่ก็พูดไปเยอะแล้วแหละ ฮ่า) เพราะเราก็ไม่มีใครรู้จริงๆ ว่าท่านเป็นยังไง เข้าใจอะไร ใช้ชีวิตอย่างไร เพราะ 2568 ปีผ่านไป
แค่เราคุยกันในเรื่องเดียวกัน ผ่านไปแค่เดือนเดียว ความเข้าใจยังเพี้ยนไปเกือบหมด ยังไม่ต้องพูดถึงการบิดเบือนอย่างตั้งใจ หรือการโกหกแบบมีอะไรแอบแฝง หรือมีเจตนาอันไม่บริสุทธิ์
เพราะฉะนั้น เรื่อง “สาวกของพระองค์ในวันนี้เป็นยังไง❓” หรือ “คณะสงฆ์ทั่วโลกเป็นยังไง❓” มันก็คงไม่ต้องพูดอะไรมาก มันชัดอยู่แล้วในตัวมันเอง
สิ่งที่เรียกว่า “ศาสนา” ในวันนี้—ไม่ว่าจะพุทธหรืออื่นๆ—ก็คือสิ่งที่คนรุ่นหลังตั้งขึ้นเองทั้งนั้น โคตมะพุทธเจ้าท่านไม่ได้ตั้งศาสนาอะไรทั้งนั้น ท่านแค่พูดความจริงเพื่อช่วยผู้คนให้หลุดจากความเชื่อที่โหดร้ายในยุคนั้น
.
ทั้งหมดที่ผมพูด…ผมไม่ได้พูดเพื่อให้ใครเชื่อ ผมพูดเพื่อเปิดประตู ให้พวกคุณก้าวข้ามกรอบเก่าๆที่ทำให้ตัวเองเล็กลง
กรอบที่บอกว่า... ▍นิพพานคือที่สุด หลังจากนั้นไม่มีอะไรต่อ
กรอบที่บอกว่า... ▍พระพุทธเจ้ามีได้แค่คนเดียวในยุคหนึ่ง
กรอบที่บอกว่า… ▍เราจะไม่มีวันเป็นเหมือนท่านได้
สมณโคดมท่านเป็นได้คนเดียว
เราจะไม่มีวันเท่าเทียมกับท่าน
เราจะไม่มีวันเข้าถึงได้อย่างท่าน
เราจะไม่มีวันเชื่อมต่อกับสรรพสิ่งได้อย่างท่าน
เราจะไม่มีวันเป็นหนึ่งเดียวกับทั้งหมดได้อย่างท่าน
เพราะเมื่อเราตั้งค่าให้พระพุทธเจ้า ❝อยู่สูงเกินเอื้อม❞ เราก็ตัดขาดตัวเองออกจากทุกสิ่งไปแล้วตั้งแต่ต้น เราทำให้การตื่นรู้อย่างพุทธะกลายเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ ทั้งที่มันเป็นภาวะที่ทุกคนเป็นได้ ทั้งที่ทุกคนสามารถเป็นได้เช่นเดียวกับโคตมะพุทธเจ้า
และกรอบพวกนี้คือพันธนาการล่องหน
และเป็นพันธนาการที่ทรงพลังอย่างถึงที่สุด
มันกดทับเราไม่ให้เข้าถึงความจริงที่อยู่ตรงหน้า—
ว่าทุกคนเข้าถึงสภาวะนั้นได้
🌟#เพราะทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของทั้งหมดอยู่แล้ว
นี่คือปลอกเหล็กที่มองไม่เห็น ที่รัดรอบคอของชาวพุทธเราให้ก้มหน้ามานานเกินพอแล้ว
และที่ผมพูดมาทั้งหมดนี่ก็ด้วยความปรารถนาเพียงข้อเดียว—ให้คุณเป็นอิสระจากกรอบที่ไม่เป็นประโยชน์ เพื่อจะได้กลับไปมองท้องฟ้ากว้างอีกครั้ง
เลิกหลบอยู่ใต้เตียง เพราะมันรู้สึกปลอดภัย
เลิกซ่อนอยู่ในห้องของความเชื่อเก่าๆ เพราะมันรู้สึกคุ้นเคย
เลิกหลบอยู่ในตู้ของความเชื่อของคนอื่น เพราะมันรู้สึกไม่ต้องรับผิดชอบด้วยตัวเอง
เดินออกมา…เผชิญหน้ากับชีวิตที่กำลังเต้นระบำอยู่ตรงหน้าและจ้องมองมันอย่างเต็มใจ
.
สุดท้ายแล้ว…คุณมีอิสระเต็มที่ในการเลือกทุกอย่าง เลือกจะยึดก็ได้ เลือกจะปล่อยก็ได้ และคุณ มีเวลาชั่วนิรันดร์ให้ทดลอง
และสุดท้ายที่สุด—ไม่ว่านิยามนิพพานของคุณจะเป็นยังไง ไม่ว่าคุณจะคิดว่าพระพุทธเจ้าคืออะไร ก็ไม่สำคัญเท่า…
❝วันนี้คุณมีความสุขดีอยู่ไหม❓❞
ถ้าความรู้ทั้งมวลที่คุณถือไว้ ไม่สามารถทำให้คุณมีความสุขได้ในชีวิตจริง มันก็เป็นเพียงน้ำหนักที่คุณแบกไว้ไปวันๆเท่านั้น
แต่ถ้าความเชื่อใดๆ
ช่วยให้คุณยิ้มได้ ช่วยให้คุณเบิกบานได้
ช่วยให้คุณรักได้ ช่วยให้คุณมีชีวิตที่งดงามขึ้นได้
นั่น…ก็พอแล้ว
ไม่มีอะไรต้องพิสูจน์ ไม่มีอะไรต้องต่อสู้
เพราะสุดท้าย ทุกอย่างก็เป็นของคุณทั้งนั้น
เผื่อเอามาคิดเล่นๆ—ในยามว่าง
✨คุณ✨จะเชื่ออะไรก็ได้ที่ทำให้หัวใจคุณเบิกบานขึ้น เท่านั้น…#ก็เพียงพอแล้ว
ก็ฝากไว้ให้พิจารณากันครับ 😄
{ผู้แปล}
While we still enjoy the experience of ourselves as linear finite beings, we maintain our understanding that our most expanded true nature is our non-linear, infinite consciousness.
ในขณะที่เรายังคงสนุกกับการมีประสบการณ์ถึงตนเองในฐานะสิ่งมีชีวิตที่มีขอบเขตจำกัดที่เป็นเส้นตรง (linear finite beings) เราก็ยังคงรักษาความเข้าใจของเราไว้ว่า ธรรมชาติที่แท้จริงที่ขยายออกที่สุดของเราคือ จิตสำนึกที่ไร้ขีดจำกัดและไม่เป็นเส้นตรง (non-linear, infinite consciousness)
🔆#พืชพรรณ_สัตว์พื้นถิ่น_และสภาพอากาศ🔆
The flora and fauna, more commonly referred to by you as the plants and animals upon our planet, are entirely attuned to our own state of being. The flora and fauna of any planet containing sentient consciousness is always a direct reflection of that sentient consciousness. Therefore, because we can always consciously connect and exist in a holistic fashion, so do our plants and animals.
พืชพรรณและสัตว์ป่า ซึ่งพวกคุณมักจะเรียกว่าพืชและสัตว์บนดาวเคราะห์ของเรานั้น ปรับตัวเข้ากับสภาวะแห่งการเป็นของเราโดยสิ้นเชิง พืชพรรณและสัตว์ป่าของดาวเคราะห์ใด ๆ ที่มีจิตสำนึกที่มีความรู้สึกรับรู้ (sentient consciousness) ล้วนเป็นภาพสะท้อนโดยตรงของจิตสำนึกที่มีความรู้สึกรับรู้นั้นเสมอ ดังนั้น เนื่องจากเราสามารถเชื่อมต่อและดำรงอยู่ในลักษณะที่เป็นองค์รวมได้ตลอดเวลา พืชและสัตว์ของเราจึงเป็นเช่นนั้นด้วย
[★sentient consciousness คือจิตสำนึกที่มีความรู้สึก มีความตระหนักรู้ในตนเอง และการรับรู้ในสิ่งต่างๆ จึงจะสามารถวิวัฒนาการจิตสำนึกของตัวเองได้ –{ผู้แปล}]
Because we are symbiotic, mutualistic, facilitatory, and in fact synergistic, so are the plants and animals upon our planet, they express these qualities with and to us, and between themselves as well. Because we are not predators, parasitic, commensalistic nor amensalistic nor even mimetic or competitive, so neither are our environment, plants, and animals.
เพราะเราเป็นผู้ อยู่ร่วมกันอย่างพึ่งพา (symbiotic), ได้ประโยชน์ร่วมกัน (mutualistic), ส่งเสริมซึ่งกันและกัน (facilitatory), ซึ่งแท้ที่จริงแล้วก็คือการเสริมฤทธิ์กัน(เสริมพลังงานให้กันไปด้วยกันทั้งหมดแบบองค์รวม) (synergistic) ★👇 พืชและสัตว์บนดาวเคราะห์ของเราก็เลยเป็นเช่นนั้นด้วย
พวกมันแสดงออกถึงคุณสมบัติเหล่านี้กับเรา, ต่อเรา, และระหว่างพวกมันกันเองด้วยเช่นกัน เพราะเรา ไม่เป็นผู้ล่า (predators), ไม่เป็นปรสิต (parasitic), ไม่เป็นแบบอิงอาศัยหรือได้ประโยชน์อยู่ฝ่ายเดียวแม้อีกฝ่ายไม่เสียประโยชน์ (commensalistic), ไม่เป็นแบบก่อโทษแก่กัน (amensalistic), ไม่ได้เป็นแบบการเลียนแบบกัน (mimetic) หรือมีการแข่งขันกัน ดังนั้น สภาพแวดล้อม, พืช, และสัตว์ของเราก็เลยไม่เป็นเช่นนั้นด้วย* (*ไม่เป็นความสัมพันธ์ 6 แบบ ที่ผมขยายความให้ฟังไปแล้วในบทที่แล้ว)
★ ความสัมพันธ์แบบ Synergistic — และเหตุผลว่าทำไมโลกจึงกลายเป็นแบบที่มันเป็น
ความสัมพันธ์แบบ synergistic คือภาวะที่ “ทั้งหมดนั้นยิ่งใหญ่กว่าผลรวมของส่วนย่อยทั้งหมด” มันไม่ใช่ระบบที่แยกกันเป็นชิ้นๆว่าใครเป็นสปีชีส์ไหน ใครฉลาดกว่าใคร ใครอยู่เหนือใคร หรือใครมีคุณค่าที่สุด
แต่มันคือการรับรู้ว่า ทุกอย่างคือสิ่งมีชีวิตที่มีจิตสำนึกเหมือนกัน ทุกชิ้นส่วนรู้สึกได้ รับรู้อารมณ์ได้ และคู่ควรต่อการได้รับความรักอย่างเสมอภาคกัน
นี่คือสิ่งที่เผ่าพันธุ์ที่ตื่นรู้แล้วบอกกับเรา
— จิตสำนึกของพวกเขามองทั้งระบบสุริยะเป็นหนึ่งเดียว ไม่ใช่ดาวดวงหนึ่งแยกจากอีกดวง ไม่ใช่ต้นไม้แยกจากคน ไม่ใช่น้ำแยกจากอากาศ
— ทุกอย่างเป็น “พวกเรา” ทั้งหมด เพราะฉะนั้นเมื่อบางสิ่งเติบโต ทุกสิ่งเติบโต เมื่อบางส่วนได้รับประโยชน์ ทั้งระบบก็ได้ประโยชน์
ต่างจากมนุษย์เรา…
ที่มองดิน น้ำ ลม ไฟ มองต้นไม้ สัตว์ พืช หรือแม้แต่โมเลกุล เป็นเพียงวัตถุที่ใช้ได้ตามใจ จะทำลาย จะผลาญ จะดึงมาใช้แค่ไหนก็ได้ เพราะเห็นว่า “มันคงไม่รู้สึกอะไร”
และยิ่งไม่ต้องพูดถึงสัตว์ชนิดอื่นเลย
เราฆ่า เชือด กักขัง ทรมานพวกเขาได้อย่างแทบไม่รู้สึกอะไร
เพียงเพราะเชื่อว่า “เขาเกิดมาเพื่อเป็นอาหาร”
เพราะเชื่อว่าเขาต่ำกว่าเรา
เพราะคิดว่า “จะไปเมตตาทำไม?”
ความคิดแบบนี้เอง—สะท้อนระดับจิตสำนึกของเราอย่างหมดเปลือก และจิตสำนึกแบบนั้นเอง—คือรากของปัญหาทั้งหมดบนโลกใบนี้
เราจึงอยู่ในดาวที่เต็มไปด้วยการต่อสู้ สัตว์ร้ายที่คอยทำร้ายเรา สภาพอากาศที่ดูเหมือนคอยลงทัณฑ์เรา ภัยพิบัติ น้ำท่วม ภัยแล้ง แผ่นดินไหว สึนามิ ไฟป่า ฟ้าผ่า แม้แต่ดวงอาทิตย์ก็ยังส่งพายุสุริยะมาทักทายเป็นพักๆ อุกกาบาตก็พร้อมจะพุ่งชนเราได้ทุกเมื่อ
แต่คำถามคือ…
แล้วใครกันแน่ที่ดึงดูดสิ่งเหล่านี้เข้ามา?
ใครเป็นผู้ก่อรูปแบบพลังงานเช่นนั้น?
หรือจะยังโยนความผิดให้โลกภายนอกกันต่อไปว่า “ไม่เกี่ยวกับเราสะหน่อย”?
.
ความหนาแน่นที่ 3: โลกแห่ง “ความเป็นขั้ว”
นี่คือสิ่งที่นิยามของ “ความหนาแน่นที่ 3” เคยบอกเราไว้— ว่าโลกนี้คือมิติแห่งความเป็นขั้ว (polarity)
ขั้วหนึ่งคือ : รับใช้ตัวเอง (Service to Self – StS)
คือการตัดสินใจโดยเอาประโยชน์ส่วนตนเป็นหลัก
แม้จะทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนก็ตาม ไม่ว่าจะทางกายหรือทางใจ
อีกขั้วคือ : รับใช้ผู้อื่น (Service to Others – StO)
คือการมองภาพรวมทั้งหมด ทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย รวมทั้งตัวเราเองด้วย เพราะในมุมมองระดับนี้ “ผู้อื่น” ก็คือ “เรา” เพียงแค่ในร่างอื่นที่ต่างไป เท่านั้น
และคำถามสำคัญที่มักไม่มีใครถามคือ :
ที่เราพูดว่า ‘ผู้อื่น’ นี่…เราหมายถึงแค่คนอื่นจริงหรอ?
หรือแท้จริงแล้วมันหมายรวมถึง
— สิ่งมีชีวิตทุกชนิด
— ทุกลมหายใจที่เคลื่อนไหวอยู่บนดาวดวงนี้
— รวมไปถึงต้นไม้ น้ำ ดิน อากาศ
ทุกสิ่งที่มีชีวิตในแบบของตัวมันเองทั้งหมด
ถ้าบอกว่าเราเดินบนเส้นทาง StO แต่ยังคิดว่าสัตว์มีไว้ให้ฆ่ากิน ธรรมชาติมีไว้ให้ทำลาย ทรัพยากรมีไว้ให้ผลาญ แล้ว “ผู้อื่น” ในความหมายของเรายังแคบจนจำกัดอยู่แค่คน เราก็เพียงแค่เปลี่ยนขั้วด้วยความคิด แต่ยังไม่เปลี่ยนขั้วด้วยจิตสำนึกจริงๆ
.
ความรุนแรงของเรา = ความรุนแรงของโลก
เพราะมนุษย์เราใช้ “พลังงานแห่งความรุนแรง” เป็นสัญชาตญาณในการแก้ปัญหา ไม่ว่าปัญหาเล็กหรือใหญ่ เราด่า เราดุดัน เราโถมพลังงานใส่ก่อนเสมอ ทัศนคติแบบ “ใส่ก่อนได้เปรียบ” กลายเป็นบรรทัดฐานในสังคม และพลังงานแบบเดียวกันนี้เอง คือสิ่งที่เราปล่อยออกไปทั้งวัน ทุกวัน ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
จิตสำนึกที่ยังใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา ย่อมสร้างโลกที่สะท้อนความรุนแรงกลับมาเสมอ ไม่ว่าจะในรูปแบบของ ภัยธรรมชาติ, สัตว์ร้าย, สภาพอากาศสุดขั้ว, ภัยพิบัติทุกรูปแบบ
เหมือนโลกและจักรวาลกำลังบอกเราเป็นนัยว่า
“นี่แหละ คือคลื่นที่พวกคุณปล่อยออกมา”
และใช่…คำถามที่น่าคิดมากก็คือ:
การที่มนุษย์ฆ่าและทรมานสิ่งมีชีวิตอื่นเพื่อกินทุกวัน มันไม่มีส่วนเหนี่ยวนำให้เราฆ่าและทรมานกันเองจริงๆเหรอ?
มันไม่เกี่ยวกันจริงเหรอ?
หรือเราแค่แถให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้น?
เพราะถ้าเราเข้าใจพื้นฐานของฟิสิกส์ทางพลังงานว่าทุกความคิด ทุกคำพูด ทุกการกระทำ คือ “คลื่นความถี่” และคลื่นย่อมเหนี่ยวนำคลื่นเสมอ คุณจะเห็นความเชื่อมโยงนั้นชัดขึ้นมาก— ว่ามันเกี่ยวกันหมด ไม่ได้แยกจากกันเลย แล้วเราจะบอกว่ามันไม่เชื่อมกันได้ยังไง?
ผมพูดเรื่องนี้ได้เต็มปากก็เพราะตอนนี้ผมไม่ได้กินพวกเขาแล้วไง ฮ่าา เมื่อก่อนผมก็พูดไม่ได้เหมือนกันแหละ จุกอกเหมือนกัน หาเหตุผลอ้อมโลกมาปลอบใจตัวเองทุกครั้งเหมือนกัน แต่จริงๆคือหนีความจริงมากกว่า คือแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ไปเลย ผมเข้าใจดีครับ เพราะผมก็เคยอยู่ในจุดนั้นมาก่อน
.
ไม่มีคำว่าถูกหรือผิด — มีแต่ “การเลือก”
ทั้งหมดนี้ไม่ได้มีใครผิด ไม่ได้เกี่ยวกับบาปบุญใดๆ
แต่มันคือ “เราจะเลือกประสบการณ์แบบไหน”
StS ก็มีบทเรียนของมัน
StO ก็มีความลึกซึ้งของมัน
และทุกการเลือกนั้นก็ยอดเยี่ยมในแบบของตัวมันเอง และมันจะเป็นตัวบ่งชี้ว่า ตอนนี้คุณคือใคร
จิตสำนึกของคุณอยู่ในระดับไหน และคุณ ปรารถนาที่จะเป็นเป็นแบบไหนต่อไป
ที่ผมเล่ามาทั้งหมดนี้ ไม่ใช่เพื่อทำให้ใครรู้สึกผิด
แต่เพื่อให้เวลาเราประสบอะไร—ดีหรือร้าย
เราจะได้รู้ 100% ว่า สิ่งนั้นไม่ใช่ “เขา” ทำ
แต่คือ “จิตสำนึกเรา” สร้างมันขึ้นมาเองทั้งหมด
{ผู้แปล}
สัตว์ของเราแตกต่างจากสัตว์ของคุณเพราะเหตุนี้ ตัวอย่างหนึ่งคือ สัตว์ของเราไม่มีเขาหรือนอ (antlers or horns) เลย สิ่งเหล่านี้คือส่วนที่เพิ่มขึ้นจากการวิวัฒนาการที่ใช้สำหรับการป้องกันตัวและพฤติกรรมปกป้องหรือหวงอาณาเขต เนื่องจากเราไม่มีความขัดแย้งและไม่แบ่งเขตแดน สัตว์ของเราก็ไม่มีเช่นกัน ดังนั้น ร่างกายของพวกมันจึงสะท้อนสิ่งนี้ด้วย
เราจึงไม่มีลักษณะเฉพาะเช่น ลายของม้าลาย, เกราะ, หรือการพรางตัว แม้ว่าเราจะมีสัตว์บางชนิดที่มีคอยาวขึ้น และส่วนอื่น ๆ ของร่างกายที่ยืดออกไป เพราะอาหารของพวกมันอยู่ในที่ที่เข้าถึงยากกว่า เช่น ในระดับความสูงที่สูงกว่า เช่น บนต้นไม้
When humans expand into the same states of a fully integrated being, you will also witness the corresponding shift in the relationships and interaction with all of the Earth plants and animals.
เมื่อมนุษย์ขยายเข้าสู่สภาวะเดียวกันของการเป็นสิ่งมีชีวิตที่บูรณาการอย่างสมบูรณ์ พวกคุณก็จะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่สอดคล้องกันในความสัมพันธ์ และการมีปฏิสัมพันธ์กับพืชและสัตว์ทั้งหมดบนโลก
In the same way, the weather of a planet is also tied to the emotional body of its mass consciousness. Because our consciousness is calm, peaceful, and steady, our weather patterns are more even keel than humans are experiencing on the Earth at this time. Once human states of being expand to these qualities, you will see a similar calming of the weather patterns on Earth as well.
ในทำนองเดียวกัน สภาพอากาศ ของดาวเคราะห์ก็เชื่อมโยงกับ กายแห่งอารมณ์ของจิตสำนึกมวลรวม ด้วย(emotional body of its mass consciousness)✦👇 เนื่องจากจิตสำนึกของเราสงบ, สันติ, และมั่นคง รูปแบบสภาพอากาศของเราจึงมีความสม่ำเสมอมากกว่าที่มนุษย์กำลังประสบอยู่บนโลกในขณะนี้ เมื่อสภาวะแห่งการเป็นของมนุษย์ขยายไปสู่คุณสมบัติเหล่านี้ คุณก็จะเห็นการสงบลงของรูปแบบสภาพอากาศบนโลกในทำนองเดียวกัน
[✦เรื่องกายต่างๆ ไว้เราจะพูดถึงเรื่องนี้กันอีกทีในบทหลังๆครับ — {ผู้แปล}]
Our flora will not contain plants that are carnivorous, such as your Venus fly trap. Like our animals, all the plants are also symbiotic and synergistic. Therefore, plants will be shaped as to allow them to cooperate with other plants or with the animals.
พืชพรรณของเราจะ ไม่มีพืชกินเนื้อ เช่น ต้นกาบหอยแครงของคุณ เช่นเดียวกับสัตว์ของเรา พืชทั้งหมดก็อยู่ร่วมกันอย่างพึ่งพาและเสริมฤทธิ์กันเช่นกัน ดังนั้น พืชก็จะมีรูปร่างที่เอื้อต่อการร่วมมือกับพืชอื่นหรือกับสัตว์
Our animals no longer express traits like shorter intestines, sharp claws, nor do they have sharp teeth which are characteristically carnivorous. Our animals tend to be slower moving, no longer requiring the adaptations for quick bursts of muscle action generally reserved for “fight or flight” situations.
One of your animals called your sloth shares some traits of several of our species in that their physiology is extremely energy efficient, and they are slow, methodical, and focused in a very mindful manner of movement.
สัตว์ของเรา ไม่แสดงลักษณะ เช่น ลำไส้ที่สั้นลง, กรงเล็บที่แหลมคม, หรือฟันที่แหลมคมซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของสัตว์กินเนื้อ สัตว์ของเรามีแนวโน้มที่จะ เคลื่อนไหวช้าลง โดยไม่ต้องการการปรับตัวสำหรับการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อที่รวดเร็วซึ่งสงวนไว้สำหรับสถานการณ์ “สู้หรือหนี” อีกต่อไป
สัตว์ชนิดหนึ่งของคุณที่เรียกว่า สลอธ มีลักษณะบางอย่างร่วมกับสัตว์หลายชนิดของเรา ตรงที่สรีรวิทยาของพวกมันมีประสิทธิภาพด้านพลังงานอย่างยิ่ง และพวกมันเคลื่อนไหวอย่างช้า ๆ, เป็นระบบ, และมีสมาธิอยู่กับการเคลื่อนไหวอย่างรู้ตัวเป็นอย่างมากอีกด้วย★
★ผมเองแปลตรงนี้แล้วก็แอบขำ พวกเราส่วนใหญ่อย่าว่าแต่สัตว์บนโลกของพวกเขาเลย แม้แต่สลอธเรายังสู้ไม่ได้ แหะๆสลอธ ยังมีสติรู้สึกตัวมากกว่าพวกเราอีก 😅 มันดูเหมือนเรื่องตลกนะ แต่มันคือเรื่องตลกร้าย พวกคุณว่าไหม? – {ผู้แปล}
Some of our animals have a photosynthetic ability to produce energy and oxygen from the light of our central star and the consumption of water and other nutrients. We have a variety of bioluminescent life, both on land and in our water bodies. We also have a class of animals and plants which are “plasma” based, though we will discuss these at another time.
สัตว์บางชนิดของเรามีความสามารถในการ สังเคราะห์แสง เพื่อผลิตพลังงานและออกซิเจนจากแสงของดาวฤกษ์หลักของเราร่วมกับการบริโภคน้ำและสารอาหารอื่น ๆ เรามีสิ่งมีชีวิตที่ เรืองแสงทางชีวภาพ (bioluminescent life) หลากหลายชนิด ทั้งบนบกและในแหล่งน้ำของเรา เรายังมีสัตว์และพืชประเภทหนึ่งที่เป็นสิ่งมีชีวิตประเภท “พลาสม่า”★ เป็นหลัก ซึ่งเราจะกล่าวถึงสิ่งเหล่านี้ในภายหลัง
[★ซึ่งมนุษย์เราเป็นสิ่งมีชีวิตแบบ คาร์บอน based หมายถึงร่างกายของมนุษย์เราประกอบด้วยคาร์บอนเป็นหลัก {ผู้แปล}]
The overall energy of our planet reflects our consciousness. Therefore, everything is connected by a web consisting of a complex system of bioenergetic networks. This web links us with all organisms and all aspects of our environment. We generate electromagnetic fields from our bodies partially through the emission of ions from our cells, which are also now energy based.
These fields are measurable and part of our individual body communication systems. They also extend and connect with the various electromagnetic fields generated by all aspects of our biome and planet.
พลังงานโดยรวมของดาวเคราะห์ของเรา สะท้อนถึงจิตสำนึกของเรา ดังนั้น ทุกสิ่งจึงเชื่อมโยงกันด้วยโครงข่ายที่ประกอบด้วยระบบเครือข่ายพลังงานชีวภาพที่ซับซ้อน ใยหรือโครงข่ายนี้เชื่อมโยงเรากับสิ่งมีชีวิตทั้งหมดและทุกแง่มุมของสภาพแวดล้อมของเรา เราสร้าง สนามแม่เหล็กไฟฟ้า จากร่างกายของเราบางส่วนผ่านการปล่อยไอออนจากเซลล์ของเรา ซึ่งตอนนี้เซลล์ของเราอิงอยู่บนพื้นฐานของความเป็นพลังงานมากกว่าความเป็นสสารด้วยเช่นกัน
สนามเหล่านี้สามารถวัดได้และเป็นส่วนหนึ่งของระบบการสื่อสารของร่างกายแต่ละบุคคล พวกมันยังขยายและเชื่อมต่อกับสนามแม่เหล็กไฟฟ้าต่าง ๆ ที่สร้างขึ้นโดยทุกแง่มุมของระบบนิเวศและดาวเคราะห์ของเรา
I will continue to describe more about our environment and planet in the coming pages.
ผมจะกล่าวถึงสิ่งแวดล้อมและดาวเคราะห์ของเราเพิ่มเติมในหน้าต่อ ๆ ไป
We have only scratched the surface of describing the true nature of our own consciousness. As you expand your consciousness you will attract the timing, knowledge, and resources to continue to expand your own consciousness, your own awareness, and your own understanding of the true nature of yourself and the Universe.
เราได้กล่าวถึงเพียงผิวเผินเกี่ยวกับการอธิบายธรรมชาติที่แท้จริงของจิตสำนึกของเราเองเท่านั้น★ ในขณะที่คุณขยายจิตสำนึกของคุณ คุณจะดึงดูดช่วงเวลา, ความรู้, และทรัพยากรเพื่อขยายจิตสำนึกของคุณเอง, การตระหนักรู้ของคุณเอง, และความเข้าใจของคุณเองเกี่ยวกับธรรมชาติที่แท้จริงของตัวคุณเองและของเอกภพต่อไป
★เชื่อมโยงกับทุกสิ่ง ทุกสรรพชีวิต ทุกแง่มุมของสิ่งแวดล้อม รวมถึงดาวเคราะห์ของตนเองได้ตลอดเวลา และทั้งหมดนี้เป็นแค่เรื่องผิวเผิน— พอผมอ่านมาถึงตรงนี้นะครับ โอ้โห… เหมือนโดนเตะสกัดหัวเข่า ความถ่อมตนพุ่งขึ้นมาทั้งตัวแบบ หน้าแนบจูบพื้น ไปเลย 😅
ความหยิ่งทะนงเล็ก ๆ ที่เคยคิดว่าตัวเราก็ “เจ๋งใช้ได้” นี่ปลิวหายไปกับสายลมทันที ไม่เหลือแม้กระพีกเดียว
และนี่แหละครับ คืออีกหนึ่ง “ความเจ๋ง” ของหนังสือที่ให้ข้อมูลหรือแนวคิดแบบนี้กับเรา เพราะมันทำให้เกิดการเปรียบเทียบขึ้นเองโดยไม่ต้องพยายามว่า—สิ่งที่เราคิดว่าตัวเองดีแล้ว ยังมี “ดีกว่านั้น” อีก ในแบบที่เราไม่เคยรู้มาก่อน และมันดีกว่าได้แบบ…ไม่รู้จบ
ตอนนี้ผมรู้สึกจริง ๆ ว่าไม่ใช่แค่ “ไม่มีดีที่สุด” เท่านั้น แต่มันคือ “มีแต่ดียิ่งกว่าไปเรื่อยๆ” แบบไร้ขอบเขตเลยด้วยซ้ำ
ส่วนแนวคิดที่ว่า “นิพพานคือความสิ้นอาสวะ” หรืออาสวะ 4 ที่ชาวพุทธให้นิยามกันมาตลอด…เอาจริงๆคือ การคิดเช่นนั้นแหละคืออาสวะ ซึ่งผมเดินข้ามจุดนั้นมาแล้ว ผมไม่ได้ติดอยู่กับกรอบของคำใดๆแบบตายตัวอีกต่อไป
เพราะทุกความหมายก็มีแค่ “เรานี่แหละเป็นคนให้มัน” ตามความจริงที่เรามองเห็นในขณะนั้น และทั้งหมดนี้คือความเข้าใจของผมเพียงคนเดียวเท่านั้นนะครับ
ผมก็แค่แบ่งปัน ไม่ใช่เพื่อให้ใครมาเชื่อ ไม่ต้องคิดเหมือนผม แค่ให้คุณเข้าใจในแบบของคุณเอง—แบบไหนก็ได้ที่ทำให้คุณมีความสุข แค่นั้นพอแล้วครับ
และพอเห็นว่าเส้นทางมัน “ดียิ่งกว่าไปเรื่อยๆ” ไม่มีจุดสิ้นสุด มันก็ยิ่งทำให้ผมถ่อมลงไปอีก จนถึงขั้นจมดินไปเลย
มันทำให้ผมเข้าใจชีวิตมากขึ้น และทำให้ผมนับถือผู้คนมากขึ้นด้วย เพราะพอเลิกตัดสินตัวเองได้ มันก็เลยค่อยๆทำให้ผมเลิกตัดสินคนอื่นไปด้วย
•ทุกคนมีเส้นทางของตัวเอง
•มีประสบการณ์ของตัวเอง
•และเดินทางในรูปแบบของตัวเอง
การที่เอลันแบ่งปัน “สภาวะทางจิตสำนึกของเขา” มันเหมือนแสงที่ส่องตรงเข้าไปถึงข้างในใจผม—แบบไม่มีที่ให้หลบเลย เพราะมันจ้าเหลือเกิน
แสงนั้นทำให้ผมเห็นว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ตรงไหน
และผมจะเลือกเดินไปทางไหนต่อ
ถ้าผมปรารถนาที่จะรับใช้ผู้อื่น—ซึ่งจริงๆก็คือการรับใช้ตัวเองในปริมาณที่ใหญ่ขึ้น—ให้ดียิ่งกว่าเดิม
ผมต้อง “เป็นอะไรอีกบ้าง” และคำถามนี้แหละครับที่ช่วยยกระดับผมได้มากจริง ๆ
จนทำให้งานแบบนี้—งานที่เมื่อก่อนผมไม่เคยคิดแม้แต่จะทำ—เกิดขึ้นมา เพื่อรับใช้พวกคุณให้ดียิ่งกว่าเดิมนี่แหละครับ 😄
{ผู้แปล}
Although this chapter appears to be about the consciousness of members of my society, the knowledge you have gained has actually connected and affected you as well, and so this chapter title, “Our Consciousness,” actually applies … to us all.
แม้ว่าบทนี้จะดูเหมือนเกี่ยวกับจิตสำนึกของสมาชิกในสังคมของผม แต่ความรู้ที่คุณได้รับนั้น ได้เชื่อมต่อและส่งผลกระทบ ต่อคุณด้วยเช่นกัน ดังนั้น ชื่อบทนี้ที่ว่า “จิตสำนึกของเรา” จึงนำมาใช้... กับเราทุกคนได้อย่างแท้จริง
Even our technology is a direct extension of our consciousness. In this way, our technology itself is a living, organic expression. Therefore, as we describe our technology in the next chapter, you will continue to expand your understanding of other aspects of our consciousness as well.
แม้แต่เทคโนโลยีของเราก็เป็นส่วนขยายโดยตรงของจิตสำนึกของเรา ด้วยวิธีนี้ ตัวเทคโนโลยีของเราเองจึงเป็นการแสดงออกที่ มีชีวิตและเป็นอินทรีย์* (*มาจากธรรมชาติ ไม่ได้ถูกสังเคราะห์ขึ้น) ดังนั้น ในขณะที่เราอธิบายเทคโนโลยีของเราในบทถัดไป คุณก็จะยังคงขยายความเข้าใจของคุณเกี่ยวกับแง่มุมอื่น ๆ ของจิตสำนึกของเราต่อไปด้วย★
[★ซึ่งมันก็จะส่งผลสะท้อนกลับมาขยายจิตสำนึกของตัวเราเอง ที่ได้อ่าน ได้ทำความเข้าใจ ต่อไป ออกไปได้อีกด้วยครับ –{ผู้แปล}]
(((จบบทที่ 3️⃣)))

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา