Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
“วันละเรื่องสองเรื่อง”
•
ติดตาม
19 ม.ค. เวลา 06:50 • ธุรกิจ
🚪 The Silence Before the Resignation
เมื่อความเงียบคือสัญญาณลาออกที่ผู้นำไม่ควรมองข้าม
สำหรับหัวหน้างานและผู้บริหาร ไม่มีเหตุการณ์ใดสร้างทั้งความตกใจ ความเสียดาย และคำถามกับตัวเองได้มากเท่ากับวันที่พนักงานระดับ Talent หรือคนเก่งของทีม เดินเข้ามายื่นใบลาออกอย่างสุภาพ แต่หนักแน่น
หลายครั้ง ภาพที่เกิดขึ้นดูเรียบง่าย ไม่มีดราม่า ไม่มีปัญหาปะทะ แต่สิ่งที่ตามมาภายในใจผู้นำกลับซับซ้อนกว่านั้นมาก เพราะการสูญเสียคนเก่งไม่ได้หมายถึงแค่ตำแหน่งงานที่ว่างลง แต่คือการสูญเสียความรู้ ความต่อเนื่อง และพลังบางอย่างที่เคยขับเคลื่อนทีมอยู่เงียบๆ
คำถามที่มักผุดขึ้นมาแทบจะพร้อมกันคือ
“เกิดอะไรขึ้น?” “ทำไมไม่เคยพูดให้เราฟังก่อน?”
แต่ในความเป็นจริงทางจิตวิทยา การลาออกไม่เคยเกิดขึ้นแบบฉับพลัน หากเป็นกระบวนการที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบ เป็นการถอยออกทีละก้าวทางใจ จนวันที่ซองขาวถูกวางลงบนโต๊ะ นั่นคือวันที่การตัดสินใจได้เกิดขึ้นไปนานแล้ว
บทความชิ้นนี้ชวนผู้นำมองลึกลงไปใต้ผิวน้ำของพฤติกรรม เพื่อถอดรหัส “ความเงียบก่อนการลาออก” ผ่าน 6 สัญญาณเตือนภัยที่มักถูกมองข้าม ทั้งที่สามารถสังเกตเห็นได้ล่วงหน้า หากเราใส่ใจฟังให้มากพอ
⸻
1) ความเงียบที่ดังที่สุด (The Deafening Silence)
สัญญาณที่อันตรายที่สุดในทีม ไม่ใช่เสียงบ่นหรือการโต้แย้งอย่างรุนแรง แต่คือ “ความเงียบ” จากคนที่เคยมีส่วนร่วมอย่างชัดเจน
* จากพนักงานที่เคยเสนอไอเดีย กล้าตั้งคำถาม หรือถกเถียงเพื่อปกป้องคุณภาพงาน จู่ๆ กลับกลายเป็นคนนั่งฟังเงียบๆ ไม่แสดงความคิดเห็น ไม่โต้แย้ง และพยายามทำตัวให้เล็กที่สุดในห้องประชุม
* นี่คือภาวะ Psychological Withdrawal หรือการถอนตัวทางจิตใจ เมื่อคนทำงานไม่รู้สึกว่าความคิดของตนมีคุณค่า หรือไม่เห็นภาพอนาคตของตัวเองในองค์กรอีกต่อไป เขาจะหยุดลงทุนทั้งอารมณ์ เวลา และพลังสมองกับงานอย่างเงียบๆ
“ความเงียบในลักษณะนี้ไม่ได้หมายถึงความพอใจ แต่คือการตัดใจล่วงหน้า”
⸻
2) จากนักสู้…สู่ผู้ยอมจำนน (The Apathy Shift)
สัญญาณนี้มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเรื่องดี โดยเฉพาะในสายตาหัวหน้างานที่เหนื่อยกับเสียงบ่น
* ลูกน้องที่เคยตั้งคำถามกับระบบ เคยเรียกร้องความยุติธรรม หรือเคยไม่พอใจเมื่อเห็นความไม่สมเหตุสมผล จู่ๆ กลับกลายเป็นคนว่านอนสอนง่าย ยิ้มรับทุกคำสั่ง ไม่โต้แย้ง และไม่แสดงอารมณ์ใดๆ
* อย่าเพิ่งคิดว่าเขา “โตขึ้น” หรือ “ปล่อยวางได้แล้ว” เพราะบ่อยครั้งนี่คือสัญญาณของ Apathy หรือความหมดใจ
“เมื่อคนตัดสินใจแล้วว่าจะไป สิ่งที่เคยอยากแก้ไขจะไม่ใช่เรื่องของเขาอีกต่อไป การเงียบและยอมรับทุกอย่าง จึงเป็นวิธีประหยัดพลังงานทางใจในช่วงรอเวลา”
⸻
3) การลางานแบบถี่แต่สั้น (Micro-Absenteeism)
เมื่อ Talent เริ่มมองหาโอกาสใหม่ ตารางชีวิตจะค่อยๆ เปลี่ยนไปอย่างแนบเนียน
* คุณอาจเริ่มเห็นการลาครึ่งวันบ่อยขึ้น การมาสายหรือกลับก่อนเวลาด้วยเหตุผลส่วนตัวที่เพิ่มขึ้น หรือการลาป่วยในวันที่มีประชุมสำคัญแบบพอดีเกินไป
* พฤติกรรมเหล่านี้มักไม่รุนแรงพอให้ผิดวินัย แต่เมื่อมองเป็นแพทเทิร์น จะสะท้อนว่าพนักงานกำลังจัดสรรเวลาให้กับ “กระบวนการคัดเลือก” ไม่ว่าจะเป็นการสัมภาษณ์ พูดคุยกับ Recruiter หรือเตรียมเอกสารสำหรับโอกาสใหม่ โดยพยายามรักษาความเป็นมืออาชีพกับงานปัจจุบันไปพร้อมกัน
⸻
4) การขยับตัวบนโลกดิจิทัล (Digital Footprint Activation)
ในยุคของ Professional Network สัญญาณนี้มักชัดเจนที่สุดสำหรับคนที่สังเกต
* พนักงานที่แทบไม่เคยอัปเดตโปรไฟล์มานาน จู่ๆ เริ่มปรับ LinkedIn ใหม่ เปลี่ยนรูปให้เป็นทางการขึ้น เขียนสรุปประสบการณ์ให้ดูมีทิศทาง หรือเริ่มเชื่อมต่อกับ Recruiter และผู้คนในอุตสาหกรรมอื่นมากขึ้น
* นี่ไม่ใช่แค่การเล่นโซเชียลมีเดีย แต่คือการ “จัดหน้าร้าน” ของตัวเองใหม่ เพื่อเปิดรับโอกาสในตลาดแรงงานอย่างจริงจัง
⸻
5) พฤติกรรมลับๆ ล่อๆ ที่ไม่คุ้นตา (Secretive Behavior)
แม้ในยุคการทำงานสมัยใหม่ เราจะให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัว แต่การเปลี่ยนแปลงบางอย่างมักสังเกตได้โดยไม่ต้องตั้งใจจับผิด
* เช่น การรับโทรศัพท์ด้วยน้ำเสียงที่เป็นทางการผิดปกติ และต้องเดินออกไปคุยในที่ลับ การตอบแชตด้วยความระมัดระวัง หรือการสลับหน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างรวดเร็วเมื่อมีคนเดินผ่าน
* เมื่อมนุษย์ต้องปิดบังบางสิ่ง พฤติกรรมจะเปลี่ยนไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และสัญญาณเล็กๆ เหล่านี้มักสะสมขึ้นก่อนการตัดสินใจครั้งใหญ่
⸻
6) การเคลียร์พื้นที่ก่อนจากลา (The Clean-up)
สัญญาณสุดท้ายก่อนการยื่นใบลาออก คือการ “สะสาง” อย่างเป็นระบบ
* พนักงานจะเริ่มเคลียร์งานค้างที่คาราคาซัง จัดระเบียบไฟล์ในระบบกลาง ส่งมอบข้อมูลให้เพื่อนร่วมงานโดยไม่มีใครร้องขอ หรือค่อยๆ เก็บของใช้ส่วนตัวบนโต๊ะทำงานกลับบ้านทีละชิ้น
* นี่คือกระบวนการ Psychological Closure การเตรียมใจให้พร้อมจากไปโดยไม่ทิ้งภาระ ความผิดค้าง หรือความรู้สึกผูกพันไว้เบื้องหลัง
⸻
🛡️ “รู้ก่อน แก้ไขทัน หรือจากกันอย่างมีศักดิ์ศรี”
การสังเกตสัญญาณเหล่านี้ไม่ได้มีไว้เพื่อจับผิดหรือคาดคั้นพนักงาน แต่มีไว้เพื่อเตือนผู้นำว่า นี่อาจเป็นจังหวะสำคัญของการเริ่มต้น Stay Interview หรือการพูดคุยอย่างจริงใจเกี่ยวกับความสุข อุปสรรค และอนาคตของเขาในองค์กร
การเปิดพื้นที่ให้พูดคุยในวันที่ “ยังทัน” อาจเปลี่ยนการลาออกให้กลายเป็นการอยู่ต่อ และสร้างความไว้วางใจที่ลึกกว่าเดิม
และหากสัญญาณชัดเจนจนเกินเยียวยา การรู้ล่วงหน้าก็ยังช่วยให้องค์กรเตรียมแผนรองรับ วาง Succession Plan ได้อย่างไม่ตื่นตระหนก และเปลี่ยนการจากลาที่ฉุกละหุก ให้กลายเป็นการส่งต่ออย่างมืออาชีพ
เพราะในโลกการทำงาน…
“สัญญาณเตือนภัยที่ดังที่สุด มักมาในรูปแบบของความเงียบ”
#วันละเรื่องสองเรื่อง #EmployeeRetention #TalentManagement #LeadershipMindset #CorporateCulture
วัฒนธรรมองค์กร
hr
hrthailand
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย