24 ม.ค. เวลา 13:00 • การศึกษา

ความหมายที่ซ่อนอยู่ของ "Itadakimasu" และ "Gochisoosama"

เรามักจะได้ยินคนญี่ปุ่นพูดว่า "อิตาดาคิมัส" ก่อนกินอาหาร และ "โกะจิโซซามะ" หลังกินอาหารเสร็จ เดิมทีเข้าใจว่า คำพูดเหล่านี้เป็นสำนวนที่ใช้กันภายในบ้านหรือครอบครัวเท่านั้น แต่ความเป็นจริง คนญี่ปุ่นใช้คำเหล่านี้ทุกที่ แม้กระทั่งร้านราเม็งริมทาง ที่นั่งกินตรงเคาท์เตอร์ ลูกค้าก็จะเอ่ยคำนี้
"ทำไมต้องพูดด้วย?" คำทักทายเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงมารยาท แต่สะท้อนถึงจิตใจของคนญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดี
1. รากศัพท์ของ "อิตาดาคิมัส" (Itadakimasu) คำว่า "อิตาดาคุ" (頂くItadaku) เดิมทีมีความหมายว่า "ยอด (ภูเขา)" หรือ "เหนือศีรษะ" มีที่มาจากการกระทำในสมัยก่อน เมื่อได้รับของจากเทพเจ้าหรือผู้ที่มีสถานะสูงกว่า ผู้รับจะยกของสิ่งนั้นขึ้นเหนือศีรษะ (เทิดทูนไว้เหนือเกล้า) เพื่อแสดงความเคารพ ต่อมาคำนี้จึงกลายเป็น คำถ่อมตัว ของคำว่า "กิน" และ "รับ" ในท้ายที่สุดจึงกลายเป็นธรรมเนียมที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาว่า เมื่อจะเริ่มทานอาหาร ให้พูดว่า "อิตาดาคิมัส"
2. ความหมายของ "อิตาดาคิมัส" คำนี้มีความหมายแฝงแห่งการขอบคุณอยู่ 2 ประการ: คือ
• ขอบคุณผู้คน: ขอบคุณชาวนา ชาวประมง คนทำอาหาร คนเสิร์ฟ และทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องที่ทำให้เรามีข้าวมื้อนี้ทาน
• ขอบคุณวัตถุดิบ (ขอบคุณชีวิต): นี่คือความหมายที่สำคัญที่สุด คนญี่ปุ่นเชื่อว่าทั้งเนื้อสัตว์ ปลา ผัก และผลไม้ ล้วนมี "ชีวิต" การที่เรากินสิ่งเหล่านั้นเข้าไป คือการกล่าวว่า "ฉันขอรับชีวิตของเธอ มาต่อลมหายใจให้ชีวิตของฉันนะ"
เมื่อก่อนเคยมีข่าวที่เป็นไวรัลอยู่ช่วงหนึ่ง เรื่องของโรงเรียนประถมแห่งหนึ่งที่มอบหมายให้เด็กๆ เลี้ยงปลา แล้วพอเวลาผ่านไป เมื่อปลาโตขึ้น ท้ายที่สุดก็จะนำปลาเหล่านั้นไปปรุงเป็นอาหารกลางวันให้เด็กๆ กิน เด็กๆ ต่างพากันร้องไห้ด้วยความเศร้าเสียใจที่จะต้องกินปลาที่ตนเองเลี้ยงมากับมือ เรื่องนี้อาจจะดูโหดสักนิด แต่นี่คือการสอนให้รู้จักเคารพ มองเห็นคุณค่าของชีวิต และสำนึกในสิ่งที่ตนเองได้รับอย่างลึกซึ้ง เชื่อว่าเด็กๆ คงจะไม่มีวันลืมความรู้สึกในเหตุการณ์นั้นอย่างแน่นอน
อีกคำหนึ่งใช้คู่กันกับ “อิตาดาคิมัส” (Itadakimasu) คือ "โกะจิโซซามะ" (Gochisousama) ที่ใช้พูดเมื่อกินอาหารเสร็จแล้ว คำนี้เขียนเป็นคันจิว่า 「御馳走様」ตอนเรียนภาษาญี่ปุ่นก็จะแปลคำนี้ง่ายๆ แค่ว่า “ขอบคุณที่เลี้ยงอาหาร” แต่ความจริงแล้ว คำนี้มีความหมายลึกซึ้งกว่านั้นมาก
จิโซ (馳走) แปลว่า "การวิ่งวุ่นไปทั่ว" ในสมัยก่อนที่ไม่มีตู้เย็นหรือซูเปอร์มาร์เก็ต การจะหาวัตถุดิบมาทำอาหารเลี้ยงแขก เจ้าภาพต้องขี่ม้าวิ่งวุ่นไปทั่วเพื่อรวบรวมของดีๆ มา ต่อมาจึงเติมคำว่า "โกะ" (御) เพื่อให้สุภาพ กลายเป็นคำว่า "โกะจิโซ" ที่หมายถึงการเลี้ยงดูปูเสื่อหรืออาหารมื้อหรู และเติมคำว่า "ซามะ" (様) ต่อท้าย เพื่อแสดงความ ขอบคุณต่อความเหนื่อยยาก ของผู้ที่วิ่งเต้นเตรียมอาหารให้เรา จึงกลายเป็นคำทักทายหลังอาหารว่า "โกะจิโซซามะ เดะชิตะ" (Gochisoosama deshita)
ความหมายของคำพูดที่ใช้ก่อนกินข้าว
ในขณะที่บางประเทศอาจไม่มีธรรมเนียมการพูดขอบคุณก่อนและหลังมื้ออาหาร หรือเป็นเพียงพิธีกรรมทางศาสนา แต่สำหรับญี่ปุ่น คำสองคำนี้คือ "อาหารใจ" ที่ช่วยปลูกฝังความกตัญญูและการรู้คุณค่าของสิ่งต่างๆ ให้กับเรา โดยเฉพาะในการเลี้ยงลูก การเข้าใจความหมายลึกซึ้งนี้จะช่วยขัดเกลาจิตใจได้ดียิ่งขึ้น
"อิตาดาคิมัส" vs "โกะจิโซซามะ" : คำไหนเกิดขึ้นก่อนกัน?
จากการค้นคว้าข้อมูลทางประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นเพิ่มเติม พบว่า "โกะจิโซซามะ" เกิดขึ้นและแพร่หลายก่อน โดยสรุปแล้ว
1. Gochisoosama (เกิดก่อน):
คำนี้ เริ่มแพร่หลายในหมู่ชาวบ้านทั่วไปในช่วง ยุคเอโดะตอนปลาย (Edo Period) แต่เดิมคำว่า "chisoo" (วิ่งวุ่น) ใช้มานานแล้ว แต่ธรรมเนียมการพูดขอบคุณหลังอาหารว่า "Gochisoosama" เพื่อขอบคุณคนเตรียมอาหาร เริ่มเป็นที่นิยมและกลายเป็นมารยาทสังคมจริงๆ ในช่วงเวลานี้
2. Itadakimasu (เกิดทีหลัง):
แม้คำศัพท์จะเก่าแก่ แต่ธรรมเนียมการประสานมือและพูดพร้อมกันก่อนกินข้าวว่า "อิตาดาคิมัส" เพิ่งจะแพร่หลายไปทั่วประเทศญี่ปุ่นจริงๆ ในช่วง ยุคเมจิ (Meiji) ถึงต้นยุคโชวะ (Showa) นี้เอง เชื่อกันว่าแพร่หลายผ่าน "ระบบการศึกษาในโรงเรียน" และอิทธิพลของนิกายศาสนา (โจโดชินชู) ที่สอนเรื่องการขอบคุณชีวิต ในยุคเอโดะหรือก่อนหน้านั้น คนส่วนใหญ่จะต่างคนต่างกิน หรือแค่ยกมือไหว้เงียบๆ ไม่ได้มีธรรมเนียมการพูดเปล่งเสียงพร้อมกันอย่างเป็นทางการเหมือนปัจจุบัน
สรุปได้ว่า ธรรมเนียมการพูด "Gochisoosama" (ขอบคุณคนทำ) เป็นที่นิยมในหมู่ชาวบ้านก่อน ส่วน "Itadakimasu" (ขอบคุณชีวิต) เพิ่งจะถูกทำให้เป็นแบบแผนมาตรฐานของคนทั้งชาติในภายหลังผ่านระบบโรงเรียนค่ะ
โฆษณา