24 ม.ค. เวลา 01:00 • ข่าวรอบโลก

ทำความรู้จัก ไวรัสนิปาห์ (Nipah virus) ไร้วัคซีนป้องกัน

โลกกำลังเฝ้าระวังการกลับมาของไวรัสนิปาห์ (Nipah virus) เมื่อทางการอินเดียประกาศว่าพบผู้ติดเชื้อแล้วอย่างน้อย 5 ราย และกำลังกักตัวกลุ่มเสี่ยงอีกประมาณ 100 คน ที่รัฐเวสต์เบงกอล ทางตะวันออกของประเทศอินเดีย ซึ่งผู้ติดเชื้อบางราย เป็นบุคลากรที่ทำงานในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในเมืองบาราซัต ใกล้กับเมืองหลวงโกลกาตา ของรัฐเวสต์เบงกอล
เจ้าหน้าที่สาธารณสุขสวมชุดป้องกันกำจัดขยะอันตรายทางชีวภาพจากศูนย์แยกผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสนิปาห์ที่โรงพยาบาลของรัฐในเมืองโคซิโคเด รัฐเกรละ ทางตอนใต้ของอินเดีย ( AFP via Getty Images )
องค์การอนามัยโลก (WHO) จัดให้ไวรัสนิปาห์อยู่ในกลุ่มเชื้อโรคสำคัญลำดับต้นๆ จากระดับการระบาด และปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันการติดเชื้อ อีกทั้งยังไม่มีวิธีการรักษาใดๆ ที่สามารถรักษาให้หายขาดได้
.
ไวรัสนิปาห์ (Nipah virus : NiV) มาจากไหน?
🦇
แหล่งสะสมเชื้อหลักตามธรรมชาติคือ ค้างคาวผลไม้ (Pteropus) แต่สัตว์ที่สามารถติดเชื้อไวรัสนิปาห์ได้ คือ สุกร สุนัข แพะ แมว ม้า และแกะ ซึ่งถือเป็นแหล่งเพาะโรค มนุษย์มักติดเชื้อเมื่อบริโภคอาหารที่ปนเปื้อนด้วยน้ำลาย ปัสสาวะ หรืออุจจาระของค้างคาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำยางดิบจากต้นอินทผลัม ซึ่งเป็นประเพณีที่รู้จักกันดีในบางส่วนของเอเชียใต้ จึงมีแนวโน้มที่การติดเชื้อจะแพร่กระจายในพื้นที่ชนบทที่ทำการเกษตร และพื้นที่ติดกับป่า
.
ไวรัสนิปาห์ (Nipah virus : NiV) เป็นเชื้อไวรัสชนิด RNA ในสกุล Henipaviruses วงศ์ Paramyxovidae ซึ่งก่อให้เกิดโรคไข้สมองอักเสบเป็นหลัก และอยู่สกุลเดียวกับเฮนดราไวรัส (Hendra virus : HeV)) ซึ่งก่อให้เกิดโรคทางเดินหายใจเป็นหลัก
.
ไวรัส์นิปาห์ถูกค้นพบครั้งแรกในประเทศมาเลเซีย ตั้งแต่เดือนกันยายน 2541 ซึ่งทำให้เกิดการติดเชื้อทางเดินหายใจรุนแรง และเกิดการติดเชื้อไข้สมองอักเสบในมนุษย์ โดยพบผู้ป่วยทั้งหมด 265 ราย เสียชีวิต 105 ราย การระบาดครั้งนั้น มีการกำจัดสุกรไปกว่าล้านตัวเพื่อช่วยควบคุมการแพร่กระจายของโรค ในระยะแรก
.
ในปี 2542 พบผู้ป่วยที่ประเทศสิงคโปร์ จากการสัมผัสสุกรซึ่งนำเข้าจากมาเลเซีย โดยพบผู้ป่วยจำนวน 11 ราย และเสียชีวิต 1 ราย ต่อมาพบการระบาดในเมืองสิริกุรี ตอนเหนือของประเทศอินเดีย ในปี 2544 โดยมีผู้ป่วยจำนวน 66 ราย เสียชีวิต 45 ราย และมีการระบาดในประเทศบังคลาเทศ ในปี 2544-2555 โดยมีผู้ป่วย 214 ราย เสียชีวิต 166 ราย
การระบาดในประเทศอินเดียและบังคลาเทศ เกิดจากการบริโภคน้ำจากผลอินทผลัมที่ปนเปื้อนน้ำลายของค้างคาวผลไม้ และมีการติดต่อสู่คน ไม่เหมือนการระบาดในประเทศมาเลเซียซึ่งเกี่ยวกับการสัมผัสสุกร รวมทั้งมีอาการแสดงแตกต่างกัน จึงมีการแบ่งเป็นสายพันธุ์มาเลเซีย และสายพันธุ์บังคลาเทศ ต่อมาในปี 2557 มีการระบาดในประเทศฟิลิปปินส์ โดยพบผู้ป่วยจำนวน 17 ราย และพบม้าเสียชีวิตจำนวนมาก การแพร่ระบาดเกิดจากการสัมผัสม้าที่ติดเชื้อ
.
การระบาดของโรคนิปาห์ในอินเดียยังคงมีรายงานผู้ป่วยทุกปีอย่างต่อเนื่อง การระบาดมักเกิดขึ้นพร้อมกับพฤติกรรมตามฤดูกาลของค้างคาวผลไม้และประเพณีการบริโภคอาหาร เช่น การดื่มน้ำหวานจากต้นอินทผลัมสด โดยเฉพาะในฤดูหนาวและฤดูใบไม้ผลิ ข้อเท็จจริงที่ว่าผู้ติดเชื้อบางรายอาจไม่แสดงอาการในระยะแรก ทำให้การเฝ้าระวังทำได้ยากขึ้น
🦠ไวรัสนิปาห์คล้ายกับโควิด-19 หรือไม่?
ไวรัส Nipah และ Covid-19 มีความแตกต่างกันในหลายด้าน :
🔴 สาเหตุของโรค : ไวรัสนิปาห์เป็นไวรัสในกลุ่มพาราไมโซไวรัส ในขณะที่โควิด-19 เกิดจากไวรัสโคโรนา
🔴 การแพร่เชื้อ : โรคนิปาห์แพร่จากสัตว์สู่คนเป็นหลัก และผ่านการสัมผัสโดยตรงระหว่างคนกับคน ส่วนโควิด-19 แพร่เชื้อส่วนใหญ่ผ่านละอองฝอยในอากาศ ทำให้ติดต่อได้ง่ายมากในประชากรมนุษย์
🔴 อาการ : แม้ว่าทั้งสองโรคจะทำให้เกิดภาวะหายใจลำบากได้ แต่โรคนิปาห์มักเกี่ยวข้องกับอาการทางระบบประสาทและโรคไข้สมองอักเสบมากกว่า ในขณะที่โควิด-19 อาจทำให้เกิดอาการได้หลากหลาย เช่น มีไข้ ไอ สูญเสียการรับรสหรือกลิ่น และอื่นๆ
🔴 มาตรการป้องกัน : กลยุทธ์การป้องกันแตกต่างกันไปตามวิธีการแพร่เชื้อ โดยโควิด-19 เน้นการสวมหน้ากากอนามัยและการเว้นระยะห่างทางสังคม ในขณะที่การป้องกันโรคนิปาห์เน้นการหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสัตว์บางชนิดและอาหารที่ปนเปื้อน
การติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในระยะเริ่มต้นมักมีอาการไม่จำเพาะเจาะจง มีอาการตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึงรุนแรง ทำให้ยากที่จะแยกแยะออกจากโรคติดเชื้อไวรัสทั่วไป ผู้ป่วยมักมีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ และเจ็บคอ บางรายอาจมีอาการทางระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอและหายใจลำบาก ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงในการแพร่เชื้อจากคนสู่คนผ่านละอองฝอยในระบบทางเดินหายใจ
.
ไวรัสจะลุกลามอย่างรวดเร็วไปสู่โรคทางระบบประสาทที่รุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคไข้สมองอักเสบ อาจมีอาการง่วงซึม สับสน ชัก และโคม่า
.
แม้ว่าไวรัสนิปาห์ติดต่อได้ยากกว่าโควิด-19 แต่ก็อาจร้ายแรงมากกว่าได้ ด้วยไวรัสนิปาห์สามารถนำไปสู่ภาวะระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันและโรคทางระบบประสาทที่รุนแรง มีอัตราการเสียชีวิตที่สูง เนื่องจากยังไม่มีวัคซีนหรือยาต้านไวรัสเฉพาะที่ได้รับการอนุมัติ ทำให้เกิดการระบาดซ้ำแล้วซ้ำเล่าในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไวรัสนิปาห์จึงเป็นปัญหาด้านสาธารณสุขที่สำคัญไม่ว่าจะเกิดขึ้นที่ใดก็ตาม
ผู้ป่วยรายหนึ่งซึ่งแพทย์ระบุว่าติดเชื้อไวรัสนิปาห์ ถูกย้ายไปยังห้องไอซียูของหอผู้ป่วยแยกโรคติดเชื้อนิปาห์ ที่วิทยาลัยการแพทย์โคชิโคเด ในเขตโคชิโคเด รัฐเกรละ ทางตอนใต้ของอินเดีย เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2567 ( รอยเตอร์)
ขณะนี้รัฐบาลเนปาลได้ยกระดับมาตรการเฝ้าระวังเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสนิปาห์เข้าสู่เนปาล หลังจากพบการแพร่ระบาดในรัฐเวสต์เบงกอล ประเทศอินเดีย ซึ่งอยู่ใกล้เคียงกัน
.
จากการศึกษาในประเทศไทยโดย ศ.นพ.ธีรวัฒน์ เหมะจุฑา พบเชื้อนิปาห์ไวรัส ร้อยละ 7.8 ในค้างคาวผลไม้จากภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ โดยโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ ถูกกำหนดเป็นโรคติดต่ออันตราย ตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ซึ่งต้องรายงานภายใน 3 ชั่วโมง เมื่อพบผู้ป่วยที่ยืนยันผล
การแพร่ระบาดทั่วโลก : พบร่องรอยของไวรัสใน ประเทศออสเตรเลีย บังกลาเทศ กัมพูชา จีน อินเดีย อินโดนีเซีย มาดากัสการ์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ปาปัวนิวกินี กานา ไทย และติมอร์-เลสเต
.
เมื่อกลางปี 2568 มีข้อมูลจากการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร PLoS Pathogens รายงานว่า มีการค้นพบไวรัส พร้อมด้วยแบคทีเรียและปรสิตสายพันธุ์ใหม่หลายชนิด ในค้างคาวที่อาศัยอยู่ในสวนผลไม้ในมณฑล ยูนนาน ทางตะวันตกเฉียงใต้ ของประเทศจีน ซึ่งนักวิจัยจากสถาบันควบคุมและป้องกันโรคประจำถิ่นยูนนาน ระบุว่า ไวรัสเหล่านี้มีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับ ไวรัสนิปาห์ (Nipah) และไวรัสเฮนดรา (Hendra) ซึ่งก่อให้เกิดการอักเสบในสมองอย่างรุนแรง และส่งผลกระทบต่อโรคระบบทางเดินหายใจในมนุษย์
ค้างคาวในสวนผลไม้แห่งหนึ่งในมณฑลยูนนาน ( Kuang et al, 2025, PLOS Pathogens/Public Library of Science )
การค้นพบนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากมณฑลยูนนานได้รับการยอมรับว่าเป็นแหล่งรวมความหลากหลายของค้างคาว แม้ว่าต้นกำเนิดที่แท้จริงของการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ยังไม่ชัดเจน แต่การศึกษาจำนวนมากชี้ให้เห็นว่าค้างคาวเกือกม้าเป็นหนึ่งในสัตว์พาหะที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดที่แพร่กระจายไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่จากค้างคาวมาสู่มนุษย์
.
อย่างไรก็ตาม ไวรัส เชื้อรา แบคทีเรีย และปรสิตทั้งหมดที่ติดเชื้อในค้างคาวนั้นยังคงไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด เนื่องจากงานวิจัยก่อนหน้านี้ส่วนใหญ่เน้นไปที่อุจจาระของค้างคาวเพียงอย่างเดียว โดยไม่ได้ตรวจสอบอวัยวะภายใน
.
การศึกษาล่าสุดได้ตรวจสอบภายในไตของค้างคาว 142 ตัวจาก 10 สายพันธุ์ ซึ่งเก็บรวบรวมมาตลอดระยะเวลาสี่ปีจากห้าพื้นที่ในมณฑลยูนนาน การวิเคราะห์ลำดับจีโนมของตัวอย่างเผยให้เห็นไวรัส 22 ชนิด ซึ่ง 20 ชนิดเป็นไวรัสที่ไม่เคยพบมาก่อนในทางวิทยาศาสตร์ ในจำนวนนี้ สองชนิดเป็นไวรัสอยู่ในสกุลเดียวกับไวรัสนิปาห์และเฮนดรา
.
นอกจากนี้ ในสหราชอาณาจักร ยังพบไวรัสสองชนิดที่ก่อให้เกิดโรคพิษสุนัขบ้าในค้างคาวได้แก่ EBLV-1 และ EBLV-2 ไวรัสทั้งสองชนิดนี้หายากมากและพบได้ในค้างคาวเพียงจำนวนน้อยเท่านั้น เชื้อไวรัสค้างคาวทั้งสองสายพันธุ์นี้ พบในค้างคาวเพียง 59 ตัว จากทั้งหมด 19,000 ตัว ที่ได้รับการทดสอบตั้งแต่ปี 2529 และมีเพียง 2 ใน 18 สายพันธุ์ค้างคาวเท่านั้นที่ตรวจพบเชื้อ ได้แก่ ค้างคาวเซโรทีน (Serotine bat) และค้างคาวดอเบนตัน (Daubenton's bat)
.
มีการค้นพบเชื้อโรคชนิดใหม่ที่เรียกว่าไวรัสแคมป์ฮิลล์ (Camp Hill virus) ในรัฐอลาบามา สหรัฐอเมริกา จากการตรวจสอบตัวอย่างเนื้อเยื่อของหนูชรูว์หางสั้น ซึ่งมักอาศัยอยู่ในป่าและไม่ค่อยได้สัมผัสกับผู้คนมากนัก โดยไวรัสที่พบเป็นกลุ่มไวรัสเฮนิปา
.
อย่างไรก็ตาม ไวรัสในสกุล Henipaviruses สามารถติดเชื้อในสัตว์หลายชนิด รวมถึงค้างคาว ม้า ลิง สุนัข แมว และแม้แต่หนู ซึ่งหมายความว่าไวรัสเหล่านี้ปรับตัวได้ดีและมีโอกาสแพร่จากสัตว์สู่มนุษย์ได้หลายวิธี.
โฆษณา