27 ม.ค. เวลา 03:43 • ไลฟ์สไตล์

🏗️ เมื่อ ‘คนเก่ง’ รวมกันแล้วไม่เวิร์ก

ทำไม Trust และ Respect คือ ‘โครงสร้างพื้นฐาน’ ที่แพงกว่าเงินเดือน
ในโลกธุรกิจยุคใหม่ เรามักติดกับดักทางความคิดที่ฟังดูสมเหตุสมผลมากว่า
“ถ้าอยากได้ทีมที่ดี ก็แค่จ้างคนเก่งที่สุดมารวมตัวกัน”
ประโยคนี้ฟังดูไม่ผิด และเป็นเหตุผลที่ผู้บริหารจำนวนไม่น้อยยอมทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อดึงตัว Talent ระดับหัวกะทิ เข้ามาในองค์กร จ่ายเงินเดือนสูง โบนัสหนัก สวัสดิการแน่น พร้อมความคาดหวังว่า เมื่อคนเก่งเหล่านี้มานั่งทำงานโต๊ะติดกัน ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ
แต่ความจริงที่หลายองค์กรเจอ คือ…“Dream Team” มักกลายเป็น “Nightmare”
เช่น เกิดเหตุการณ์โปรเจกต์ล่าช้า การเมืองภายในรุนแรง การประชุมเต็มไปด้วยแรงเสียดทาน หรือบรรยากาศการทำงานที่ตึงเครียดจนคนเก่งเริ่มทยอยหมดไฟ ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่เก่ง หากแต่เพราะทีมมีแค่ Competency (สมรรถนะ) แต่ขาด Connectivity (ความเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์)
องค์กรจำนวนมากลงทุนกับ “ความสามารถรายบุคคล” อย่างจริงจัง แต่กลับประหยัดกับ “โครงสร้างความสัมพันธ์” โดยไม่รู้ตัว
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ “เรามีคนเก่งพอหรือยัง?” แต่คือ “ทีมของเรามี Trust และ Respect มากพอที่จะทำให้ความเก่งนั้น ‘ทำงานร่วมกันได้จริง’ หรือไม่?”
====
🧬 วิทยาศาสตร์เบื้องหลังทีมที่แข็งแกร่ง ไม่ใช่แค่ความรู้สึก
แนวคิดเรื่อง “ทีมเวิร์ค” ไม่ใช่เรื่องโรแมนติกหรือโลกสวย แต่เป็นเรื่องที่มี หลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์รองรับอย่างชัดเจน
* หนึ่งในงานวิจัยที่ถูกอ้างอิงมากที่สุดคือ Google’s Project Aristotle (2015) ซึ่งศึกษาทีมงานกว่า 180 ทีม เพื่อหาคำตอบว่า อะไรทำให้ทีมหนึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าทีมอื่น
* ผลลัพธ์ที่ได้หักล้างความเชื่อเดิมแทบทั้งหมด ปัจจัยอันดับหนึ่งไม่ใช่ IQ รวมของทีม ไม่ใช่ประสบการณ์ ไม่ใช่โครงสร้างองค์กร และไม่ใช่ผู้นำที่สั่งการเก่งที่สุด
* แต่คือสิ่งเดียวที่เรียกว่า “Psychological Safety หรือความปลอดภัยทางจิตใจ”
ศาสตราจารย์ Amy Edmondson จาก Harvard Business School ผู้บุกเบิกแนวคิดนี้ อธิบายไว้ว่า “เมื่อสมาชิกในทีมเชื่อว่าพวกเขาสามารถพูดความจริง ตั้งคำถาม หรือยอมรับความผิดพลาดได้โดยไม่ถูกลงโทษ ทีมจะเรียนรู้ได้เร็ว และสร้างนวัตกรรมได้จริง”
ในทางกลับกัน หากทีมขาดความปลอดภัยทางจิตใจ ต่อให้รวมอัจฉริยะไว้ด้วยกัน พวกเขาก็จะกลายเป็นเพียง กลุ่มคนที่ระแวงกันเอง ใช้พลังสมองไปกับการป้องกันตัว (Self‑protection) มากกว่าการแก้ปัญหา หรือคิดล่วงหน้าว่า “พูดไปแล้วจะโดนอะไร”
"ทีมแบบนี้อาจดูเรียบร้อยจากภายนอก แต่ภายในเต็มไปด้วยต้นทุนแฝงที่องค์กรไม่เคยบันทึกลงงบการเงิน"
====
🪜 จาก “คนแปลกหน้า” สู่ “ลมหายใจเดียวกัน”?
Trust และ Respect ไม่ได้เกิดจากกิจกรรม Team Building ปีละครั้ง หรือการพาไปเลี้ยงข้าวมื้อใหญ่ แต่มันคือ กระบวนการความสัมพันธ์ที่ต้องไต่ระดับอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง
1) การรับรู้ (Acknowledge) = จุดเริ่มต้นไม่ใช่การเห็นด้วย แต่คือการ “เห็นหัว” กัน ยอมรับว่าทุกคนมีตัวตน มีบทบาท และมีความแตกต่าง ไม่มองอีกฝ่ายเป็นเพียงตำแหน่งงานหรือทรัพยากร
2) การทำความเข้าใจ (Understanding) = ขยับจากการได้ยิน มาเป็นการฟังอย่างตั้งใจ (Deep Listening) เพื่อเข้าใจเจตนา เหตุผล และบริบท ไม่รีบตัดสินจากผลลัพธ์หรืออารมณ์ในช่วงสั้นๆ
3) การยอมรับ (Acceptance) = ขั้นที่ท้าทายอีโก้คนเก่งที่สุด คือการเปิดพื้นที่ให้ความเห็นต่าง (Dissent) โดยไม่ตีความว่าอีกฝ่ายกำลังท้าทายอำนาจ หรือ “คิดไม่เหมือนเราแล้วผิด”
4) การเคารพ (Respect) = การเคารพไม่ใช่การก้มหัวให้ความอาวุโส แต่คือการให้เกียรติในบทบาท ความเชี่ยวชาญ และพื้นที่ในการตัดสินใจอย่างเหมาะสม เคารพในฐานะมนุษย์ ไม่ใช่แค่ลำดับชั้น
5) ความเชื่อมั่น (Trust) = เมื่อ Respect มากพอ Trust จะตามมา นี่คือความกล้าที่จะเปราะบาง (Vulnerability) กล้าพูดว่า “ฉันไม่รู้” “ฉันคิดพลาด” หรือ “ฉันต้องการความช่วยเหลือ” โดยไม่กลัวถูกซ้ำเติม
6) ความผูกพัน (Bonding) = จุดสูงสุดคือสิ่งที่ Simon Sinek เรียกว่า Circle of Safety ทีมจะปกป้องกันจากแรงกดดันภายนอก และทุ่มพลังไปที่เป้าหมายเดียวกันโดยไม่กั๊กศักยภาพ
====
📉 วิกฤตศรัทธาในยุค Hybrid Work
ในหลายองค์กรไทย ปัญหา Trust และ Respect ไม่ได้เกิดจากการทำงานทางไกลเพียงอย่างเดียว แต่สะท้อน วัฒนธรรมอำนาจและลำดับชั้น ที่ฝังรากมานาน
เราอาจคุ้นกับทีมที่ดูสงบ ไม่มีการโต้แย้ง การประชุมที่ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วยอย่างพร้อมเพรียง หรือการตัดสินใจที่เหมือนจะเกิดขึ้นล่วงหน้าก่อนเข้าห้องประชุมแล้ว สิ่งเหล่านี้ดูสุภาพ แต่ไม่ได้แปลว่าทีมไว้ใจกัน
"บ่อยครั้ง นี่คือสัญญาณของทีมที่มี Respect เชิงตำแหน่ง แต่ขาด Trust เชิงมนุษย์"
เมื่อเข้าสู่ยุค Hybrid หรือ Remote การสร้าง Trust ยิ่งยากขึ้น งานวิจัยจาก Harvard Business Review (2022) ระบุว่า 67% ของทีมงานระยะไกลรู้สึกว่าการสร้าง Empathy ทำได้ยากกว่าเดิม
เมื่อการสื่อสารเหลือเพียงข้อความ งานจะกลายเป็น Transaction มากกว่า Relationship และเมื่อ Respect ลดลง Trust ก็จะกร่อนตามอย่างเงียบๆ
====
🎯 ดังนั้น ยุคนี้เกมวัดผลที่ผู้นำต้องคิดใหม่
ถึงเวลาที่ผู้นำองค์กรต้องทบทวนเกณฑ์วัดความสำเร็จของ “ทีมที่ดี” อย่างจริงจัง
* Output = งานเสร็จกี่ชิ้น ประชุมกี่ครั้ง "นี่คือค่าแรงขั้นต่ำ"
* Outcome = ทีมเรียนรู้เร็วขึ้นไหม เมื่อเจอปัญหา พวกเขาวิ่งเข้าหากันหรือหลบกัน "นี่คือกำไรระยะยาว"
ทีมที่ขาด Trust เปรียบเหมือนเรือที่เครื่องยนต์แรง แต่ไม่มีระบบนำทาง อาจวิ่งเร็วในช่วงสั้น แต่เสี่ยงหลงทิศหรือชนกันเอง การสร้างทีมจึงไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนแบบแคมเปญ แต่คือการลงทุนระยะยาวในโครงสร้างที่มองไม่เห็น
"ความเก่ง อาจพาทีมชนะเกมสั้นๆ ได้...แต่ความเชื่อใจเท่านั้น ที่พาทีมชนะในระยะยาว"
#วันละเรื่องสองเรื่อง
#PsychologicalSafety
#HighPerformanceTeam
#TrustAndRespect
#ProjectAristotle
#TeamCulture
โฆษณา