Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
“วันละเรื่องสองเรื่อง”
•
ติดตาม
31 ม.ค. เวลา 01:44 • ธุรกิจ
🕯️ “หัวหน้าที่ดี... ไม่กลัวลูกน้องเก่งกว่า แต่กลัวตัวเองหยุดพัฒนา”
เมื่อความสำเร็จของผู้นำ ไม่ได้วัดที่ ‘ยืนสูงกว่าใคร’ แต่วัดที่ ‘ส่งใครไปได้สูงที่สุด’
ในการทำงานยุคปัจจุบัน ความสัมพันธ์ระหว่าง “หัวหน้า” กับ “ลูกน้อง” ไม่ได้ถูกกำหนดด้วยตำแหน่งในผังองค์กรเพียงอย่างเดียว หากแต่ถูกกำหนดด้วยทัศนคติ วิธีคิด และระดับวุฒิภาวะของผู้นำเป็นสำคัญ ยิ่งโลกการทำงานเปลี่ยนเร็วมากเท่าไร บทบาทของหัวหน้าก็ยิ่งต้องเปลี่ยนเร็วเท่านั้น
หนึ่งในกับดักทางอารมณ์ที่หัวหน้างานจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญ คือ “ความกลัวการถูกแทนที่” (Fear of Replacement) ความกลัวนี้มักไม่แสดงออกตรงๆ แต่ค่อยๆ แทรกซึมผ่านการตัดสินใจเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การไม่เปิดโอกาสให้ลูกน้องนำเสนอ การเลือกทำเรื่องสำคัญด้วยตัวเอง หรือการไม่ยอมปล่อยงานที่ควรถ่ายโอน
ความกลัวนี้มักเกิดขึ้นเมื่อเห็นลูกน้องเริ่มฉายแววเก่งขึ้น คิดเร็วขึ้น ใช้เครื่องมือใหม่ได้คล่องกว่า หรือมีมุมมองที่ทันโลกมากกว่า จากความภูมิใจในวันแรก อาจค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นคำถามในใจว่า
“ถ้าเขาเก่งขึ้นเรื่อยๆ แล้วบทบาทของเราจะเหลืออะไร?”
คำถามนี้เองที่แยกผู้นำออกเป็นสองกลุ่มอย่างชัดเจน
* กลุ่มหนึ่งเลือก ‘กด’ คนเก่งไว้ใกล้ตัว เพื่อรักษาความมั่นคงของตนเอง
* อีกกลุ่มหนึ่งเลือก ‘ส่ง’ คนเก่งให้ไปได้ไกลกว่าเดิม เพื่อยกระดับทั้งทีมและองค์กร
* และความต่างของสองทางเลือกนี้ คือความต่างระหว่างหัวหน้าที่รักษาเก้าอี้ กับผู้นำที่สร้างอนาคต
=====
1) จาก “ผู้สั่งการ” สู่ “ผู้จุดประกาย” (From Commander to Catalyst)
ในโลกยุคอุตสาหกรรม หัวหน้ามักถูกมองว่าเป็น “เพดาน” ของทีม ลูกน้องจะเก่งได้ไม่เกินหัวหน้า เพราะความรู้ อำนาจ และการตัดสินใจรวมศูนย์อยู่ที่คนคนเดียว โมเดลนี้อาจเคยได้ผลในโลกที่เปลี่ยนช้า แต่ในโลกปัจจุบัน มันกลับกลายเป็นข้อจำกัด
ในโลกการทำงานปี 2026 เพดานแบบนั้นไม่เพียงล้าสมัย หากยังเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตขององค์กรอย่างรุนแรง เพราะความรู้ใหม่ เทคโนโลยีใหม่ และพฤติกรรมผู้บริโภคใหม่ ไม่ได้รอให้หัวหน้าคนเดียวตามทัน
บทบาทของหัวหน้าในวันนี้ จึงไม่ใช่การเป็นผู้รู้ทุกเรื่อง แต่คือการเป็น “แท่นส่ง” (Launchpad) ที่ช่วยให้คนในทีมพุ่งขึ้นไปได้สูงกว่าที่ตัวเองเคยยืนอยู่ หน้าที่สำคัญของหัวหน้า คือการออกแบบระบบ สภาพแวดล้อม และวัฒนธรรม ที่เอื้อต่อการเติบโต
งานวิจัยของ Gallup ชี้ชัดว่า พนักงานส่วนใหญ่ไม่ได้ลาออกเพราะงานหนัก แต่ลาออกเพราะหัวหน้าที่ไม่สนใจการเติบโตของพวกเขา หัวหน้าที่ดีจึงไม่ใช่คนที่เก่งที่สุดในห้อง แต่คือคนที่ทำให้ทั้งห้องเก่งขึ้นพร้อมกัน
หัวหน้าลักษณะนี้จะสร้าง “Psychological Safety” หรือพื้นที่ปลอดภัยทางความคิด ให้ลูกน้องกล้าพูด กล้าลอง กล้าโต้แย้ง และกล้าเก่งกว่า โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกมองเป็นภัยคุกคาม เพราะความผิดพลาดถูกมองเป็นการเรียนรู้ ไม่ใช่เครื่องมือในการลงโทษ
=====
2) Reverse Mentoring หรือเมื่อศิษย์กลายเป็นครู
หนึ่งในวิธีจัดการความกลัวการถูกแทนที่อย่างชาญฉลาดที่สุด ไม่ใช่การพิสูจน์ว่าตัวเองยังเหนือกว่า แต่คือการ “ยอมเรียนรู้จากลูกน้องอย่างเปิดใจ” เพราะในโลกที่ความรู้เสื่อมค่าเร็ว คนที่ยอมเรียนรู้คือคนที่อยู่รอด
องค์กรระดับโลกจำนวนมากนำแนวคิด Reverse Mentoring มาใช้ โดยจับคู่พนักงานรุ่นใหม่ให้เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ด้านเทคโนโลยี ดิจิทัล เครื่องมือใหม่ หรือพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ ให้กับผู้บริหารอาวุโส
สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่การถ่ายทอดทักษะ แต่คือการรื้อกำแพงอีโก้ และสร้างความสัมพันธ์เชิงเคารพซึ่งกันและกัน หัวหน้าเลิกยึดติดกับภาพลักษณ์ “ผู้รู้ทุกอย่าง” และลูกน้องเลิกมองหัวหน้าเป็น “คนไม่ทันโลก”
ผลลัพธ์คือ
* หัวหน้าได้อัปเดตโลกและมุมมองใหม่
* ลูกน้องได้ความภูมิใจและความหมายในงาน
* องค์กรได้สะพานเชื่อมระหว่างรุ่น
และที่สำคัญที่สุด คือความกลัวถูกแทนที่ ถูกแทนด้วยความรู้สึกว่า “เรายังจำเป็น เพราะเรายังเรียนรู้ได้เสมอ”
=====
3) ลูกน้องยิ่งวิ่งเร็ว หัวหน้ายิ่งต้องไม่หยุดวิ่ง (Growth Mindset ของผู้นำ)
ความกลัวที่แท้จริงของหัวหน้า ไม่ควรอยู่ที่การมีลูกน้องเก่งกว่า แต่ควรอยู่ที่การที่ตัวเองหยุดพัฒนา เพราะวันที่หัวหน้าหยุดเรียนรู้ คือวันที่เขาเริ่มถอยหลังโดยไม่รู้ตัว
ผู้นำที่ยึดติดกับความรู้เดิม (Fixed Mindset) จะมองความเก่งของผู้อื่นเป็นภัยคุกคาม แต่ผู้นำที่มี Growth Mindset จะมองมันเป็นกระจกสะท้อนว่า “โลกกำลังไปไกลกว่าที่เรายืนอยู่หรือไม่”
วัฒนธรรมของ Microsoft ภายใต้การนำของ Satya Nadella เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการเปลี่ยนองค์กรจาก “Know-it-all” เป็น “Learn-it-all” ผู้นำถูกคาดหวังให้เรียนรู้สิ่งใหม่อยู่เสมอ แม้ไม่ใช่สิ่งที่ตนถนัด เพราะการเรียนรู้ของหัวหน้า คือสัญญาณเชิงวัฒนธรรมที่ทรงพลังที่สุด
* เมื่อหัวหน้าเรียนรู้ ทีมจะกล้าเรียนรู้
* เมื่อหัวหน้ายอมรับว่าตัวเองยังไม่รู้ ทีมจะกล้าคิดและกล้าลอง
* เมื่อหัวหน้าไม่กลัวจะดูไม่เก่ง ทีมจะไม่กลัวการเติบโต
=====
4) อำนาจที่แท้จริง คือการสร้างคน ไม่ใช่การครอบครองตำแหน่ง
ตำแหน่งหัวหน้าในโลกยุคใหม่ ไม่ได้มั่นคงเพราะอำนาจในมือ แต่มั่นคงเพราะความศรัทธาที่ทีมมอบให้ อำนาจที่ยั่งยืนที่สุด คืออำนาจที่คนอื่นยินดีมอบให้ ไม่ใช่อำนาจที่ต้องใช้ตำแหน่งบังคับ
คุณสรรเสริญ สมัยสุต เคยสรุปแก่นของภาวะผู้นำไว้อย่างเรียบง่ายแต่ลึกซึ้งว่า
“อนาคตของหัวหน้าจะมีเสมอ ถ้าคนเก่งรักและให้เกียรติเรา เพราะงานสร้างคน และคนสร้างงาน”
เมื่อหัวหน้าทุ่มเทสร้างลูกน้องให้เติบโต เขาไม่ได้สร้างคู่แข่ง แต่กำลังสร้าง Leadership Pipeline ที่แข็งแรง สร้างทีมที่คิดเองได้ ตัดสินใจเองได้ และรับผิดชอบผลลัพธ์ได้ ซึ่งจะผลักดันตัวหัวหน้าเองไปสู่บทบาทเชิงกลยุทธ์ที่ใหญ่กว่าเดิมโดยธรรมชาติ
=====
🎯 “แสงสว่างที่ไม่เคยบดบังกัน”
ผู้นำที่แท้จริง ไม่ใช่คนที่ยืนสว่างที่สุดเพียงลำพัง แต่คือคนที่ทำให้ทั้งองค์กรสว่างขึ้นพร้อมกัน ความเก่งของลูกน้อง ไม่ได้ลดคุณค่าของหัวหน้า หากแต่สะท้อนคุณค่าความเป็นผู้นำของเขาอย่างชัดเจน
หัวหน้าที่ดีไม่กลัวลูกน้องเก่งกว่า เพราะเขารู้ว่าแสงสว่างของลูกน้อง ไม่ได้ทำให้เขามืดลง แต่ทำให้องค์กรเห็นเส้นทางชัดขึ้น และไปได้ไกลขึ้น
ในวันที่ลูกน้องก้าวไปได้เร็วกว่าเดิม อย่าถามว่าคุณกำลังถูกแทนที่หรือไม่ แต่จงถามว่า
“วันนี้ เราได้ทำหน้าที่แท่นส่งให้ดีที่สุดแล้วหรือยัง?”
#วันละเรื่องสองเรื่อง #LeadershipMindset #PeopleDevelopment #GrowthCulture #ReverseMentoring #ManagerialWisdom
hr
ผู้นำ
วัฒนธรรมองค์กร
บันทึก
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย