Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
“วันละเรื่องสองเรื่อง”
•
ติดตาม
1 ก.พ. เวลา 05:39 • ธุรกิจ
🔥 “เราจ้างคุณมาดับไฟ ไม่ใช่มาวิจารณ์ควัน”
เมื่อวัฒนธรรมการโทษกัน และข้ออ้าง กลายเป็นมะเร็งร้ายที่ฆ่าองค์กรแบบเงียบๆ
ในโลกยุคปัจจุบัน ความเร็วในการตัดสินใจและความสามารถในการแก้ปัญหากลายเป็นปัจจัยชี้เป็นชี้ตายขององค์กร หลายบริษัทไม่ได้ล้มเพราะกลยุทธ์ผิด หรือเทคโนโลยีตามไม่ทัน แต่กลับสะดุดล้มจากสิ่งที่อันตรายกว่านั้น นั่นคือ “วัฒนธรรมภายใน” ที่ค่อยๆ บ่อนทำลายพลังของทีมโดยที่คนในองค์กรเองแทบไม่รู้ตัว
วิกฤตขององค์กรวันนี้จึงไม่ได้มาจากเศรษฐกิจ คู่แข่ง หรือ AI เพียงอย่างเดียว หากแต่มาจากทัศนคติในการทำงานที่ทำให้คนในองค์กรค่อยๆ สูญเสียความกล้ารับผิดชอบ และหันไปหากลไกป้องกันตัวแบบง่ายที่สุด นั่นคือการโทษคนอื่น หรืออธิบายเหตุผลว่าทำไมงานจึงทำไม่ได้
หากลองถอดรหัสปัญหาเรื่องคนที่ฉุดรั้งองค์กรจำนวนมาก เราจะพบว่าพฤติกรรมที่ทำลายพลังทีมมากที่สุด มักวนอยู่กับ 2 รูปแบบหลัก
* วัฒนธรรมการโทษกัน (Blame Culture)
* และทัศนคติแบบช่างอธิบายปัญหา แต่ไม่ลงมือแก้ (Excuse Mindset)
สองสิ่งนี้อาจดูเป็นเรื่องเล็กในชีวิตประจำวัน แต่เมื่อสะสมไปนานๆ มันจะเปลี่ยนทีมที่เคยเต็มไปด้วยพลัง ให้กลายเป็นทีมที่เอาแต่ระวังตัวเอง กลัวผิด กลัวถูกตำหนิ และสุดท้ายเลือกทำเฉพาะสิ่งที่ปลอดภัย แม้รู้ว่ามันไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด
ผลลัพธ์คือองค์กรเริ่มเคลื่อนที่ช้าลงโดยไม่มีใครสังเกตเห็นทันที เพราะทุกอย่างยังดู “ทำงานได้” อยู่ แต่ในความเป็นจริง พลังของทีมกำลังลดลงทีละน้อย ความกล้าหายไป และความคิดสร้างสรรค์ค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยความกลัว
บทความนี้จึงอยากชวนผู้นำและคนทำงานทุกระดับ กลับมาตรวจสุขภาพองค์กรของตนเองว่า วันนี้เรากำลังสร้างทีม “นักแก้ปัญหา” หรือกำลังสร้างทีม “นักเอาตัวรอด” กันแน่ และที่สำคัญ เรากำลังแก้ไฟ… หรือกำลังยืนดูควันแล้วถกเถียงกันว่าใครเป็นต้นเหตุ
====
1) "Blame Game" เมื่อการโทษกันกลายเป็นสัญชาตญาณเอาตัวรอด
สิ่งที่ทำลายความเชื่อใจในทีมได้เร็วที่สุด ไม่ใช่ความผิดพลาด แต่คือปฏิกิริยาหลังความผิดพลาด
เมื่อเกิดปัญหาในงาน เรามักเห็นคนทำงานแบ่งออกเป็นสองกลุ่มอย่างชัดเจน
* กลุ่มแรก มองหาสาเหตุเพื่อแก้ปัญหา ถามว่า “เกิดอะไรขึ้น และเราจะแก้ยังไง?”
* กลุ่มที่สอง มองหาคนผิด ถามว่า “ใครทำพัง?” เพื่อปกป้องตัวเองก่อน
การโทษคนอื่นคือกลไกป้องกันตัวทางจิตวิทยาแบบหนึ่ง เพราะเมื่อโยนความผิดออกไป ตัวเองจะรู้สึกปลอดภัยขึ้นทันที แต่ความปลอดภัยนั้นเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว ในขณะที่ความเชื่อใจในทีมกลับถูกกัดกร่อนไปเรื่อยๆ
เมื่อทีมอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ใครทำมากผิดมาก และใครผิดมากถูกตำหนิมาก สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือทุกคนเริ่มเล่นแบบปลอดภัย ไม่กล้าลอง ไม่กล้าคิดใหม่ และไม่กล้าเสี่ยง
หลายทีมจึงใช้พลังงานไปกับการป้องกันตัวเอง มากกว่าการแก้ปัญหาให้ลูกค้า
* ตัวอย่างที่พบได้บ่อยคือ เมื่อโครงการล่าช้า แทนที่จะช่วยกันแก้ ทีมกลับเสียเวลาประชุมเพื่อตามหาว่าใครทำให้แผนสะดุด แต่สุดท้ายเวลาที่ควรใช้เพื่อแก้ปัญหากลับหมดไปกับการปกป้องภาพลักษณ์ของแต่ละฝ่าย
* ผลลัพธ์คือ นวัตกรรมหายไป ความกล้าหายไป และองค์กรเริ่มเดินช้าลงโดยไม่รู้ตัว
“องค์กรจำนวนไม่น้อยไม่ได้พังเพราะตลาดไม่ดี แต่พังเพราะคนในทีมไม่กล้าทำอะไรใหม่อีกต่อไป เมื่อความกลัวครอบงำ ความคิดสร้างสรรค์ก็หายไปทันที”
====
2) เก่งหลังห้องประชุม แต่เงียบในห้องตัดสินใจ
ผลข้างเคียงสำคัญของวัฒนธรรมโทษกัน คือปรากฏการณ์ที่หลายองค์กรคุ้นเคยดี
* ในห้องประชุม ทุกคนเงียบ พยักหน้า และดูเหมือนเห็นด้วยกับทุกอย่าง
* แต่ทันทีที่ประชุมจบ เสียงวิจารณ์กลับดังขึ้นตามโต๊ะกาแฟ หน้าลิฟต์ หรือในแชตกลุ่มย่อย
* ปัญหาถูกมองเห็น แต่ไม่มีใครกล้าพูดในเวลาที่ควรพูด เพราะกลัวถูกโยนความรับผิดชอบ หรือกลัวกลายเป็นเป้าโจมตีในภายหลัง
พฤติกรรม “ไม่พูดตอนที่ควรพูด แต่มาบ่นทีหลัง” คือสัญญาณชัดเจนว่าองค์กรกำลังขาดความปลอดภัยทางจิตใจอย่างรุนแรง เมื่อปัญหาไม่ถูกพูดถึงในห้องตัดสินใจ มันจะถูกซุกไว้ใต้พรม จนวันหนึ่งกลายเป็นวิกฤตที่แก้ไม่ทัน
หลายองค์กรจึงเผชิญเหตุการณ์ที่ผู้บริหารเพิ่งรู้ปัญหาในวันที่สายเกินแก้ ทั้งที่คนในทีมรู้กันมานานแล้ว
* องค์กรที่ดูเงียบสงบในที่ประชุม จึงอาจกำลังซ่อนความเสี่ยงระดับสูงโดยที่ผู้บริหารไม่รู้ตัว
* ความเงียบในที่ประชุม ไม่ได้แปลว่าทุกอย่างเรียบร้อย แต่บางครั้งหมายถึง “ไม่มีใครกล้าพูดความจริง” ต่างหาก
====
3) “ผมจ้างคุณมาแก้ปัญหา ไม่ได้จ้างมาอธิบายว่าทำไม่ได้”
อีกด้านหนึ่งของเหรียญเดียวกัน คือพนักงานที่ไม่ได้โทษคนอื่น แต่โทษสถานการณ์
* งบไม่พอ คนไม่พอ เวลาไม่ทัน ลูกค้าเปลี่ยนใจ ระบบไม่พร้อม เป็นต้น เหตุผลเหล่านี้ล้วนเป็นข้อจำกัดที่เกิดขึ้นจริง
* แต่ในโลกการทำงาน ข้อจำกัดไม่ใช่เหตุผลให้หยุดทำงาน หากคือโจทย์ที่ต้องแก้
คนที่มีทัศนคติแบบ Solution Mindset จะไม่หยุดที่การรายงานปัญหา แต่จะพยายามเสนอทางออกเสมอ
* คนแบบแรกบอกว่า “ของหมดครับ ขายไม่ได้” แล้วเรื่องก็จบ
* แต่คนแบบหลังจะบอกว่า “ของหมดครับ แต่ผมเปิดให้ลูกค้าจองล่วงหน้า พร้อมเสนอเงื่อนไขพิเศษเพื่อรักษาลูกค้าไว้ก่อน ระหว่างรอของเข้า”
ความแตกต่างไม่ได้อยู่ที่ตำแหน่ง แต่อยู่ที่ทัศนคติว่าเรามีหน้าที่แค่รายงาน หรือมีหน้าที่ทำให้งานสำเร็จ
* ในหลายองค์กร เราพบคนเก่งจำนวนมากที่อธิบายปัญหาได้ละเอียดมาก แต่กลับไม่เคยเสนอวิธีแก้เลยแม้แต่ครั้งเดียว
* ในขณะที่มืออาชีพตัวจริงอาจไม่ได้พูดมาก แต่จะเริ่มลงมือหาทางออกทันที แม้จะยังไม่สมบูรณ์แบบก็ตาม
องค์กรที่เติบโตได้จริง คือองค์กรที่เต็มไปด้วยคนแบบหลัง คนที่มองข้อจำกัดเป็นโจทย์ ไม่ใช่กำแพง
====
4) เปลี่ยนวัฒนธรรมโทษกัน เป็นวัฒนธรรมแก้ปัญหา
การเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรไม่สามารถเกิดจากการประกาศนโยบาย แต่ต้องเริ่มจากพฤติกรรมของผู้นำในทุกวันทำงาน
ผู้นำต้องหยุดถามว่าใครทำพัง และเริ่มถามว่าเราเรียนรู้อะไรจากเหตุการณ์นี้ และจะแก้ยังไงไม่ให้เกิดซ้ำ
* เพราะทันทีที่คนรู้ว่าการยอมรับความผิดไม่ได้นำไปสู่การถูกลงโทษ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ ความกล้าจะค่อยๆ กลับมา
* คนที่กล้ายกมือพูดความจริง หรือเสนอแนวทางที่แตกต่าง ควรได้รับการปกป้อง ไม่ใช่ถูกทำให้กลายเป็นเป้าโจมตี
* และเมื่อมีคนบ่นถึงปัญหา คำถามสำคัญไม่ใช่ว่าใครบ่น แต่คือ “คุณอยากช่วยแก้ยังไง?”
วิธีนี้จะเปลี่ยนนักวิจารณ์ให้กลายเป็นเจ้าของปัญหา และช่วยกรองคนที่ดีแต่พูด ออกจากคนที่พร้อมลงมือทำ เมื่อคนเริ่มรู้สึกว่าพวกเขามีสิทธิ์และมีส่วนในการแก้ปัญหา ทีมจะเริ่มขยับจากผู้ตามคำสั่ง ไปสู่ทีมที่คิดและตัดสินใจร่วมกัน และนั่นคือจุดเริ่มต้นขององค์กรที่แข็งแรงจริง
====
🎯 ดังนั้น ทีมที่แข็งแกร่งไม่ใช่ทีมที่ไม่เคยล้ม
ในสนามธุรกิจ ไม่มีพื้นที่สำหรับข้ออ้างหรือการหาแพะรับบาป
* ทีมที่แข็งแกร่งไม่ใช่ทีมที่ไม่เคยผิดพลาด แต่คือทีมที่เมื่อพลาดแล้ว ไม่เสียเวลาชี้หน้ากัน หากรีบช่วยกันลุกขึ้นและแก้สถานการณ์ทันที
* องค์กรที่เติบโตได้ระยะยาว ไม่ได้มีทีมที่สมบูรณ์แบบ แต่มีทีมที่เรียนรู้และปรับตัวได้เร็ว
ท้ายที่สุด ความแตกต่างระหว่างทีมธรรมดากับทีมที่ชนะ ไม่ได้อยู่ที่ทรัพยากร แต่อยู่ที่ทัศนคติของคนในทีม เพราะคนธรรมดามักอธิบายข้อจำกัด แต่คนที่ประสบความสำเร็จ จะหาวิธีทำให้สำเร็จภายใต้ข้อจำกัดนั้น
และในวันที่องค์กรกำลังเผชิญไฟรอบด้าน คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าใครก่อควันขึ้นมา แต่คือ ใครพร้อมจะช่วยกันดับไฟ
"เพราะสุดท้ายแล้ว องค์กรไม่ได้ต้องการคนที่อธิบายปัญหาเก่งที่สุด แต่อยู่รอดได้ด้วยคนที่กล้าลงมือแก้ปัญหาก่อนคนอื่น"
#วันละเรื่องสองเรื่อง #SolutionMindset #Accountability #LeadershipCulture #NoExcuses #HighPerformanceTeam
hr
วัฒนธรรมองค์กร
ผู้นำ
บันทึก
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย