8 ชั่วโมงที่แล้ว • ธุรกิจ

🗣️ “คำพูด” เปลี่ยนชีวิต เมื่อประโยคเล็กๆ กลายเป็นกำแพงขวางความก้าวหน้า

ศิลปะการสื่อสารในออฟฟิศ ที่ทำให้คนธรรมดากลายเป็นคนที่องค์กร “อยากเก็บไว้” มากกว่า “คนที่เก่งแต่ทำงานด้วยยาก”
ในโลกการทำงาน หลายคนเติบโตมาพร้อมความเชื่อว่า “ความเก่ง” คือสิ่งที่จะพาเราไปได้ไกลที่สุด “เก่งกว่าเพื่อน ทำงานเร็วกว่า เข้าใจงานลึกกว่า แก้ปัญหาเก่งกว่า” ดูเหมือนเป็นสูตรสำเร็จของความก้าวหน้า
แต่เมื่อทำงานไปสักระยะ โดยเฉพาะหลังผ่านช่วง 5–10 ปีแรกของชีวิตการทำงาน หลายคนเริ่มเห็นความจริงบางอย่างชัดขึ้นเรื่อยๆ
* คนที่เก่งมาก อาจไม่ได้เติบโตเร็วที่สุดเสมอไป
* ในขณะที่บางคนไม่ได้เก่งที่สุด แต่กลับได้รับโอกาส ได้รับความไว้วางใจ และถูกเลือกให้รับผิดชอบงานสำคัญอยู่เสมอ
เหตุผลหนึ่งที่มักถูกมองข้าม คือเรื่องง่ายๆ อย่าง “วิธีพูด” และ “วิธีสื่อสาร” ในชีวิตประจำวัน
* เพราะในที่ทำงาน ทุกคำที่เราพูด ไม่ได้แค่สื่อสารข้อมูลหรือสถานะงาน แต่มันกำลังสร้างภาพลักษณ์ของเราในสายตาคนอื่นไปพร้อมกัน
* บางประโยคที่เราพูดเพราะความเหนื่อย ความเครียด หรือความเคยชิน อาจกำลังทำลายโอกาสของเราแบบเงียบๆ โดยที่เราไม่รู้ตัว
* หลายคนไม่ได้พลาดเพราะทำงานไม่เก่ง แต่พลาดเพราะ “พูดแบบที่ทำให้คนไม่อยากทำงานด้วย” โดยไม่ตั้งใจ
บทความนี้จึงอยากชวนผู้อ่านมาลองสังเกต “ประโยคต้องห้าม” ในโลกการทำงาน และวิธีเปลี่ยนมันให้กลายเป็น “ประโยคสร้างโอกาส” ที่ช่วยให้เราเติบโตได้เร็วขึ้น โดยไม่ต้องเปลี่ยนงาน หรือเปลี่ยนตัวเองทั้งคน “เพียงแค่เปลี่ยนวิธีพูดบางประโยคในชีวิตประจำวัน”
1) เปลี่ยน “ทางตัน” ให้กลายเป็น “สะพาน” แห่งความร่วมมือ
หนึ่งในประโยคที่ทำลายภาพลักษณ์มืออาชีพได้เร็วที่สุดคือ
❌ “ทำไม่ได้ครับ”
❌ “ไม่ใช่หน้าที่ผม”
แม้บางครั้งจะเป็นความจริง เพราะงานนั้นอาจอยู่นอกขอบเขตความรับผิดชอบ หรือเราอาจไม่เคยทำมาก่อนจริงๆ แต่ในมุมของคนฟัง โดยเฉพาะหัวหน้า หรือผู้บริหาร
ประโยคแบบนี้ส่งสัญญาณว่า
* เราไม่อยากช่วยทีม
* เราปกป้องพื้นที่ของตัวเองมากกว่าผลลัพธ์ของงาน
* และเราไม่อยากเรียนรู้อะไรใหม่
ในระยะยาว คนที่พูดแบบนี้บ่อยๆ มักถูกตัดออกจากโอกาสสำคัญโดยไม่รู้ตัว เพราะหัวหน้ามักเลือกมอบงานสำคัญให้คนที่ “พร้อมช่วยแก้ปัญหา” มากกว่าคนที่ “ปฏิเสธเร็ว”
ลองเปลี่ยนเป็น
✅ “ผมยังไม่เคยทำเรื่องนี้มาก่อน ช่วยแนะนำแนวทางได้ไหมครับ เดี๋ยวลองไปทำดู”
✅ หรือ “ผมอาจต้องใช้เวลาเรียนรู้เพิ่มนิดหน่อย แต่ยินดีลองครับ หากมีคนช่วยแนะนำช่วงแรก”
ประโยคเดียวกัน เปลี่ยนจากการปิดประตู เป็นการเปิดพื้นที่ให้เกิดความร่วมมือ และคุณไม่ได้โกหกว่า “ทำได้” แต่คุณกำลังบอกว่า “พร้อมเรียนรู้” และในโลกการทำงาน คนที่พร้อมเรียนรู้ มักได้รับโอกาสมากกว่าคนที่ทำได้แต่ไม่ยอมขยับออกจากพื้นที่ปลอดภัยของตัวเอง
2) เปลี่ยน “การเรียกร้อง” ให้กลายเป็น “การแลกเปลี่ยนคุณค่า”
อีกหนึ่งสถานการณ์ที่หลายคนเจอ คือ “เรื่องเงินเดือน โบนัส และผลตอบแทน”
หลายคนเผลอพูดว่า
❌ “เมื่อไหร่จะขึ้นเงินเดือน?”
❌ “ผมทำงานหนักมากนะ”
แม้จะเป็นความรู้สึกจริง แต่การพูดลักษณะนี้ทำให้การสนทนากลายเป็นการเรียกร้อง มากกว่าการเจรจาเชิงธุรกิจ
ในมุมของหัวหน้า เขาอาจคิดว่า “ทุกคนก็ทำงานหนัก แล้วทำไมต้องขึ้นเงินเดือนให้คุณก่อน?” ลองเปลี่ยนเป็น
✅ “ช่วงที่ผ่านมา ผมพยายามผลักดันโปรเจกต์ที่ช่วยเพิ่มยอดขาย/ลดต้นทุนให้ทีม อยากขอคำแนะนำว่า หากผมพัฒนาผลงานต่อในระดับนี้ จะมีโอกาสปรับผลตอบแทนในอนาคตได้อย่างไรบ้างครับ”
✅ หรือ “ผมอยากรู้ว่าผลงานแบบไหนที่องค์กรให้คุณค่าสูง เพื่อจะได้พัฒนาตัวเองไปในทิศทางนั้นครับ”
สิ่งที่เปลี่ยนไป คือคุณกำลังพูดในภาษาของธุรกิจ ไม่ใช่แค่บอกว่า “ผมเหนื่อย” แต่กำลังบอกว่า “ผมสร้างคุณค่าอะไรให้ทีมได้บ้าง และพร้อมพัฒนาต่อ” คนที่พูดในมุมนี้ มักได้รับการมองว่าเป็นคนที่คิดแบบเจ้าของ ไม่ใช่แค่ลูกจ้าง
3) เปลี่ยน “ความอยากโต” ให้กลายเป็น “แผนพัฒนาตัวเอง” ที่จับต้องได้
คำถามยอดฮิตในออฟฟิศคือ
❌ “เมื่อไหร่ผมจะได้เลื่อนตำแหน่ง?”
คำถามนี้ไม่ผิด แต่บางครั้งทำให้หัวหน้ารู้สึกว่าคุณสนใจตำแหน่ง มากกว่าการเติบโตของตัวเอง ลองเปลี่ยนเป็น
✅ “ผมอยากพัฒนาตัวเองให้พร้อมสำหรับบทบาทที่ใหญ่ขึ้น อยากทราบว่าผมควรพัฒนาทักษะด้านไหนเพิ่มเติม เพื่อเติบโตไปในระดับถัดไปได้ครับ”
✅ หรือ “มีโปรเจกต์ไหนที่ท้าทายขึ้น ที่ผมสามารถเข้าไปช่วยเพื่อพัฒนาตัวเองได้ไหมครับ”
ภาพลักษณ์จะเปลี่ยนจากคนที่รีบขึ้นตำแหน่ง เป็นคนที่พร้อมเติบโตอย่างยั่งยืน หัวหน้าจึงมองเห็นคุณเป็นคนที่สามารถพัฒนาเป็นผู้นำในอนาคตได้ และที่สำคัญ คุณจะได้เรียนรู้เร็วขึ้นจริง
4) เปลี่ยน “ข้ออ้างเรื่องเวลา” ให้เป็น “การบริหารลำดับความสำคัญ” แบบมืออาชีพ
อีกประโยคที่พบได้บ่อยคือ
❌ “งานยุ่งมาก ไม่มีเวลาทำ”
แม้จะเป็นเรื่องจริง แต่ประโยคนี้ทำให้เราดูเหมือนจัดการงานไม่เป็นลองเปลี่ยนเป็น
✅ “ตอนนี้ผมกำลังโฟกัสงาน A และ B ซึ่งใกล้ deadline หากต้องรับงาน C เพิ่ม รบกวนช่วยจัดลำดับความสำคัญให้หน่อยได้ไหมครับ ว่างานไหนควรทำก่อน”
✅ หรือ “หากต้องเพิ่มงานนี้ ผมอาจต้องขยับ timeline งานอื่น เพื่อให้คุณภาพยังดีอยู่ รบกวนช่วยตัดสินใจลำดับความสำคัญร่วมกันครับ”
คุณไม่ได้ปฏิเสธงาน แต่กำลังแสดงความเป็นมืออาชีพ ที่ห่วงคุณภาพงานมากกว่าการรับทุกอย่างมาแล้วทำได้ไม่ดีสักอย่าง…”หัวหน้ามักไว้วางใจคนที่คิดเรื่องลำดับความสำคัญได้ มากกว่าคนที่รับทุกอย่างแล้วส่งงานล่าช้า”
5) เปลี่ยน “ความขัดแย้งกับคน” ให้กลายเป็น “การแก้ปัญหาร่วมกัน”
ในทุกองค์กร ย่อมมี “คนที่ทำงานด้วยแล้วไม่สบายใจ” แต่ประโยคอย่าง
❌ “ผมไม่อยากทำงานกับคนนี้”
ทำให้ผู้พูดดูเป็นคนสร้างปัญหา มากกว่าคนแก้ปัญหา ลองเปลี่ยนเป็น
✅ “เพื่อให้งานลื่นไหลขึ้น เราลองปรับวิธีทำงานร่วมกัน เช่น ใช้เครื่องมือติดตามงานกลาง เพื่อลดความสับสนดีไหมครับ”
✅  หรือ “น่าจะช่วยกันกำหนดขั้นตอนการส่งงานให้ชัดขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดครับ”
คุณกำลังเปลี่ยนจากการโจมตีคน เป็นการปรับระบบ และคนที่โฟกัสที่การแก้ปัญหา แทนการโทษคน มักถูกมองว่าเป็นผู้นำโดยธรรมชาติ
🎯 “ปากพาจน” หรือ “ปากพาสร้างอนาคต”?
“ในที่ทำงาน ทุกคนเก่งขึ้นได้จากการเรียนรู้ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่รู้จักใช้คำพูดเป็นเครื่องมือสร้างโอกาส”
จำไว้เสมอว่า “คำพูด คือ นามบัตรทางเสียงของเรา”
* ทุกประโยคที่พูดออกไป กำลังสร้างภาพว่าเราเป็นคนแบบไหนในสายตาเพื่อนร่วมงานและผู้บริหาร
* คนเก่งที่สื่อสารไม่เป็น อาจต้องใช้เวลานานกว่าจะถูกมองเห็น
* แต่คนเก่งที่เลือกใช้คำพูดอย่างสร้างสรรค์ มักกลายเป็นคนที่ทีมอยากทำงานด้วย และผู้บริหารอยากผลักดันให้เติบโต
บางครั้ง การเปลี่ยนอนาคตการทำงาน ไม่ได้เริ่มจากการเปลี่ยนงาน แต่อาจเริ่มจากการเปลี่ยน “วิธีพูด” เพียงไม่กี่ประโยคในชีวิตประจำวัน เพราะสุดท้ายแล้ว
“โอกาสจำนวนมาก ไม่ได้เดินเข้ามาเพราะเราเก่งที่สุด แต่เข้ามาเพราะคนเชื่อว่าเราทำงานด้วยแล้วสบายใจที่สุด”
และในโลกการทำงานที่การแข่งขันสูงขึ้นทุกปี ความสามารถอาจทำให้คุณได้เข้าห้อง แต่การสื่อสารที่ดี จะทำให้คนอยากเชิญคุณกลับเข้าห้องนั้นอีกครั้ง
#วันละเรื่องสองเรื่อง
#CommunicationSkills
#CareerGrowth
#LeadershipMindset
#ProfessionalCommunication
โฆษณา