Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
“วันละเรื่องสองเรื่อง”
•
ติดตาม
4 ก.พ. เวลา 01:22 • ธุรกิจ
⚠️ “ความมั่นใจที่เป็นพิษ” เมื่อเรากำลังสร้างคนให้ ‘กล้า’ บนพื้นฐานของความ ‘ไม่รู้’
เมื่อยุคใบเซอร์เฟื่องฟู…แต่โลกการทำงานกลับขาด “คนทำงานเป็น” มากขึ้น
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โลกการทำงานพูดถึงคำว่า Lifelong Learning กันอย่างกว้างขวาง
แพลตฟอร์มเรียนออนไลน์เกิดขึ้นแทบทุกสัปดาห์ ใบ Certificate กลายเป็นของสะสมใหม่ใน LinkedIn และคนรุ่นใหม่จำนวนมากพกความมั่นใจเต็มกระเป๋าเข้าสู่ตลาดแรงงาน
ดูเหมือนทุกอย่างกำลังไปในทิศทางที่ดี ทุกคนเข้าถึงความรู้ได้ง่ายขึ้น เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา และสามารถอัปเดตทักษะใหม่ได้ตลอด แต่ในอีกด้านหนึ่ง เสียงสะท้อนจากผู้บริหารและฝ่ายทรัพยากรบุคคลในหลายองค์กรกลับตั้งคำถามคล้ายกันว่า
“ทำไมคนเรียนเยอะขึ้น มีใบรับรองที่ดูดีๆ มากขึ้น แต่กลับหาคนทำงานเป็นยากขึ้น?”
หลายองค์กรพบสถานการณ์คล้ายกัน
* ผู้สมัครมีใบรับรองมากมาย แต่แก้ปัญหาหน้างานไม่ได้
* พนักงานใหม่มั่นใจสูง แต่รับมือความซับซ้อนจริงไม่ไหว
* ทีมงานพูดศัพท์สวยหรู แต่ทำงานร่วมกับคนอื่นไม่ได้
* บางคนเสนอไอเดียเก่ง แต่ลงมือทำจริงไม่ได้
* หลายคนเข้าใจทฤษฎี แต่พอเจอข้อจำกัดจริงกลับไปไม่เป็น
คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่คนรุ่นใหม่เก่งน้อยลง แต่อยู่ที่ระบบการเรียนรู้กำลังสร้างสิ่งที่เรียกว่า
“ความมั่นใจที่ไม่ผ่านโลกความจริง”
หรือที่หลายคนเริ่มเรียกว่า ⚠️ Toxic Confidence หรือ ความมั่นใจที่กลายเป็นพิษต่อการทำงาน
ความมั่นใจลักษณะนี้ไม่ได้เกิดจากความเก่งจริง แต่เกิดจากการรับข้อมูลจำนวนมากโดยยังไม่ผ่านการทดสอบในสถานการณ์จริง คนจำนวนมากจึงเชื่อว่าตนเอง “พร้อมแล้ว” ทั้งที่ยังไม่เคยผ่านแรงกดดันของโลกงานจริง และเมื่อเข้าสู่สถานการณ์จริง ความคาดหวังจึงชนกับความเป็นจริงอย่างรุนแรง
⸻
1) ภาพลวงตาของความเก่ง = เมื่อ Content ถูกแยกออกจาก Context
ปัญหาสำคัญเริ่มต้นจากการเรียนรู้ที่แยก “เนื้อหา” ออกจาก “บริบท” หลักสูตรจำนวนมากสอนผ่านกรณีศึกษาบริษัทระดับโลก ผู้เรียนได้เห็นภาพองค์กรที่กล้าทดลอง กล้าล้มเหลว เปิดรับความคิดเห็น และตัดสินใจเร็ว
แต่เมื่อกลับมาสู่โลกความจริงในองค์กรไทย หรือบริษัทขนาดกลางและเล็ก ผู้เรียนกลับพบว่า
* โครงสร้างอำนาจยังมีลำดับชั้นชัดเจน
* ทรัพยากรมีจำกัด
* ความผิดพลาดอาจกระทบรายได้ทันที
* วัฒนธรรมองค์กรไม่ได้เปิดรับการท้าทายเสมอไป เป็นต้น
ตัวอย่างเช่น สิ่งที่เรียนมา = “จงกล้าแย้งหัวหน้า เพื่อสร้างนวัตกรรม” แต่ความจริงหน้างานคือ “การแย้งโดยขาดศิลปะการสื่อสาร อาจกลายเป็นการสร้างศัตรูโดยไม่ตั้งใจ” หรือในหลายองค์กร การเปลี่ยนแปลงต้องค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่เปลี่ยนทันทีแบบในกรณีศึกษาที่เล่าในห้องเรียน ผู้เรียนไม่ได้ผิด แต่ผิดที่ถูกสอนให้เชื่อว่า
“วิธีเดียว ใช้ได้กับทุกองค์กร”
ทั้งที่ในโลกจริง แต่ละองค์กรมีเงื่อนไขไม่เหมือนกันเลย ความรู้จึงต้องมาพร้อมความเข้าใจบริบท ไม่เช่นนั้นสิ่งที่เรียนมาอาจกลายเป็นเครื่องมือที่ใช้ผิดที่ผิดเวลา
⸻
2) ปรากฏการณ์ Dunning-Kruger ในห้องสัมภาษณ์?
สิ่งนี้สะท้อนชัดในห้องสัมภาษณ์งาน ผู้สมัครจำนวนไม่น้อย เรียนคอร์สออนไลน์ไม่กี่ชั่วโมง แล้วเชื่อว่าตนเองเชี่ยวชาญด้านนั้นแล้ว
ใน Resume เต็มไปด้วยคำว่า
* Data Analysis
* Strategic Thinking
* Digital Transformation
* Business Development
* AI Adoption
* Agile Transformation
แต่เมื่อถูกถามถึงสถานการณ์จริง เช่น “ถ้าลูกค้าหลักหายไป 30% ภายใน 3 เดือน คุณจะทำอย่างไร?” หรือ “หากทีมขายกับทีมผลิตทะเลาะกันเรื่องกำลังผลิต คุณจะแก้ยังไง?” หลายคนเวลาเจอกันต่อหน้าไม่มี AI หรือบทที่เตรียมมา กลับตอบไม่ได้ หรืออธิบายได้เพียงระดับทฤษฎี
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ
* ทักษะอยู่ในระดับ “จำได้” แต่ยังไม่ถึงระดับ “ใช้ได้”
* รู้ศัพท์ แต่ไม่รู้วิธีแก้ปัญหาจริง
* มั่นใจสูง แต่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันจากประสบการณ์
ผลลัพธ์คือ “องค์กรต้องเสียเวลาฝึกใหม่แทบทั้งหมด หรือบางกรณี ต้องแยกทางกันตั้งแต่ช่วงทดลองงาน” ต้นทุนเหล่านี้ไม่ใช่แค่ค่าใช้จ่าย แต่ยังทำให้ทีมงานเดิมต้องแบกรับงานเพิ่ม และทำให้ทีมเสียพลังงานไปกับการเริ่มต้นใหม่ซ้ำๆ
⸻
3) กับดักของหลักสูตรแบบ “เสื้อโหล”
อีกปัญหาสำคัญคือ การใช้หลักสูตรแบบ One Size Fits All องค์กรจำนวนมากเชิญวิทยากรหรือที่ปรึกษามาสอนหลักสูตรเดียวกันกับทุกทีม
แต่ความจริงคือ แต่ละองค์กรมีปัญหาไม่เหมือนกัน
* บางองค์กรต้องการความคิดสร้างสรรค์เพื่อหนีการแข่งขัน
* บางองค์กรต้องการความแม่นยำเพื่อลดความผิดพลาด
* บางองค์กรต้องการความเร็ว
* บางองค์กรต้องการวินัย
* บางองค์กรต้องการการทำงานข้ามทีมที่ดีขึ้น
หากเราเอาหลักสูตรเดียวกันไปสอนทุกที่ ผลลัพธ์คือ "คนเรียนรู้ แต่ใช้ไม่ได้" ความรู้จึงกลายเป็นภาระ ไม่ใช่เครื่องมือ และคนในองค์กรเริ่มถกเถียงกันว่า “ทำไมตำราบอกแบบหนึ่ง แต่หัวหน้าบอกอีกแบบหนึ่ง?”
แทนที่จะเกิดการพัฒนา กลับเกิดความสับสน พนักงานบางคนถึงขั้นไม่กล้าลองใช้สิ่งที่เรียนมา เพราะกลัวว่าจะไม่ตรงกับวัฒนธรรมองค์กร
⸻
4) ปัญหาที่ลึกกว่านั้น คือ “การเรียนรู้ที่ไม่เชื่อมกับผลลัพธ์จริง”
อีกปัญหาที่เริ่มเห็นชัด คือหลายองค์กรส่งพนักงานไปอบรมจำนวนมาก
แต่หลังกลับมา ไม่มีใครถามว่า
* สิ่งที่เรียนช่วยให้งานดีขึ้นไหม?
* ลดต้นทุนได้จริงหรือไม่?
* เพิ่มประสิทธิภาพทีมได้หรือเปล่า?
การเรียนจึงกลายเป็นกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ มากกว่าการเปลี่ยนแปลงจริง หลายคนไปอบรมเพียงเพื่อให้ครบ KPI การพัฒนาบุคลากร แต่เมื่อกลับมาหน้างาน ทุกอย่างยังเหมือนเดิม
⸻
5) ทางออก คือ สร้างความมั่นใจบนพื้นฐานของโลกจริง
"ทางออกไม่ใช่การหยุดเรียนรู้ แต่คือการเปลี่ยนวิธีเรียนรู้"
สำหรับผู้สอนและที่ปรึกษา
* ต้องเลิกขายหลักสูตรสำเร็จรูป และเริ่มทำความเข้าใจบริบทจริงขององค์กร
* หลักสูตรที่ดีต้องเชื่อมทฤษฎีกับสถานการณ์จริงในพื้นที่นั้น ไม่ใช่เพียงแค่เล่าเรื่องความสำเร็จจากต่างประเทศ หรือหลักการที่ผู้สอนยึดเท่านั้น
สำหรับผู้เรียน
* อย่าหลงใหลเพียงใบ Certificate แต่ต้องตรวจสอบความรู้กับคนทำงานจริง
* ถามตัวเองเสมอว่า “ถ้าเจอปัญหาที่ไม่มีในตำรา ฉันจะแก้ยังไง?”
* และอย่ากลัวที่จะยอมรับว่า ยังไม่รู้ เพราะคนที่เรียนรู้เร็ว มักไม่ใช่คนที่รู้ทุกอย่าง แต่คือคนที่ถามเก่ง
สำหรับองค์กร
* อย่าคาดหวังว่าพนักงานใหม่จะ Plug & Play ได้ทันที
* องค์กรต้องช่วยพนักงานใหม่แปลงความรู้ที่มี ให้เข้ากับบริบทจริงของบริษัท ผ่านการโค้ช การสอนงาน และการให้โอกาสทดลองทำจริง เพราะการเรียนรู้จริงเกิดขึ้นตอนทำงาน ไม่ใช่ตอนเรียน
⸻
6) ตัวอย่างเมื่อทฤษฎีต้องเดินคู่กับการลงมือทำ
* หลายประเทศแก้ปัญหานี้มานานแล้ว เช่น ระบบการศึกษาแบบที่ผสานการเรียนในห้องเรียนกับการฝึกงานจริงในสถานประกอบการ
* หรือโครงการพัฒนาทักษะแรงงานที่เชื่อมความต้องการของอุตสาหกรรมเข้ากับระบบการศึกษา
* จุดร่วมของโมเดลเหล่านี้คือ "การเรียนรู้ต้องถูกตรวจสอบโดยโลกความจริงเสมอ” ไม่ใช่เรียนในห้องแล้วเชื่อว่าพร้อมทำงานทันที
⸻
7) สิ่งที่องค์กรยุคใหม่ควรสร้าง คือ วัฒนธรรม “ทดลองได้ แต่ต้องเรียนรู้เร็ว”
องค์กรที่ปรับตัวได้ดี มักมีวัฒนธรรมที่เปิดโอกาสให้พนักงานลองทำ แต่ขณะเดียวกัน ก็ต้องมีระบบช่วยให้เรียนรู้จากความผิดพลาดได้เร็ว เช่น
* การทำ After Action Review หลังโปรเจกต์จบ
* การสรุปบทเรียนจากความล้มเหลว
* การแบ่งปันความรู้ระหว่างทีมสม่ำเสมอ เป็นต้น
สิ่งเหล่านี้ช่วยให้ความมั่นใจของคนในองค์กรค่อยๆ เติบโตบนพื้นฐานของประสบการณ์จริง ไม่ใช่แค่ความรู้จากตำรา
⸻
🎯 ดังนั้น ความมั่นใจต้องมาพร้อมความรับผิดชอบ
การสอนให้คนกล้าแสดงออกเป็นเรื่องดี แต่ความกล้านั้นต้องไม่ใช่ความกล้าที่เกิดจากความไม่รู้ การพัฒนาคนในยุคต่อไป อาจต้องเปลี่ยนนิยามจาก “เรียนเพื่อรู้สึกว่าเก่ง” เป็น
“เรียนเพื่อรู้ว่ายังมีอะไรที่ไม่รู้อีกมาก”
เพราะในโลกการทำงานจริง ความรู้ที่ไม่ตรงกับบริบท อาจไม่มีค่า และบางครั้งอาจกลายเป็นความเสี่ยงต่อองค์กร สุดท้ายแล้ว องค์กรไม่ได้ต้องการคนที่มั่นใจที่สุด แต่ต้องการคนที่
“มั่นใจพอจะลงมือทำ และถ่อมตัวพอจะเรียนรู้ต่อ”
เพราะในโลกที่การแข่งขันสูงขึ้นทุกปี คนที่รอด ไม่ใช่คนที่พูดเก่งที่สุด แต่คือคนที่เรียนรู้และปรับตัวได้เร็วที่สุด และในยุคที่ความรู้เปลี่ยนเร็วกว่าอายุงาน คนที่อยู่รอดระยะยาว คือคนที่ไม่หยุดตั้งคำถาม และไม่หยุดเรียนรู้จากโลกจริง
#วันละเรื่องสองเรื่อง #ToxicConfidence #HRDevelopment #SkillsGap #LifelongLearningReality
ผู้นำ
วัฒนธรรมองค์กร
hr
บันทึก
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย