Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
“วันละเรื่องสองเรื่อง”
•
ติดตาม
เมื่อวาน เวลา 04:06 • ธุรกิจ
🗣️ “พูดเยอะ” ไม่ได้แปลว่า “ทำงานเก่ง”
เมื่อ Airtime ในห้องประชุม กลายเป็นกับดักความน่าเชื่อถือของคนทำงานยุคใหม่ และเหตุใดองค์กรที่โตเร็ว จึงให้ค่ากับ “ความคิดที่คม” มากกว่า “เสียงที่ดัง”
ในหลายองค์กร เรามักได้ยินคำชมประมาณว่า
* “น้องคนนั้นขยันนะ เห็นตอบในที่ประชุมตลอด”
* “คนนี้ active มาก มีความเห็นทุกวาระเลย”
* “อย่างน้อยเขาก็ไม่เงียบ เหมือนมีส่วนร่วมดี”
ฟังดูเหมือนเป็นสัญญาณของพนักงานที่มีส่วนร่วมสูง ใช่ไหมครับ? แต่ในองค์กรที่วัดกันด้วยผลลัพธ์จริง ไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ภายนอก พฤติกรรมแบบนี้บางครั้งกลับเป็นสัญญาณของสิ่งที่เรียกว่า
“ภาพลวงตาแห่งความสามารถ” (Illusion of Competence)
เพราะการพูดเยอะ อาจไม่ได้หมายความว่าคิดลึก และการมีความเห็นทุกเรื่อง อาจไม่ได้แปลว่าทำงานได้จริงทุกเรื่อง หลายคนถูกปลูกฝังจากวัฒนธรรมการทำงานยุคเก่าว่า
“ความเงียบ = การไม่มีส่วนร่วม”
ทำให้พนักงานจำนวนมากพยายามสร้างตัวตนในห้องประชุม ด้วยการแย่งพูด แย่งตอบ หรือพูดซ้ำในสิ่งที่เพื่อนเพิ่งพูดไป เพียงเพื่อส่งสัญญาณว่า “ฉันมีตัวตนในห้องนี้”
แต่ในโลกธุรกิจที่วัดผลกันด้วย Impact และผลลัพธ์จริง
”ปริมาณคำพูด ไม่เคยแปรผันตรงกับคุณภาพของผลงานครับ”
ยิ่งองค์กรโตเร็วขึ้น ความซับซ้อนของงานมากขึ้น การตัดสินใจแต่ละครั้งยิ่งมีต้นทุนสูงขึ้น ห้องประชุมจึงไม่ใช่พื้นที่สำหรับโชว์ความสามารถอีกต่อไป แต่เป็นพื้นที่สำหรับ “คัดกรองความคิดที่ดีที่สุด” เพื่อใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
วันนี้จึงอยากชวนมาดูว่า เหตุใดการพูดมากอาจกลายเป็นกับดักของตัวเราเอง และเราจะเปลี่ยนตัวเองเป็นคนที่ “พูดน้อย แต่พูดแล้วคนต้องฟัง” ได้อย่างไร โดยไม่ต้องเปลี่ยนบุคลิกของตัวเอง
⸻
📉 เมื่อห้องประชุมกลายเป็นเวทีแข่งกันพูด แทนที่จะเป็นพื้นที่ตัดสินใจ
หลายองค์กรเผชิญสถานการณ์เดียวกัน เช่น การประชุมที่ควรใช้เพื่อการตัดสินใจ กลับกลายเป็นพื้นที่โชว์ตัวของคนบางกลุ่ม, ใครพูดได้มาก ดูเหมือนมีส่วนร่วมมาก ใครเงียบ มักถูกมองว่าไม่ contribute และผลที่ตามมาคือการประชุมที่ควรช่วยให้งานเร็วขึ้น กลับทำให้งานช้าลงโดยไม่รู้ตัว
1) “ไอเดียดีๆ ถูกกลบด้วยเสียงที่ดังกว่า”
* คนที่คิดลึก มักไม่ใช่คนที่พูดเร็วที่สุด หลายคนต้องใช้เวลาไตร่ตรองก่อนพูด แต่เมื่อมีคนบางคนพูดแทรกตลอด หรือรีบสรุปเร็วเกินไป คนกลุ่มนี้จึงเลือกเงียบแทนการแข่งพูด ผลคือทีมเสียมุมมองคุณภาพไปโดยไม่รู้ตัว
* หลายครั้ง ไอเดียที่ช่วยประหยัดงบประมาณ หรือช่วยหลีกเลี่ยงความเสี่ยงใหญ่ ถูกพูดออกมาช้าเกินไป เพราะคนในห้องไม่มีพื้นที่ให้ความคิดค่อยๆ ตกผลึก
2) เวลาในการประชุมเฟ้อ แต่งานไม่เดิน
ประชุมยาวขึ้น แต่ไม่ได้ตัดสินใจอะไร?
เพราะเวลาในห้องหมดไปกับ
* การพูดซ้ำสิ่งที่ทุกคนรู้อยู่แล้ว การเล่าเรื่องยืดยาวเพื่อสร้างภาพลักษณ์ หรือการอธิบายรายละเอียดที่ไม่เกี่ยวกับการตัดสินใจ
* สุดท้าย งานจริงต้องไปคุยนอกรอบ เพราะในห้องไม่มีใครกล้าสรุป หรือไม่มีเวลาเหลือพอจะตัดสินใจ
* ต้นทุนของการประชุมจึงไม่ได้มีแค่เวลา แต่รวมถึงโอกาสที่เสียไปจากการตัดสินใจช้า
3) วัฒนธรรม “โชว์ตัว” แทน “โชว์ผลงาน”
เมื่อพนักงานเริ่มเรียนรู้ว่า “ถ้าอยากให้หัวหน้าเห็น ต้องพูดเยอะ”
พฤติกรรมในองค์กรก็จะค่อยๆ เปลี่ยน
* คนเริ่มโฟกัสที่การสร้างภาพ มากกว่าการสร้างผลลัพธ์
* คนที่พูดเก่งจะถูกมองเห็นก่อน แม้คนที่ทำงานจริงจะเป็นอีกคนหนึ่ง
* องค์กรจึงค่อยๆ สร้างคนที่เก่งพูด แต่ไม่ได้เก่งทำงานจริง และระยะยาว สิ่งนี้จะกลายเป็นต้นทุนทางวัฒนธรรมที่แก้ยากมาก
⸻
📚 บทเรียนจากองค์กรที่เปลี่ยนจากแข่งพูด มาแข่งคิด
องค์กรจำนวนหนึ่งเริ่มตระหนักว่า การประชุมที่ดีไม่ควรเป็นสนามแข่งขันของคนพูดเก่ง แต่ควรเป็นพื้นที่ที่ทุกคนมีโอกาสคิดอย่างมีคุณภาพ
วิธีที่หลายองค์กรเริ่มใช้คือ
* แทนที่จะเริ่มประชุมด้วยการพรีเซนต์ทันที ผู้เข้าร่วมต้องใช้เวลาอ่านข้อมูลอย่างเงียบๆ ก่อน
* เมื่อทุกคนเข้าใจข้อมูลเท่ากันแล้ว จึงเริ่มการถกเถียง
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ
* ทุกคนเริ่มต้นจากข้อมูลชุดเดียวกัน
* การตัดสินใจอิงเหตุผล ไม่ใช่ความดังของผู้พูด
* และการประชุมสั้นลง แต่ได้ผลลัพธ์ชัดขึ้น
แนวคิดนี้กำลังถูกนำมาใช้มากขึ้นในองค์กรที่ต้องการวัฒนธรรมการคิดเชิงคุณภาพ มากกว่าการแข่งสร้างตัวตนในห้องประชุม
⸻
🛠️ วิธีเปลี่ยนจาก “พูดเยอะ” เป็น “พูดคม” โดยไม่ต้องเปลี่ยนบุคลิก
แม้องค์กรจะยังไม่ปรับโครงสร้างประชุม แต่สิ่งที่เราปรับได้ทันทีคือพฤติกรรมของตัวเอง
1) ใช้กฎ “3 ประโยค” ก่อนพูดทุกครั้ง
* ก่อนยกมือพูด ลองถามตัวเองว่า สิ่งที่เราจะพูด สามารถสรุปได้ในโครงสร้างสั้นๆ หรือไม่?
* “ปัญหาคืออะไร → ทางแก้คืออะไร → ผลลัพธ์ที่คาดหวังคืออะไร” แทนที่จะเล่าเรื่องยาวและวนไปมา
* เมื่อพูดสั้น กระชับ และตรงประเด็น คนฟังจะเข้าใจทันทีว่าคุณเสนออะไร? และคุณจะดูเป็นคนคิดเป็นระบบมากขึ้นโดยอัตโนมัติ
2) เปลี่ยนจากการ “บอก” เป็นการ “ถาม”
* คนที่เก่งจริงมักไม่รีบโชว์ว่ารู้มากแค่ไหน แต่ใช้คำถามเพื่อช่วยให้ทีมคิดลึกขึ้น เช่น “ถ้าเราเลือกแนวทางนี้ คิดว่ามีความเสี่ยงอะไรที่เรายังไม่ได้คิดบ้าง?”, “มีใครเห็นมุมที่แตกต่างจากนี้ไหม?”
* คำถามแบบนี้ทำให้คุณกลายเป็นคนที่ช่วยยกระดับการคิดของทีม ไม่ใช่แค่เพิ่มเสียงในห้องประชุม
3) ชนะที่การ Follow-up ไม่ใช่ในห้องประชุม
หลายครั้ง คนที่ได้เครดิตจริง ไม่ใช่คนที่พูดเก่งที่สุด แต่คือคนที่
* สรุปสิ่งที่ตกลงกันได้ชัดเจน ส่ง Action Plan ต่อให้ทีม และทำให้เรื่องเดินต่อได้จริง
* การส่งสรุปประชุมสั้นๆ พร้อมสิ่งที่ต้องทำต่อ แสดงให้เห็นว่าคุณโฟกัสที่ผลลัพธ์ ไม่ใช่แค่ช่วงเวลาที่อยู่ในห้อง และคนแบบนี้มักถูกมองว่าเป็น “คนทำงานจริง” ในระยะยาว
4) ฝึกฟังให้มากกว่าพูด
อีกทักษะที่สำคัญมากในยุคนี้คือการฟังอย่างตั้งใจ
* คนที่ฟังดี มักจับประเด็นสำคัญได้เร็วกว่า และพูดน้อยกว่า แต่พูดแล้วตรงจุด
* บางครั้ง การฟังให้ครบก่อนพูด อาจช่วยให้คุณไม่ต้องพูดซ้ำในสิ่งที่คนอื่นพูดไปแล้ว และทำให้คำพูดของคุณมีน้ำหนักมากขึ้นโดยธรรมชาติ
⸻
✨ ค่าของคนทำงาน อยู่ที่ “สาระ” ไม่ใช่ “เสียง”
“การประชุมที่มีประสิทธิภาพ ไม่ต้องการคนพูดเก่งที่สุด แต่ต้องการคนที่ช่วยให้ทีมตัดสินใจได้ดีขึ้น”
* ในยุคที่ข้อมูลล้นเกิน ทุกองค์กรไม่ได้ขาดเสียง แต่ขาดคนที่ช่วยตัดสิ่งไม่จำเป็นออก และเหลือไว้เฉพาะสิ่งที่ทำให้ทีมก้าวหน้าได้จริง
* ครั้งหน้าก่อนเปิดไมค์ ลองถามตัวเองสั้นๆ ว่า “สิ่งที่จะพูด ช่วยให้ทีมเดินหน้า…หรือแค่ช่วยให้เราได้ซีน?”
เพราะบางครั้ง การพูดน้อยลง อาจทำให้คำพูดของเรามีน้ำหนักมากขึ้น และในโลกการทำงานระยะยาว
* คนที่เติบโต ไม่ใช่คนที่พูดมากที่สุด แต่คือคนที่ทำให้คนอื่นอยากฟัง…ทุกครั้งที่เขาพูด
* และในองค์กรที่แข่งขันสูงขึ้นทุกปี คนที่ได้รับความไว้วางใจ ไม่ใช่คนที่เสียงดังที่สุด แต่คือคนที่ช่วยให้ทีมเดินหน้าได้จริง
#วันละเรื่องสองเรื่อง #MeetingProductivity #ManagementMindset #WorkSmart #FutureOfWork
ผู้นำ
วัฒนธรรมองค์กร
hr
บันทึก
3
2
3
2
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย