Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
เรื่องเล่าเมาเมาแมน
•
ติดตาม
14 ก.พ. เวลา 10:32 • หุ้น & เศรษฐกิจ
ไปต่อ…จะดีเหรอ
ทำมาหลายปีแล้ว ท่ามกลางปัญหามากมาย
สุดท้ายคืบแค่ 51%
อ่ะอีก .74 ให้เป็น 52 เลย
ผมบอกเลยว่านี่สร้างโคตรช้า และโครงการ
ขาดทุนเพิ่มจนหัวบานแล้ว จากดอกเบี้ยและเงินเฟ้อ
(รัฐบาลออกพันธบัตร)
ไม่รู้เอาแค่เฟสกรุงเทพ-โคราชจบนี่จะบานไปเท่าไหร่
…แล้วก็ยังมาขอเพิ่มอีก 2.5 แสนล้านเนี่ยนะ จะไหวเหรอ…
…แล้วอีกกี่ชาติจะเสร็จ….
…ทบทวนโครงการกันหน่อยดีกว่าไหม ?….
ใครๆก็รู้ว่าโครงการนี้ เกิดขึ้นสมัยรัฐบาล คสช.
ท่ามกลางข้อท้วงติงมากมาย ในแทบทุกด้าน
แต่ก็นะ
ตอนนั้น คสช. คือรัฎฐาธิปัตย์ มีอำนาจเต็ม
พวกก็เลยไม่ฟังใคร แก้กฎหมายให้ทำได้ก็เอา
ประกอบกับตอนรัฐประหาร ชาติตะวันตกไม่คบ
ก็เลยอยากเอาใจจีนเพราะกะอยู่ยาว ก็เลยจัดให้
สุดท้ายก็อย่างที่เห็นกำลังจะสิบปีผ่านแล้ว ก็เสร็จได้แค่นี้
แถมสร้างปัญหาตามหลังมากมาย โดยเฉพาะการใช้
กฎหมายพิเศษ ม.44 ไปยกเว้นกฎระเบียบคนทำงาน
ด้านวิศวกรรม จนทำให้มาตรฐานโดยรวมวงการ
ก่อสร้างภาครัฐตกลงอย่างมาก ในหลายปีที่ผ่านมา
เมื่อมาวันนี้ยังไม่เสร็จ ก็สร้างภาระทางงบประมาณ
เอาไว้ แต่ก็ยังดื้อแพ่งจะทำต่ออยู่นั่นเอง
…นั่นแสดงให้เห็นว่า คสช. นั้นได้ตัดผลประโยชน์เค้กไว้ให้
และมีคนได้ประโยชน์ ซึ่งยังมีอำนาจอยู่ในปัจจุบัน
โครงการนี้ จึงยังต้องไปต่อให้ได้ และยังคิดจะขยายเพิ่มอีก…
…ถ้าสปีดการสร้างระดับนี้ ผมว่าคนรุ่นผม 40 ปลายๆ
ก็คงไม่ได้ใช้งานมันแล้วล่ะ…
…และถึงวันนั้น ก็ไม่รู้ว่างบจะบานปลายอีกแค่ไหน…
เพราะไอ้ตัวรถเอง มันก็คงแพงขึ้นอีกมาก จากรุ่นที่ใหม่
ขึ้นของผู้ผลิต ที่จะส่งมาเมื่อรางเสร็จ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่
…เขื่อเถอะว่า กว่าเราจะเสร็จ ไอ้รุ่นที่ดีลไว้ตอนแรก
มันก็คงตกรุ่นไปแล้ว ไม่ก็เลิกผลิต ขาดอะไหล่
ดีไม่ดี จะใช้กับไอ้รางที่ทำอยู่นี่ไม่ได้ด้วยซ้ำไป
จีนขยันเปลี่ยนโมเดลสินค้าจะตาย ใครๆก็รู้….
…แล้วจะดื้อแพ่ง เอาชาติไปเสี่ยง เพื่ออะไร …
…ยอมคัททิ้งเป็นค่าโง่ซะตอนนี้ มันยังจะเข้าท่ากว่านะ….
เห็นข่าวนี้ แล้วก็ต้องนึกถึงอินโดนิเซียเลย
มีข่าวว่า พวกเขาต้องใช้หนี้จีน จากโครงการรถไฟความเร็วสูง
ที่สร้างแล้วเสร็จไป ถึงปีละ 71 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยยังไม่รวม
รายได้จากการเดินรถ
แล้วอันนี้คือรัฐควักโปะส่วนขาดใช้จีน
เนื่องจากคนใช้บริการน้อยกว่าเป้าหมายมาก
แต่จำนวนที่ต้องจ่ายจริง จะสูงกว่านี้มาก
เมื่อรวมรายได้จากค่าดำเนินการ
อินโดนีเซียกับไทย มีระดับกำลังซื้อของคนในประเทศ
ไม่ต่างกันนัก มันก็เลยคาดเดาได้นั่นแหละ
ว่าถ้าของเราเปิดบริการ มันก็จะมีผลที่แทบไม่ต่างกัน
…ดีไม่ดี ของเราจะแย่กว่าเสียด้วยซ้ำไป เพราะเส้นทาง
มันไม่ใช่การเชื่อมเมืองเศรษฐกิจ ที่จำเป็นต้องใช้ทุกวัน
หรือใช้ได้บ่อยๆ เท่าของอินโดนีเซียเขา….
หรือใกล้ตัวหน่อยก็ลาว ที่ตอนนี้เป็นหนี้ไอ้รถไฟนี้จนบักโกรก
ขนาดต้องยกโรงไฟฟ้าให้จีนขัดดอกไปแล้ว
ในขณะที่ต้นทาง คือ จีนเอง ก็เริ่มแบกรับภาระแทบไม่ไหวแล้ว
เพราะสร้างเยอะเกิน ค่าใช้จ่ายในระบบบานปลาย
จนต้องขึ้นราคาค่าโดยสาร ในเส้นทางยาวๆ มาอีกมาก
เมื่อเศรษฐกิจจีนชะลอตัว คนระวังการใช้จ่าย
ก็เลยหันไปใช้บริการรถไฟธรรมดามากกว่ารถเร็วสูง
แม้แต่ในช่วงเทศกาลต่างๆ เช่น ปีใหม่ที่ผ่านมา
และในตรุษจีนนี้
1
จะเห็นว่า รถไฟความเร็วสูงนั้น หาความคุ้มค่าแทบไม่เจอ
ไม่ว่าจะที่ไหน นอกจากบางสาย ในบางประเทศ
ที่เชื่อมเมืองใหญ่ที่ใช้กันมากจริงๆเท่านั้น เช่นกรณี โตเกียว
กับหัวเมืองเศรษฐกิจในญี่ปุ่นอย่างโอซาก้า ที่ยังมีกำไร…
…ไม่เว้นแม้แต่ในยุโรป คนจะเยอะก็แค่บางสาย ที่เขื่อม
เมืองเศรษฐกิจระหว่างประเทศเท่านั้น ซึ่งโชคดีที่ยุโรปก็มีแต่เส้นทางแบบนี้เป็นส่วนมาก และไม่ได้ทำมากเกินไป จึงยังรอดและถูไถมาได้ถึงทุกวันนี้….
จริงๆแล้ว โครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง
ไม่ว่าจะที่ไหนบนโลก แผนธุรกิจ ความคุ้มค่าต่างๆ
มันสวยแค่ในกระดาษ แต่ไม่สามารถทำได้จริงๆ
และเพราะแบบนี้นี่เอง มีเพียงสหรัฐเท่านั้นที่อ่านขาด
ไม่สร้างมันให้มากจนเกินไป
..หรือพูดให้ถูกต้องกว่านั้น สหรัฐแทบไม่สร้างมันเลยด้วยซ้ำ….
ผมเอง ท่านที่ตามมานานๆ น่าจะทราบดี
ว่าไม่เคยเห็นด้วยกับรถไฟพวกนี้ ไม่ว่าใคร รัฐบาลไหน
จะเป็นผู้สร้างก็ตาม
ผมตำหนิย้อนกลับไปถึงสมัยยิ่งลักษณ์เสมอ ที่ดันปูดขึ้นมา
จน คสช. ลอกเลียนเอามาเป็นต้นแบบ….
รถไฟความเร็วสูง การลงทุนที่ไม่มีวันคุ้มค่า !
ลองไปดูได้ทั่วโลกเลยครับ น้อยมากจริงๆ
ที่จะคุ้มค่ากับเม็ดเงินที่ลงไป เอาแค่เสมอตัว
ขาดทุนน้อยนี่ก็บุญแล้ว
มันอาจมีบางสายกำไร แต่กับบางประเทศ
ที่สร้างเครือข่ายจำนวนมาก ภาพรวมมันจะขาดทุนเสมอ
และสิ่งนี้กำลังสร้างปัญหาที่หนักมากในจีน ที่มีมากที่สุด
ถ้าเราสังเกตกันดีๆ จะพบว่า สหรัฐไม่เคยบ้าจี้ตามใครเลย
กับเรื่องรถไฟความเร็วสูง
ไม่ใช่แค่กับจีน สมัยก่อนยุโรปโม้เรื่องนี้
ชาวยุโรปก็บลัฟแหลก ว่ามะกันชนไม่มีใช้
แต่รัฐบาลสหรัฐทุกชุด ก็ โนสน โนแคร์
แถมหัวเราะหึหึ ว่ากูไม่โง่เหมือนพวกมึงหรอก ดูไปเหอะ
แล้วสรุปคือสหรัฐมันก็คิดถูก
เพราะอะไรล่ะ
คำตอบง่ายๆ คือมันไม่คุ้ม สหรัฐรู้เรื่องนี้ดีกว่าใคร
เทคโนโลยีที่จะสร้าง รวมถึงงบประมาณ
ไม่ใช่ปัญหาของประเทศอย่างสหรัฐที่พิมพ์แบงค์ได้
อันที่จริง ถ้าพวกเขาจะกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่
ด้วยโครงการลักษณะนี้ มันง่ายมาก
ก็แค่ฉีดงบ หว่านเงินลงไป แบบที่จีนทำ มันก็จบ
ขี้คร้านเอกชนอเมริกัน จะเข้ามาแย่งงานกัน
GDP พุ่งกระฉูด จะเอาสัก 7-8 แบบจีนก็ได้
1
แต่สหรัฐไม่ทำ เพราะเขามองความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจแล้ว
ว่ามันไม่มี และรังแต่สร้างภาระในระยะยาว
ทำไมรถไฟความเร็วสูงถึงไม่คุ้ม ?
คำตอบเรื่องนี้ง่ายมา คือ เม็ดเงินลงทุน และธรรมชาติ
การเดินทางของมนุษย์นั่นเอง
รวมถึงประโยชน์ใช้สอยของรถไฟความเร็วสูง
ที่มันไม่คุ้มค่ากับเงินลงทุน เมื่อเทียบกับการลงทุน
ในระบบโลจิสติกอื่นๆ
โดยคอนเซ็ปท์ของปัญหา
ก็คือว่า รถไฟฟ้าความเร็วสูง มีค่าใช้จ่ายในการลงทุน
ของแต่ละเส้นทางสูงมาก และสูงกว่าแบบอื่น
ในขณะที่ประโยชน์ใช้สอยตัวมันนั้น ค่อนข้างต่ำ
รถไฟความเร็วสูงนั้น ไม่ว่าที่ไหนบนโลก
มันถูกออกแบบมาให้ขน “คน” และสิ่งของเล็กน้อย
น้ำหนักเบาเป็นหลัก
อัตราการโหลดน้ำหนักของมัน ต้องตายตัวและจำกัดมาก
เมื่อเทียบกับการขนส่งอื่น เนื่องจากมันต้องพึ่งพาแรงยกตัว
ของแม่เหล็กในการทำงานของขบวนรถจักร
ในแง่การขนส่งแล้ว รถไฟความเร็วสูง
จึงไม่ต่างอะไรกับเครื่องบิน แต่กลับมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า
เมื่อต้องลงทุนทั้งระบบ และสิ้นเปลืองพลังงานในภาพรวม
จนเสี่ยงที่จะไม่คุ้มค่าอย่างที่สุด
เนื่องจากธรรมชาติการเดินทางของมนุษย์ เพื่อไปพื้นที่ไกลๆนั้น
ถูกจำกัดด้วยเวลาที่คนเราต้องทำงานเสมอ
มันจึงไม่ใช่ว่า รถไฟพวกนี้จะถูกใช้บริการ จนคุ้มค่าเม็ดเงิน
ที่ลงทุนไปแล้วได้ง่ายๆ เหมือนขนส่งในเมืองใหญ่ๆ
แถมในปัจจุบัน ด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารอื่นๆ
การเดินทางเพื่อธุรกิจ มันก็ต่ำลงมาก
เราสามารถประชุมข้ามโลกได้ด้วยซ้ำไป
ผ่านเทคโนโลยีการสื่อสาร ที่มีหลายรูปแบบ
แม้กระทั่ง จะเซ็นสัญญา ก็ทำผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้
ไม่จำเป็นต้องนั่งเครื่องบิน หรือรถไฟความเร็วสูงไปเซ็น
การเดินทางเพื่อธุรกิจ มันจึงจำกัดลงมาก
ก็เลยเหลือแต่ หวังการพึ่งพาภาคการท่องเที่ยว
ซึ่งก็มีปัญหาอีก เพราะการเดินทางเพื่อการท่องเที่ยว
มักเกิดขึ้นในช่วงที่คนมีเวลามาก ไม่จำเป็นต้องรวดเร็ว
และไม่ใช่มีเวลาแบบนั้นกันตลอดปี
ตรงข้าม ในการเดินทางท่องเที่ยว รถไฟที่วิ่งช้าๆ
ผ่านภูมิประเทศที่สวยงาม ให้คนดื่มด่ำกับบรรยากาศ
กลับได้รับความนิยมมากกว่าเสมอ ในการเดินทางทั่วโลก
ทั้งสองธรรมชาติการเดินทางของมนุษย์
เมื่อเป็นแบบนั้น ก็เลยทำให้การลงทุนในรถไฟความเร็วสูง
ที่เน้นการขนคน แทบไม่มีทางคุ้มค่าเลย
…ในการเปรียบเทียบนั้น จะชัดเจน ว่าเครื่องบิน
จะตอบโจทย์ในแง่นี้มากกว่า….
เครื่องบิน V รถความเร็วสูง
ในความรู้สึกของคนทั่วไปแบบเราๆ
การเดินทางด้วยเครื่องบินนั้นแพงที่สุด
แต่เมื่อคุณเป็นผู้บริหารประเทศ คุณต้องคิดตรงข้าม
โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับรถไฟความเร็วสูง เพื่อจะสร้าง
เพราะเมื่อเทียบกันทั้งระบบเพื่อจะลงทุนแล้ว
มันจะค่อนข้างชัดเจน ว่าการลงทุนกับเครื่องบินนั้น
คุ้มค่ากว่า ถูกกว่า สำหรับภาพรวมทั้งระบบ
นอกจากทุนเบื้องต้นของระบบ ที่รถไฟสูงกว่าแล้ว
การดำเนินการระหว่างใช้งาน ก็พบได้ว่า เครื่องบิน
มีราคาการบริหารจัดการที่ถูกกว่า และดีกว่ากับเศรษฐกิจ
ภาพรวมของประเทศ ที่สร้างงานต่อเนื่องได้มากกว่า
ในการสร้างเครือข่ายรถไฟฟ้า คุณต้องลงทุนและดูแล
กับทั้งระบบราง การเดินรถ รวมไปถึงการจัดหาพลังงาน
ซึ่งใช้ทั้งพื้นที่ และทรัพยการมหาศาล อยู่ตลอดเวลา
ในลักษณะที่เรียกว่า เป็นการลงทุนที่เงินจม
จนกว่าจะคุ้ม ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเมือไหร่ ….
ในขณะที่การลงทุนกับเครื่องบิน รัฐลงทุนแค่กับ
สนามบิน และระบบต่างๆ ในวงจำกัด
การจัดหาพลังงานในส่วนของตัวเครื่องบิน และการดูแล
รักษาเครื่องบินนั้น เป็นหน้าที่ของแต่ละสายการบิน
ผู้ให้บริการ ทั้งในและนอกประเทศทั้งสิ้น
ชัดเจน ว่ามันหมายถึงการที่รัฐไม่ต้องแบกความเสี่ยง
มากจนเกินไป และเงินลงทุนกับสนามบิน มันก็ไม่ได้สูงนัก
กับเครื่องบิน ในช่วงที่การเดินทางต่ำหรือสูง
พวกเขาก็แค่เพิ่มหรือลดเที่ยวบินซึ่งทำได้ไม่ยากนัก
ในขณะที่รถไฟความเร็วสูง แม้จะรถเที่ยวการเดินทางได้
แต่ระบบทั้งหมดมันต้องรันตลอดเวลา และเม็ดเงินที่ลงไป
เป็นจำนวนมาก จะต้องจม และจ่ายเพิ่มขึ้นตลอดเวลา
กับรถไฟฟ้า ใช้ไม่ใช้ คุณก็ต้องปั่นไฟ ดูแลรางให้พร้อม
กับเครื่องบิน สนามบิน แม้ต้องทำลักษณะเดียวกัน
แต่มันเป็นวงจำกัด ไม่ใช่ตลอดระยะทางหลายร้อยกิโลเมตร
ค่าใช้จ่ายมันจึงถูกกว่ารถไฟฟ้ามาก
แถมคิดอีก คือขอแค่คุณมีสนามบิน เครื่องบินมันจะต่อไป
ในเส้นทางไหนก็ได้ ส่วนรถความเร็วสูง มีรางจำกัดเส้นทาง
มันจึงยิ่งเป็นว่า รถความเร็วสูงนั้น หาจุดคุ้มแทบไม่เจอ
เครื่องบินในปัจจุบัน จึงสามารถทำราคาได้ต่ำกว่าตั๋วรถไฟฟ้า
สิ่งนี้คือเครื่องยืนยัน ว่าเครื่องบินถูกกว่า และมันเกิดขึ้นทั่วโลก
ส่วนในแง่การขนส่งสินค้า มันอาจจริง ที่สามารถดัดแปลง
รถไฟความเร็วสูง ให้ขนสินค้าได้ เมื่อคนน้อย
แต่ความคุ้มค่านั้นต่ำมาก เพราะมันไม่สามารถขนสินค้า
ที่มีน้ำหนัก ขนาด และราคาที่คุ้มค่าการดำเนินการได้
กรณีที่จีนใช้รถไฟฟ้าลาวขนผัก ผลไม้ ลงมา
จึงเป็นเพียงแค่การหารายได้เสริมมาเพื่อประทังโครงการเท่านั้น ไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้โครงการคุ้มค่าได้เลย
ลองคิดง่ายๆ ถ้าคุณเอารถไฟความเร็วสูงขนผักนะ
คุณว่าผักมันกำไรตันละเท่าล่ะ แล้วมันคุ้มไหมกับการ
ค่าใช้จ่ายเดินรถแต่ละเที่ยว และกี่ปีมันจะคุ้มทุน
ส่วนสินค้าเล็ก มูลค่าสูง เช่นอัญมณี อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
ขั้นสูง ทั่วโลกใช้เครื่องบินกันทั้งนั้น เนื่องจากมาตรการ
ด้านความปลอดภัย ที่สูงกว่ามากนั่นเอง
หรือแม้แต่ผักผลไม้แบบออแกนิก เกรดสูงมากๆ
ก็เครื่องบินทั้งนั้นแหละ เร็วกว่า ได้ไกลกว่า และคุ้มค่า
เนื่องจากขายได้ราคาสูงมากอยู่แล้ว แบบที่เราคุ้นชิน
กับผลไม้แบบพิเศษของญี่ปุ่น ที่แพงๆนั่นเอง
เมื่อคนไม่ได้ใช้ตลอดเวลา แต่ต้องจ่ายหนักอยู่ทุกวัน
ขนของก็ได้น้อย ไม่คุ้มค่า
…นี่แหละ คือเหตุผลว่าทำไม รถไฟฟ้าความเร็วสูง
ถึงเจ๊งแทบทุกที่ ที่มีการสร้างขึ้นมา ….
…แล้วแบบนี้ เรายังจะทำอีกเหรอ…
แต่ก็อย่างว่าแหละนะ ทำไปแล้ว ไม่ต่อให้จบ
ไอ้คนเริ่มก็คงโดนด่าไปตลอดประวัติศาสตร์
ไม่ต่างกับกรณีโฮปเวลล์
…ด้วยสถานะของเขาในปัจจุบัน ผู้มีอำนาจจริงๆในไทย
ก็คงต้องดันทุรังต่อไป แม้จะเป็นเส้นทางหายนะก็ตาม….
ขอกลับมาที่สหรัฐก่อนจบสักหน่อย
แม้จะถูกค่อนขอดมาตลอด ว่าไม่มีรถไฟความเร็วสูงใช้
แต่เชื่อหรือไม่ ระบบการขนส่งของพวกเขา
ประสบความสำเร็จ และมีประสิทธิภาพอย่างสูง
ความฉลาดของพวกอเมริกันที่ชัดเจนและเป็นจุดเด่นที่สุด
ก็คือการจัดการกับระบบคมนาคมนี่แหละ
ทั้งในแง่การใช้ประชาชน และการทหารเลย
สหรัฐคือชาติที่มีระบบการขนส่งที่ดีที่สุดในโลก
และสอดคล้องกับบริบทสังคม กายภาพของพื้นที่
สร้างประโยชน์ให้กับระบบเศรษฐกิจของพวกเขาเองมาก
วิธีของสหรัฐ คือสร้างตัวเลือกที่หลากหลายรูปแบบ
กระจายกำลังการขนส่ง มากกว่าจะเน้นไปที่อย่างใดอย่างหนึ่ง
ซึ่งนั่นมีผลดีมาก กับการจ้างงานของพวกเขาทั้งระบบ
สหรัฐมีไฮเวย์ ที่ใช้ความเร็วสูงได้ นั่นทำให้เราเห็น
เทเลอร์ 18 ล้อคันโตแบบในหนัง วิ่งกันเกลื่อน
ซึ่งนี่ถูกใช้ขนส่งมากที่สุด ในหรือระหว่างรัฐใกล้ๆ
มีคลอง แม่น้ำมากมาย ถูกใช้เป็นทางลำเลียงสินค้าขนาดหนัก
จึงเกิดท่าเรือแม่น้ำขนาดใหญ่เยอะ สร้างการจ้างงานมากมาย
และเมื่อมีท่าเรือภายในแบบนี้ เศรษฐกิจท้องถิ่นมันจึงกระจาย
(จริงๆ ทางเรือในบ้านเนี่ย ไทยทำน้อยไปมาก
คนปัจจุบัน โง่กว่าคนโบราณรึเปล่าก็ไม่รู้ เคยดี แต่ไม่เอา)
1
มีสนามบินเพียบ มีไฟลท์บินภายในมากที่สุดในโลก
และมีการเดินทางทางอากาศแบบส่วนตัว เหมาจ่าย
มากมาย ในราคาที่ไม่สูงเลย ถ้าเทียบกับค่าเงินพวกเขา
ซึ่งใครๆก็เข้าถึงได้
(ค่า ฮ. รายชั่วโมง ถูกกว่าที่อื่นเยอะ แม้เทียบกับเราก็ตาม)
มีรถไฟ ที่แม้จะไม่เร็ว แต่ก็ไม่ช้าแบบบ้านเรา
เป็นทางเลือกที่ประหยัดที่สุด เพื่อคนและสินค้าจำนวนมาก
เราจะเห็นว่า ในความเป็นจริงแล้ว สหรัฐเองมีความสมบูรณ์
ในระบบการขนส่งมากอยู่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็น
ที่จะต้องลงทุนรถไฟความเร็วสูงแต่อย่างใดเลย
ตรงข้าม หากสร้างจริงๆ มันอาจกระทบกับระบบที่ดีอยู่แล้ว
จนเละได้ ซึ่งพวกเขาก็ฉลาดพอ ที่จะไม่สร้างปัญหาให้ตัวเอง
แม้จะมีภาพความทรุดโทรมของสถานีรถไฟฟ้าในเมืองบ้าง
แต่เราคงต้องไม่ลืม ว่ามันถูกสร้าง และใช้งานหนัก
แบบหาวันหยุดเพื่อปรับปรุงไม่ได้ ตั้งแต่ก่อนสงครามโลก
ครั้งที่สองเสียอีก โทรมจึงไม่แปลกอะไรเลย
กรณีของสหรัฐนั้น การขนส่งภายในและภายนอกของพวกเขา
ถือว่าดีที่สุด เท่าที่โลกจะมีได้ในปัจจุบัน
1
ไม่ต้องขายภาพสวย ไม่ต้องขายไฮเทค
ไม่ต้องเอาของใหม่มาใช้โฆษณาทางการเมือง แล้วขาดทุนโง่ๆ
…ซึ่งไอ้วิธีคิดแบบนี้นี่เอง ที่ทำให้มันคือเบอร์หนึ่งของโลก…
…ส่วนไอ้พวกชอบสร้างภาระแบบไม่จำเป็น ก็เจ๊งไปเหอะ…
…ไทยเรา จะไปต่อจริงๆ ทั้งที่รู้ผลสรุปว่าเจ๊งเนี่ยนะ…
…เอาอะไรคิด ถามจริงๆเหอะ 🙄🙄🙄….
อ้างอิง
https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1221160
https://www.cato.org/policy-analysis/high-speed-money-sink-why-united-states-should-not-spend-trillions-obsolete
การเมือง
ความคิดเห็น
สหรัฐอเมริกา
บันทึก
11
6
1
11
6
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย